Tuesday, 8 September 2026
ช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

“ฮอร์มุซ” เดือดถึงขีดสุด!! อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตือนทุกลำนับเป็นร่วมมือศัตรู สหรัฐฯ เตรียมเปิดปฏิบัติการใหญ่ เสียงระเบิดดังในหลายเมืองใต้ประเทศ

อิหร่านจะถือว่าเรือทุกลำที่เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นการ “ร่วมมือกับศัตรู” กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ระบุในแถลงการณ์

ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านได้ปิดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือทุกประเภท รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้า เนื่องจากการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดย IRGC ระบุว่า เรือใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวจะถูกโจมตี

IRGC ระบุในแถลงการณ์ที่สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านนำมาเผยแพร่ว่า “เราขอเตือนว่า ห้ามเรือลำใดออกจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวโอมาน การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกถือว่าเป็นการร่วมมือกับศัตรู”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ กล่าวหาเตหะรานว่าถ่วงเวลาการเจรจา และระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน

ช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี สื่ออิหร่านรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดในเมืองมีนาบและโมห์ร์ โดยเกิดระเบิด 3 ครั้งในเมืองบันดาร์ อับบาส และอีก 4 ครั้งในเมืองซีริก ทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศถูกเปิดใช้งานในกรุงเตหะรานและพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

ที่มา : Sputnik

ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดร้อน!! “อิหร่าน” ปัดคำกล่าวอ้าง ‘ทรัมป์’ หลังทรัมป์ประกาศเตรียมเปิดโต๊ะคุยวันจันทร์ โฆษกย้ำ ไม่มีโต๊ะเจรจาวอชิงตัน มีเพียงหารือโอมานเปิดเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ

อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ระบุว่าจะมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันจันทร์ (วันนี้) อิหร่านยืนยันว่า ไม่มีแผนในการส่งคณะผู้แทนเพื่อหารือกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด "มีเพียงการเจรจากับโอมานเรื่องฮอร์มุซเพียงเท่านั้น"

"เอสมาอิล บาเกอี" (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมายืนยันแล้วว่า ขณะนี้อิหร่านมีเพียงเจรจากับ โอมาน เท่านั้น ซึ่งเป็นการเจรจาเพียงเรื่องเดียว เกี่ยวกับการเดินเรือและการเปิดใช้ ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง ไม่ใช่การเจรจากับสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

บาเกอี กล่าวย้ำว่า สถานการณ์จะยังไม่เปลี่ยนแปลงตราบใดที่สิ่งที่อิหร่านเรียกว่า "การรุกรานของสหรัฐฯ" ยังคงดำเนินต่อไป

คำชี้แจงของ "บาเกอี" มีขึ้นหลังจากทรัมป์เพิ่งประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากันในวันจันทร์ และแสดงความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งล่าสุดฝ่ายเตหะรานออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363991009222589/?rdid=HBoQwISQFhX11ifT#

ทรัมป์ยืนยัน!! สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลง ประกาศข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงชั่วคราว 60 วัน รองรับเรือเดินเรือ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเจรจาขยายต่อ

Axios เผย สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้ปิดดีลฮอร์มุซ เตรียมประกาศพรุ่งนี้

สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับภูมิภาค 2 ราย และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 1 ราย

ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวจะมีอายุ 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้ในภายหลัง โดยกำหนดให้เรือที่เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือที่เดินทางออกจะใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำโอมาน ภายใต้การประสานงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและโอมาน

ในช่วง 60 วันแรก จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องเดินเรือตรงกลางให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเปิดให้เป็นเส้นทางเดินเรือสองทิศทางภายใต้ข้อตกลงถาวร ซึ่งอิหร่านและโอมานจะต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

รายงานระบุว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งได้อนุมัติแล้วในวันนี้

ด้านสหรัฐฯ มีรายงานว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือโดยตรงกับนายอารักชีและนายบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ขณะที่กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างมีบทบาทในการเป็นคนกลางผลักดันการเจรจาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้า แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการลงนามและเปิดเผยรายละเอียดจากทุกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานมาตลอดว่า การเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเป็นการหารือระหว่างอิหร่านกับโอมาน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยืนยันหลายครั้งว่า ไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

แต่รายงานล่าสุดของ Axios ซึ่งมีความใกล้ชิดสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐ กลับระบุว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจรจา และอ้างว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ มีบทบาทในการประสานงานโดยตรงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการไกล่เกลี่ยของโอมาน กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365625532392470/?rdid=xjB2L8nLG3PRP8kT#

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมาน!! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ถล่มโอมาน ห้ามขัดขวางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ระหว่างเจรจาอิหร่าน-โอมาน สหรัฐฯ กดดันเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมานให้ย่อยยับ หากพยายามขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่โจมตีโอมาน หากรัฐบาลมัสกัตเข้ามาขัดขวางความพยายามของวอชิงตันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ถ้าโอมานเข้ามาขวาง เราจะถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1376252744663082/?rdid=0CQkjbL0DVOJm3TA#

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top