Friday, 5 June 2026
พลังงานสะอาด

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าปลดล็อกโซลาร์-ปลดภาระค่าไฟ เตรียมชงร่างกม. ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าครม. เดือนนี้

‘พีระพันธุ์’ พร้อมปลดล็อก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ชงร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้า ครม. เดือนนี้ เตรียมจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย มั่นใจลดค่าไฟได้เห็นผล!

(11 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการใน 3 แนวทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น โดยแนวทางแรก คือ ให้นำค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา แนวทางที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง 'โซลาร์รูฟท็อป' ภายใต้ร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนแนวทางที่ 3 ก็คือ การจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากพันธมิตรภาคธุรกิจ รวมทั้งการพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต

นายพีระพันธุ์ได้ระบุถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอำนวยให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเปลี่ยนจากระบบ 'ขออนุญาต' เป็นระบบ 'แจ้งเพื่อทราบ'  

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถดำเนินการติดตั้งได้เลย โดยปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการได้ประกาศไว้ และเมื่อดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็แจ้งให้ทางการทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ในภายหลัง  ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยประหยัดเวลาและความซับซ้อนในการขออนุญาตติดตั้งได้อย่างมาก

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาถูกกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชนคนไทยในราคาพิเศษ และเพื่อหาโรงงานรองรับการผลิตอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้เครื่องต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียบร้อยแล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในราคาต่ำเมื่อเทียบกับราคาในท้องตลาด

สำหรับอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานนี้ เป็นผลงานนวัตกรรมของ ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง จากจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งสามารถคิดค้นและพัฒนาอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ โดยอินเวอร์เตอร์รุ่นแรกที่จะผลิตออกจำหน่ายนี้ เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5 กิโลวัตต์  ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านมาตรฐานทั่วไป และสามารถช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล ซึ่งผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน ทั้งด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code) ด้านการป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)  และด้านการป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)  

“การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึง บริษัท ห้างร้าน สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทุกวันนี้ชนทุนพลังงานเพื่อประโยชน์ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ย้ำไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เน้นทำงานแก้ปัญหาประชาชน หนุนใช้พลังงานทางเลือกสร้างรายได้ให้คนไทย เพิ่มความมั่นคงชุมชน

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดกำลังการผลิต 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้ง 2 รอบ ไม่ได้เกิดจากมติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อำนาจต่าง ๆ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ก็ต้องอาศัยมติและความเห็นจากคณะกรรมการในที่ประชุมซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามมติดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลปัจจุบันแต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไข โดยมีมติ กพช. ชะลอการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าข้างต้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเจรจาปรับลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว โดยใช้ราคาล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจา 

วันนี้สามการไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องปฏิบัติตามมติ กพช. โดยตนยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่นายทุนหรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน และมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า(PDP) ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ในแผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาเป็นลำดับแรก ซึ่งพลังงานดังกล่าวมาได้จากหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะจากเศษวัสดุเหลือใช้ซึ่งตนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ให้ประชาชนนำเศษวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยต้องมาคำนวณว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าในรูปแบบดังกล่าวได้เท่าใด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้า และนอกจากการมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าในภาคประชาชนแล้ว ตนยังมุ่งหวังให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนและช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคประชาชนได้ต่อไป

นายพีระพันธุ์ยังกล่าวแสดงความคาดหวังว่า คณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ จะนำแนวนโยบายนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีอิสระโดยแท้จริง พร้อมย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานและแก้ปัญหาให้คนไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมติหรือปัญหาด้านพลังงานที่เกิดช่วงก่อนปี 2567 นั้น ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน เพราะในขณะนั้นช่วงท้ายรัฐบาลตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภารกิจหน้าที่คนละอย่างกัน และยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ไม่ถูกใจนายทุน

กฟผ. จัดเต็ม 4 ฐานกิจกรรมสร้าง 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ปลูกฝังเรื่องพลังงานผ่านฐานการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

กลับมาอีกครั้งกับการร่วมออกบูทเพื่อการเรียนรู้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่ง กฟผ. ได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกพลังการเป็นฮีโร่ในตัวเด็กๆ ให้เป็น ‘ฮีโร่พลังงาน’ โดยในแต่ละฐานมุ่งสร้างประโยชน์และทักษะที่แตกต่างกันให้แก่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

สำหรับในปีนี้ กฟผ. ได้เตรียมกิจกรรมในรูปแบบ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกความเป็นฮีโร่ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ๆ ด้วยการเปลี่ยนเรื่องพลังงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องพลังงานในวันนี้ สร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้งานในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างเหล่าฮีโร่ด้านพลังงานออกไปร่วมพิทักษ์โลกของเราแล้วเป็นจำนวนมาก ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เน้นการเรียนรู้จริง เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ฐาน E: Energy Innovation ฐานนี้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจำลองโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ที่จะให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงหลักการทำงานโดยตรง รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน Energy Storage System (ESS) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานสะอาด ที่จะช่วยปลุกจินตนาการให้เด็ก  ๆ สนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี

ฐานถัดมา G: Green Learning Society เป็นฐานที่จะสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก ให้กับเด็ก ๆ เริ่มจากการ ฝึกสร้างโลกสมดุลคาร์บอน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 'ห้องเรียนสีเขียว' แหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านกิจกรรม Interactive 3D Painting เป็นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

จากนั้นจะนำพาเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันกับฐาน A: Appliances & Energy ซึ่งฐานการเรียนรู้นี้ จะเสริมทักษะการประหยัดพลังงาน เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ไม่ใช่แค่ฉลาก แต่เด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการเลือกซื้อและเลือกใช้สินค้าที่ประหยัดไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองและความรู้เหล่านี้จะติดตัวเด็ก ๆ ตลอดไป

ส่วนฐานสุดท้ายจะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นฮีโร่พลังงาน กับฐาน  T: Transformative Learning เป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้เด็ก ๆ ได้จำลองการเแปลงร่างผ่าน AI เป็นฮีโร่ด้านพลังงาน และสามารถสแกนภาพถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วย          

นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. ย้ำว่า บูทนิทรรศการ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ที่ กฟผ. จัดเตรียมไว้ต้อนรับผู้ที่สนใจในปีนี้ จะมีทั้งความสนุกสนาน และจะเป็นห้องเรียนมีชีวิตที่จะสร้างทั้งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ โดยคาดหวังว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้พลังงาน แต่จะเป็นผู้สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ เพื่อก้าวไปเป็น 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ได้อย่างแท้จริง

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคมนี้เท่านั้น สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอยากร่วมฐานฝึกเป็นฮีโร่ด้านพลังงานกับบูทนิทรรศการของ กฟผ. แล้วพบกันที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พิธีลงนาม MOU สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด และธุรกิจศูนย์ข้อมูล

(22 ส.ค.68) บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำด้านนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ กลุ่ม ปตท.

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูง รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำดิบ การผลิตและจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ไปจนถึงการออกแบบระบบสำรองเพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

นาย ธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ EEC เพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว

ด้านนาย ชาญศักดิ์ ชื่นชม ผู้จัดการใหญ่ GPSC กล่าวว่า ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมพลังงาน บริษัทมุ่งมั่นเติบโตบนเส้นทางพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีและการให้บริการโซลูชันครบวงจร พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในบรรยากาศแห่งความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

กฟผ. เปิดขายซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ฯ โครงการเขื่อนศรีนครินทร์ 3 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

กฟผ. เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3  กำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) พร้อมเปิดขายซองประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กันยายน 2568 เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

วันที่ (26 ส.ค. 68) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3 (SNR-PV3) จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) กำหนดไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571 เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน เป็นการใช้โครงสร้างและอุปกรณ์หลักร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความลาดเอียงให้แสงส่องผ่านลงได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ซึ่งตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนบนผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3791    

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า - ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ - การใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Ms. Isabel Fan ผู้อำนวยการภูมิภาคอาวุโส ประจำฮ่องกง มาเก๊า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Full Self-Driving : FSD) ในประเทศไทย โดยมีนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง และผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมหารือ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงคมนาคม

นายสุริยะ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และมาตรฐานการรับรองรวมถึงการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2573 และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ทั้งนี้ บริษัท เทสลา ได้นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีครบวงจร อาทิรถยนต์ไฟฟ้า (Model 3/Model Y/Model S/Model X) และซอฟต์แวร์อัปเดตผ่านอากาศ (OTA) ที่ยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบช่วยขับขั้นสูง และ Full Self-Driving (FSD) สถานีชาร์จความเร็วสูง (Supercharger) ตลอดจนโซลูชันพลังงานสะอาดทั้งแผงโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน(Powerwall/Megapack/Virtual Power Plant) เพื่อรองรับการเดินทางสะอาด เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต

จุฬาฯ–กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่พลังงานสะอาด หนุนโครงการวิจัยผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

ด้าน นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

‘เมืองปอร์โต้’ โปรตุเกส เสน่ห์เงียบที่คนรวยแห่จับจอง ชนะใจเศรษฐีที่เบื่อความหรูหราใน ‘ลอนดอน-ปารีส-สิงคโปร์’

(1 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Annabel - Your Wealth Architect โพสต์แชร์เรื่องราวของ…ปอร์โต้ (Porto) เมืองริมแม่น้ำโดรู (Douro) ของโปรตุเกส กำลังกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแบบไม่ต้องประกาศ ต่างจากเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส หรือสิงคโปร์ ซึ่ง Porto ดึงดูดด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สงบ และความเป็น “discreet luxury” ความหรูที่ซ่อนอยู่ 

เสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือห้างแบรนด์เนม แต่คือศิลปะและวิถีชีวิต เช่น สถานีรถไฟ São Bento ที่เต็มไปด้วยกระเบื้อง Azulejos เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ หรืออาหารท้องถิ่นอย่าง Francesinha ที่เกิดจากความขาดแคลนหลังสงคราม แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับชาติ เมืองนี้สะท้อนว่า “ข้อจำกัดสร้างวัฒนธรรม” ได้จริง

ในมุมเศรษฐกิจ Porto ถูกจัดให้เป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บ้านริม Douro ราคาไม่กี่ล้านยูโรแต่ได้วิวแม่น้ำและไร่องุ่น ขณะที่คุณภาพชีวิตสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ โปรตุเกสยังติดอันดับประเทศที่ปลอดภัยและเหมาะกับการเกษียณ ทำให้เศรษฐีจากยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือแห่ย้ายมาใช้ชีวิตที่นี่

มากกว่านั้น Porto ยังถูกมองว่าเป็นเมืองอนาคตด้านพลังงานสะอาด เพราะโปรตุเกสเป็นผู้นำในยุโรปด้าน offshore wind ใครถือครองที่ดินริมมหาสมุทรแอตแลนติกวันนี้ ไม่ได้ถือแค่บ้าน แต่ถือ “อนาคตพลังงานโลก” ด้วย Porto จึงไม่ใช่เพียงเมืองไวน์ แต่กำลังจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของเศรษฐีที่เข้าใจว่า ความสงบและความจริงใจมีค่ามากกว่าทองคำ

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top