Friday, 5 June 2026
การบินไทย

‘การบินไทย’ เผยไตรมาส 2/68 กำไรพุ่ง 3,862% รายได้โต – ต้นทุนลด หนุนกำไรทะลุ 12,000 ล้านบาท

(8 ส.ค.68) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/68 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ในไตรมาส 2/68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12,124 ล้านบาท เทียบกับจากไตรมาส 2/67 ที่มีกำไรสุทธิ 306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,818 ล้านบาท หรือเติบโต 3,862.1% คิดเป็นกําไรต่อหุ้น 0.43 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บริษัท มีกําไรต่อหุ้น 0.14 บาท โดยมี EBITDA จํานวน 13,408 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,158 ล้านบาท +45.0%

ทั้งนี้ บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 44,828 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 847 ล้านบาท +1.9% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกิจการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 284 ล้านบาท +0.7% โดยรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 54 ล้านบาท +0.1% ส่วนรายได้จากค่าระวางขนส่ง และไปรษณียภัณฑ์

เพิ่มขึ้น 230 ล้านบาท +5.5% จากปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 65 ล้านตัน-กิโลเมตร +14.7% ถึงแม้ว่ารายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 7.5

นอกจากนี้บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้จากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท +3.0% โดยหลักมาจากรายได้หน่วยธุรกิจคลังสินค้า และการให้บริการของฝ่ายช่างที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 483 ล้านบาท +46.7% ส่วนค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,408 ล้านบาท -9.0% โดยหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยปรับลดลง 

ถึงแม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ค่าซ่อมแซม และซ่อมบํารุงอากาศยาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ลดลง ส่งผลให้บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เท่ากับ 10,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,255 ล้านบาท +71.8% บริษัท และบริษัทย่อยรับรู้ต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9: TFRS 9 จํานวน 3,392 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,404 ล้านบาท -29.3% และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้รวม 5,347 ล้านบาท สาเหตุหลักจากกําไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ และผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ 

สำหรับ งวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 24,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7,588 ล้านบาท +44.6% รายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 96,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6,516 ล้านบาท +7.2% สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากกิจการขนส่งเพิ่มขึ้น 5,400 ล้านบาท +6.5% โดยมีรายได้จากค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 จากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ถึงแม้รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และค่าเบี้ยประกันภัย ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.3 จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น 

24 สิงหาคม พ.ศ.2502 ถือกำเนิด ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ ในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย

วันนี้ในอดีต 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 คือวันก่อตั้ง “บริษัท การบินไทย จำกัด” สายการบินแห่งชาติของไทย โดยเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับสายการบินสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (SAS) ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท แบ่งเป็น เดินอากาศไทยถือหุ้น 70% และ SAS ถือหุ้น 30% ก่อนจะเปิดบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2503

ต่อมาในปี 2520 บริษัท เดินอากาศไทยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจาก SAS ทำให้การบินไทยกลายเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการถือหุ้นร่วมกับกระทรวงการคลัง และในปี 2534 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากเอกชน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายสายการบิน “สตาร์อัลไลแอนซ์” 

นอกจากนี้ การบินไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับความปลอดภัยสูงสุด “A” จากสถิติสะสมตั้งแต่ปี 2513 และเคยได้รับการยกย่องด้านบริการติดอันดับสายการบินชั้นนำของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทย

‘การบินไทย’ เผยเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568 เส้นทางยอดนิยม ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ - จีนโตแรง

‘การบินไทย’ จับมือพันธมิตรถกแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 68 ครึ่งปีแรกเดินทางเพิ่มขึ้น 45% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ส่วน ‘จีน’ หมุดหมายมาแรงแซงโค้ง พุ่ง จับตา ‘โคลัมโบ -ศรีลังกา-เซี่ยงไฮ้’ ได้รับความสนใจ ส่วนพฤติกรรมนทท. เปลี่ยนโฟกัสทริปคุ้มค่าใกล้บ้าน ใช้ AI วางแผนเที่ยว

(3 ก.ย. 68) นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

สำหรับเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรองรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

“ในมุมมองของการบินไทย เมืองกวางโจว เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ (Hidden Gem) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Canton Fair) หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับร้านค้าทันสมัย อาหารอร่อย และวัฒนธรรมอันเป็นแหล่งกำเนิดของกังฟูหวงเฟยหงส์” นายกิตติพงษ์กล่าว

นอกจากนี้การบินไทยยังมีเที่ยวบินตรงสู่กวางโจว ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูไม่สดใสนัก แต่ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางซ้ำ และนักเดินทางชาวไทยเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยพบว่านักท่องเที่ยวถึง 45% เลือกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายแต่ยังคงได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เต็มอิ่ม เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังประเทศในโซนยุโรปหรืออเมริกา

“ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีคือผู้ช่วยส่วนตัว ในการวางแผนเดินทางของคนไทยในยุคนี้ผสานรวมกับเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การใช้ AI เช่น Chat GPT เพื่อช่วยวางแผนทริป, การหาข้อมูลและรีวิวจากโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ไปจนถึงการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบายสูงสุด โดยการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ” นางสาวจุฑาศรี กล่าว

นอกจากนี้ พบว่าญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหนึ่งในสามที่เดินทางไปญี่ปุ่นเลือกใช้บริการการบินไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น ฟุกุโอกะ และ โอกินาว่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีเที่ยวบินที่สะดวกสบาย

สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมืองยอดนิยมได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และ กวางโจว ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น อิทธิพลของ Soft Power ซีรีส์และวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายทำให้คนไทยหันมาสนใจเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในจีนโดยรวมถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากญี่ปุ่นและจีนแล้ว ประเทศอื่น ๆ ใน Top 10 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ในเรื่องการกิน ช้อปปิ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม

‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ วิเคราะห์!! เหตุใด คลิปการบินไทย ที่เนปาล โยงมา ‘ลุงตู่’ ชี้!! นี่คือ ‘บุคคลสำคัญ’ ผลักดัน!! ‘แผนฟื้นฟูกิจการ’ ช่วยให้พ้นวิกฤตหนี้

(13 ก.ย. 68) ‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ โพสต์คลิปลงใน TikTok เกี่ยวกับกรณีที่มี คลิปการบินไทย TG320 แล้วมีการเขียนข้อความ คอมเมนต์ ถึง ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย โดยครูพี่ออยสอนแอร์ ได้ระบุว่า ...

จากคลิปที่เครื่องบินของการบินไทย ทะยานออกจากสนามบินที่ประเทศเนปาล ในคอมเมนต์ ของคลิปนี้มีการเอ่ยถึงชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กันอย่างมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันโยงไปสู่แผนการฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย

หลังจากที่บริษัทการบินไทย ประสบภาวะการขาดทุนและมีหนี้สินมหาศาล จนทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้อนุมัติให้ บริษัทการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลาง เพื่อที่จะได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขึ้นมา ซึ่งในแผนนี้ก็จะปรับโครงสร้างของหนี้สิน การลดจำนวนพนักงาน การปรับฝูงบิน ซึ่งผลลัพธ์จากแผนนี้ ก็ได้ทำให้บริษัทการบินไทยกลับมาเปิดเที่ยวบิน ระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

จากที่หลายคอมเมนต์ เอ่ยถึงชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตนั้นท่านมีบทบาท ที่สำคัญในการ ตัดสินใจให้บริษัทการบินไทย เดินหน้าเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ แล้วสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest

ใส่ใจสุขภาพพนักงาน “บางกอกแอร์เวย์ส” และ “เจแปนแอร์ไลน์” สองสายการบินระดับโลก สั่งปลดล็อก ให้ลูกเรือใส่รองเท้าผ้าใบบนไฟลต์ได้ เพื่อช่วยลดอาการล้าและบาดเจ็บจากคัทชู

(17 พ.ย. 68) สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศอนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน สามารถใส่รองเท้าผ้าใบระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ เหตุผลสำคัญคือช่วยลดอาการล้าและอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในสนามบินและบนเครื่องบิน มาตรการนี้ครอบคลุมพนักงานในเครือราว 14,000 คน โดยกำหนดให้เป็นรองเท้าผ้าใบสีดำล้วน ไม่มีลาย และต้องเข้ากับชุดยูนิฟอร์ม ส่วนยี่ห้อหรือรุ่นเปิดให้เลือกได้ตามสะดวก จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะรองเท้าหนัง รองเท้าส้นสูง หรือคัทชูเท่านั้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยับตัวของสายการบินในไทยอย่างบางกอกแอร์เวย์ส ที่จับมือสปอร์ตแบรนด์ระดับโลก PUMA เปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” สำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ทั้งนักบิน แอร์โฮสเตส พนักงานภาคพื้นดิน ไปจนถึงพนักงานสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสาร เพื่อให้ยูนิฟอร์มไม่ได้มีดีแค่ดูสวยหรู แต่ใส่สบาย ทันสมัย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ “Asia’s Boutique Airline” ได้ชัดขึ้น

PUMA มองว่าความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Collaboration” ที่มากกว่าแค่เอาโลโก้มาวางคู่กัน แต่เป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องแฟชั่น กีฬา นวัตกรรม และภาพลักษณ์การบริการระดับบูทีค เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทั้งในวงการการบินและสายแฟชั่นสตรีทแวร์

ในภาพรวม นโยบายให้พนักงานบริการส่วนหน้าสวมรองเท้าผ้าใบได้ ทั้งของ JAL และบางกอกแอร์เวย์ส สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมการบิน ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายตัวและมั่นใจในยูนิฟอร์ม ก็มีแนวโน้มจะส่งต่อพลังบวกและการบริการที่ดีขึ้นให้ผู้โดยสาร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าหนึ่งคู่ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในรันเวย์การบินไทยและต่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
 

การบินไทยลุยต่อ!! ฉลอง 33 ปี Royal Orchid Plus เปิดตัวแคมเปญ Rise to GOLD ตอบโจทย์สมาชิกพร้อมสิทธิพิเศษ ขยายประสบการณ์สมาชิกเต็มรูปแบบ

การบินไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

กรุงเทพฯ 25 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์ การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส”

จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top