Friday, 5 June 2026
การศึกษา

จีนเปิดวีซ่าประเภท ‘เค’ ดึงดูดเยาวชนหัวกะทิ!! เน้นสายวิทย์–เทคโนโลยี จากทั่วโลก เริ่ม 1 ต.ค. นี้

(15 ส.ค. 68) จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่สำหรับเยาวชนผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามคำสั่งคณะรัฐมนตรีจีนเพื่อประกาศมติแก้ไขระเบียบการบริหารจัดการการเดินทางเข้าและออกประเทศของชาวต่างชาติ

โดยรายงานระบุว่าจีนจะเพิ่มวีซ่าประเภทเค (K) ในวีซ่าธรรมดาสำหรับเยาวชนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ โดยผู้ประสงค์ขอวีซ่านี้ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2025

อ.ปวิน วอนไทยอย่าตัดงบการศึกษาเด็กกัมพูชา หวั่นทำให้ภาพลักษณ์ไทยตกต่ำในเวทีโลก

(16 ส.ค. 68) รัฐบาลไทยถูกกระแสวิจารณ์ หลังมีแนวโน้มตัดงบช่วยเหลือการศึกษาเด็กกัมพูชา ตามข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ล่าสุด อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาโพสต์คัดค้านอย่างชัดเจน เหตุการณ์กระทำนี้อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยตกต่ำในเวทีโลก

อ.ปวินระบุว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดให้ต้องคุ้มครองเด็กทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ การตัดความช่วยเหลือแม้อ้างว่าเฉพาะกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ยังถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ การตัดงบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน แต่อาจยิ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ อ.ปวินย้ำว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้เยาวชนกัมพูชาเป็นการวางรากฐานสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เด็กที่ได้รับโอกาสจะกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นแนวทาง soft power แบบที่ญี่ปุ่นใช้สำเร็จมานาน ต่างจากการตัดงบที่เสี่ยงสร้างปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

‘เวียดนาม’ วางโรดแมพ 20 ปี ปฏิรูปการศึกษา ตั้งเป้า ‘โรงเรียน-มหาวิทยาลัย’ ติดอันดับ 20 ของโลกในปี 2045

(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง

สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030

ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ

UNRWA เผยเด็กกาซา 660,000 คน ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโรงเรียนเกือบทั้งหมดถูกถล่มยับโดยอิสราเอล ตั้งแต่ปี 2023

(2 ก.ย. 68) องค์การบรรเทาฯ ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์แห่งสหประชาชาติ (UNRWA) เปิดเผยว่า เด็กกว่า 660,000 คนในฉนวนกาซา ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาถูกกองทัพอิสราเอลทำลายหรือเสียหายเกือบทั้งหมด นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2023

ฟิลิปป์ ลาซซารินี (Philippe Lazzarini) หัวหน้า UNRWA ระบุว่า “กาซากลายเป็นซากปรักหักพัง ระบบการศึกษาก็พังไปด้วย” โดยโรงเรียน 97% ได้รับความเสียหาย และกว่า 92% จำเป็นต้องรื้อสร้างใหม่หรือซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อกลับมาใช้งานได้ นอกจากนี้มีโรงเรียนกว่า 432 แห่งที่ถูกโจมตีแบบไม่เหลือซาก

ลาซซารินี ย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นของการหยุดยิง โดยชี้ว่าเป็นทางเดียวที่จะยุติวิกฤติความอดอยาก และ “การฆ่าล้างทางการศึกษา” ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในกาซา เด็กจำนวนมากในวันนี้ไม่ได้กลับไปโรงเรียน แต่กลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหิวโหย สูญเสีย และบาดแผลทางจิตใจ

ทั้งนี้ วิกฤติด้านมนุษยธรรมยิ่งเลวร้ายขึ้น หลังอิสราเอลปฏิเสธทำงานร่วมกับ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดส่งความช่วยเหลือมานานหลายสิบปี ทำให้ศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือหลายร้อยแห่งถูกปิด เหลือเพียง 4 ศูนย์ที่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลดูแล ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า กองทัพอิสราเอลยิงใส่ชาวปาเลสไตน์ที่ต่อคิวรอรับความช่วยเหลือเป็นประจำ

หญิงจีนวัย 50 ปี พิการจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ สอบติด ป.โท สำเร็จ!! ด้วยหนังสือเรียนของลูกชายที่สอบตก

(4 ก.ย. 68) หญิงจีนวัย 50 ปี ผู้พิการจากเหตุไฟไหม้เมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็นที่ชื่นชมในสังคมออนไลน์ หลังได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Southwest Forestry University มณฑลยูนนาน โดยเธอใช้หนังสือเตรียมสอบที่ลูกชายซึ่งเคยสอบตกทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าเรียนอีกครั้ง

นางหยาง เคยจบปริญญาตรีสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยถงจี้ในเซี่ยงไฮ้ แต่หลังเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อปี 2013 ทำให้แขนซ้ายพิการบางส่วน ใบหน้ามีแผลเป็นถาวร และต้องใส่หน้ากากออกสู่สังคม เธอเคยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและ PTSD จนลาออกจากงานประจำ และตอนนี้รับเพียงเงินบำนาญ

แม้ชีวิตพลิกผัน แต่คุณแม่วัย 50 ปี ไม่ละทิ้งความฝันเดิมที่อยากเรียนต่อ เธอเริ่มอ่านหนังสือของลูกชายเมื่อสองปีก่อน และพบว่าเนื้อหาไม่ยากเกินไป จึงตัดสินใจลงสนามสอบเข้าปริญญาโท โดยวิชาภาษาอังกฤษถือเป็นอุปสรรคใหญ่เพราะไม่ได้ใช้มานานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่าขณะสอบถูกขอให้ถอดหน้ากาก ทำให้หลายคนตกใจในร่องรอยบาดแผล แต่เธอรับมือได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีลูกชายคอยดูแลและให้กำลังใจตลอด เธอยืนยันว่าจะใช้เงินบำนาญเป็นทุนการศึกษา เพื่อเปลี่ยนช่วงวัยเกษียณจากการพักผ่อนหรือเต้นรำกลางลาน เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่แทน

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงไหนของชีวิต อย่ายอมแพ้ต่อความฝัน” หยางเขียนในโซเชียล สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมาก ซึ่งชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาความใฝ่รู้ของเธอ

‘จีน’ ออกกฎใหม่คุม ‘หนังสือแบบฝึกหัดเสริม’ ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระการเรียน!! และความเครียดของเด็กนักเรียน

(8 ก.ย. 68) จีนออกมาตรการควบคุมหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งลดภาระการเรียนและความเครียดของนักเรียนในโรงเรียนใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น

มาตรการนี้ต่อยอดนโยบาย “ลดสองเท่า” (Double Reduction) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2021 เพื่อจำกัดการบ้านและการกวดวิชา โดยครั้งนี้ขยายไปถึงคู่มือเตรียมสอบและแบบฝึกหัดซ้ำจำนวนมากที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษาแบบ “ทะเลโจทย์” ที่เน้นให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ จำนวนมหาศาลจนจำได้

โดยกฎระเบียบในแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น เซี่ยงไฮ้ห้ามโรงเรียนบังคับผู้ปกครองซื้อแบบฝึกหัดนอกหลักสูตร และห้ามจำหน่ายในโรงเรียน ส่วนเซินเจิ้นจำกัดให้แต่ละวิชามีแบบฝึกหัดฟรีเพียง 1 เล่ม และต้องสั่งซื้อจากบัญชีรายชื่อทางการเท่านั้น

แม้ตลาดหนังสือเสริมในจีนคาดว่าจะมีมูลค่า 1.46 แสนล้านหยวน (ราว 6.57 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 แต่กฎใหม่สร้างความเห็นที่หลากหลาย ผู้ปกครองบางส่วนยินดีที่เด็กจะมีภาระลดลง ขณะที่บางส่วนกังวลว่าเด็กอาจตามเพื่อนไม่ทัน นอกจากนี้ ทางการยังออกมาตรฐานใหม่ให้โรงเรียนใช้เก้าอี้เอนนอนได้ เพื่อให้นักเรียนงีบหลับได้สะดวก เริ่มมีผลบังคับใช้เดือนกุมภาพันธ์ 2569

เชียงใหม่- มช. ผนึกกำลังภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจขับเคลื่อนการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ ภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจจัดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 
2568

(14 ต.ค. 68) เวลา 9.30 น.ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย Ms. Lian Chen และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนา ผู้ประกอบการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเปิดโครงการ ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตระหนักถึงบทบาทและความ รับผิดชอบต่อสังคม โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) ร่วมกับ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทชาวจีนเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของไทย อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลิตบุคลากร คุณภาพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งมิตรภาพ เชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และทักษะดิจิทัล อันเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวที่สากล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่มีพรมแดนและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความร่วมมือ อันมั่นคงระหว่างไทยและจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน และในปี 2569 สถาบันขงจื่อ จะมีวาระครบรอบ 20 ปี ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ประเทศไทย 4.0" และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลการจัดโครงการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองตามนโยบายอย่างตรงจุด เพราะในปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องให้เยาวชนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แต่ยังให้ความสำคัญในการใช้ภาษาจีนควบคู่ไปกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจชุมชนและ อุตสาหกรรมท้องถิ่น

การร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกซึ่งพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่ยึดมั่นในหลัก "ใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง นำทักษะมาสู่การประยุกต์ใช้จริง" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรารู้สึกยินดีที่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจากประเทศ จีนมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ แก่ครู นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะด้านดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นเวทีแห่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้หัวข้อ "ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok" นักเรียน นักศึกษา จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไทยได้ดียิ่งขึ้น เผยแพร่เสน่ห์ของสินค้าไทยสู่เวทีสากล

เชื่อมั่นว่าการศึกษาไร้พรมแดน และศักยภาพเยาวชนนั้นไร้ขีดจำกัด และตลอดการอบรมโครงการฯในครั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ Al และการบริหารบัญชี TikTok ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนและนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทย และสานต่อความร่วมมือระหว่างเยาวชนไทย-จีน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของทุกท่าน

นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช.กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม TikTok อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้กับเยาวชนของเรา - ทั้งในการสื่อสารการตลาด และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีน สร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และอาจมีโอกาสกลายเป็น IDE ในอนาคต

นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศจีน โครงการ "สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการ และอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดน" ซึ่งปีนี้เป็นปีทองเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่างให้สำคัญของการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้เครื่องมือ Al และการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จึงได้คัดเลือกและส่งนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวน 8 แห่ง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 48 คน ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านภาษาจีน เทคโนโลยี Al และการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล

การจับมือร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดความรู้ไปสู่การเป็น ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็น "อาชีวะยุคใหม่"อย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์ธุรกิจจริง และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างภาคภูมิ ขอขอบคุณ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทย จัดกิจกรรมที่มีคุณค่าทางการศึกษาและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในครั้งนี้
 

เพจดังเล่าเรื่องการไว้ทุกข์ของสิงคโปร์ เมื่อ ‘ลี กวน ยู’ ผู้ก่อตั้งประเทศถึงแก่อสัญกรรม ประชาชนกว่า 4 แสนคนต่อแถวคารวะอย่างสงบ ไม่มีคำสั่งหยุดงาน หรือห้ามกิจกรรมของเด็ก

(28 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ชีวิตจริงในสิงคโปร์ by Mommy Nat แชร์เรื่องราวถึงวิธีการไว้การไว้ทุกข์แห่งชาติในสิงคโปร์ ที่บุคคลสำคัญมากของสิงคโปร์ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่วางรากฐานให้สิงคโปร์จนเจริญล้ำขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ (Singapore's founding Prime Minister) นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) หรือคนสิงคโปร์ให้เกียรติเรียก father of Singapore

นายกลี กวน ยู ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ซึ่งในตอนนั้นมามี้ก็ได้อาศัยอยู่สิงคโปร์แล้ว การไว้ทุกข์แห่งชาติที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำมีเพียง ประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสิ้นสุดด้วยพิธีศพของรัฐเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2015 และเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านลี กวน ยู ธงชาติที่อาคารของรัฐบาลทุกแห่งจะลดลงครึ่งเสา ตั้งแต่วันที่ 23-29 มีนาคม 2015 เป็นเวลา 1 อาทิตย์

ร่างของนายกลี กวน ยู จะตั้งไว้ที่อาคารรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม (วันพุธ) ถึงวันที่ 28 มีนาคม (วันเสาร์) เพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมแสดงความเคารพครั้งสุดท้าย โดยประชาชนที่ประสงค์จะมาร่วมไว้อาลัยที่อาคารรัฐสภา สามารถเข้ามาได้ระหว่างเวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. ของทุกวัน มีประชาชนจำนวนมหาศาลมาร่วมแสดงความเคารพด้วยตนเอง โดยมีผู้คนกว่า 454,700 คน ต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสักการะศพ และมีผู้คนกว่า 1.2 ล้านคน เยี่ยมศูนย์แสดงความอาลัยทั่วเกาะ

ที่จำได้ไม่มีการประกาศใดๆ กับบริษัทห้างร้านเอกชน ตอนนั้นจำได้ว่าไปทำงานปรกติ และไม่มีการประกาศแต่ชุดดำ หรือหยุดกิจกรรมรื่นเริงใดๆ โรงเรียน ห้างร้าน ดำเนินการตามปรกติ

แต่มีชาวเน็ตสิงค์ถกเถียงกันเรื่องการสวมเสื้อสีดำหรือสีขาว เพื่อแสดงความอาลัยต่อนายลี กวน ยู ในวันสุดท้ายของการไว้ทุกข์ มีข้อความที่ถูกส่งต่อกันผ่านทาง WhatsApp และสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้ประชาชนสวมเสื้อสีดำหรือสีขาวในวันพิธีศพของท่านลี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายตัน ชวน จิน (Tan Chuan Jin) กล่าวว่าการเลือกสีไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า “ขาวหรือดำ — สีมันสำคัญแค่ไหนกัน? แค่สวมใจของคุณไว้ที่แขนก็พอ สำหรับผม แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าและการไว้อาลัย แต่เราก็ยังเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเขาและประเทศสิงคโปร์ของเราไปพร้อมกันได้ มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ๆ

it doesn't matter. "White? Black? What's in a colour? Just wear your heart on your sleeve. I, for one, believe that even as we mourn and grieve, we are also celebrating his life and Our Singapore. It's something really remarkable isn't it?"

ทุกคนเศร้าและเคารพรักในราชินีของเราเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ run ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของเด็กๆ เอ้ะนะคำสั่ง 1 ปี นานไปมั้ยสำหรับเด็กๆ ผู้ซึ่งจริงๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการไว้ทุกข์คืออะไร 
 

บช.ศ.–บช.น.–สสส. ผนึกกำลังปกป้องเยาวชน “หยุดบุหรี่ไฟฟ้า–ใส่หมวกนิรภัย” สร้างเกราะความปลอดภัยในทุกโรงเรียน

(6 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารกองบัญชาการศึกษา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. เป็นประธานเปิดงานเสวนาในโครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย สวมหมวกนิรภัยคือทางรอด” ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, บช.ศ., บช.น. และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน บรรยากาศคึกคัก

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. / ผอ.ศูนย์ยาเสพติด บช.น. เป็นตัวแทนมอบประกาศนียบัตร พร้อมกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยในเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ 9 โรงเรียนในพื้นที่ บช.น. ที่ดำเนินงานป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าและรณรงค์สวมหมวกกันน็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ รร.สัมมาชีวศิลป์ (สน.พญาไท) รร.บ้านลาดพร้าว (สน.พหลโยธิน) รร.วัดแสนสุข (สน.มีนบุรี) รร.ศรีพฤฒา (สน.ประเวศ) รร.ประถมนนทรี (สน.ทุ่งมหาเมฆ) รร.วัดหัวลำโพง (สน.บางรัก) รร.วัดคฤหบดี (สน.บวรมงคล) รร.วัดอินทาราม (สน.บางยี่เรือ) และรร.มัธยมวัดสิงห์ (สน.บางขุนเทียน)

ส่วน พล.ต.ท.นิธิธร เป็นผู้มอบโล่กิตติคุณให้แก่โรงเรียนที่ทำผลงานระดับสูงสุด สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ รร.มัธยมวัดสิงห์ สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ รร.วัดแสนสุข และสถานศึกษาดีมาก ได้แก่ รร.วัดหัวลำโพง

ตำรวจลงพื้นที่ให้ความรู้–แจกหมวกนิรภัย ส่งต่อความปลอดภัยสู่เด็กไทย

ในช่วงกิจกรรมภาคปฏิบัติ พล.ต.ต.ธีรเดช นำชุดปฏิบัติการยาเสพติด พร้อม พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ลงมือให้ความรู้ด้านภัยบุหรี่ไฟฟ้า วิธีป้องกันหลีกเลี่ยง รวมถึงการใช้หมวกกันน็อกอย่างถูกต้อง พร้อมส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่นักเรียนจำนวนมาก

โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น “เกราะป้องกันภัย” ใบแรกให้เยาวชนไทยยุคใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความร่วมมือระหว่างตำรวจ–สถานศึกษา–ภาคสาธารณสุข เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top