Friday, 5 June 2026
การศึกษา

เทรนด์ใหม่เด็กสิงคโปร์ อวดการใช้ชีวิตแบบประหยัด ใช้ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้องโล่ง ของน้อยแต่ใช้คุ้ม นิยามชีวิตดี ทำมีเงินเก็บมากขึ้น ไม่เป็นหนี้

Underconsumption: เมื่อเด็กสิงคโปร์หันมา ‘อวดประหยัด’ แทน ‘อวดแบรนด์’

เย็นวันศุกร์ในห้องเช่าเล็ก ๆ ย่านชานเมืองสิงคโปร์ เด็กสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ตั้งขาตั้งมือถือไว้ปลายเตียง  

ในเฟรมมีตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ลิ้นชักใบเดียว เครื่องสำอางไม่ถึงสิบชิ้น  
เธอกดอัด TikTok พร้อมแคปชัน  

“underconsumption core – นี่คือทุกอย่างที่ฉันมี และฉันโอเคมาก”  
คลิปแบบนี้กำลังเต็มฟีดในสิงคโปร์  
จากเดิมที่โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ “อวดของใหม่”  
ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ “อวดว่า…ฉันใช้ของเท่าที่จำเป็นก็มีความสุขได้”  
บทความนี้จะพาไปดูว่า  

- เทรนด์ “underconsumption” คืออะไร  
- ทำไมมันถึงเกิดแรงมากในสิงคโปร์  
- และมันสะท้อน “คุณภาพชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ยุคค่าครองชีพพุ่งยังไง  
Underconsumption core คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
บน TikTok และสื่อสิงคโปร์ใช้คำว่า “underconsumption core”  

หมายถึง ไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ “ใช้ให้น้อยลง – ใช้ของที่มีให้คุ้ม – หยุดซื้อโดยไม่คิด”  

สื่ออย่าง Channel NewsAsia เขียนถึงเทรนด์นี้ว่ากำลังเป็น buzzword บนโลกออนไลน์  

คนรุ่นใหม่โพสต์คลิปโชว์บ้านโล่ง ๆ ตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ของใช้ไม่กี่ชิ้น พร้อมเล่าว่าทำไมเลือก “ไม่ซื้อ” มากขึ้น อีกหลายสำนักก็เล่าว่ากระแส “อวดประหยัด” นี้ ไม่ได้อยู่แค่ในโลกตะวันตก  
แต่ขยายมาในเอเชีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มแชร์ชีวิตแบบ  
- เสื้อผ้าชุดเดิม – ทำ capsule wardrobe มีเสื้อผ้าหลัก ๆ ไม่กี่ชิ้น แต่ mix & match ให้ได้หลายลุค  
- เครื่องสำอาง/สกินแคร์เท่าที่ใช้จริง – โชว์โต๊ะเครื่องแป้งที่มีไม่กี่แบรนด์ ไม่ซื้อซ้ำเพราะ FOMO  
- ของใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวจบ – ไดร์เป่าผมตัวเดียวใช้มาหลายปี ไม่ตามเทรนด์ทุกแบรนด์ที่ดังใน TikTok  

แทนที่จะถามว่า “ซื้ออะไรเพิ่มดี?”  
คนกลุ่มนี้ถามตัวเองว่า  
“สิ่งที่มีอยู่ พอไหม – ใช้ให้คุ้มแล้วหรือยัง – ถ้าไม่ซื้อ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง (เงิน, พื้นที่, ความสบายใจ)”  
ทำไมเทรนด์นี้ถึงแรงในสิงคโปร์
1. ค่าครองชีพที่กลายเป็น “เรื่องในหัวทุกวัน”
สำรวจคนรุ่นใหม่หลายชิ้นตรงกันว่า  
“ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z และ Millennials ในสิงคโปร์
- รายงานของ Deloitte ปี 2024 ระบุว่า กว่า 56% ของ Gen Z สิงคโปร์ บอกว่าค่าครองชีพคือปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้  
- อีกหลายสำรวจด้านการเงินพบว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากบอกว่ากำลัง “อยู่แบบเดือนชนเดือน” และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเกษียณได้สบายหรือไม่  
- YouGov ในสิงคโปร์ก็รายงานว่า กว่า 80% ของคนสิงคโปร์กังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกือบครึ่งกลัวว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่กี่เดือนข้างหน้า  

เมื่อ “เงิน” กลายเป็นความเครียดพื้นฐานในชีวิต  
การเลือกใช้ชีวิตแบบซื้อทุกอย่างตามกระแส จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่สบายใจอีกต่อไป  Underconsumption จึงกลายเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพราะอยากเท่ แต่เพราะเป็นวิธี “เอาตัวรอดทางการเงิน” แบบที่ยังให้ความรู้สึกคูลอยู่
2. เมืองเล็ก ห้องเล็ก พื้นที่มีราคา ทุกตารางเมตรต้องคิด
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก  
ทั้งบ้าน HDB และคอนโดทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ  
สื่อหลายเจ้าอย่าง South China Morning Post เล่าไว้ว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์กำลัง “โอบรับ” ไลฟ์สไตล์ underconsumption เพราะทั้งค่าบ้านและค่าของใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนอยาก “ใช้พื้นที่และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด”  
- ห้องเล็ก = ข้าวของเยอะไม่ได้  
- ของเยอะ = เครียด, เกะกะ, ทำให้ห้องแพง ๆ ดูอึดอัด  
- จึงเริ่มคิดกลับด้านว่า “การมีของน้อย” = ทำให้บ้านน่าอยู่กว่า  

พอแนวคิดนี้ถูกเล่าผ่าน TikTok และบทความไลฟ์สไตล์ มันก็กลายเป็น standard ใหม่ ว่า  
“ไม่จำเป็นต้องมีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ หรือชั้นรองเท้าหลายชั้น ถึงจะเรียกว่าชีวิตดี”

3. เศรษฐกิจ – สภาพจิตใจ – และการมองเงินเป็น self-care
ภายใต้หน้าตา “อวดประหยัด” จริง ๆ คือเรื่อง ความเครียดเรื่องเงิน และสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่
- Deloitte และหลายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า เรื่องเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเครียดใน Gen Z และ Millennials โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ และความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในอนาคต  
- บทความด้านการเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์บางชิ้นอธิบายว่า คนรุ่นใหม่มอง “การจัดการการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของ การดูแลตัวเอง (self-care) ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพ  

ดังนั้น การไม่ซื้อของตามกระแส =  
- ลดความกดดันเรื่องบัตรเครดิต  
- ลดความรู้สึกผิดเวลาเงินหมดต้นเดือน  
- ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “คุมชีวิตได้” มากกว่าถูกโซเชียลมีเดียลากไป  
Underconsumption จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ “เครื่องมือทางจิตใจ” ให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในโลกที่แพงขึ้นทุกปี

Underconsumption ในชีวิตจริง: ภาพที่เห็นในสิงคโปร์
ลองจินตนาการผู้อ่านตามภาพเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้มีเต็ม TikTok และสื่อท้องถิ่นในสิงคโปร์:
1. “ปีนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้า” – Year without shopping
สื่ออย่าง The Straits Times เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่ทำ challenge “หนึ่งปีไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่”  
พวกเขาอัดคลิปอธิบายเหตุผลว่า  
- ตู้เสื้อผ้าปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว  
- ถ้าไม่ซื้อเพิ่ม จะประหยัดเงินได้เป็นก้อน  
- และยังช่วยลด fast fashion ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  
คนดูไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขา “ขาด”  
แต่กลับรู้สึกว่า “โห เก่งจัง – ทำได้ไง – อยากลองบ้าง”
2. ห้องเล็ก แต่โล่ง น่าอยู่
คอนเทนต์โชว์ห้อง 20–30 ตารางเมตร ในสิงคโปร์  
ภายในมีแค่:
- เตียง  
- โต๊ะทำงานตัวเล็ก  
- ชั้นหนังสือเล็ก ๆ  
- ตู้เสื้อผ้าบานเดียว  
เจ้าของห้องเล่าว่า  

“เมื่อก่อนซื้อของตกแต่งเยอะมาก จนรู้สึกว่าห้องแน่นและสมองแน่นไปด้วย พอมาลอง underconsumption – ทิ้งของที่ไม่ใช้ – ขายของมือสองออกไป ห้องเล็กเท่าเดิม แต่รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”

3. จาก haul video → เป็น “anti-haul” แทน
คลิปแบบเดิม: คนหิ้วถุงชอปปิงจากห้างมาเทของโชว์ว่า “ซื้ออะไรบ้าง”  
คลิปยุคใหม่ในสิงคโปร์:  
เป็น anti-haul – อัดคลิปเล่าว่า  
- มีอะไรบ้างที่ “ไม่ซื้อ” ทั้งที่เคยอยากได้  
- ทำไมถึงเลิกซื้อแบรนด์หรูบางแบรนด์  
- ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า “ของชิ้นนี้คุ้มที่จะซื้อจริง ๆ”  
คนดูได้ทั้ง mindset, วิธีคิด และรู้สึกว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ได้แปลว่าแพ้”
เมื่อ “อวดประหยัด” กลายเป็นแฟชั่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ underconsumption ไม่ได้เพียงบอกว่า  
“ฉันจนเลยต้องประหยัด”  
แต่มันถูกเล่าในน้ำเสียงว่า  
“ฉันเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ – และภูมิใจด้วย”  
สื่ออย่าง The Independent Singapore และคอลัมนิสต์อีกหลายคนเขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า  
คนรุ่นใหม่กำลังใช้ underconsumption เพื่อ  
- ตอบโต้โลกที่ยัดเยียดการบริโภคเกินจริงของดารา/อินฟลูเอนเซอร์  
- สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่ “ใช้ชีวิตพอดีกับรายได้จริง”  
- ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นเรื่อง “เท่” ในสายตาคนกลุ่มเดียวกัน  
พอ “ความประหยัด” ถูกเล่าแบบเท่ ๆ  
มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ แทนที่จะเป็นภาพ “คนลำบาก” แบบในอดีต แล้วคนไทยเรียนรู้อะไรจากเทรนด์นี้ได้บ้าง
สำหรับผู้อ่านไทย โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เริ่มเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง)  
เทรนด์ underconsumption ในสิงคโปร์ให้บทเรียนที่น่าสนใจอย่างน้อย 4 ข้อ
1. ประหยัดไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ขัดสน”
ถ้าเล่าเรื่องประหยัดในแบบเก่า คนจะนึกถึงการ “ตัดทุกอย่างทิ้งจนชีวิตเครียด”  
แต่ underconsumption สอนว่า  
- เราเลือกตัด “ส่วนเกิน” ไม่ใช่ตัด “ความสุขทั้งหมด”  
- ใช้เงินกับสิ่งที่ให้ value จริง ๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ ประสบการณ์ กับคนสำคัญ  
- ลด spending ที่เกิดจาก FOMO หรือแรงกดดันของโซเชียล  
2. ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน
สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าคลิป TikTok สั้น ๆ  
สามารถเปลี่ยนความคิดคนจำนวนมากจาก “อยากได้อีก” ไปสู่ “เอาเท่าที่พอ” ถ้าในไทยมีคอนเทนต์แนว  
- “ของ 10 อย่างที่ฉันเลิกซื้อแล้วชีวิตดีขึ้น”  
- “อยู่คอนโดเล็ก ๆ แต่เงินเหลือเก็บมากขึ้นยังไง”  
แล้วคนเล่าไม่ได้ preaching แต่เล่าแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน  
มันอาจเป็นแรงดันทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่จัดการเงินเก่งขึ้น โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือมาตรการรัฐ
3. ประหยัด + สุขภาพจิต = คู่กันได้
งานวิจัย Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ชี้ว่า  
เรื่องเงินกำลังทำให้คนรุ่นใหม่เครียดมากกว่ารุ่นก่อน ๆ  
underconsumption จึงอาจไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ยาคลายเครียด” อีกแบบหนึ่ง การเห็นยอดบัตรเครดิตลดลง เงินเก็บเพิ่มขึ้น ห้องโล่งขึ้น  
ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกอย่างชัดเจน
4. ต่อไป “แบรนด์หรู” อาจไม่ใช่ตัวแทนความสำเร็จเสมอไป
ในสังคมที่ค่าครองชีพสูงมาก ความเท่าของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่กระเป๋า รองเท้า หรือรถ แต่เป็นเรื่องเหล่านี้แทน  
- มีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน  
- ไม่มีหนี้เสีย  
- กล้าปฏิเสธการใช้เงินที่ไม่จำเป็น  

underconsumption ทำให้ “ความสำเร็จ” ถูกนิยามใหม่เงียบ ๆ  
จาก “ซื้อได้ทุกอย่าง” กลายเป็น “เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น และยังมีอิสระในชีวิต”

บทสรุป: เมื่อโลกแพงขึ้น ศิลปะของการ “ไม่ซื้อ” จะยิ่งสำคัญ
เทรนด์ Underconsumption ในสิงคโปร์  
ไม่ใช่แค่แฟชั่นบน TikTok แต่เป็นภาพสะท้อนลึก ๆ ของยุคที่  
- ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อบีบ  
- พื้นที่ใช้สอยเล็กลงเรื่อย ๆ  
- คนรุ่นใหม่ต้องพยายามหาสมดุลระหว่าง “อยู่รอด” กับ “การมีความสุข”  

ในบริบทนี้

การหันมา “อวดประหยัด” แทน “อวดแบรนด์” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย มันคือการประกาศเงียบ ๆ ว่า

“ฉันอาจไม่ได้มีของเยอะเหมือนในโฆษณา แต่ฉันมีเงินเก็บ มีพื้นที่หายใจ มีหัวที่ไม่หนักด้วยหนี้ และสำหรับฉัน…นี่ต่างหากคือชีวิตที่ดี” สำหรับผู้อ่านไทย คำถามต่อไปคือ

- เราจะเอาแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง

- จะเริ่ม “underconsumption” มุมไหนก่อน – เสื้อผ้า, กาแฟ, subscription, ของแต่งบ้าน, gadget เพราะบางที แค่เริ่มจาก “ชิ้นเดียว” ที่เราตัดสินใจไม่ซื้อ

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเงิน และคุณภาพชีวิตที่เบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้

การบ้านในยุค AI ใช้ยังไงให้ไม่กลายเป็นโกง?? เส้นบางๆ ระหว่างช่วยกับลอก ในการศึกษายุคใหม่ที่ห้ามใช้ก็ไม่ได้ แต่ปล่อยฟรีสไตล์ก็คงไม่ไหว

กระแส ChatGPT และโลกแห่ง AI ได้สร้างข้อความกำลังเปลี่ยนวิธีเรียนของเด็กทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากหันไปถามเอไอเวลาทำการบ้านหรือเตรียมสอบ แต่ความสามารถของเทคโนโลยีกลับทำให้หลายคนเริ่มสับสนว่า “ตรงไหนคือใช้เป็นเครื่องมือ” และ “ตรงไหนคือโกง” โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวัน เราใช้เอไอแทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาข้อมูล ยันสรุปอีเมล

มหาวิทยาลัยอย่างชิคาโกเตือนชัดว่า AI ควรใช้เพื่อ “ช่วยทำความเข้าใจ” หรือ “ช่วยจุดไอเดีย” ไม่ใช่เอาคำตอบไปส่งแทนตัวเอง เพราะการคัดลอกคำตอบจากแชตบอตไปทั้งดุ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากก๊อบงานคนอื่นมาใส่ชื่อเรา ส่วนมหาวิทยาลัยเยลก็ย้ำว่า ถ้าใช้เอไอเขียนคำอธิบาย สรุป หรือวางโครงร่างให้หมด เราจะเรียนรู้น้อยลง และทำผลงานได้แย่ลงเวลาเจอข้อสอบจริง

ขณะที่วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เอไอเหมือนติวเตอร์หรือเพื่อนช่วยอ่านหนังสือ เช่น ให้ช่วยอธิบายแนวคิดยาก ๆ ช่วยคิดหัวข้อเรียงความ หรือทำแบบฝึกหัดทดสอบตัวเอง ครูมัธยมในแคลิฟอร์เนียคนหนึ่ง แนะนำให้นักเรียนอัปโหลดโน้ตและสไลด์ แล้วสั่งให้บอต “ช่วยออกข้อสอบทีละข้อ แล้วสอนเพิ่มในส่วนที่เราตอบผิด”

หลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเริ่มออกกติกาเอไอของตัวเอง บางแห่ง เช่น ม.โตรอนโต กำหนดเลยว่าห้ามใช้เอไอหากอาจารย์ไม่อนุญาตในรายวิชานั้น ๆ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ปล่อยให้เป็นสิทธิของอาจารย์แต่ละคนว่าจะให้ใช้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนจึงต้องเช็กให้ชัดว่ารายวิชาที่เรียน “ได้ใช้เอไอแค่ไหน” เพื่อไม่ให้เผลอข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นใหญ่คือ “ความโปร่งใส” หลายสถาบัน เช่น ม.ชิคาโก แนะนำให้นักศึกษาระบุในงานเขียน หากใช้เอไอช่วยคิดไอเดีย สรุปบทความ หรือช่วยร่างข้อความบางส่วน เพื่อให้เหมือนการอ้างอิงหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นการยอมรับว่าเราใช้เครื่องมือ แต่ยังรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลักที่เป็นงานคิดของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ต้องคุยกับลูกเรื่องเอไอด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตั้งหลักให้ชัดตั้งแต่แรกว่า “เป้าหมายคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ” เอไอใช้ได้ในฐานะติวเตอร์ ช่วยอธิบายหรือแตกโจทย์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยระดมไอเดีย แต่การคิดและเขียนสุดท้ายต้องเป็นของเด็กเอง และควรช่วยกันเช็กด้วยว่า คำตอบของเอไอถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะเอไอมีหลุด “มโน” ข้อมูลผิดอยู่เสมอ

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เด็กหลายคนมองแชตบอตเหมือนเพื่อนคุย จนอาจเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวหรือส่งรูปบ้าน รูปตัวเองขึ้นระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรใช้เอไอเป็นที่ปรึกษาชีวิตหรือด้านความสัมพันธ์ และไม่ควรแชร์ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร

ครอบครัวจึงควรมีกติกาใช้งานเอไอร่วมกัน เช่น ให้ใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน ไม่ใช้ลับ ๆ ในห้องนอน กำหนดช่วงเวลา “พักจากหน้าจอ” เช่น ระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอน และนั่งลองใช้เอไอไปพร้อมกับลูกบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการถาม–การเช็กข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

ในมุมของนักเรียนเอง เสียงสะท้อนก็แตกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ช่วยทำโน้ต ทำแฟลชการ์ด หรือวิจารณ์งานเขียนของตัวเอง แต่หลายคนกังวลว่า ถ้าใช้แทบทุกอย่าง สมองจะ “ขี้เกียจคิด” จนกลายเป็นพึ่งเอไอทุกเรื่อง ครูบางคนถึงขั้นกังวลเรื่องพัฒนาการสมองวัยรุ่นในยุคที่ทั้งโซเชียลและเอไอแย่งพื้นที่การคิดไปหมด สุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่การปิดประตูใส่เอไอ แต่คือการสอนให้เด็กรู้จักใช้มันอย่างซื่อสัตย์ ฉลาด และไม่ทิ้งทักษะการคิดของตัวเองไปพร้อมกัน

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 

24 มกราคม ของทุกปี คือวันการศึกษาสากล การศึกษาคือรากฐานสำคัญของโลก ดันเยาวชนเป็นผู้ร่วมสร้างระบบการเรียนรู้ ชี้ลงทุนคนวันนี้คืออนาคตโลกพรุ่งนี้

(24 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี โลกจะร่วมกันรำลึก "วันการศึกษาสากล" ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อเน้นย้ำว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนหรือคะแนนสอบ แต่เป็นรากฐานของสันติภาพ การพัฒนา และโอกาสในชีวิตของผู้คนทั่วโลก

วันการศึกษาสากลถูกกำหนดขึ้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2018 และจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 โดยยูเนสโกเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนกิจกรรมและสาระสำคัญ

ปี 2026 ธีมวันการศึกษาสากลคือ "พลังเยาวชนร่วมออกแบบการศึกษา" โดยมีข้อความชัดเจนว่าเยาวชนไม่ควรถูกมองเป็นแค่ผู้รับบริการ แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ วิธีการสอน ทักษะที่จำเป็น และบรรยากาศที่ส่งเสริมศักยภาพ เด็กต้องเติบโตเต็มศักยภาพไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับระบบ

ในประเทศไทย วันการศึกษาสากลถือเป็นโอกาสให้สังคมหยุดคิดว่าต้องการเด็กและโรงเรียนแบบไหน ไปจนถึงการปรับระบบให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วและลดความเหลื่อมล้ำ การฟังเสียงเด็กจะช่วยให้ระบบเห็นปัญหาและความต้องการจริงภายในห้องเรียนตั้งแต่ภาระงานที่ไม่จำเป็นจนถึงการเรียนรู้เชื่อมโยงชีวิตและการทำงาน

สรุปได้ว่า วันการศึกษาสากลไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการเตือนใจถึงความสำคัญของ "การศึกษา" ในการลงทุนเพื่ออนาคตมนุษยชาติ โดยปี 2026 โลกเน้นย้ำบทบาทของเยาวชนว่า "พลังของเยาวชนในการร่วมออกแบบการศึกษา" จะเป็นกุญแจสำคัญของระบบการศึกษาในอนาคต

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/jyX94jDw6Oax

นักวิชาการ มธ. ชี้ลดภาระครู!! ใช้ TikTok ไม่ใช่คำตอบหลัก แนะฟังเสียงครู-นักเรียนก่อน ควรลดงานเอกสารไม่ใช่ลดทำสื่อ ใช้ AI ช่วยงานคืนเวลาสอน

นักวิชาการ ชี้ ใช้TikTok หรือไม่ 

ไม่สำคัญเท่าได้ฟังเสียงครูและนักเรียนหรือยัง แนะลดงานเอกสาร ไม่ใช่ลดงานทำสื่อการสอน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ นโยบาย ศธ. ลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่ลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่หากเดินหน้าจริง ศธ. ควรเปิดฟังความเห็นครู-ผู้ปกครอง-นร. ก่อน เพราะสังคมยังมีข้อกังวลเรื่องเด็กใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น แนะควรใช้ AI หนุนปัญญาประดิษฐ์ - เพิ่มกำลังคน - จัดสรรงบฯ ให้โรงเรียน ลดงานเอกสาร เพื่อคืนครูให้กับอนาคตนักเรียน

รศ. ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังจะร่วมกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) ให้ครูใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและลดภาระครู ควรทบทวนให้รอบด้านกว่านี้ เพราะการลดภาระครูที่เหมาะสมไม่ใช่การลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่คือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานเอกสารการเงิน หรือพัสดุ โครงการกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ฯลฯ เพื่อให้ครูมีเวลาให้กับภาระงานที่จำเป็น เช่น การออกแบบสื่อการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับการเรียนรู้ของเด็ก

รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า หาก ศธ. ต้องการลดภาระงานครูจริงๆ ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อช่วยงานเอกสาร การเชื่อมข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลายได้ สนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานด้านเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจใช้วิธีจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนไปออกแบบวิธีจัดการเอง เพื่อให้ครูได้กลับมาอยู่กลับนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ เป้าหมาย และตัดสินใจ ตลอดจนออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่ออนาคตของนักเรียน ส่วนตัวเชื่อว่าแนวทางนี้จะเหมาะสมกว่าการให้นโยบายลงไป และให้ปฏิบัติเหมือนกันหมดเพราะทั่วประเทศมีห้องเรียนและนักเรียนจำนวนมาก โรงเรียนและครูที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนย่อมเข้าใจบริบทการพัฒนาของตัวเองได้มากกว่า จึงควรให้เวลาและทรัพยากรให้พวกเขาได้ทำงานของตัวเอง

นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่าควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง

“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้ว่านโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอหรือโทรศัพท์มากเกินไป ฉะนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ ซึ่งดีกว่าเดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง

“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top