Monday, 26 October 2026
พัฒนาเทคโนโลยี

‘รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา’ ชูบทบาทภาคเอกชนในเวทีประชุมคณะกรรมการ AI แห่งชาติ หนุนไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน เสนอแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญาประดิษฐ์ระยะ 2 ปี

เมื่อวานนี้ (1 พ.ค. 68) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ตัวแทนจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุม เพื่อรายงานผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาและเสนอแนวทางขับเคลื่อนแผนระยะถัดไป

ที่ประชุมได้สรุปความก้าวหน้าของแผนปี 2566-2567 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แผนระยะยาว โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดทำกรอบจริยธรรมและศูนย์ธรรมาภิบาล AI การเปิดใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง การผลักดันหลักสูตร AI ในทุกระดับการศึกษา และความร่วมมือด้านวิจัย เช่น Medical AI ที่พัฒนาโดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์กว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคหลัก

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังรายงานความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลก 'UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025' ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านนโยบาย AI โดยคาดว่าจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยในเวทีนานาชาติในฐานะผู้นำด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศในเชิงบวก

จากพื้นฐานที่วางไว้ รัฐบาลจึงผลักดัน National AI Program ระยะ 2 ปี (2569–2570) โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน AI ในอาเซียน ผ่านการเร่งสร้างบุคลากรด้าน AI ให้ครบทั้ง 3 กลุ่มหลัก คือ AI User, AI Professional และ AI Developer พร้อมทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส ที่เปิดให้นักพัฒนาใช้งานอย่างทั่วถึง

ภายใต้แผนนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว และการเกษตร ด้วยการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพบริการ และสร้างผลผลิตอย่างตรงเป้า โดยรัฐจะสนับสนุนโครงการผ่านมาตรการจูงใจและงบประมาณสนับสนุนอย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของแผน พร้อมมอบหมายให้กระทรวง อว. และกระทรวงดีอี จัดทำกรอบงบประมาณและรายละเอียดโครงการเสนอในที่ประชุมครั้งต่อไป พร้อมเน้นให้ National AI Program ระยะ 2 ปี เป็นวาระแห่งชาติ เร่งเดินหน้าทุกมิติ ทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และการต่อยอด AI เชิงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

เศรษฐกิจโลกผันผวน แรงงานไทยต้องอัปสกิล!! ก.แรงงานเตรียมพัฒนาระบบตลาดแรงงาน รับมือผันผวนเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสคนไทยปรับตัว สู้กับ AI และอุตสาหกรรมใหม่

ปลัดฯ ‘วรรณพงษ์’ เผย ก.แรงงาน เดินหน้าพัฒนา“ระบบวิเคราะห์ตลาดแรงงาน” หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
เพิ่มโอกาสคนไทย ปรับตัวสู่งานแห่งอนาคต

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย "ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายต่อภาคแรงงานไทยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และความผันผวนของราคาพลังงาน”จากกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถส่งผ่านมายังภาคการผลิต การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และความต้องการทักษะแรงงานของไทยได้

ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวต่อว่า ผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นที่ต้องจับตามอง
ไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้มีงานทำหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งความต้องการทักษะใหม่ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และคุณภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจมีเนื้อหางานเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตโนมัติ และ AI ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความรู้ด้านมาตรฐานการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“โจทย์ของกระทรวงแรงงาน จึงไม่ใช่รอให้เกิดการว่างงานแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า
รู้ว่าอุตสาหกรรมใด พื้นที่ใด และแรงงานกลุ่มใด กำลังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมทักษะ ตำแหน่งงาน
และมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผลกระทบ
ด้านการค้า - พลังงาน - แรงงาน แบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อ การส่งออก การใช้กำลังการผลิต ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา การเลิกจ้างหรือหยุดกิจการ ตำแหน่งงานว่าง และราคาพลังงาน เพื่อให้สามารถตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะต้องเชื่อมระบบเตือนภัยเข้ากับมาตรการเชิงรุก ทั้งการฝึกอบรมระยะสั้นที่ตรงกับตำแหน่งงาน การจับคู่คนกับงาน การสนับสนุนการย้ายงานและเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด

“เป้าหมายของกระทรวงแรงงาน คือทำให้แรงงานไทยไม่เพียงมีงานทำ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ มีโอกาส
เข้าสู่งานที่มีคุณภาพ และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพใหม่ได้เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงจะเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการศึกษา การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนและใช้ข้อมูลนำการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและหลักฐานของหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่นำมาประกอบการกำหนดมาตรการด้านแรงงานเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงานไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top