Friday, 5 June 2026
ทหาร

ถอดรหัสกองพันพิฆาตของเมียนมา ปรับกระบวนทัพให้เหมาะกับทุกสมรภูมิรบ

(2 มิ.ย. 68) เราจะเห็นข่าวว่ากองกำลังชาติพันธุ์ตีกองทัพเมียนมาแตก ยึดค่ายได้ บลาๆ  แต่ถามว่านับจากรัฐประหารมาตั้งแต่ 4 ปีก่อนจนปัจจุบันดูแล้วทำไมท่าทีของกองทัพเมียนมาไม่ได้ดูเหมือนผู้ปราชัยเลย วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสกองรบเมียนมาให้ได้ทราบกัน

พูดถึงทหารราบในเมียนมาแล้วที่เราเห็นส่วนใหญ่หากใครเคยไปต่างเมืองในประเทศเมียนมาแล้วเจอด่านตรวจหรือด่านเก็บส่วยของกองทัพ  ทหารเหล่านั้นเรียกว่าทหารประจำถิ่น  คำว่าทหารประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่าทหารพวกนี้เกิดที่นี่เท่านั้น แต่ทหารกลุ่มนี้เวลากำลังพลย้ายไปประจำที่ไหนก็จะยกพาครอบครัวไปด้วย  ดังนั้นเราจะเห็นทหารพวกนี้บางด่านจะมีผู้หญิง หรือเด็กออกมาขายของเวลารถติดเข้าด่าน คนเหล่านี้คือครอบครัวของพลทหารนั่นเอง  กองทัพเมียนมามีทหารประจำถิ่นเหล่านี้จำนวนมากและใช้กองกำลังกลุ่มนี้ในการเฝ้าค่าย ตั้งด่านตรวจและรบในระยะทางไม่ไกลเป็นครั้งคราว

ทหารประจำถิ่นพวกนี้ไม่ได้มีแค่ระดับพลทหารแต่รวมถึงทหารระดับชั้นที่เป็นหัวหน้าบังคับกองร้อยด้วยเช่นกัน

จุดแข็งของทหารกลุ่มนี้คือชำนาญพื้นที่การศึกแต่ข้อเสียคือหากความเสียหายดังกล่าวเกิดกับครอบครัวมักจะยอมแพ้หรือหนี  ในหลายข่าวที่เราเห็นมีการสังหารผู้หญิงและเด็กส่วนใหญ่คือลูกเมียและครอบครัวของทหารประจำถิ่นทั้งสิ้น

กลศึกของทหารประจำถิ่นไม่ได้มีแค่กองทัพเมียนมาเท่านั้นแต่ยังเป็นลักษณะนี้เช่นกันในกองกำลังชาติพันธุ์ด้วย

กองกำลังที่ 2 ถูกเรียกว่ากองกำลังรบหลักเป็นกองกำลังที่มีประมาณ 10 กองพล  กองทัพนี้จะเดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆที่มีการสู้รบเปรียบได้กับกองกำลังทหารพรานหรือกองกำลังรบพิเศษอะไรประมาณนั้น 

กองทัพนี้จะไม่มีครอบครัวติดตามไปมาเป็นเอกเทศและรบแบบเล็งผลเป้าหมาย  ดังนั้นในหลายปฏิบัติการที่เอาคืนพื้นที่จะมีกองพลกลุ่มนี้เป็นแนวหน้าเข้าประทะ  แต่อย่างที่บอกด้วยกองพลกลุ่มนี้ไม่ได้มีจำนวนมากหากเกิดสงครามก็ต้องวนไปรบในพื้นที่ต่างๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่กองทัพเมียนมาอ่อนแอเพราะไม่สามารถผลิตทหารกลุ่มนี้ให้มากพอกับกองกำลังที่มีอยู่ได้นั่นเอง

ศพทหารยูเครน 6,000 นายจ่อกลับบ้าน แต่รัฐบาล ‘เซเลนสกี’ อาจต้องจ่ายกว่า 7 หมื่นล้านบาท

(4 มิ.ย. 68) รัสเซียเตรียมส่งคืนศพทหารยูเครน 6,000 นายในสัปดาห์หน้า ตามการประกาศของวลาดิมีร์ เมดินสกี ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียและหัวหน้าคณะเจรจาสันติภาพ การส่งศพจำนวนมากนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังไม่สิ้นสุด และสร้างแรงกดดันใหม่ต่อรัฐบาลยูเครน

ตามกฎหมายของยูเครน รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวทหารที่เสียชีวิตคนละ 15 ล้านฮรีฟเนีย (ราว 12 ล้านบาท) หากมีการชำระครบถ้วน การส่งศพครั้งนี้จะทำให้รัฐต้องจ่ายรวม 90,000 ล้านฮรีฟเนีย หรือประมาณ 70,200 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเตือนว่า ยูเครนอาจไม่สามารถรับภาระทางการเงินได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อสงครามยังดำเนินอยู่ และทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปยังงบประมาณด้านการทหาร อีกทั้งยังมีปัญหาทุจริตในระบบงานศพ ที่อาจทำให้การชดเชยไม่ถึงมือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเหมาะสม

แม้รัฐบาลยูเครนจะเริ่มปฏิรูปเพื่อลดการคอร์รัปชัน แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นคำถามสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส และจากพันธมิตรต่างชาติที่จับตามองการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด

‘ยูเครน’ เตรียมจ่ายค่าศพทหารเสียชีวิต รายละ 11 ล้าน ครอบครัวลุ้นหนักเงินชดเชย…จะถึงมือจริงไหม??

(6 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ลงนามให้จ่ายเงินชดเชยครั้งเดียวมูลค่า 15 ล้านฮรีฟยา (ราว 11.8 ล้านบาท) แก่ครอบครัวทหารยูเครนที่เสียชีวิตในหน้าที่ โดยมาตรการนี้ถูกกำหนดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 เพื่อเป็นการสนับสนุนขวัญกำลังใจแก่ทหารและครอบครัวท่ามกลางความขัดแย้งกับรัสเซีย

รัสเซียตกลงส่งคืนศพทหารยูเครนจำนวน 6,000 รายที่ถูกแช่แข็งภายใต้ข้อตกลงที่อิสตันบูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยรวมสูงถึง 90 พันล้านฮรีฟยา (ราว 89,100 ล้านบาท) 

แม้กฎหมายกำหนดเงินชดเชยทหารเสียชีวิตอย่างชัดเจน แต่ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า “ขาดความโปร่งใส” และมีคำกล่าวหาว่าเซเลนสกีและผู้ใกล้ชิดอาจรับผลประโยชน์โดยไม่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากผู้สนับสนุนต่างชาติยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เซเลนสกี ยังถูกตั้งคำถามว่า ครอบครัวของทหารที่ได้รับศพคืนทั้งหมดจะได้รับเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ แหล่งข่าวบางแห่งระบุว่าขั้นตอนการรับรองศพยังล่าช้า และเกณฑ์การจ่ายเงินยังมีเงื่อนไขอีกมาก อนาคตการจ่ายเงินที่ยาวนานและกระบวนการเชิงราชการอาจทำให้ครอบครัวหลายรายไม่ได้รับสิทธิทันที

‘รัสเซีย’ โต้ ‘ยูเครน’ กล่าวหาส่งศพปลอมยันเอกสารตรง เชื่อจัดฉากหวังทำลายภาพลักษณ์

เมื่อวันที่ (19 มิ.ย. 68) ที่ผ่านมา รัฐมนตรีมหาดไทยยูเครน อีฮอร์ คลีเมนโก (Ihor Klymenko) กล่าวหาฝ่ายรัสเซียผ่านช่องทาง Telegram ว่ามีการ ‘ปลอมแปลง’ ศพในการส่งมอบร่างทหารยูเครน โดยอ้างว่ารัสเซียใส่ศพทหารตนเองลงในถุงหมายเลข 192/25 พร้อมแนบหลักฐานเป็นบัตรประจำตัวและป้ายชื่อของทหารรัสเซียชื่อ เอ.วี. บูกาเยฟ (A.V. Bugayev)

อย่างไรก็ตาม เอกสารการส่งมอบระบุว่า ถุงหมายเลข 192/25 นั้น เป็นศพของทหารยูเครนชื่อ มิโคลา ดิดิก (Mykola Ivanovych Didyk) ซึ่งเสียชีวิตในการสู้รบเมื่อ 6 พฤษภาคม 2024 ที่เขตบัคมุต แคว้นดอแนตสก์ ประเทศยูเครน โดยในศพมีชุดเครื่องแบบทหารยูเครนและสำเนาบัตรทหารครบถ้วน และถูกฝังอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2025 ตามประกาศของสภาเมืองโอบูคอฟ

ส่วนศพของนายบูกาเยฟ ซึ่งยูเครนกล่าวอ้างนั้น เดิมทีถูกส่งจากรัสเซียในถุงหมายเลข 567 โดยไม่มีเอกสาร ป้ายชื่อ หรือสิ่งของระบุตัวตนใด ๆ แต่หลังจากยูเครนส่งถุงใบเดิมกลับคืนในภายหลัง กลับพบว่ามีเอกสาร ป้ายชื่อ และโทรศัพท์มือถือของบูกาเยฟอยู่ในถุง ทำให้รัสเซียสงสัยว่า ยูเครนอาจใส่หลักฐานเพิ่มเติมเข้าไปทีหลัง เพื่อสร้างเรื่องหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

แหล่งข่าวจากรัสเซียระบุว่า ตอนนี้รัสเซียพร้อมจะส่งคืนศพทหารยูเครนอีกกว่า 3,000 ราย แต่ทางการยูเครนยังไม่ยอมรับกลับไป พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวหารัสเซียในครั้งนี้ อาจเป็นความพยายามของยูเครนในการโจมตีด้านข้อมูล ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นหลังจากที่ยูเครนเปลี่ยนผู้รับผิดชอบเรื่องการรับศพจากหน่วยข่าวกรองทหาร (GUR) มาเป็นหน่วยความมั่นคง (SBU) ซึ่งมีแนวโน้มจะใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของภารกิจมนุษยธรรมที่รัสเซียดำเนินการอยู่

‘ฮุน เซน’ นั่งฮ. ลงพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจหลังไทยยกระดับเข้มเปิด-ปิดด่าน

(26 มิ.ย. 68) ฮุน เซน ลงพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ตรวจเยี่ยมกองทัพ หลังไทยยกระดับเข้มเปิด-ปิดด่าน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน กระทรวงประชาสัมพันธ์กัมพูชา รายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นั่งเฮลิคอปเตอร์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย หรือ อุดดอร์เมียนเจ็ย ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกองทัพและพบปะประชาชน

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia ของ "สมเด็จฮุน เซน" ซึ่งได้กลับมาเปิดให้คนไทยมองเห็นอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปิดกั้นไอพีประเทศไทยไว้ ทำให้คนไทยไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาและได้เข้าโพสต์ในเฟซบุ๊กดังกล่าวได้

โดย "สมเด็จฮุน เซน" ได้เผยแพร่คลิปเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมกองทัพและประชาชนที่จังหวัดชายแดนกัมพูชา-ไทย ซึ่งพบว่ามีคนไทยเข้าไปคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารเพิ่ม 30,000 นาย ร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในแนวหน้าสมรภูมิยูเครน

(3 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของยูเครนเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารระลอกใหม่จำนวน 25,000–30,000 นายไปยังแนวหน้าสมรภูมิยูเครน เพื่อสนับสนุนกองทัพรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้มีการส่งทหารแล้ว 11,000 นายเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งประสบความสูญเสียอย่างหนักถึง 4,000 นาย

การประเมินของยูเครนระบุว่าทหารเกาหลีเหนือชุดใหม่นี้อาจเริ่มเดินทางภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และมีแนวโน้มถูกส่งเข้าสู่เขตยึดครองของรัสเซียในยูเครน เพื่อสนับสนุนการรุกขนาดใหญ่ โดยรัสเซียจะจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้ครบถ้วน

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกทหารรัสเซียในท่าเรือดุนาย และเครื่องบินขนส่งสินค้าที่สนามบินซุนอัน (Sunan) ของเกาหลีเหนือ บ่งชี้ถึงการเตรียมเคลื่อนย้ายทหารครั้งใหญ่เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจเป็นการเดินทัพระยะยาวผ่านไซบีเรียซึ่งติดชายแดนเกาหลีเหนือ

ยูเครนและหน่วยข่าวกรองตะวันตกต่างจับตาการฝึกและประจำการของทหารเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด โดยพบว่าทหารเหล่านี้เริ่มได้รับการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพรัสเซียมากขึ้น ทั้งในด้านยุทธวิธี ภาษาทหาร และการใช้ปืนลูกซองเพื่อต้านโดรนยูเครน

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัสเซียเตรียมรับช่างทหารและผู้เก็บกู้กับระเบิดจากเกาหลีเหนืออีก 6,000 นาย เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในแคว้นคูร์สก์ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนเตือนว่า การพึ่งพาทหารต่างชาติสะท้อนปัญหาการเกณฑ์ทหารภายในรัสเซียที่ย่ำแย่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเกาหลีเหนือเอง

ลาวปัดข่าวลือส่งทหารช่วย ‘รัสเซีย’ ร่วมรบในยูเครน ชี้เป็นข่าวปลอม!! หวังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

(12 ก.ค. 68) รัฐบาลลาวออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการต่อข่าวลือที่แพร่สะพัดในสื่อต่างประเทศบางแห่ง ซึ่งอ้างว่าลาวเตรียมส่งทหารหรือประชาชนเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน โดยยืนยันว่าเป็น 'ข้อมูลเท็จ' และอาจมีเจตนาสร้างความสับสนให้กับประชาคมโลก

ตามรายงาน จากข่าวปลอมดังกล่าวระบุว่ากองทัพรัสเซียพยายามโน้มน้าวทหารลาวให้ร่วมรบ โดยเสนอเงินค่าตอบแทนและสิทธิในการขอสัญชาติรัสเซีย แต่ทางการลาวชี้ชัดว่าไม่พบหลักฐานใดๆ รองรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง บิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ของลาวเน้นย้ำว่า กระแสข่าวดังกล่าวแพร่กระจายในช่วงเวลาที่ลาวและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ ผ่านการเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงจากลาว จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นความพยายามเจตนาร้าย ที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

รัฐบาลลาวยืนยันจุดยืนว่า ไม่มีนโยบายหรือความตั้งใจที่จะส่งทหารหรือประชาชนไปร่วมความขัดแย้งในต่างประเทศ และความร่วมมือทางทหารใดๆ กับมิตรประเทศ รวมถึงรัสเซีย ที่มีขึ้นบนหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อการพัฒนาด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงภายในเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลลาวขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการอย่างรอบคอบ ก่อนเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด พร้อมย้ำถึงพันธกิจในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ยูเครนเปิดเงื่อนไขจ่ายเงินเดือนทหารเป็นเชลย และสูญหาย ยืนยันจ่ายต่อเนื่อง!! หากไม่ ‘ทรยศ’ หรือ ‘มอบตัว’ โดยสมัครใจ

(21 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมยูเครนยืนยันว่า รัฐยังคงจ่ายเงินเดือนให้กับทหารที่ถูกจับเป็นเชลยหรือสูญหาย โดยจะคิดตามตำแหน่งสุดท้ายที่ประจำอยู่ก่อนหายตัว โดยเงินจะจ่ายต่อเนื่องตลอดช่วงที่ยังอยู่ในสถานะเชลยหรือไม่ทราบชะตากรรม แม้ตัวทหารจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากภายหลังพบว่าเป็นการยอมมอบตัวโดยสมัครใจ หนีทัพ หรือทิ้งหน่วยโดยไม่มีเหตุอันควร การจ่ายเงินจะยุติลงหลังการสอบสวนเป็นทางการ และถือว่าเป็นการผิดหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งจะถูกตัดสิทธิ์การรับเงินช่วยเหลือทันที

ตามกฎหมายแล้วทหารสามารถระบุล่วงหน้าว่า จะให้ใครในครอบครัวเป็นผู้รับเงินแทนได้ เช่น คู่สมรส บุตร หรือพ่อแม่ โดยต้องมีเอกสารยืนยันผ่านผู้บังคับบัญชาหรือรับรองโดยทนาย หากไม่ระบุไว้ ระบบจะใช้ลำดับอัตโนมัติคือ คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรพิการ และพ่อแม่ตามลำดับ

ขณะที่ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิรับเงิน ได้แก่ ทหารที่ถูกตัดสินว่าทรยศ ร่วมมือกับศัตรู หรือเป็นชาวรัสเซียและเบลารุส (หรืออาศัยใน 2 ประเทศนี้อย่างถาวร) โดยครอบครัวต้องยื่นคำร้องและเอกสารต่อศูนย์สนับสนุนสังคมของกองทัพในพื้นที่ใดก็ได้ ไม่จำกัดเขตทะเบียนทหาร พร้อมแนบเอกสารระบุตัวตน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และหลักฐานความสัมพันธ์ในครอบครัวประกอบการพิจารณา 

ย้อนบทสัมภาษณ์ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เมื่อครั้งเป็น 'ผบ.ทบ.' ลั่นทหารไทยไม่กลัวรบกับเขมร แต่หวั่นกระทบปชช.

(4 ส.ค. 68) ย้อนอดีตเมื่อครั้ง ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็น 'ผบ.ทบ.' ลั่นทหารไม่เคยกลัวรบเขมร แต่หวั่นกระทบปชช.เจ็บ-ตาย เกรงลามเป็นสงคราม เผยเตรียมพร้อมวางแผนอพยพหากฉุกเฉิน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 256 เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ในขณะนั้น โดยได้กล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปพูดคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศของประเทศกัมพูชา เพื่อหารือถึงแนวทางปฏิบัติของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรองรับคำตัดสินของศาลโลกว่า กองทัพบกได้จัดผู้แทนร่วมไป ซึ่งจะต้องพูดคุยหลายด้าน ที่ผ่านมา เราไม่ได้หารือเฉพาะข้อขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ เพราะการแก้ปัญหาต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดี จากการประชุมผบ.ทบ.แปซิฟิก ผมได้เล่าให้ ผบ.ทบ.29 ประเทศฟังว่า เรามีข้อขัดแย้ง และปัญหาต่างๆที่ต้องแก้ไข ทุกคนก็เอาใจช่วย และอยากให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีด้วยการพูดคุยแบบทวิภาคี เพราะเมื่อมีปัญหาต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ได้

"คิดว่า ไม่มีใครอยากจะรบกัน วันนี้คนไทยหลายกลุ่มแสดงความเป็นห่วง ผมเข้าใจและร้อนใจเหมือนกัน แต่จะหาหนทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดสันติสุขมากที่สุด อยากให้ทุกคนตั้งสติ ก่อนหน้านี้เราเคยปะทะกับกัมพูชามาแล้ว ทุกคนเห็นว่า รุนแรง อย่ามาบอกว่า ทหารกลัว ไม่มีทหารประเทศไหนกลัวการรบ แต่กลัวความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบกับประชาชน ในประเทศอื่นๆก็มีความขัดแย้งแต่ไม่มีการรบกัน เพราะใช้การพูดคุยกัน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรบ ทหารพร้อมรบเสมอ แต่ถ้ารบกันจะลามไปตลอดแนวชายแดนจนกลายเป็นการรบกันระหว่างประเทศ ทหารคงไม่เป็นไร แต่ประชาชนจะอยู่อย่างไร ผมมุ่งหวังไม่อยากให้รบกัน อยากให้สงบสติอารมณ์บ้าง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องแก้ปัญหา"ผบ.ทบ. กล่าว
.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าเอาเรื่องพรมแดนมาเป็นความขัดแย้งจนอยู่กันไม่ได้ เราควรมาสร้างประโยชน์ร่วมกัน ถ้ารบกันก็มีแต่สูญเสีย ถ้าร่วมมือกันจะได้ทั้ง 2 ประเทศ ตนได้เสนอกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมว่า ควรกำหนดพื้นที่ชายแดน บริเวณช่องทางถาวรเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งท่านรับในหลักการ ตนมองว่า หากกำหนดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้จะเป็นการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรได้ และจะเป็นการลดปัญหาเขตแดน ทั้ง 2 ประเทศต้องพูดคุยกันว่า จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้นอย่างไร โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตนไม่อยากให้ใช้อาวุธกัน เพราะการรบกันวันนี้ อาวุธมันรุนแรง ทหารไม่ได้กลัว แต่ห่วงว่าจะหยุดไม่อยู่ ระหว่างนี้อยากให้ทุกคนรอว่า หลังการพูดคุยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

"สายตาทั่วโลกมองว่า ประเทศไทยใหญ่กว่า ทันสมัย กองทัพมียุทโธปกรณ์เข้มแข็ง ถ้าเราทำอะไรเกินเลยมากไปจะเสียเปรียบ ส่วนที่เราติดลำโพงตามแนวชายแดนก็มีบางสื่อบอกว่า เราไปกลัวเขา อันนี้เรียกว่า ไม่เข้าใจ และทำลายพวกเดียวกันอีก สิ่งที่ผมต้องการ คือ การสร้างความเข้าใจ เพราะบางครั้งเวลาเกิดเหตุติดต่อกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ติดลำโพงเพราะเรากลัวเขา อยากให้ทุกคนเข้าใจผม ขนาดคิดละเอียดอ่อนขนาดนี้ ยังมีคนโจมตีว่ากลัวกัมพูชา อยากบอกว่า ไม่มีใครกลัวใคร สื่อเป็นส่วนหนึ่งทำให้บ้านเมืองไปได้ วันนี้ยังแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้สักเรื่อง เพียงก้าวแรกจะรบกันเสียแล้ว ทุกอย่างต้องเริ่มทีละขั้นจนพูดคุยกันไม่ได้แล้วถึงจะรบกัน คิดว่า ทุกปัญหามีวิธีแก้ไข อยากให้คนไทยแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ทั้งการพูดคุย หรือ กระบวนการกฎหมาย ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก่อนแล้วรบกัน ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ล้มเหลวกันหมดแล้วเราจะไม่มีใครเขาคบ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top