Friday, 5 June 2026
ประพฤติฉัตรประภาชัย

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน!! ‘ภูมิธรรม’ ถอนกำลังจาก ‘ตาเมือนธม’ ทำไทยเสี่ยงเสียดินแดนย้ำ!! เป็นของไทย 100 % ตามสนธิสัญญา ‘ไทย - ฝรั่งเศส’ พ.ศ.2447 - 2450

(3 พ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความเห็นว่า …

ผมเห็นข่าวคุณภูมิธรรมสั่งทหารไทยให้ถอยร่นออกจากปราสาทตาเมือนธม แล้วก็หวั่นใจว่าการกระทำเช่นนี้อาจเข้าข่ายเป็นการจงใจสละการครอบครองดินแดนซึ่งไทยมีอำนาจอธิปไตยอย่างชัดแจ้งตามสนธิสัญญา ไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงทำกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2447-2450 ซึ่งกำหนดให้ใช้สันปันน้ำเป็นเขตแดน และชัดเจนว่า หากใช้สันปันน้ำเป็นเขตแดน ปราสาทตาเมือนธมก็อยู่ในเขตแดนอธิปไตยของไทย ส่วนเขตแดนตาม Google map นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับให้ใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้  

นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนใดดินแดนหนึ่งโดยการครอบครองต้องประกอบด้วยหลัก 2 ประการ คือ 

1. จะต้องมีการควบคุมดินแดนอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง  จะต้องควบคุมดินแดนนั้นอย่างเปิดเผยและมีความต่อเนื่องโดยมีเจตนาที่จะมีอำนาจอธิปไตย และมีการกระทำในลักษณะของการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น และ 

2. จะต้องมีเจตจำนงที่จะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นด้วย กล่าวคือ การครอบครองดินแดนของรัฐจะต้องเป็นไปเพื่อมีอำนาจอธิปไตย และใช้อำนาจอธิปไตยนั้นหรือดินแดนที่ครอบครอง โดยอาจจะพิจารณาที่การแสดงความเป็นเจ้าของดินแดนนั้นนั่นเอง

พูดง่าย ๆ ก็คือ แม้ยึดตามหลักสันปันน้ำแล้ว ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตแดนใดแน่นอน แต่หากรัฐไทยไม่ได้ทำการควบคุมพื้นที่บริเวณดังกล่าวโดยแสดงความเป็นเจ้าของอย่างจริงจัง แล้วมีทหารหรือแม้แต่พลเรือนกัมพูชามาทำการแสดงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา หรือถือธงกัมพูชาบ่อย ๆ พอวันเวลาผ่านไป นานวันเข้า กัมพูชาอาจได้ดินแดนมาโดยการครอบครองปรปักษ์ (Acquisitive Prescription) ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ 1. จะต้องเป็นการครอบครองโดยสงบ  ต่อเนื่องกัน 2. จะต้องมีเจตนาเป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น 3. จะต้องเป็นการครอบครองที่เปิดเผยต่อสาธารณะ 4. จะต้องเป็นการครอบครองที่คงทนในระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรที่จะเห็นได้ว่ามีการครอบครองปรปักษ์มาอย่างต่อเนื่องคงทน

ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องทำโดยด่วนคือส่งกองกำลังทหารเข้าไปตรึงพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมทั้งหมด เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าวโดยสมบูรณ์ มิเช่นนั้น ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอาจต้องโทษถึงประหารชีวิต ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 ฐานทำให้ไทยเสียดินแดนครับ ด้วยความปรารถนาดี

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

‘อ.อุ๋ย’ มอง!! คำวินิจฉัยศาล รธน. ทำเพื่อไทยสุญญากาศ ไม่มี!! ‘หัวหน้า – บอร์ดบริหาร’ เสี่ยงถูกยุบพรรค

(31 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า

ผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เพราะกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ยึดถือประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ นั้น จะมีดังต่อไปนี้ 

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 2560 มาตรา 211 กำหนดว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมทั้งพรรคการเมือง 

2. ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด) กำหนดคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ในข้อ 48 วรรค ท้าย กำหนดว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) กำหนดว่า มาตรฐาน
ทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. ซึ่ง "มาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" นี้ ก็อิงตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งในส่วนอารัภบท (preamble) กำหนดให้ ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง ด้วย 

4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของคุณแพทองธารเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯอันมีลักษณะร้ายแรงตาม ข้อ 6, 7, 8, 17, 21 ประกอบมาตรา 27 แล้ว นอกจากคุณแพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงต้องถือว่าคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2567) ข้อ 48 วรรคท้าย และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารของพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตาม ข้อ 51 (2) ด้วย 

5. ดังนั้นในความเห็นของผม ตอนนี้พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจเรียกประชุม หรือลงมติใด ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ การกระทำใด ๆไ ถือเป็นโมฆะ และหากมีการให้คนนอกเข้ามาดีลแทน ก็ จะถูกยุบพรรคเพราะให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรคด้วย 

6. นอกจากนี้ ขณะที่คุณแพทองธารสนทนากับฮุนเซน อันเป็นที่มาของคลิป คุณแพทองธารสวมหมวกสองใบคือ 1) หมวกของนายกรัฐมนตรี และ 2) หมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้น เมื่อการกระทำของคุณแพทองธารจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศเสียเกียรติภูมิ และยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้ว 

7. ผมยังเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากผู้นำประเทศไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 การที่คุณแพทองธารกล่าวว่าแม่ทัพภาคที่สอง เป็นคนละฝ่ายกับตน จึงเป็นการบั่นทอนพระเกียติยศและทำให้สถานะจอมทัพไทยขององค์พระมหากษัตริย์สั่นคลอนไปด้วย จึงถือได้ว่า พรรคเพื่อไทย โดยการกระทำของคุณแพทองธารซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย ตามมาตรา 92 (2) ต้องถูกยุบพรรค ต่อไป ตามมาตรา 92 วรรคท้าย 

8. สรุป ผมเห็นว่า 1) ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหัวขาด ทำอะไรไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จนกว่าจะมีการตั้งกรรมการบริหารชุดให่และเลือกหัวหน้าพรรค และ 2) การกระทำของคุณแพทองธาร ในฐานะผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 92 (2) แห่ง พรป. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ (เทียบเคียงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 กรณียุบพรรคก้าวไกล)

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

MOU 43/44 ตัวแปรสําคัญรวมเสียงอนุรักษ์นิยม

(3 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักวิเคราะห์การเมือง ได้วิเคราะห์ว่า ในสถานการณ์ที่ฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังเผชิญปัญหาความไม่ชัดเจนทางทิศทางการเมือง โดยเฉพาะความทับซ้อนของฐานเสียงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ความลังเลดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามา และอาจส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสูญเสียโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

คำถามสำคัญคือ หากพรรคใดพรรคหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า หากเป็นแกนนำรัฐบาลจะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทันที จะสามารถดึงเสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมารวมศูนย์ได้หรือไม่

ในเชิงโครงสร้างความคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ประเด็นเรื่องอธิปไตยของรัฐและความมั่นคงของประเทศเป็น “แก่นกลาง” ของอุดมการณ์มาโดยตลอด MOU 43 และ MOU 44 ถูกมองในสายตาของคนกลุ่มนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดรัฐไทยในลักษณะที่เสียเปรียบ และสะท้อนความอ่อนแอของฝ่ายการเมืองในอดีต ดังนั้น การประกาศยกเลิกอย่างชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็น สัญญาณทางการเมือง ที่สื่อถึงความเด็ดขาดและความยืนหยัดในหลักรัฐชาติ

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

'อาจารย์อุ๋ย' ยกโมเดลอังกฤษ สางปมร้อน "บัตรเลือกตั้ง" ชี้บัตรทุกใบมี "ซีเรียลนัมเบอร์" สกัดคนโกงสวมสิทธิ์

(20 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อ.อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในประเด็นเรื่อง การนําสืบย้อนกลับ (tracibility) กับ การเป็นความลับ (secrecy) ของบัตรเลือกตั้ง ที่กําลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ นัั้น

กฎหมายเลือกตัั้งของสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดในการถกเถียงเรื่อง "ความลับ vs ความโปร่งใส" โดยมีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้:

1. ระบบเลขหมายซีเรียล (Serial Numbering) และต้นขั้ว
ตามกฎหมาย Representation of the People Act 1983 และบรรทัดฐานที่สืบเนื่องมาจาก Ballot Act 1872 ของสหราชอาณาจักร:

• กลไก: บัตรเลือกตั้งทุกใบจะมี หมายเลขซีเรียล (Serial Number) พิมพ์อยู่ และที่ ต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ก็จะมีหมายเลขเดียวกัน

• การบันทึก: เมื่อผู้สิทธิเลือกตั้งไปแสดงตัว เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะเขียน เลขประจำตัวผู้สิทธิเลือกตั้ง (Electoral Roll Number) ลงบนต้นขั้วบัตรก่อนที่จะฉีกบัตรส่งให้

• ผลลัพธ์: ในทางทฤษฎี (Theoretically Traceable) ข้อมูลนี้สามารถใช้ระบุได้ว่า "ใครเลือกใคร" โดยการจับคู่เลขบนบัตรกับเลขบนต้นขั้ว

2. เหตุผลที่ระบบกฎหมายยอมรับได้ (Justification)
แม้จะดูเหมือนขัดต่อหลักการความลับ แต่ระบบกฎหมายของ UK ยอมรับได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 2 ประการ:1. เพื่อป้องกันและพิสูจน์ทุจริต (Anti-Fraud): วัตถุประสงค์หลักคือการจัดการกับกรณี "Personation" (การสวมสิทธิ์) หากมีการร้องเรียนว่ามีการสวมสิทธิ์ ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้นำบัตรใบนั้นมาตรวจสอบเพื่อตัดคะแนนที่เป็นโมฆะออกได้ ซึ่งจะช่วยให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง

2. หลักการ "ปิดผนึกสองชั้น" (Double Sealing): หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วจะถูก แยกบรรจุและปิดผนึก (Sealed) อย่างเคร่งครัด และจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้เป็นเวลา 1 ปีกับอีก 1 วันก่อนจะถูกทำลาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top