Friday, 5 June 2026
ปสามสี

‘ชาวเน็ตเขมร’ บ่นประเทศไทยแล้งน้ำใจ หลังไม่ยื่นมือช่วยเหลือน้ำท่วมเหมือนเมื่อครั้งอดีต

(2 ก.ย. 68) ชาวเน็ตกัมพูชาบ่นผ่านโซเชียล อ้างไทยเมินช่วยเหลือน้ำท่วม ในช่วงที่กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏข้อความและคลิปวิดีโอจากผู้ใช้งานที่อ้างว่า “ทำไมประเทศไทยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” บางรายถึงขั้นตำหนิว่าเพื่อนบ้านใจดำ ไม่แสดงน้ำใจเหมือนครั้งก่อน ๆ

โพสต์เหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่สะท้อนความคับข้องใจต่อความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทาเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่า การช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ควรโยนความผิดให้กับไทยฝ่ายเดียว

ถึงแม้เสียงบ่นในโลกออนไลน์จะกลายเป็นประเด็นถกเถียง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานหรือแถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาที่กล่าวตำหนิไทยโดยตรง และสื่อกระแสหลักทั้งสองประเทศก็ยังไม่รายงานกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่ “โซเชียล” กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ ขณะที่ข้อเท็จจริงด้านการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศยังต้องรอติดตามจากความเคลื่อนไหวระดับทางการต่อไป

แรงงานกัมพูชา เคลื่อนไหวใหญ่!! ประท้วง ปิดถนน เรียกร้อง ลั่น!! หากไม่ตอบสนอง พร้อมลุกฮือ เตรียมจุดไฟทั่วประเทศ

สถานการณ์แรงงานในกัมพูชาปะทุ เมื่อคนงานจากโรงงาน Taral International Co Ltd จังหวัดกัมปงสปือ รวมตัวกันปิดถนนสายหลัก National Road 3 เพื่อคัดค้านการเลิกจ้างพนักงานขับรถรับส่งกว่า 60 คน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มเงินช่วยเหลือมื้อกลางวัน

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีแรงงานเข้าร่วมกว่า 8,000 คน หรือเกือบ 90% ของแรงงานทั้งหมดในโรงงาน ตามข้อมูลจาก Thorn Thon เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน Federation of Free Trade Unions of Cambodia (FTUWKC) การปิดถนนกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนแรงงานจะยอมเปิดทางอีกครั้งราว 10.00 น. หลังจากที่มีตัวแทนแรงงาน 30 คนตกลงเข้าร่วมการเจรจากับฝ่ายบริหารโรงงาน แรงงานไม่ได้เพียงแต่คัดค้านการเลิกจ้าง แต่ยังประท้วงการตัดโบนัส เงินเดือนประจำปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ถูกลดทอน พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้โรงงานจัดสรร เงินช่วยค่าอาหารกลางวัน 2,000 เรียล (ราว 0.50 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อวันต่อคน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญ

“โรงงานเลิกจ้างคนขับรถ 60 คนที่เคยพาแรงงานไปทำงานทุกวัน และยังมีการตัดโบนัสและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ พวกเราจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้” — Thorn Thon เจ้าหน้าที่ FTUWKC กล่าวกับสื่อท้องถิ่น

แม้ถนนจะกลับมาเปิด แต่แรงงานย้ำหนักแน่นว่าหากข้อเรียกร้องไม่ถูกตอบสนอง พวกเขาจะยกระดับการประท้วง ขยายการเคลื่อนไหวไปยังโรงงานอื่นทั่วประเทศ

‘กัมพูชา’ เดินหน้า!! เปิดเกมรุกทางทะเล ติดอาวุธครบมือ ขีปนาวุธล้ำสมัย ถึงเวลาแล้ว!! ทัพเรือไทย ต้องเร่งซื้อฟริเกต ก่อนจะหมดสิทธิ์ป้องกันตัว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กัมพูชาได้ส่งจอมพล สมเด็จพิชัยเสนา เตีย บัญ รองประธานพรรค CPP และองคมนตรี เดินทางเยือนจีน เพื่อตรวจสอบและรับมอบเรือคอร์เวตติดขีปนาวุธ Type 056 จำนวน 2 ลำ ภาพถ่ายที่กองทัพเรือกัมพูชาเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่าเรือทั้งสองลำผ่านการปรับปรุงและทดสอบระบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือ YJ-83 ระบบป้องกันภัยทางอากาศ HHQ-10 ตอร์ปิโด Yu-7 รวมถึงเรดาร์และโซนาร์ทันสมัย

การมอบเรือดังกล่าวถือเป็นการยกระดับกองทัพเรือกัมพูชาครั้งสำคัญ ทำให้กัมพูชามีกำลังรบทางทะเลที่ครบมิติ ทั้งการโจมตี การป้องกัน และการปราบเรือดำน้ำ โดยยังสอดรับกับการที่จีนลงทุนปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมให้รองรับเรือขนาดใหญ่ได้ในอนาคต

การที่กัมพูชารับเรือรบติดขีปนาวุธจากจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยไม่ควรมองข้าม เพราะนี่คือครั้งแรกที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรามีกำลังทางทะเลที่สามารถโจมตีและป้องกันได้ครบวงจร หากเกิดความตึงเครียดในอ่าวไทย ผลเสียหายย่อมกระทบต่อเส้นเลือดเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยตรง

เมื่อเปรียบเทียบ ไทยมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพียงลำเดียวคือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ส่วนเรือชั้นนเรศวรและเจ้าพระยาก็ใกล้หมดอายุการใช้งาน หากยังชะลอการจัดหาใหม่ ไทยจะถูกทิ้งห่างและอาจสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

ดังนั้น เรามีจำเป็นต้องเร่งจัดหา ฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มอย่างน้อย 2 ลำ ในปีงบประมาณ 2569 และปี 2570ให้สำเร็จ ข้าพเจ้าเป็นการลงทุนเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาว

‘เส้นแดงปี 1893’ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่ ‘กัมพูชา’ ไม่มีสิทธิ์อ้างครอบครอง เปิดแผนที่ฝรั่งเศสชัด!! เส้นเขตแดนนี้ ไม่ใช่สิทธิ์ แต่คือรอยขีดของจักรวรรดิ

แผนที่ปี 1893: เส้นแดงแห่งอำนาจที่กัมพูชาไม่เคยมีสิทธิ์

การเปิดเผยเอกสารจาก Le Petit Journal วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 (ร.ศ. 112)

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ Le Petit Journal ได้ตีพิมพ์แผนที่ชื่อว่า 'Carte du Royaume de Siam' หรือ 'แผนที่ราชอาณาจักรสยาม' ในภาคเสริมพิเศษ (Supplément Illustré)

แผนที่ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุการณ์ รบปากน้ำ (Paknam Incident) ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 — วิกฤตการณ์ที่ทำให้สยามต้องยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสโดยปราศจากทางเลือก

แผนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็น 'ราชอาณาจักรสยาม' ที่ยังมีอำนาจเหนือดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง — ตั้งแต่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ลงมาถึงพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ

พื้นที่เหล่านี้ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสยามโดยตรง มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองและส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ไปดูแลอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากการเผชิญหน้าทางทหารกับฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้กำลังทางการทูตและกองทัพกดดันให้สยามต้องลงนามใน สนธิสัญญา พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เพื่อมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส — ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสได้นำไปรวมเข้ากับ 'อินโดจีนฝรั่งเศส' ที่ตนตั้งขึ้นใหม่

เส้นเขตแดนที่ขีดโดยอำนาจ ไม่ใช่โดยสิทธิ์ แผนที่ใน Le Petit Journal มิใช่เพียงเอกสารภูมิศาสตร์ แต่คือ 'ประกาศทางอำนาจ' ของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
เส้นสีแดงที่ลากผ่านกลางภูมิภาคนี้ คือรอยขีดของมหาอำนาจยุโรปที่ใช้ 'ปากกาและปืนใหญ่' กำหนดอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะนั้น 'กัมพูชา' มิได้มีสถานะเป็นรัฐอิสระใด ๆ เลย กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอารักขาของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 และเมื่อถึงปี 1893 ฝรั่งเศสได้ใช้ชื่อของ “การคุ้มครองกัมพูชา” เป็นเพียงข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางตะวันตกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขง เพื่อกดดันสยามให้ถอยร่นเขตแดนของตน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง — การกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาในเวลานั้น ไม่ได้มี 'รัฐบาลกัมพูชา' เข้าร่วมตัดสินใจใด ๆ เลย 

ทุกเส้นที่ถูกขีดลงในแผนที่ ล้วนเกิดจาก “ข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” โดยที่กัมพูชาเป็นเพียง 'ดินแดนภายใต้อารักขา' ซึ่งไม่มีอำนาจเจรจา ดังนั้น เขตแดนที่ปรากฏในปี 1893 คือผลลัพธ์ของ “สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” ไม่ใช่ 'สยามกับกัมพูชา'

อำนาจกับประวัติศาสตร์: ใครกันคือเจ้าของเส้น?
แผนที่ฉบับนี้ชี้ชัดว่าระหว่างปี 1893 นั้น โลกยังอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป และในบริบทนั้น 'อำนาจ' สำคัญกว่าทั้ง 'สิทธิ์' และ 'อัตลักษณ์ของท้องถิ่น' สยามเป็นเพียงไม่กี่ชาติในเอเชียที่ยังคงเอกราชไว้ได้ แม้จะต้องยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการดำรงอยู่ของชาติ ขณะที่กัมพูชาถูกลดสถานะเหลือเพียงรัฐอารักขาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ไม่อาจมีสิทธิกำหนดชะตาดินแดนของตนได้แม้แต่น้อย

บทสรุปของเส้นแดง
แผนที่ 'Carte du Royaume de Siam' ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1893 จึงเป็นพยานสำคัญในประวัติศาสตร์ มันไม่เพียงแสดงขอบเขตของสยามเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจของโลกในยุคนั้น โลกที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างสยามต้องต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของตน และโลกที่ประเทศอย่างกัมพูชา ยังไม่อาจลุกขึ้นพูดได้แม้แต่เรื่องเขตแดนของตนเอง

> เส้นสีแดงในแผนที่คือรอยขีดของจักรวรรดิ ที่เตือนเราว่า 'เส้นเขตแดน' ไม่เคยถูกเขียนด้วยความยุติธรรม แต่ถูกขีดด้วยอำนาจของผู้ถือปากกา

เอกสารและบทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแหล่งข้อมูลร่วมสมัยของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 ซึ่งตีพิมพ์ “แผนที่ราชอาณาจักรสยาม” เพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

การเปิดเผยเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างถูกต้อง ว่าการแบ่งเขตแดนในยุคนั้นเป็นผลของอำนาจจักรวรรดิ มิใช่การตกลงระหว่างสยามกับกัมพูชา

ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา ที่ถูกลบจากความทรงจำคนเขมร หวังสร้างอัตลักษณ์ของชาติเปลี่ยนภาพ “ตรีมุข” เป็น “นครวัด”

(6 ต.ค. 68) “ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา” — ธงประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาพยายามลบ แต่รัสเซียบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1890

หนึ่งในหลักฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง คือภาพ “ธงชาติของกัมพูชา” ที่ปรากฏในหนังสือ Альбом штандартов, флагов и вымпелов Российской империи и иностранных государств (Album of Standards, Flags and Pennants of the Russian Empire and Foreign States) จัดพิมพ์ขึ้นโดย กองอุทกศาสตร์ กระทรวงทหารเรือแห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Главное гидрографическое управление Министерства морского флота) เมื่อปี ค.ศ. 1890 (พ.ศ. 2433)

หากเทียบตามลำดับเวลา ปี 1890 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงสยาม ซึ่งทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศและสร้างดุลทางการทูตกับมหาอำนาจตะวันตก ส่วนทางฝั่งรัสเซียอยู่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Emperor Alexander III, ค.ศ. 1881–1894) ผู้วางรากฐานราชนาวีรัสเซียและสถาบันภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ การตีพิมพ์หนังสือชุดนี้จึงอยู่ในบริบทเดียวกับยุคที่ทั้งสยามและรัสเซียต่างให้ความสำคัญกับ “สัญลักษณ์ของรัฐ” เพื่อแสดงความเป็นอารยประเทศทัดเทียมโลกตะวันตก

ในอัลบั้มเล่มดังกล่าว มีหน้าหนึ่งระบุชื่อประเทศว่า “Камбоджа.” (กัมพูชา) พร้อมคำอธิบายใต้ภาพว่า “Національный флагъ” หมายถึง “ธงชาติ”

ภาพธงแสดงพื้นสีแดง มีกรอบสีน้ำเงิน และมีภาพอาคารแบบ “ตรีมุข” หรือ “จตุรมุข” อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยในราชสำนักรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างชัดเจน แตกต่างจากภาพ “นครวัด” ที่ใช้ในธงกัมพูชายุคหลังอย่างสิ้นเชิง

การปรากฏของธงนี้ในปี 1890 มีนัยสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อารักขาฝรั่งเศส แต่ ยังไม่ถึงปี 1907 ซึ่งเป็นปีที่สยามลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม แลกคืนจันทบุรี ตราด และเกาะกูด กับการโอนพื้นที่พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อรวมเข้ากับเขตอารักขากัมพูชา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 1890 — นครวัดยังมิได้อยู่ในดินแดนของกัมพูชา และอยู่ในเขตอำนาจของสยามตามโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในเวลานั้น

ดังนั้น ธงกัมพูชาที่รัสเซียบันทึกไว้ จึงไม่เพียงสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของสยามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “รากวัฒนธรรมร่วม” ที่ปรากฏในสัญลักษณ์รัฐกัมพูชาในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความต่อเนื่องทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทย–ขอมที่ผสมผสานกันในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนอาณานิคม

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ได้ปรากฏแนวโน้มของ การบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ภายในกัมพูชาเอง โดยมีการเผยแพร่ภาพจำลองธงกัมพูชาปี 1890 ที่ถูก “ปรับแต่งใหม่” ให้มีรูป นครวัด (Angkor Wat) อยู่กลางผืนธง แทนที่อาคารทรงตรีมุขแบบดั้งเดิมที่ปรากฏในเอกสารรัสเซียต้นฉบับ

การกระทำเช่นนี้ แม้ดูเหมือนเพียงการ “แก้ไขภาพประกอบ” เพื่อให้เข้ากับอัตลักษณ์ปัจจุบัน แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นการสร้าง “เรื่องเล่าทางชาติพันธุ์” แบบใหม่ ที่มุ่งลบความทรงจำเดิม — เพื่อไม่ต้องยอมรับว่ากัมพูชาในช่วงก่อนปี 1907 ยังไม่ได้ครอบครองนครวัด และสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมของรัฐในขณะนั้นยังคงอยู่ในกรอบอิทธิพลของสยาม

ผลจากกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกัมพูชา ธงผืนนี้แทบไม่ปรากฏอยู่ในแหล่งข้อมูลภายในประเทศ และคนกัมพูชารุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคยเห็นธงทรงไทยผืนนี้มาก่อน

การ “ลบธง” และ “ใส่นครวัดเข้าไปแทน” จึงไม่ใช่เพียงการตกแต่งทางสัญลักษณ์ แต่เป็นการ บิดเบือนทางประวัติศาสตร์อย่างมีเจตนา เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเรื่องเล่าทางชาติ ที่ต้องการให้นครวัดเป็นหัวใจของอัตลักษณ์กัมพูชามาโดยตลอด

ในทางกลับกัน เอกสารรัสเซียปี 1890 กลับกลายเป็นหลักฐานสากลที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่ากัมพูชาในยุคอาณานิคมตอนต้นเคยมีธงชาติที่แสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย และนครวัดยังไม่ใช่สัญลักษณ์ของชาติในเวลานั้น

ธงผืนนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายของรัฐในยุคอาณานิคม หากแต่เป็น “ประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์” ที่เปิดเผยให้เห็นกลไกการสร้างและลบอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งยังคงส่งผลสะเทือนต่อการตีความประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอินโดจีนมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อ ‘ฮุน เซน’ ขอคนเขมร “หยุดใช้เงินบาทไทย” สะท้อนศรัทธาใน ‘เงินเรียล’ สั่นคลอน – ผู้นำไร้ทางถอย

(7 ต.ค. 68) ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ออกประกาศพิเศษเรียกร้องให้ประชาชน “หยุดใช้เงินบาทไทย” พร้อมกล่าวเตือนให้รักษาศีลธรรมและอารยธรรมอันดีงามของชาติ คำพูดดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนในภูมิภาค เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำกัมพูชากล่าวถึงปัญหาภายในประเทศ โดยโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผย

ฮุน เซนระบุว่า กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และหากประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าภายในประเทศแทน จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมเตือนให้เลิกใช้เงินบาทไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการนำเข้าทองคำจากไทยที่เพิ่มสูงผิดปกติ สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางเศรษฐกิจของประชาชนที่เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินเรียล และหันไปถือทองแทนเงินสดในระบบ ภาพเช่นนี้สะท้อนชัดว่า “ความกลัว” เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือ “ความเชื่อมั่น” แล้ว

ในพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต พระตะบอง และเสียมราฐ การใช้ เงินบาทไทย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ร้านค้าแทบทุกแห่งรับเงินไทยแทนเรียล เพราะเชื่อถือได้และแลกเปลี่ยนง่ายกว่า ปัญหานี้สะสมเรื่อยมา จนกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การออกมาพูดของฮุน เซนจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม แต่เป็นความพยายามดึงศรัทธาในเงินตรากลับคืนมาด้วยถ้อยคำแทนนโยบาย เพราะในทางปฏิบัติ รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีมาตรการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมพอจะฟื้นความมั่นใจของตลาดหรือสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การพยายามโยนปัญหาออกนอกประเทศด้วยการอ้างเงินบาทและสินค้าไทย อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการใช้เงินบาทอาจส่งผลให้การค้าชายแดนชะลอตัว และกระทบต่อผู้ประกอบการกัมพูชาจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดฝั่งไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า คำประกาศของฮุน เซนสะท้อน “ภาวะกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ” ที่เริ่มปะทุขึ้นภายในประเทศมากกว่าความตั้งใจจริงในการปฏิรูปการเงิน เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานจากปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการถอนทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เคยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา

ทองคำที่ไหลเข้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่คือสัญญาณของความหวาดระแวง การเลิกใช้เงินบาทไทยที่ฮุน เซนประกาศก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อประคองภาพลักษณ์ของผู้นำในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

ในที่สุด ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ภายในประเทศเอง — และมากไปกว่านั้น ปัญหากำลังวนกลับไปหาตัวผู้นำผู้เอ่ยประกาศเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กัมพูชากำลังเผชิญสภาวะกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ประชาชนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เสียงของฮุน เซนในครั้งนี้จึงไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำที่มั่นใจ แต่คือเสียงสะท้อนของผู้นำที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เริ่มบีบเข้ามาจนเขาเองแทบไม่มีทางถอย

‘เวียดนาม’ เปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้ว 13 ครั้ง สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ตลอด 4,000 ปี

(8 ต.ค. 68) รู้หรือไม่ ว่าประเทศเวียดนามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยเปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้วถึง 13 ครั้ง ตลอดเวลากว่า 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ชาติ ชื่อแต่ละชื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หากแต่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชาติหนึ่ง ที่ถูกปกครอง ถูกกลืน แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับคลื่นในแม่น้ำแดงที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยในหน้าประวัติศาสตร์

เมื่อสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของอารยธรรมเวียดนาม ราว ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ราว ค.ศ. 2000 BCE หรือกว่า 4,500 ปีก่อนปัจจุบัน) พงศาวดารเวียดนามบันทึกชื่อแรกของประเทศว่า “ซิกกวี๋” (Xích Quỷ) ปกครองโดยกษัตริย์ กิงเยืองเวือง (Kinh Dương Vương) ผู้ถูกถือว่าเป็นบิดาแห่งชนชาติเอียวเวียด ดินแดนนี้ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแดง (Red River Delta) อันอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มรู้จักเกษตรกรรมและรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลานั้น ดินแดนไทยยังอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบบ้านเชียง เป็นสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่มเช่นเดียวกัน

ต่อมาในราว 1,000–500 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ ค.ศ. 1000–500 BCE) กษัตริย์องค์ใหม่ชื่อ หุ่งเวือง (Hùng Vương) ขึ้นครองราชย์และตั้งประเทศใหม่ว่า “วันลาง” (Văn Lang) ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแรกในตำนานของชาวเวียด ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศในปัจจุบัน คือจังหวัดฟู้เถาะ (Phú Thọ) มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 15 เขต (โบะ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบรัฐของเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนสยามเริ่มก่อร่างวัฒนธรรมทวารวดีและเริ่มมีโครงสร้างสังคมแบบเมือง

จากนั้นในราว 286–257 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 286–257 BCE) อานเยืองเวือง (An Dương Vương) ผู้นำชนเผ่า “เอิวเหวียด” (Âu Việt) และ “หลากเหวียด” (Lạc Việt) ได้รวมชนสองเผ่าเข้าด้วยกัน ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “เอิวหลาก” (Âu Lạc) มีราชธานีที่เมือง โก๋ลวา (Cổ Loa) หรือเมืองป้อมเก่าที่ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย ถือเป็นยุคที่เวียดนามเริ่มมีอาณาจักรที่เป็นรูปธรรมและมีกำแพงเมืองป้องกันประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนไทยกำลังอยู่ในยุคฟูนานตอนต้นที่รุ่งเรืองด้านการค้ากับอินเดียและจีน

ไม่นานหลังจากนั้น จีนเริ่มขยายอำนาจลงใต้ เจ้าเมืองจีนชื่อ เตรี่ยวด่า (Triệu Đà) ยึดดินแดนเอิวหลากได้และตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “นามเหวียด” (Nam Việt) เมื่อราว ประมาณ 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 207–111 BCE) ตั้งราชธานีที่ เฟียนงุง (Phiên Ngung) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลจีน
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน อาณาจักรฟูนานในลุ่มน้ำโขงของไทย–กัมพูชาเริ่มรุ่งเรืองและติดต่อกับโลกภายนอก

ต่อจากนั้นในช่วง ค.ศ. 111 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 544 หลังคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 432 ถึง 1087) ดินแดนเวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอย่างเต็มรูปแบบในชื่อว่า “ยาวจี๋” (Giao Chỉ) เป็นมณฑลหนึ่งในราชวงศ์ฮั่นและต่อเนื่องถึงราชวงศ์ถัง ชาวเวียดถูกบังคับใช้ภาษาจีนและจารีตจีน แต่ก็ยังคงรักษาภาษาและประเพณีของตนไว้ได้

ช่วงเดียวกันนั้น ฝั่งไทยอยู่ในยุคอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่รุ่งเรืองทางศาสนาและการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทั่งปี ค.ศ. 544 (พ.ศ. 1087) ขุนพลชื่อ ลี้นามเด๊ (Lý Nam Đế) สามารถขับไล่ทัพจีนออกไปได้สำเร็จ แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “หว่านซวน” (Vạn Xuân) แปลว่า “หมื่นฤดูใบไม้ผลิ” ตั้งราชธานีที่ ลองเบียน (Long Biên) หรือบริเวณฮานอยในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้เอกราชคืนจากจีนอย่างเป็นทางการ
ช่วงนี้ตรงกับยุคปลายทวารวดี–ต้นกำเนิดสุโขทัยของไทย

แต่อิทธิพลจีนกลับมาอีกครั้งในช่วง ค.ศ. 1407–1427 (พ.ศ. 1950–1970) เมื่อราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองและตั้งชื่อประเทศว่า “อานนาม” (An Nam) หมายถึง “ดินแดนสงบทางใต้” ซึ่งแม้จะฟังดูอ่อนโยน แต่สะท้อนสถานะเมืองขึ้นอย่างชัดเจน ในเวลานั้นไทยอยู่ในช่วงปลายสุโขทัยและต้นอยุธยา ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ศรีอินทราทิตย์) เริ่มรวบรวมอำนาจ

หลังจากนั้นเมื่อเวียดนามขับไล่จีนออกไปได้อีกครั้งในราว ค.ศ. 968–1054 (พ.ศ. 1511–1597) จักรพรรดิ ดิงโป่ลิ้ง (Đinh Bộ Lĩnh) ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “ด่ายโก๋เหวียด” (Đại Cồ Việt) แปลว่า “เวียดผู้ยิ่งใหญ่” ราชธานีอยู่ที่ ฮวาลือ (Hoa Lư) เมืองหลวงเก่าในจังหวัดนิงบิงห์ ช่วงเวลานี้ตรงกับปลายสุโขทัย–ต้นอยุธยาในประเทศไทย

ต่อมาในราว ค.ศ. 1054–1400 (พ.ศ. 1597–1943) เวียดนามเข้าสู่ยุคราชวงศ์ ลี้ (Lý) และ เตริ่น (Trần) ใช้ชื่อประเทศว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) ต่อเนื่องกว่า 300 ปี เมืองหลวงย้ายไปที่ ทังลอง (Thăng Long) หรือฮานอยในปัจจุบัน เป็นช่วงที่เวียดนามรุ่งเรืองสูงสุดทางวัฒนธรรมและกฎหมาย
ช่วงเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาของไทยที่ศิลปะและศาสนาเจริญถึงขีดสุด

ในช่วงสั้น ๆ ต่อมา คือราว ค.ศ. 1400–1407 (พ.ศ. 1943–1950) ราชวงศ์เตริ่นถูกโค่นโดยขุนนางชื่อ โห่กวี๊ลี (Hồ Quý Ly) ผู้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ด่ายงู” (Đại Ngu) แปลว่า “ความสงบอันยิ่งใหญ่” ตั้งเมืองหลวงที่ โตโด (Tây Đô) หรือจังหวัดแทงฮว้า ถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย ช่วงนี้ตรงกับปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2

ต่อมาในราว ค.ศ. 1428–1788 (พ.ศ. 1971–2331) ขุนศึกชื่อ เลท้ายโต๋ (Lê Thái Tổ) ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วฟื้นชื่อประเทศเดิมว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) อีกครั้ง ตั้งเมืองหลวงที่ ดงโด (Đông Đô) หรือฮานอย เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มมีอำนาจมั่นคง เทียบได้กับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงพระบรมไตรโลกนาถ แห่งอยุธยา

จนมาถึงปี ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2345) จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “องเชียงสือ” หลังจากหนีภัยการเมืองมาพึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ ได้อาศัยกำลังจากฝรั่งเศสกลับไปกู้ชาติและรวบรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตั้งราชธานีที่เมือง ฟู้ซวน (Phú Xuân) หรือเมืองเว้ (Huế) ในปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “เหวียดนาม” (Việt Nam) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีเอกภาพเหนือ–ใต้ครบถ้วน
ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภายหลังในรัชสมัยของพระโอรสคือ จักรพรรดิมิงหม่าง (Minh Mạng) เมื่อปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. 2363) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งเป็น “ด่ายนาม” (Đại Nam) แปลว่า “ดินแดนอันยิ่งใหญ่ทางใต้” เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของจักรวรรดิในยุคทองของราชวงศ์เหงวียน ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2–3 ของไทย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาติ โฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh) ได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสอีกครั้ง และประกาศชื่อประเทศกลับมาเป็น “เหวียดนาม” (Việt Nam) อย่างเป็นทางการ ในนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

ตั้งแต่นั้นมา “เวียดนาม” ก็กลายเป็นชื่อที่ผูกพันกับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาติ

กว่า 4,000 ปีของการเปลี่ยนชื่อถึง 13 ครั้ง เวียดนามได้ผ่านทั้งสงคราม การล่มสลาย และการเกิดใหม่ไม่รู้กี่หน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของความเป็นชาติ” ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้เสมอ แม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม และถ้าเทียบกับสยาม–ประเทศไทยแล้ว ทั้งสองชาติเดินเส้นทางคู่ขนานกันในหลายช่วงเวลา ต่างเผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก แต่ก็ล้วนรักษาเอกราชไว้ได้ด้วยภูมิปัญญา ความอดทน และความเชื่อมั่นในคำว่า “ชาติ” เช่นเดียวกัน

จากผู้บัญชาการหนุ่มในสงครามปฏิวัติ สู่นายกรัฐมนตรีเผด็จการ

ตามรายงานของ Human Rights Watch เรื่อง “30 Years of Hun Sen: Violence, Repression, and Corruption” ช่วงเวลาที่ฮุน เซนยังอยู่กับเขมรแดง เป็นบทสำคัญที่ช่วยอธิบายรากเหง้าของอำนาจและแนวคิดทางการเมืองที่เขานำมาใช้ตลอดชีวิตการปกครองภายหลัง เส้นทางของชายคนนี้ไม่ได้เริ่มจากเวทีการเมือง แต่จากสนามรบในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ความกลัว และอุดมการณ์สุดโต่งที่หล่อหลอมคนรุ่นนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือของการปฏิวัติ

ฮุน เซนเกิดที่จังหวัดกำปงชม เติบโตท่ามกลางความยากจนและความปั่นป่วนของสงครามอินโดจีน หลังปี 1970 เมื่อสมเด็จพระนโรดม สีหนุถูกโค่นจากอำนาจ เขาเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดงซึ่งในเวลานั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่รอยต่อกับชายแดนเวียดนาม เอกสารของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชา (Company Commander) ภายใต้หน่วยพิเศษใน Sector 21 ของเขตการรบทางตะวันออก หน่วยของเขามีทหารราว 130 นายและมักได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ตามลำน้ำโขง รวมถึงการเข้าปราบปรามกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “ศัตรูภายใน”

หลังปี 1975 เมื่อเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญและเริ่มยุคของ “ประชาธิปไตยกัมพูชา” ที่เต็มไปด้วยการฆ่าล้าง การขับไล่ และการทำลายชนชั้นทางสังคม หน่วยของฮุน เซนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ของประเทศ นั่นคือ การปราบปรามการลุกฮือของชนชาติจาม ซึ่งเป็นชาวมุสลิมดั้งเดิมในกัมพูชา การกวาดล้างครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน–ตุลาคม ค.ศ. 1975 โดยมีลักษณะเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ชาวจามจำนวนมากถูกฆ่าอย่างเป็นระบบ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา และถูกล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม รายงานของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการในพื้นที่ดังกล่าว แม้จะไม่มีเอกสารชัดเจนว่าเขาออกคำสั่งด้วยตนเอง แต่ตำแหน่งทางทหารของเขาทำให้เขามีส่วนในกระบวนการปราบปรามนั้นโดยตรง

แม้ต่อมาฮุน เซนจะอ้างว่าเขา “ถอนตัวจากการปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์กลาง” เพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมมือในนโยบายสุดโต่งของเขมรแดง แต่ร่องรอยของแนวคิดการใช้อำนาจด้วยความหวาดกลัวได้ติดตัวเขามาเสมอ เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่อายุน้อยที่สุดในโลก จากนั้นก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอุปถัมภ์ของฮานอย และค่อย ๆ ใช้กลยุทธ์ “กำลังควบคุม” ผสมกับ “การข่มขู่” เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

รายงานของ Human Rights Watch ชี้ว่า ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ฮุน เซนใช้ตลอดชีวิตการปกครองของเขา ตั้งแต่การสังหารฝ่ายตรงข้าม การกวาดล้างภายในพรรค การปราบผู้ประท้วง ไปจนถึงเหตุระเบิดในที่ชุมนุมของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1997 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 16 คนและบาดเจ็บกว่า 150 คน หลักฐานจาก FBI ชี้ว่ามีความเกี่ยวพันกับหน่วยอารักขาส่วนตัวของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาก่อรัฐประหารในวันที่ 5–6 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ทำให้มีการสังหารสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายราชานิยม

ในคำปราศรัยหลายครั้ง ฮุน เซนมักเปรียบการเมืองเป็น “การต่อสู้ถึงตาย” และข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น “ผมไม่ได้แค่ทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ แต่จะทำให้พวกเขาตาย” หรือ “ใครคิดจะประท้วง ผมจะจับใส่กรงให้หมด” ประโยคเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนลักษณะผู้นำแบบอำนาจนิยม หากยังเผยให้เห็นแนวคิดที่หยั่งรากมาตั้งแต่ยุคเขมรแดง — แนวคิดที่เชื่อว่าความกลัวคือเครื่องมือในการปกครอง

แม้รายงานของ Human Rights Watch จะยอมรับว่าหลักฐานโดยตรงในช่วงเขมรแดงยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อนำข้อมูลด้านโครงสร้าง หน้าที่ทางทหาร และพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในเวลาต่อมา มาประกอบกัน ก็เห็นได้ว่าฮุน เซนเป็นตัวอย่างของผู้นำที่หล่อหลอมมาจากระบบที่ใช้ความรุนแรงเป็นฐานของอำนาจ และยังคงสืบทอดวิธีคิดนั้นเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ภาพของ “นายกรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่ง” จึงมีรากเหง้ามาจาก “ผู้บัญชาการหนุ่มแห่งเขมรแดง” ที่ไม่เคยเรียนรู้การเมืองในแบบประชาธิปไตย หากแต่เรียนรู้จากเสียงปืนและเลือดที่หลั่งรินในทุ่งเขมรตะวันออก

เผย “ฮุน เซน” อารมณ์ร้อน คาดเวียดนามยังครองอิทธิพลในกัมพูชา

(12 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 1986 ว่า สมเด็จฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นคน “คาดเดาได้ยาก อารมณ์ร้อน และระแวดระวังคนแปลกหน้า” พร้อมคาดการณ์ว่าแม้เวียดนามจะถอนทหารออกจากกัมพูชา แต่ก็จะยังคงมีอิทธิพลเหนือลูกศิษย์การเมืองของตนต่อไป

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Cambodia: How Viable the Heng Samrin Regime?” จัดทำขึ้นในปี 1986 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ภายหลังซีไอเอเปิดคลังข้อมูลกว่า 12 ล้านหน้าออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเข้าถึงได้เฉพาะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ในรัฐแมรีแลนด์

วิเคราะห์โดยซีไอเอ: เวียดนามยังคงครอบงำกัมพูชา
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น 7 ปีหลังจากที่กองทัพเวียดนามและกองกำลังกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ รวมถึงฮุน เซน ได้ร่วมกันโค่นล้มระบอบโพล พต ซีไอเอวิเคราะห์ว่า เวียดนามไม่มีความพร้อมจะ “ส่งมอบอำนาจอย่างแท้จริง” ให้แก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ที่นำโดยผู้นำซึ่งต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่า การถอนกำลังของเวียดนามที่ประกาศไว้เมื่อปี 1985 จำนวนประมาณ 130,000–140,000 นายภายในปี 1990 นั้น “ไม่อาจเป็นไปได้จริง” เนื่องจากรัฐบาลและกองทัพกัมพูชายัง “ไร้ประสิทธิภาพและพึ่งพาเวียดนามอย่างมาก”

> “สถาบันของ PRK พัฒนาได้ช้าและไม่มั่นคง รัฐบาลยังอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ปรึกษาชาวเวียดนาม กองทัพก็ยังไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองและยุทธวิธี”

ซีไอเอยังระบุว่า เวียดนามอาจต้องใช้ “มาตรการลับ” เพื่อปกปิดอิทธิพลที่แท้จริงของตน เช่น การสอดแทรกทหารเวียดนามเข้าไปในหน่วยรบของกัมพูชา เพื่อแสร้งทำเป็นว่ากัมพูชาปกครองตนเองได้

> “ฮานอยเข้าใจดีว่าความอ่อนแอของ PRK ทำให้กำหนดเวลาถอนทัพไม่เป็นจริง และเราคาดว่าเวียดนามจะใช้เล่ห์กล เช่น ผนวกทหารของตนเข้าไปในหน่วยกัมพูชา เพื่อคงการปรากฏตัวหลังปี 1990”

ความเกลียดชังเวียดนามในหมู่กัมพูชาฝังรากลึก
รายงานของซีไอเอระบุว่า “ความรู้สึกต่อต้านเวียดนามฝังแน่นในหมู่ชาวกัมพูชาและในรัฐบาล PRK เอง” ซึ่งเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ของผู้นำประเทศ เพราะหากเวียดนามถอนตัวเร็วเกินไป อาจเปิดทางให้เขมรแดงกลับมาก่อการอีกครั้ง

เอกสารยังกล่าวถึงการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา ว่าแม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งผู้อพยพอย่างเป็นทางการ แต่ “ฮานอยก็ไม่ได้พยายามหยุดยั้งอย่างจริงจัง และชาวเวียดนามบางส่วนยังได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ PRK บางข้อ”

การประเมินผู้นำกัมพูชา: ฮุน เซน และเฮง สัมริน
ในภาคผนวกของรายงาน ซีไอเอให้ข้อมูลประเมินผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้น

ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภารัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985) ถูกมองว่า “น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล PRK” แต่ก็ได้รับการประเมินเชิงลบจากฝ่ายอเมริกันว่าเป็น “บุคคลที่คาดเดาไม่ได้ อารมณ์ร้อน และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

เฮง สัมริน ประธานาธิบดีในนาม ถูกมองว่าเป็นผู้นำ “ตามตำแหน่งมากกว่าความจริง”
บู ถัง ผู้ว่าราชการจังหวัดราตานักคีรี ถูกเรียกว่า “รถไถ” (the bulldozer) เพราะมีสไตล์การบริหารที่แข็งกร้าว

ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์
เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปี 1989 เปิดทางให้มี ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1991 และ การเลือกตั้งทั่วไปปี 1993 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง ฮุน เซน และ เจ้าชายโนโรดม รณฤทธิ์
แต่ในปี 1997 ฮุน เซนได้ขับฝ่ายพันธมิตร “ฟุนซินเปก” ออกจากอำนาจ และกลับมาครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน

มุมมองนักประวัติศาสตร์
เดวิด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านกัมพูชา กล่าวในอีเมลว่า หากซีไอเอรู้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีกสามปีต่อมา รายงานฉบับนั้นคงจะต่างออกไปอย่างมาก

> “ในปี 1986 ไม่มีใคร—including CIA—คาดการณ์ได้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มในอีกสามปีต่อมา” แชนด์เลอร์กล่าว
“แต่ก็จริงที่ว่า เวียดนามในเวลานั้นหวังจะคงอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาไว้ให้ได้ เหมือนที่เคยมีต่อประเทศลาว”

‘Wikipedia’ เปิดโปง!! อุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติ ในกัมพูชา รายได้สูงถึง 60% ของ GDP เชื่อมโยง ‘เครือข่ายอำนาจ - คอร์รัปชัน’

(18 ต.ค. 68) สารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ได้อัปเดตบทความ 'Scam centers in Cambodia' ระบุว่าศูนย์สแกมหรือ “คอมปาวด์หลอกลวงออนไลน์” ในกัมพูชากลายเป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมข้ามชาติขนาดยักษ์ สร้างรายได้ปีละ 12.5 ถึง 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กัมพูชา

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก สหประชาชาติ (UN) และ USAID ว่ามีเหยื่อถูกหลอกและบังคับใช้แรงงานในคอมปาวด์ ระหว่าง 100,000 ถึง 150,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกล่อลวงด้วยประกาศรับสมัครงานปลอม ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง และกักขังให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์

บทความยังชี้ว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์” และพื้นที่สำคัญอื่น เช่น พนมเปญ บาเวต และกำปอต เป็นฐานปฏิบัติการหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมักอาศัยโรงแรม คาสิโน และอาคารสำนักงานเป็นที่ตั้ง โดยมีรายงานว่าบางส่วนได้รับการ “ละเว้นหรือร่วมมือ” จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ส่วน “ประวัติศาสตร์และภูมิหลัง” ของบทความ วิกิพีเดียระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบในกัมพูชาเริ่มฝังรากลึกตั้งแต่หลังยุคเขมรแดง โดยเฉพาะในสมัย สมเด็จฮุน เซน ที่ครองอำนาจตั้งแต่ปี 1988 และสืบทอดอำนาจทางการเมืองให้บุตรชาย ฮุน มาเนต ในปี 2023

รายงานชี้ว่า ระบอบฮุน เซนได้สร้าง “ระบบรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเปิดทางให้กลุ่มนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมคาสิโน การพนัน และการค้ามนุษย์ โดยมีการเชื่อมโยงกับ แก๊งอาชญากรรมจีน และเครือข่ายไซเบอร์สแกมในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกแถลงการณ์หลายครั้ง กล่าวหาว่าทางการกัมพูชา “รู้เห็นและได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกิจกรรมเหล่านี้” ทั้งในรูปของเงินฟอกขาวจากคาสิโนและการเก็บส่วยจากคอมปาวด์หลอกลวง ซึ่งบางแห่งมีการใช้อาวุธควบคุมแรงงาน บังคับทำงาน และทรมานผู้หลอกลวงไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เครือข่ายเหล่านี้ได้รับ “การคุ้มครองโดยไม่เป็นทางการ” จากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และนักการเมืองสายรัฐบาล โดยเฉพาะในจังหวัดชายฝั่งและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อยู่ภายใต้การบริหารของตระกูลทางการเมืองรายใหญ่

หลังโควิด-19: อาชญากรรมคาสิโนผันตัวเป็นศูนย์สแกมวิกิพีเดียยังระบุว่า เดิมทีเครือข่ายเหล่านี้มุ่งเน้นธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่หลังรัฐบาลฮุน เซนออก กฎหมายห้ามพนันออนไลน์ในปี 2019 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบหมด ส่งผลให้กลุ่มทุนสีเทาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็น “ศูนย์สแกม” อย่างเต็มตัว

จากปี 2021 เป็นต้นมา อดีตโรงแรมและคาสิโนหลายแห่งถูกปรับเป็นสถานที่ควบคุมแรงงานหลอกลวงออนไลน์ มีหลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล แสดงภาพเหยื่อถูกทุบตีและทรมาน เพื่อบังคับให้ทำงานจน “ชดใช้ทุน”

องค์กร Amnesty International และ Transparency International ต่างระบุว่า กัมพูชายังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงที่สุดในโลก โดยความพยายามกวาดล้างในปี 2022–2024 ยังไม่สามารถยุติขบวนการเหล่านี้ได้จริง แม้รัฐบาลจะตั้ง “คณะทำงานพิเศษปราบสแกมออนไลน์” เมื่อกลางปี 2025 ก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top