Friday, 5 June 2026
ข่าวเศรษฐกิจ

วิกฤตชายแดน ตึงเครียด!! ‘ไทย-กัมพูชา’ เวทีเศรษฐกิจ เพื่ออธิปไตยไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง บั่นทอนต่อความเชื่อมั่น ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

(26 ก.ค. 68) สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ซึ่งจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน-นักท่องเที่ยว 

ยอดนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 17.75 ล้านคน ลดลง 5% ช่วงโลว์ซีซั่นมีโอกาสลดลงหนักกว่าปีที่ผ่านมา เจอข่าวร้ายวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระหน่ำอีกระลอก โรงแรมที่พักแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คงได้รับผลกระทบหนัก

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ แต่กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ โดยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย และ 9% ของกัมพูชาในปี 2567

ในปีที่แล้ว ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน    โดย ‘การค้าชายแดน’ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 เฉลี่ยแล้วคิดเป็นผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ หากดูข้อมูลการส่งออกชายแดนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่า การส่งออกไปกัมพูชาผ่านการค้าชายแดนติดลบแล้ว

‘ตลาดแรงงาน’ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง ในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน รายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดสระแก้ว แจ้งว่า บริเวณหน้าจุดตรวจหนังสือเดินทางขาออกไปยังประเทศกัมพูชา ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีชาวกัมพูชาเกือบ 1,000 คน เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อเดินทางข้ามกลับประเทศ 

ตลาดแรงงานไทยยังพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลักถึง 73% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้อาจเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ นอกจากนี้ การได้รับค่าจ้างที่สูงกว่ายังคงเป็นปัจจัยจูงใจให้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ ยังตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยต่อ หากความขัดแย้งไม่รุนแรงและขยายวงกว้างมากไปกว่านี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางชายแดน โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

2. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

3. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสถานการณ์ด้วย

‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’ ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกภาคส่วน จะช่วยเยียวยา พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่วิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ยังป่วยอยู่ หวังว่าประชาชนชาวไทย คงน่าจะเริ่มรับรู้แล้ว ว่า.. ศักยภาพของผู้นำรัฐบาลในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่าน การแก้ไขปัญหา การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ใครที่แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากัน ??

เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ ไทย-กัมพูชา

(28 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Vantage Thailand’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ ไทย-กัมพูชา: มุมมองผ่านตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนควรรู้

1. ทุนสำรองระหว่างประเทศ
ไทย: 205,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
กัมพูชา: 13,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองเปรียบเสมือน “เงินฉุกเฉินของประเทศ” ที่ช่วยรับมือกับวิกฤตการเงิน ไทยมีเงินสำรองสูงกว่ากัมพูชาเกือบ 15 เท่า ซึ่งบ่งบอกถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

2. เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
ไทย: 32,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
กัมพูชา: 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
เม็ดเงิน FDI สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับเงินลงทุนจากต่างชาติในภูมิภาคนี้

3. ดุลบัญชีเดินสะพัด
ไทย: เกินดุล 32,400 ล้านเหรียญ
กัมพูชา: ขาดดุล 3,000 ล้านเหรียญ
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการหารายได้จากต่างประเทศ ไทยมีความสามารถในการส่งออกที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

4. ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Default Spread)
ไทย: 1.50%
กัมพูชา: 5.50%
ความต่างกว่า 4% นี้ สะท้อนความน่าเชื่อถือด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า มักได้เปรียบเรื่องต้นทุนการกู้ยืมและการลงทุนในตราสารหนี้

5. ดัชนีคุณภาพชีวิต
ไทย: 109.14 (สูง)
กัมพูชา: 80.85
ดัชนีที่คำนวณจากหลายปัจจัย เช่น ความปลอดภัย การดูแลสุขภาพ ราคาสินค้า และสิ่งแวดล้อม ไทยยังคงได้คะแนนสูงกว่าชัดเจน

6. ดัชนีความปลอดภัย
ไทย: 63.21 (สูง)
กัมพูชา: 49.81 (ปกติ)
สะท้อนระดับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เช่น ความรุนแรง อาชญากรรม หรือภัยสังคม

7. ดัชนีระบบสาธารณสุข
ไทย: 77.29 (สูง) 
กัมพูชา: 51.56 (ปกติ)
ด้านนี้ถือเป็นจุดเด่นของไทย ที่มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

8. เครดิตเรตติ้งของประเทศ (Credit Rating)
ไทย: Baa1 (Investment Grade)
กัมพูชา: B2 (Junk Bond)
ประเทศไทย: Baa1 – อยู่ใน “Investment Grade”
Baa1 คือระดับที่นักลงทุนทั่วโลก “มั่นใจได้” ว่าประเทศนี้มีศักยภาพในการชำระหนี้ตามสัญญา ไม่ใช่ประเทศที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ กัมพูชา: B2 – อยู่ใน “Junk Bond” ในทางตรงกันข้าม B2 คือระดับที่ถือว่า “เสี่ยงสูง” สำหรับการลงทุน นักลงทุนสถาบันหรือกองทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก “ไม่สามารถลงทุน” ในตราสารหนี้ของประเทศที่อยู่ในระดับ Junk Bond ได้เลยตามกฎเกณฑ์ของตนเอง

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร!! เปิดแคมเปญ กระตุ้น!! นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งมอบ!! ประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

(9 ส.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านคนรุ่นใหม่ในตลาดยุโรปด้วยกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ในช่องทาง AXN Asia เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม Family & Multigeneration ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า แคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” เป็นหนึ่งกิจกรรมในปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ที่ ททท. ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจัดเตรียมสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Thai’d Up This Summer” เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวหลายช่วงวัย (Family & Multigeneration) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2568 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วง Summer ของตลาดยุโรป ททท. ยังได้ร่วมกับ AXN Asia จัดกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ชวน Gen Z ของตลาดยุโรปร่วมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านโพสต์ Social media ในช่องทาง AXN Asia เพื่อคัดเลือกผู้โชคดี 8 คน เดินทางถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ ททท. หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าและบริการในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน และช่วยเติมเต็มจำนวนนักท่องเที่ยวช่วง Green Season ของประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรม “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ททท. ได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รถเช่า และสวนสนุก มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ HarborLand สวรรค์ของเด็กและครอบครัว : เพียงซื้อตั๋วเข้าชมสำหรับ 1 ผู้ใหญ่ + 1 เด็ก รับฟรี! ถุงเท้ากันลื่น HarborLand 2 คู่ มูลค่า 120 บาท, ห้างในเครือ The Mall Group (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) : รับส่วนลดต่าง ๆ และรับคืนภาษีได้สะดวกด้วยระบบ VAT Refund อิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และสยามพารากอน ONESIAM GLOBAL Visitor Card เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 80%,  บริการ AVIS Executive VAN : รถตู้ VIP รับ–ส่งสนามบิน เริ่มต้นเพียง 2,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อจองล่วงหน้า พร้อมใส่รหัส “TATATF25”, Grab Thailand Travel Pass: รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GrabCar Premium, GrabFood, GrabMart และ Grab Airport Rides ผ่านหน้า GrabRewards บนแอป Grab โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/AmazingGrandPrivileges

สำหรับกิจกรรม “Your Dream of Thailand Academy” เป็นกิจกรรมการประกวด Online Contest ผ่านช่องทาง Social Media มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ในตลาดยุโรป เพื่อสร้างกระแสบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี จากภูมิภาคยุโรป ร่วมโพสต์แชร์แรงบันดาลใจในการเดินทางมายังประเทศไทยผ่าน Social Media ในช่องทาง AXN Asia กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป จำกัดข้อความไม่เกิน 100 คำ เปิดรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนผู้โชคดี 8 คนมาเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทยให้กับผู้อื่นต่อไป โดยจะประกาศผู้โชคดีในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ครั้ง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/axnasia

‘สุริยะ’ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียว ‘รถไฟทางคู่เฟส 2-มอเตอร์เวย์นครปฐม’ 3.58 แสนล้าน

(23 ส.ค. 68) กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียวโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 และมอเตอร์เวย์นครปฐม พร้อมเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างภายในปีงบประมาณ 2569

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 6 โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เข้าครม. วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท โดยเริ่มนำร่อง 3 เส้นทาง ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี และ สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา

อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือ มอเตอร์เวย์หมายเลข 8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

สุริยะกำชับกรมทางหลวงเร่งเปิดประมูล 2 โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว ได้แก่ ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) วงเงิน 31,358 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (M9) วงแหวนรอบนอกตอนบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท

DIT x CPN จัด ‘Thai Fruits Festival by DIT’ รณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกร ระบายผลผลิต

(31 ส.ค. 68) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดกิจกรรม “Thai Fruits Festival by DIT”
เพื่อสนับสนุนพื้นที่ระบายผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงนี้ โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากสวนเกษตรกร เช่น ลำไยภาคตะวันออก มะพร้าวน้ำหอมภาคกลาง และผลไม้ตามฤดูกาล

ในภูมิภาคอื่นๆ มาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลไม้มากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัด
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่

• เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 30 สิงหาคม 2568
• เซ็นทรัล เวสเกตระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล พระราม 3ระหว่างวันที่ 4 – 8 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล มหาชัย ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล นครปฐม ระหว่างวันที่ 15 – 19 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ศาลายา ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568

รองอธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. 2568) ที่เซ็นทรัลสาขาพัทยา นอกจาก DIT จะนำผลไม้มาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ โดย ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลอง เพื่อสร้างการรับรู้ในรสชาติ ที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยที่หอมและหวานจนขึ้นชื่อว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World” และสร้างภาพจำที่ดีให้นักท่องเที่ยวหากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอม ต้องซื้อมะพร้าวน้ำหอมไทยเท่านั้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การตลาด นำไปสู่การผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร
นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว” นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย

‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ วิเคราะห์!! เหตุใด คลิปการบินไทย ที่เนปาล โยงมา ‘ลุงตู่’ ชี้!! นี่คือ ‘บุคคลสำคัญ’ ผลักดัน!! ‘แผนฟื้นฟูกิจการ’ ช่วยให้พ้นวิกฤตหนี้

(13 ก.ย. 68) ‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ โพสต์คลิปลงใน TikTok เกี่ยวกับกรณีที่มี คลิปการบินไทย TG320 แล้วมีการเขียนข้อความ คอมเมนต์ ถึง ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย โดยครูพี่ออยสอนแอร์ ได้ระบุว่า ...

จากคลิปที่เครื่องบินของการบินไทย ทะยานออกจากสนามบินที่ประเทศเนปาล ในคอมเมนต์ ของคลิปนี้มีการเอ่ยถึงชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กันอย่างมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันโยงไปสู่แผนการฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย

หลังจากที่บริษัทการบินไทย ประสบภาวะการขาดทุนและมีหนี้สินมหาศาล จนทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้อนุมัติให้ บริษัทการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลาง เพื่อที่จะได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขึ้นมา ซึ่งในแผนนี้ก็จะปรับโครงสร้างของหนี้สิน การลดจำนวนพนักงาน การปรับฝูงบิน ซึ่งผลลัพธ์จากแผนนี้ ก็ได้ทำให้บริษัทการบินไทยกลับมาเปิดเที่ยวบิน ระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

จากที่หลายคอมเมนต์ เอ่ยถึงชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตนั้นท่านมีบทบาท ที่สำคัญในการ ตัดสินใจให้บริษัทการบินไทย เดินหน้าเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ แล้วสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

‘บีโอไอ’ เผย!! ‘อินฟินีออน’ ยกระดับซัพพลายเชน มุ่งผลิตชิปครบวงจร เปิดเกมรุก!! ดึง MPI ผู้ประกอบ และทดสอบชิปรายสำคัญลงทุนในไทย

(20 ก.ย. 68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการ นโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท Infineon Technologies ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) ซึ่งตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ประเภท Power Module ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยจะเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีของกลุ่มอินฟินีออน มีพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ อินฟินีออนยังมีแผนดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้รองรับตลาดทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด Mr. George Lee, EVP and Head of Backend Operations ผู้บริหารอินฟินีออนได้นำ Mr. Manuel Zarauza Brandulas, Group Managing Director of MPI พันธมิตรรายสำคัญเข้าพบเลขาธิการบีโอไอ และประกาศการโอนกิจการเดิมในส่วนการผลิต Backend Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการสื่อสาร ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพนักงานกว่า 1,000 คน ให้กับบริษัท Malaysian Pacific Industries (MPI) จากประเทศมาเลเซีย ภายใต้บริษัท Carsem ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly, Packaging and Testing: OSAT) รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี โดยการโอนกิจการครั้งนี้ MPI มีข้อตกลงระยะยาวในการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อให้กับโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออนที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการประกอบ Power Module นอกจากนี้ MPI ยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับชิป (Advanced Packaging) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายอื่นด้วย

“การที่อินฟินีออนดึงผู้ผลิตชิปรายใหม่และเป็นพันธมิตรสำคัญอย่าง MPI ให้เข้ามาลงทุนในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพของบุคลากรไทยที่สามารถรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานสูงได้  สำหรับในส่วนการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออน ส่งผลบวกอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยนอกจากจะมีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว บริษัทยังมีแผนพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านนวัตกรรมของไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากถึง 168 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.08 แสนล้านบาท

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top