Friday, 5 June 2026
ข่าวเศรษฐกิจ

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

โครงสร้างรายได้ภาครัฐ 'กรมสรรพากร' เกินเป้า!! 'กรมสรรพสามิต – กรมศุลกากร' ต่ำกว่าเป้า!!

(2 พ.ย. 68) ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567–มี.ค. 2568) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิได้ 1,195,662 ล้านบาท ใกล้เคียงประมาณการและสูงกว่าปีก่อน 2.3% แต่ภาพรวม “พอไหว” นี้ซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: รายได้บางฐานโตจากแรงท่องเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่ภาษีบางฐานถูกกดด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคและนโยบายใหม่ ๆ โดยเฉพาะ EV และยาสูบที่หดตัวกว่าคาด

3 กรม 3 โทน: สรรพากรเกินเป้า—สรรพสามิต/ศุลกากรต่ำเป้า
กรมสรรพากร จัดเก็บรวม 966,200 ล้านบาท เกินประมาณการ +1.1% และสูงกว่าปีก่อน 3.9% โดย VAT รวม 487,718 ล้านบาท เด่นชัดเพราะ VAT ในประเทศเกินเป้า +9.7% ขณะที่ VAT จากนำเข้าต่ำเป้า −5.1% จากการใช้สิทธิปลอดอากรและราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งกด ETR (effective tax rate) ลง
กรมสรรพสามิต จัดเก็บรวม 264,971 ล้านบาท ต่ำเป้า −7.4% โดยภาษีรถยนต์ต่ำเป้า −38.3% และภาษียาสูบต่ำเป้า −14.9% สะท้อนผลของนโยบายส่งเสริม EV และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
กรมศุลกากร จัดเก็บรวม 57,365 ล้านบาท ต่ำเป้า −6.9% ทั้งที่มูลค่านำเข้าสูงกว่าปีก่อน จากค่าเงินบาทแข็งกว่าที่คาดและการใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม ทำให้ ETR ลดลง

หมายเหตุ: ครึ่งปีนี้มีการคืนภาษีสรรพากร 210,945 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 5.9% โดยเฉพาะ VAT ทำให้ “รายได้สุทธิ” ถูกกดลงบางส่วนแม้รายได้ขั้นต้นจะดีขึ้น

ทำไม “พอไหว” แต่ “โครงสร้างเปลี่ยน”?
VAT ในประเทศฟื้นตามเศรษฐกิจบริการ/ท่องเที่ยว: การเดินทางและการใช้จ่ายในประเทศหนุนฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ในประเทศให้เกินเป้า แม้ VAT จากนำเข้าจะอ่อนจากสิทธิปลอดอากรและราคาพลังงานที่ต่ำลงซึ่งกด ETR

นโยบาย EV และพฤติกรรมผู้บริโภค กดฐานสรรพสามิตยานยนต์-ยาสูบ: มาตรการส่งเสริม EV ลดอัตราภาษีที่แท้จริงในหมวดยานยนต์ ขณะที่ยาสูบอ่อนแรงต่อเนื่อง—ทั้งจากปริมาณเสียภาษีที่ต่ำกว่าประมาณการและการปรับพฤติกรรมบริโภค

ค่าเงินและระเบียบการค้า กดรายได้ศุลกากร: บาทแข็งกว่าที่คาดผนวกการใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม ทำให้รายได้ภาษีนำเข้าต่ำกว่าเป้า ทั้งที่มูลค่านำเข้าจริงสูงขึ้น

นัยต่อธุรกิจ–งบประมาณ
ค้าปลีก–ท่องเที่ยว–บริการ: สัญญาณ VAT ในประเทศยังส่งแรงหนุน หากมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ภาคบริการน่าจะเป็น “แหล่งภาษีหลัก” ของรอบนี้ต่อไป
ยานยนต์สันดาป–ซัพพลายเชนเดิม: การจัดเก็บภาษีรถต่ำเป้าแรงสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรม สื่อว่าภูมิทัศน์รายได้สรรพสามิตจะเปลี่ยนถาวรถ้า EV โตเร็ว
งบประมาณส่วนกลาง: รายได้สุทธิใกล้เคียงเป้า “ประคองดุล” ได้ระดับหนึ่ง แต่การคืนภาษีที่สูงขึ้นและฐานสรรพสามิตบางหมวดที่อ่อน อาจทำให้กันชนทางการคลังต้องพึ่งวินัยการใช้จ่าย และคุณภาพการกู้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง

กล่องตัวเลขสำคัญ (ครึ่งปีงบฯ 2568)
รายได้สุทธิรัฐ: 1,195,662 ล้านบาท (↑2.3% YoY; ใกล้เคียงเป้า)
สรรพากร: 966,200 ล้านบาท (↑3.9% YoY; +1.1% เหนือเป้า) / VAT รวม 487,718 ล้านบาท – ในประเทศ +9.7% เหนือเป้า; นำเข้า −5.1% ต่ำเป้า
สรรพสามิต: 264,971 ล้านบาท (ต่ำเป้า −7.4%) — รถยนต์ −38.3%; ยาสูบ −14.9%
ศุลกากร: 57,365 ล้านบาท (ต่ำเป้า −6.9%) จากบาทแข็ง + ใช้สิทธิปลอดอากรเพิ่ม
คืนภาษีสรรพากร: 210,945 ล้านบาท (สูงกว่าเป้า +5.9%)
.
สรุป (Bottom line)
รายได้รัฐ “ไม่แย่” แต่เสาหลักกำลังขยับ — VAT ในประเทศกลายเป็นคานงัดสำคัญ ขณะที่สรรพสามิตยานยนต์/ยาสูบและศุลกากรยังเป็นแรงฉุดเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายกำลังเปลี่ยน หากรัฐจะ “ปิดดุลแบบยั่งยืน” ในครึ่งปีหลัง ต้องรักษาแรงส่งบริการ–ท่องเที่ยว พร้อมออกแบบโครงสร้างภาษีที่ทันกับ EV/พฤติกรรมใหม่ และบริหารการคืนภาษี–สิทธิปลอดอากรอย่างสมดุล
 
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  รายงานสถานการณ์ด้านการคลัง ไตรมาส 2/2568 (ข้อมูลครึ่งปีงบประมาณ 2568: ต.ค. 2567–มี.ค. 2568)
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top