Friday, 5 June 2026
พลังงานสะอาด

‘EleX by EGAT ทับสะแก’ ต้นแบบสถานีชาร์จสีเขียว ผสานพลังงานสะอาดกับนวัตกรรม ‘EGAT Ash Nova’ คอนกรีตรักษ์โลก

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับกระแสนี้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ไม่เพียงรองรับการใช้งาน EV แต่ยังยกระดับสู่การเป็น “Green Charging Station” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สถานีต้นแบบ ‘EleX by EGAT’ ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

สถานีชาร์จแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงการเป็นมากกว่าจุดเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่จุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถาปัตยกรรมของสถานีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงพลังงานสะอาดและการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ EV ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “เสาแห่งพลังงาน” ทั้งสามต้น ที่ใช้สีเรืองแสงเพื่อสื่อถึงการรวบรวมและส่งต่อพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงเป็นทั้งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ให้แสงและความหมายแก่ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

EGAT Ash Nova: คอนกรีตรักษ์โลกจากของเหลือทิ้งสู่วัสดุสร้างสรรค์

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของสถานี EleX by EGAT แห่งนี้คือการใช้ ‘EGAT Ash Nova’ ซึ่งเป็นคอนกรีตทางเลือกที่พัฒนาจาก “เถ้าลอย” วัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งจะมีเถ้าลอยบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้และต้องฝังกลบ แต่ กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัยและพัฒนาให้สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ได้ถึง 100% และใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปผสมทำคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง และคอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า เป็นต้น

ข้อดีของ EGAT Ash Nova ได้แก่:
- กำลังรับแรงอัดสูง ทนทานต่อกรดและด่าง
- ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์
- ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุรักษ์โลก

ด้านวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานีนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในทุกองค์ประกอบ โดยหลังคา Polycarbonate ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และสีทับหน้าโพลียูรีเทน (สีที่ใช้เคลือบพื้นผิวภายนอกให้เงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน) ที่มีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สถานี EleX by EGAT ยังทำหน้าที่เป็น จุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Node) เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชน เรียกได้ว่าสถานีชาร์จแห่งนี้สร้างประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ ทั่วประเทศแล้ว 303 แห่ง และมีแผนขยายให้ครบ 312 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานีชาร์จ ‘EleX by EGAT ทับสะแก’ จึงไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยการผสานนวัตกรรม วัสดุรักษ์โลก และการออกแบบที่สะท้อนธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กฟผ. วางแนวทางพลังงานแห่งอนาคตตอบโจทย์ Net Zero ร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ในเวทีสัมมนา “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” นายวฤต รัตนชื่น “รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “EGAT Way to Energy Future” เปิดมุมมองใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมเผยกลยุทธ์ระดับชาติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นายวฤต เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า “Sustainability” ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ด้วย ทั้งหมดนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันทางการค้าในระดับโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

นั่นเพราะประเทศมหาอำนาจและบริษัทระดับโลกได้กำหนดกติกาใหม่ เช่น กลุ่ม RE100 ที่กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนต้องถูกผลิตและใช้จริง ไม่เพียงแต่มีแหล่งผลิตเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ถ้าขายสิทธิ์ให้คนอื่นไป ก็ไม่ได้ถูกนับว่าใช้พลังงานสะอาดจริง ๆ

ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าหรือภาคการขนส่ง ที่ใช้พลังงานฟอสซิล ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาชาวโลกที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัจจุบันภาคการผลิตไฟฟ้ามีทางเลือกในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น ความท้าทายนี้ กฟผ. ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ก็เห็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมองเทคโนโลยีเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. เทคโนโลยีที่ปัจจุบันใช้งานได้แล้ว เช่น โซลาร์รูฟท็อป วินด์ฟาร์ม โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งยังมีความผันผวน ไม่เสถียร ทางกฟผ. จำเป็นต้องเสริมด้วยระบบส่งไฟฟ้า หรือทำ Grid Modernization เพื่อรองรับและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) และ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ SMR ที่สำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วและปัจจุบันต่างประเทศใช้งานจริงอยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือตัดน้ำแข็ง เป็นต้น

3. เทคโนโลยีอนาคต เช่น ดวงอาทิตย์เทียม ที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญของ กฟผ. คือการเดินหน้า EV Ecosystem ครบวงจรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีบริการครบวงจร ตั้งแต่สถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการพลังงาน ฯลฯ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานด้วย AI, การจัดหาคาร์บอนเครดิตและ Renewable Energy Certificate ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์กลุ่ม RE100 ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ โซลาร์ลอยน้ำบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้นำร่องตามเขื่อนต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบการประมงหรือวิถีชุมชน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าตัวอย่างเช่น เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ใช้พื้นที่เพียง 5% ของอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ กฟผ. ยังจัดตั้ง RE Forecast Center ใช้ AI คาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ การบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กฟผ. ตั้งเป้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมากกว่า 45,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง แบ่งเป็น 20,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง  จาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและอีก 25,000 เมกะวัตต์ จาก Battery Storage

กฟผ. ไม่ได้มองพลังงานเพียงในมิติของการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า แต่คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย

LINK เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ “LINK Solar Cable PV Series” พัฒนาเพื่อทุกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับงานสัมมนา NEW Pro Tech : LINK Solar Cabling “ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution งานติดตั้งไม่มีพลาด”

รุ่นใหม่ที่โดดเด่นกว่า LINK Solar Cable “PV Series” วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา NEW Pro Tech : Product Highlight LINK Solar Cabling เพื่อไขความลับ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี และแนวโน้มของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เกี่ยวกับการเลือกใช้สายโซลาร์ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ในงานครั้งนี้ ได้เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ LINK Solar Cable “PV Series” เปลี่ยนผ่านจาก CB Series สู่ PV Series เพิ่มความทนทาน และเสถียรภาพของวัสดุ โดดเด่นด้วยฉนวน XLPO สองชั้น ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ทน UV กันน้ำระดับ AD8 ใช้งานได้ทั้งบนหลังคา และโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี นับว่าสายโซลาร์รุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คืออีกก้าวของนวัตกรรมที่สะท้อนการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

BLC ปรับยุทธศาสตร์!! ลุยบริหาร API และสต็อกวัตถุดิบ เปิดโครงการโซลาร์ลดต้นทุนพลังงาน เป้าหมาย 'Green Factory' ปี 2569 เสริมความมั่นคงทางยาไทย

BLC ปรับทัพรับศึกภูมิรัฐศาสตร์! ลุยบริหาร API-สต็อกวัตถุดิบเข้ม ชูฐานะการเงินแกร่ง - หนี้ต่ำ
งัดโซลาร์ฟาร์มหั่นต้นทุน ดันเป้า ‘Green Factory’ เสริมความมั่นคงทางยาไทย

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกและวิกฤตพลังงาน เร่งบริหารจัดการวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา (API) อย่างเป็นระบบ พร้อมเพิ่มระดับ Safety Stock เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตยาคุณภาพสูงทดแทนการนำเข้า ขณะที่ด้านต้นทุนเตรียมเปิดโครงการ Solar Farm เฟส 2 ไตรมาส 1/2569 คาดช่วยประหยัดค่าไฟกว่า 6 แสนบาทต่อเดือน มุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 45% ภายในปี 2569 ชูฐานะทางการเงินแกร่ง D/E ต่ำ พร้อมรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อความมั่นคงยาของไทย

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน

โลก BLC ได้วางแผนบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานตามรอบคำสั่งซื้อ (Order Cycle) เพื่อความคล่องตัว สำหรับวัตถุดิบกลุ่มสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ซึ่งนำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย และสารประกอบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยาจากยุโรป แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ผ่านพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามและวางแผนเพื่อรองรับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ (Freight) ค่าประกันภัย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยรวม นอกจากนี้ สำหรับดีมานด์ในตลาดที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในระยะถัดไป บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด และมีการวางแผนจัดหาอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพื่อความมั่นคงทางด้านยาของคนไทย

อย่างไรก็ตาม BLC ได้บริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยรับมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบ (Safety Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตโดยรวม โดยการสำรองสต็อกดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่องบกระแสเงินสด (Cash Flow) เนื่องจากบริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ในระดับต่ำ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวน BLC ได้ยกระดับการจัดการต้นทุนผ่านการลงทุนในพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้โครงการ Solar Farm เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโครงการ Solar Farm เฟส 1 สามารถรองรับการใช้พลังงานได้ถึง 25.41% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของปี 2568 นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินงานโครงการ Solar Farm เฟส 2 ขนาดกำลังติดตั้ง 1.5 MW ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าจากการซื้อภายนอกได้ประมาณ 600,000 บาทต่อเดือน สำหรับเป้าหมายระยะยาว ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “Green Factory” อย่างยั่งยืน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLC กล่าวเพิ่มเติมว่า BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา ด้วยการมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุดในประเทศ ผ่านกระบวนการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence: BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ายาต้นแบบจากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ “บัญชียานวัตกรรมไทย” ของภาครัฐ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถจัดซื้อยาคุณภาพที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากยุโรป สหรัฐฯ หรืออิสราเอลที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งในสภาวะสงคราม เพื่อให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน

“BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย ในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา เราจึงมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบชีวสมมูล (BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ และช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเข้าถึงยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งจากสภาวะสงคราม แม้ในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนของยาต้นแบบในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

WHAUP ทุ่มงบลุยธุรกิจน้ำ-ไฟ ปั้นระบบน้ำไฟอัจฉริยะรองรับอนาคต ปิดดีล Data Center ไตรมาส 2 นี้ ลงทุน 2.9 พันล้านบาทปี 69 เสริม Net Zero ปี 2050 มุ่งยั่งยืน

WHAUP กางแผนปี 69 ทุ่ม 2.9 พันล้านบาท

ปั้นระบบนิเวศน้ำ–ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับอุตสาหกรรมอนาคต

จ่อปิดดีลโปรเจกต์ Data Center เพิ่มในไตรมาส 2

 

กรุงเทพฯ – บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก “น้ำ-พลังงานไฟฟ้า” ส่งสัญญาณไตรมาส 2 นี้ เตรียมปิดดีลกลุ่ม Data Center พร้อมชูนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ศึกษาโรงไฟฟ้า SMR มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานสะอาดแห่งอนาคต  ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์  พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในปี 2569  WHAUP ประกาศเดินหน้าตอกย้ำแผนกลยุทธ์หลักในการขยายความเป็นผู้นำในด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม พร้อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สร้างระบบนิเวศน้ำ–พลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บริษัทเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคแบบครบวงจรทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและให้บริการน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำ การพัฒนาน้ำมูลค่าเพิ่ม เช่น Premium Clarified Water และ Demineralized Water รวมถึงโซลูชัน Water Reclamation และ Smart Water Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่กับการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการ Solar Private PPA และ Direct PPA  พร้อมพัฒนาโซลูชันนวัตกรรม เช่น Peer-to-Peer Energy Trading Platform ระบบซื้อขาย REC และการศึกษาการพัฒนา SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

อัดงบลงทุน 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก สู่ New S-Curve

บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57 % และระบบสาธารณูปโภคน้ำ 43 %  โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170  ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 129 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง     เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป    12-16 เท่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาซื้อขายและบริหารจัดการน้ำกับลูกค้าเพิ่มกว่า            28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเตรียมปิดดีลสัญญาน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในไตรมาส 2/2569 นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียรวมกว่า 25 ล้านลูกบาศ์เมตร ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2.1, WHA ESIE3.1 และ WHA ESIE5 เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

ด้านเวียดนาม บริษัทฯ ยังคงขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในนิคมของ WHA Group โดยเฉพาะในจังหวัดเหงะอานและทัญฮว้า  ขณะเดียวกันโครงการที่บริษัทฯ ร่วมลงทุน โดยเฉพาะโครงการโรงผลิตน้ำประปา Duong River ซึ่งจำหน่ายน้ำให้กับชุมชนในกรุงฮานอย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์สู่ “Water Positive” มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่าที่ใช้ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำทางเลือก การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิล และลดการสูญเสียน้ำในระบบ รวมถึงพัฒนาโซลูชัน Water Reclamation และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ ตอบโจทย์ด้าน ESG และ Decarbonization

 2.ธุรกิจไฟฟ้า: ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งพัฒนาโครงการ Solar ทั้งในรูปแบบ Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและต้องการเสถียรภาพด้านพลังงาน

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด    โดยตั้งเป้าการเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA ภายในประเทศเพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ และในประเทศเวียดนามเพิ่ม 29 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการเตรียมขยายพอร์ตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการโครงการ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งศึกษาการลงทุนเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างฐานการเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading ควบคู่กับระบบซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต

 “WHAUP ยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจของ WHA Group ที่ว่า ”WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2030” นายอัครินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

 

EVAT แนะรัฐดัน EV รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง ชู EV ทางเลือกพลังงานใหม่ ดันไทยสู่พลังงานแห่งอนาคต 5 ข้อเสนอเร่งดันนโยบายจริงจัง

EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน ชู EV เป็นทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ชูยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกพลังงานใหม่ หนุนเป้าหมายประเทศ 30at30

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30at30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

.

ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น

2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว

5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า “ วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น

ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ”

เกี่ยวกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand)

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นสมาคมที่ไม่เเสวงหาผลกำไร โดยแนวทางของสมาคมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเเลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อบังคับมาตรฐาน และการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันสมาคมมี คุณสุโรจน์ เเสงสนิท ทำหน้าที่นายกสมาคม และมีสมาชิกที่มาจากภาคเอกชน สถาบันศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้นกว่า 390 ราย โดยทางสมาคมมีการกำหนดการจัดการประชุม ในทุกๆเดือน และมีการเเบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ที่ www.evat.or.th

บ้านปูขับเคลื่อนพลังงาน หมุนเวียนครบวงจรผลิตใช้ขาย รองรับความต้องการพลังงานสะอาด BESS-แพลตฟอร์มซื้อขายช่วยเสถียรภาพ ผสาน AI ยกระดับระบบพลังงานชาญฉลาด

“พลังงานหมุนเวียนครบวงจร: ผลิต กักเก็บ และซื้อขาย”
ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานทั่วโลกสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน และผลการประชุม COP301 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปี 20302 เพื่อจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความต้องการพลังงานที่มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากปัจจัยเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน

แม้การผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะเติบโตต่อเนื่อง3 แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเห็นถึงบทบาทของ BESS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าและรักษาความสม่ำเสมอ ของพลังงานหมุนเวียน4 อีกทั้งการนำแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้5 ช่วยเปิดโอกาสการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการทำงานของระบบพลังงาน ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สำหรับ BESS ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับระบบพลังงานที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความผันผวนในอนาคต ทิศทางเหล่านี้ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การกักเก็บ และการซื้อขายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์ของพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่สะท้อนคุณค่าในหลากหลายมิติ
• ภาคธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ลดต้นทุน
และความผันผวนทางพลังงาน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมือกับคู่ค้า
ที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) 
• นักลงทุนและคู่ค้า ได้รับประโยชน์จากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และพลังงานสะอาด
• ชุมชน สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อาศัยและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 
• ประเทศต่างๆ สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนระดับชาติและความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP พร้อมรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกและความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ โดยจะเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าไฟฟ้าครบวงจร ทั้งพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อม BESS จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน โครงการ BESS เมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ โครงการ BESS อิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) และอีกหลายโครงการในญี่ปุ่น ซึ่งโครงการ BESS ทั้งสองประเทศนี้จะเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ การยกระดับ Power+ 
ยังสอดรับกลยุทธ์ Energy Symphonics ของกลุ่มบ้านปูที่เร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับการขยายตัวของ AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ในระดับ Utility-scale ไปพร้อมกับการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน ของกลุ่มบ้านปู

เคทีซีชู Green Growth ปรับใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียพร้อมรับมือโลกร้อน ลดกระดาษหมื่นรีม-ขยะรีไซเคิลเกือบร้อยตัน ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสร้างสำนึกองค์กร

เคทีซีชู Green Growth และ Better Climate มุ่งเน้น “การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน        

ในวันที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ในแต่ละวันองค์กรกำลังใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากพอหรือยัง และ “ของเหลือ” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานกำลังถูกจัดการอย่างไร แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องของเสียในองค์กร จากปลายทางของการกำจัดขยะ สู่การเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะทุกทรัพยากรที่จบลงอย่างสูญเปล่า ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนด้านวัสดุและพลังงาน แต่ยังหมายถึงภาระต่อสิ่งแวดล้อมที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืน ด้วยการบูรณาการแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้าสู่การดำเนินงานจริง ภายใต้กรอบกลยุทธ์ “Shift Forward: Survive and Thrive with Digital & AI” ซึ่งกำหนดให้แนวคิดการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Better Climate) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักของการเติบโตระยะยาว โดยไม่มองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแยกออกจากการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัยองค์กรและการบริหารประสิทธิภาพในภาพรวม

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของเคทีซี ระบุว่า สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษจากโครงการต่างๆ ที่เน้นการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทำงาน ซึ่งช่วยลดกระดาษ 10,343 รีม รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งสิ้น 95.6 ตัน นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปรับสร้างความร่วมมือกับพนักงาน การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนและความรับผิดชอบต่อโลกโดยรวม

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการนำขยะอาหารและของเหลืออินทรีย์ภายในองค์กร มาบริหารจัดการต่อเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระการกำจัดขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนปลายทาง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำปุ๋ย” แต่คือการสร้างระบบคิดใหม่ให้องค์กร มองเห็นความสูญเปล่า และจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” กล่าวว่า “ในวันที่หลายองค์กรพูดถึงความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การริเริ่มโครงการใหม่ แต่ต้องกลับมาทบทวนการใช้ทรัพยากรที่มี ว่าถูกใช้คุ้มค่าเพียงใด ของเหลือถูกจัดการอย่างไร และความสูญเปล่าในระบบงานลดลงจริงหรือไม่ เพราะ Green Growth ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการผลักดันความยั่งยืนจาก การลงมือทำจริงในทุกกระบวนการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรและสังคมเห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจ และการดูแลโลกใบนี้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน อนุมัติ 6 โปรเจกต์ใหญ่ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท 'ติ๊กต๊อก' นำทัพดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งเน้นพลังงานสะอาดและไฟฟ้า

บีโอไอไฟเขียว 6 โครงการ ลงทุนกว่า 9 แสนล้าน ‘ติ๊กต๊อก’ นำทัพลงทุนใหญ่ ปักหมุดไทยฐานหลักภูมิภาค

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท “ติ๊กต๊อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค พร้อมไฟเขียวเพิ่ม 9 โครงการเข้าระบบ Thailand FastPass และจับมือกระทรวงพลังงาน เร่งขับเคลื่อนกลไกพลังงานสะอาดและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากล็อตแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

อนุมัติ 6 โครงการใหญ่ ลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท

- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่

1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยในโครงการนี้ บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย

2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group
กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์

3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์

- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง

- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะเป็นสารสำคัญในการนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส

เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass ล็อต 2

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ล็อต 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรกที่ให้ไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด – จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมและอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้บีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด” นายนฤตม์ กล่าว

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top