Friday, 5 June 2026
ชลบุรี

“นายนริศ นิรามัยวงศ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้นำที่ “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา ลงมือทำจริง” ขับเคลื่อนเมืองชลสู่เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย

ชลบุรีเป็นจังหวัดชายทะเลที่ “ครบเครื่อง” แห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมในเขต EEC เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพัทยา ศรีราชา เกาะสีชัง รวมถึงชุมชนชายฝั่งและชุมชนดั้งเดิมที่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว รายได้จังหวัดมาจากทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง การค้า-บริการ ทำให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องการจราจร ความปลอดภัย ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนเมือง-คนชายฝั่งไปพร้อมกัน

ในบริบทที่ “ชลบุรีโตเร็วและท้าทายมากขึ้นทุกปี” การได้ผู้นำที่ทั้งรู้พื้นที่ รู้ปัญหา และมีประสบการณ์ทำงานภาคสนามจริงจังจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การที่จังหวัดชลบุรีได้ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ซึ่งเป็นทั้งลูกหลานชลบุรี และข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของจังหวัด เขาไม่เพียงเข้าใจชลบุรีจากแผนบนกระดาษ แต่เคยลงพื้นที่ทำงานในหลายอำเภอของจังหวัดมาก่อน และเมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางการต้อนรับจากทุกภาคส่วน บทบาทของเขาจึงไม่ใช่แค่ดูแลงานราชการประจำวัน แต่คือการวางทิศทางให้ชลบุรีเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองปลอดภัย และเมืองแห่งโอกาสของคนทุกกลุ่ม

ด้านประวัติการศึกษา นายนริศเป็น “ลูกหลานชลบุรีแท้ ๆ” เติบโตและเรียนหนังสือในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดอุทยานนที มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนชลกัลยานุกูล ก่อนจะต่อยอดความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง ด้วยปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2533) และนิติศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2547) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบูรพา (พ.ศ. 2548) พื้นฐานทั้งด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ทำให้เขามองภาพการบริหารราชการได้รอบด้าน

เส้นทางรับราชการของนายนริศเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 จากตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จากนั้นหมุนเวียนไปปฏิบัติงานทั้งที่จังหวัดชลบุรีและสระแก้วอย่างต่อเนื่อง อาทิ เจ้าพนักงานปกครองที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปลัดอำเภอพนัสนิคม และในปี 2543 ได้ช่วยราชการที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ภาคสนามเต็มเปี่ยม เขาจึงก้าวสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ได้แก่ ป้องกันจังหวัดชลบุรี นายอำเภอคลองหาด–วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว และนายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนเลื่อนเป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครองในปี 2561 และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด–รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีในปี 2563

ต่อมาในปี 2566 เขาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในปี 2567 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งให้กลับคืนถิ่นบ้านเกิดในปี 2568 ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างสมศักดิ์ศรีเส้นทางข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ นับเป็นการกลับบ้านของ “พ่อเมือง” ที่รู้จักทั้งโจทย์ชายแดน เมืองท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรมมาแล้วครบถ้วน
.
สำหรับ “ผลงานเด่นในปี 2568” นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายนริศเดินหน้าขับเคลื่อนงานอย่างรวดเร็ว โดยจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดชลบุรีให้เป็น “เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” ต่อหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 วางกรอบการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) ชลบุรีปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและอบายมุข เน้นปราบปรามบ่อน การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย และกลุ่มต่างชาติที่ก่อปัญหา 

(2) สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการหนุนเศรษฐกิจฐานราก ตลาดสินค้าราคาประหยัด “ธงฟ้า” และโครงการน้ำประปาดื่มได้ 

(3) ชลบุรีเมืองแห่งความปลอดภัย (Smart Safety) ปรับปรุงสัญญาณไฟ ป้ายจราจร และเส้นทางคมนาคมให้ปลอดภัย 

(4) เมืองสะอาดและเป็นระเบียบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ 

(5) งานบริการประชาชนที่รวดเร็ว โปร่งใส โดยใช้ศูนย์ดำรงธรรมและสายด่วน 1567 เป็นกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการก่อสร้างศาลหลักเมืองชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งจังหวัด 

นอกจากนี้ ปลายเดือนตุลาคม 2568 เขายังมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ภายใต้นโยบายรัฐบาล “Quick Big Win : ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” กำหนดแนวทางทั้งการค้นหา-คัดกรองผู้เสพและผู้ค้า การปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ การบำบัด-ฟื้นฟู และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

จากประวัติการศึกษาอันแข็งแรง เส้นทางรับราชการที่ผ่านทั้งพื้นที่ชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรม ตลอดจนผลงานการวางยุทธศาสตร์ “ชลบุรีเมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” และการเร่งแก้ปัญหายาเสพติดในปี 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ จึงเป็นภาพแทนของผู้นำจังหวัดที่ทั้ง “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา และกล้าตัดสินใจลงมือทำ” เขาไม่ใช่เพียงข้าราชการผู้บริหารจากส่วนกลาง แต่เป็น “ลูกหลานชลบุรี” ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้และไว้วางใจได้ว่า จะนำพาจังหวัดชลบุรีก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และน่าอยู่ยิ่งขึ้นในทุกมิติของการพัฒนา

“กองเรือยุทธการ” แจ้งงดการเข้าเยี่ยมชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” เป็นการชั่วคราว  เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบชายแดน และรักษาความลับทางราชการ

(17 พ.ย. 68) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน  มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาความลับของทางราชการ 

จึงขอปิดการเยี่ยมชมเรือ เป็นการชั่วคราว และ ขออภัยพี่น้องประชาชนที่เตรียมการมาเยี่ยมชมเรือ เมื่อสถานการณ์ชายแดนดีขึ้น จะกลับมาเปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกครั้ง 

 

อิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มากด้วยประสบการณ์งานด้านการปกครอง กำลังสำคัญขับเคลื่อนชลบุรีให้เติบโตมั่นคง

ในรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง 

หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามอง คือ “อิสรา เจริญชาศรี” ข้าราชการสายปกครองที่เติบโตมาจากทั้งระดับอำเภอ ส่วนกลาง และกรมการปกครอง ซึ่งได้รับการย้ายมาดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี” ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มทีมบริหารจังหวัดชลบุรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของส่วนกลางต่อบทบาทของชลบุรีในฐานะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ในเชิงภูมิหลังส่วนตัว อิสราเป็น “ชาวจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด” เติบโตจากเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ก่อนจะไปต่อยอดองค์ความรู้ในต่างประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Conflict Development and Security (MA) จาก University of Leeds ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การจัดการความขัดแย้ง และความมั่นคงเชิงสังคม ฐานวิชาการด้านนี้ทำให้เขามองเห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างปัญหา และพลวัตของผู้คนในพื้นที่ที่หลากหลายไปพร้อมกัน

เส้นทางในราชการของนายอิสราเดินอยู่บนสายงานมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบทบาทปลัดอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ที่ทำให้ได้เรียนรู้การบริหารงานปกครองใกล้ชิดประชาชนในระดับอำเภอ จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ในสมัยนายเสนีย์ จิตตเกษม) และเลขานุการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายประชา เตรัตน์) ก่อนขึ้นมาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในส่วนกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตำแหน่งนายอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญของงานปกครองท้องที่

ในระดับกรมการปกครอง อิสรา ยังผ่านงานบริหารที่มีความซับซ้อนหลากหลาย ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสื่อสาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารบุคลากร การสื่อสารภายในองค์กร และการสนับสนุนกำลังภาคประชาชนในนาม “อาสารักษาดินแดน” ทั่วประเทศ 

บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลไกสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ และการประสานพลังระหว่างราชการกับประชาชนในสถานการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมิติความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริการประชาชน

เมื่อมองจากประสบการณ์ทั้งหมดมาถึงวันนี้ การที่ชลบุรีได้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหลานชลบุรี” และ “ข้าราชการมหาดไทยสายปฏิบัติ-สายยุทธศาสตร์” ในคนเดียวกัน ย่อมน่าจับตาในแง่แนวทางการพัฒนาจังหวัด 

ในด้านหนึ่ง เขามีพื้นฐานเข้มแข็งด้านการบริหารความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต่อจังหวัดที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออก 

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในงานบุคลากร การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับกำลังภาคประชาชน น่าจะช่วยให้เขาออกแบบกลไกการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเขาสามารถดึงบทเรียนจากทั้งระดับอำเภอ ระดับกรม และระดับจังหวัดมาร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสที่ชลบุรีจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ “เติบโต มั่นคง และไม่ทิ้งคนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง”
 

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top