Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

ตร.ไซเบอร์ ปูพรมค้น 19 จุด ล่าตัว ‘ก๊กอาน’ สมุน ‘ฮุนเซน’ พัวพันขบวนการคอลเซนเตอร์-ฟอกเงินข้ามชาติ

(8 ก.ค. 68) ตำรวจไซเบอร์ระดมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 19 จุดในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี ตามยุทธการ “ปิดตึกบัญชีม้า ล่านายทุนเขมร” โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการบุกค้นบ้านพักย่านบางนา พร้อมหมายค้นและหมายจับนาย “ก๊กอาน” สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

“ก๊กอาน” ถูกระบุว่าเป็นคนใกล้ชิดสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเป็นเจ้าของเครือ Crown Casino ที่เมืองปอยเปต ซึ่งถูกใช้เป็นฐานใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ Hybrid Scam และแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยมีการใช้คนไทยเป็นบัญชีม้าและถูกกักขังในต่างแดน

ผลการตรวจค้นเบื้องต้นพบรถหรูหลายคัน และเงินสดรวมกว่า 27 ล้านบาท นอกจากนี้ตำรวจยังคงติดตามขยายผลต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนหลายคดีที่เกี่ยวข้องกันในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ตำรวจยืนยันมีหลักฐานชัดเจนว่า “ก๊กอาน” รู้เห็น และให้การสนับสนุนการกระทำผิดขององค์กรอาชญากรรม โดยศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับลงวันที่ 7 ก.ค.2568 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กัมพูชากล่าวหา ‘แฮ็กเกอร์ไทย’ เจาะระบบรัฐฯ ชื่อกลุ่ม ‘BlackEye-Thai’ โจมตีต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

(9 ก.ค. 68) กระทรวงโทรคมนาคมกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทยที่อ้างว่ากัมพูชาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่า “รัฐบาลกัมพูชาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกลุ่มดังกล่าว”

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นความพยายามของไทยในการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ และไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้

ในทางกลับกัน กัมพูชากล่าวหาว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์จากไทยที่ใช้ชื่อว่า “BlackEye-Thai” ได้โจมตีระบบออนไลน์ของหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ระบบความปลอดภัยสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเสียหายเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ กัมพูชาเตือนประชาชนให้ระวังข่าวปลอมที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย พร้อมเรียกร้องให้ใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด

จับตา!! สแกมเมอร์กัมพูชาปักหมุดเมืองใหม่ ตึกผุดรับฐานใหญ่ตรงข้ามจุดผ่านแดน ‘ช่องจอม’

(9 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า..หลังจากกัมพูชาถูกเปิดโปงจากนานาชาติว่ากลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และหลอกลวงออนไลน์ ล่าสุดพบการเคลื่อนไหวใหม่ บริเวณชายแดนตรงข้ามจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

ย้ายฐานหนีปราบปราม – สร้างเมืองใหม่รองรับแก๊งโกง
มีรายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า บริเวณฝั่งด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตรงข้ามกับด่านช่องจอมของไทย กำลังมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หลายหลัง ทั้งที่พักและสำนักงาน โดยก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% รอบพื้นที่มีการล้อมรั้วเหล็กสูง และลวดหนามหีบเพลงแน่นหนา

อาคารเหล่านี้เชื่อว่าใช้รองรับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ จากเมืองปอยเปตและพื้นที่ 'ชเวโก๊กโก่' ในเมียนมา ที่ถูกปราบปรามอย่างหนัก โดยมีนายทุนจีนอยู่เบื้องหลังและควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ตำรวจไซเบอร์ไทยเดินหน้า – ลุยกวาดล้างเครือข่าย 'ก๊ก อาน'
เช้าวันเดียวกัน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ 'ตำรวจไซเบอร์' ของไทย ได้บุกค้นเครือข่ายของ นายก๊ก อาน ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของสมเด็จฮุน เซน และมีบทบาทสำคัญในการเปิดบัญชีม้าสนับสนุนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ส่งผลให้มีการออกหมายจับตามมาทันที

ขนของเข้าพื้นที่ – เตรียมโครงสร้างพื้นฐานเต็มรูปแบบ
แม้บริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามด่านช่องจอมจะค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากมีมาตรการควบคุมผู้เดินทางเข้า-ออก โดยเฉพาะนักพนัน แต่ยังคงมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น โรงไฟฟ้า และปั๊มน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการตั้งถิ่นฐานของเครือข่ายผิดกฎหมาย

หมายเหตุ: พื้นที่บริเวณด่านโอร์เสม็ด-ช่องจอม นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ใกล้เมืองสุรินทร์ของไทย และเป็นจุดที่นักลงทุนเถื่อนจากปอยเปตสามารถย้ายข้ามมาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายถูกกวาดล้างจากทางการไทยหรือเมียนมา

ไทย–Interpol ผนึกกำลังไล่ล่าเครือข่ายโกง ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ในกัมพูชา

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเดินหน้ายุทธการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผอ.ศปอส.ตร. ได้เข้าพบผู้บริหารตำรวจสากล (Interpol) ที่ฝรั่งเศส เพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

Interpol ยืนยันสนับสนุนไทยเต็มที่ ทั้งเครื่องมือ ข้อมูล วิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานใน “ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” ที่ไทยจัดตั้งขึ้น หวังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการปราบปรามในระดับภูมิภาค

สำหรับทาง Interpol ซึ่งมีสมาชิก 196 ประเทศ จะทำหน้าที่ประสานข้อมูลผู้กระทำผิดข้ามชาติ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ โดยไทยจะเป็นแกนกลางเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกัมพูชา และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดอาชญากรรมลงอย่างน้อย 50% ภายใน 3 เดือน และไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านอีกต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งในประเทศและภูมิภาค

จีนรับรอง ‘ทุเรียนกัมพูชา’ เข้าไลน์นำเข้า คาดดันมูลค่าส่งออกเกษตรพุ่ง หลังตลาดจีนต้องการสูง

(11 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศรับรองการส่งออก 'ทุเรียน' จากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ทำให้ทุเรียนกลายเป็นผลไม้สดชนิดที่ 5 ที่กัมพูชาสามารถส่งออกไปยังจีนได้ ต่อจากกล้วย มะม่วง ลำไย และมะพร้าว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและขยายตลาดผลไม้ของกัมพูชา

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า สำนักศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้อัปเดตรายชื่อสวนผลไม้และโรงงานบรรจุภัณฑ์จากกัมพูชา ซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของจีน โดยระบุชื่อทุเรียนไว้ในรายการล่าสุด

หมายความว่าทุเรียนกัมพูชาได้ผ่านการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกขั้นตอนแล้ว และสามารถเริ่มส่งออกไปยังจีนได้ทันทีในปี 2025 ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูงรายการแรกของปีที่ได้รับการอนุมัติจากทางการจีน

จีนระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จระหว่างจีนและกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้ผลไม้กัมพูชาหลายชนิดเข้าสู่ตลาดจีนได้สำเร็จ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการค้าเกษตรของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาคาดว่าการส่งออกทุเรียนจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความนิยมของทุเรียนในตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กัมพูชาถูก UNESCO เบรกกลางที่ประชุม เหตุไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน กล่าวหา 'วัดภูม่านฟ้า' ลอกนครวัด

(12 ก.ค. 68) เกิดเหตุปะทะทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม หลังรัฐมนตรีวัฒนธรรมกัมพูชา กล่าวหาว่าวัดภูม่านฟ้าในไทยลอกแบบ 'นครวัด' อย่างไม่เหมาะสม 

นางเฟือง สะกุณา รัฐมนตรีวัฒนธรรมกัมพูชา กล่าวในที่ประชุมว่า วัดไทยแห่งนี้เลียนแบบนครวัดอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นมรดกโลก พร้อมเรียกร้องให้ยูเนสโกสอบสวนเรื่องดังกล่าว 

ฝ่ายไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าผู้แทนไทย ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น พร้อมระบุว่าเรื่องนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง และไม่เหมาะสมกับเวทีระดับโลก พร้อมยืนยันว่าวัดภูม่านฟ้าได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไทยหลากหลาย ไม่ใช่การลอกแบบนครวัด 

ต่อมา ยูเนสโกไม่อนุญาตให้กัมพูชาแถลงเพิ่มเติมในที่ประชุม เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด ขณะที่หลายประเทศเห็นว่าประเด็นนี้ควรเป็นเรื่องทวิภาคี ไม่ใช่ปัญหาที่ควรนำเข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโก 

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านวัฒนธรรม แต่การกล่าวหาล่าสุดนี้กลับถูกกัมพูชาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียทันทีหลังจบประชุม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น 

สำหรับวัดภูม่านฟ้า หรือวัดพระพุทธบาทศิลา ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มสร้างเมื่อปี 2541 โดยหลวงพ่อแดง ภายใต้แรงศรัทธาของชาวบ้าน วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่เรียกว่า 'สิงหนคร' โดยออกแบบให้คล้ายปราสาทหินในอดีตตามจินตนาการของผู้ออกแบบ ไม่ได้จำลองมาจากนครวัดโดยตรง 

‘กัมพูชา’ แอบสอดใส้เคลม 22 วรรณกรรมไทย ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จ

(14 ก.ค. 68) กัมพูชา เอาวรรณกรรมไทยพระราชนิพนธ์ในหลวง ร.1 ร.2 ร.5 และ สุนทรภู่ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จเป็นรายล่าสุด..

จากเว็บไซต์ของห้องสมุดยูเนสโก ( Unesco Digital Library ) แสดงให้เห็นถึงเอกสารของกัมพูชาซึ่งอ้างว่าตีพิมพ์เมื่อปี 2004 โดยปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกเป็นรายล่าสุด ว่าแต่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรกันอยู่ !!

นี่คือวรรณกรรมไทย  ที่เขมรนำไปสอดไส้ขึ้นทะเบียนต่อ Unesco และได้รับการขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อย เพราะเราไม่คัดค้าน

รายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นโดยชาวไทย แต่ถูกเขมรนำไปขึ้นทะเบียนต่อ Unesco ในหัวข้อ 'มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Cultural heritage of Cambodia' 

วรรณกรรมไทยเหล่านี้ถูกเขมรเคลมเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการแสดง Royal Ballet of Cambodia โดยเขมรอ้างว่ารายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2545 จากละครเรื่อง "พระทอง นางนาค" (ละครพื้นบ้าน ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปี 2473)ในสมัยของ สมเด็จพระสีสุวัถติ์ มุณีวงศ์

รายชื่อวรรณกรรม ตามหัวข้อ/ผู้แต่งมีดังนี้ 
1. ไกรทอง - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 นิทานพื้นบ้าน
2. พระสมุท - พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระมหาอุปราชวังหน้า ร.5
3. อุณรุท - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 จากบทละครในเรื่องอุณรุท สมัยอยุธยาตอนปลาย 
4. พระสังข์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2  บทละครนอก
5. พระทิณวงศ์ - นิทานพื้นบ้านภาคกลาง จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2458
6. จันทโครพ -  ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
7. พระเวสสันดร - ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
8. อิเหนา - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 บทละครรำ
9. อนิรุทธกินรี - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 มาจากบทละครเรื่องอุณรุทสมัยอยุธยาตอนปลาย
10.  ศุภลักษณ์ - มาจากตอนศุภลักษณ์อุ้มสม เรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
11. รามเกียรติ์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 2
14. พระสุธน-มโนราห์ - บทละครสมัยอยุธยา มาจากพระสุธนชาดก แต่งเป็นคำฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยาอิศรานุภาพ
15. กากี - คำกลอนวรรณคดี เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บทเห่กล่อมพระบรรทม แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
16. สีดาลุยเพลิง - จากรามเกียรติ์ตอนสีดาลุยไฟ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
17. จองถนน -  จากรามเกียรติ์ตอนจองถนน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
20. ทิพสังวาล -  หนังสืออ่านเล่นในสมัยรัชกาลที่ 5
22. ลักษณวงศ์ - แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)

‘ฮุน มาเนต’ ยื่น 3 เงื่อนไขให้ไทยพิจารณา ยันพร้อมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา หากบรรลุข้อตกลง

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา ยืนยันพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา หากบรรลุ 3 เงื่อนไข 

(14 ก.ค. 68) พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าจะเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ

1.ไทยต้องประกาศเปิดด่านชายแดนโดยฝ่ายเดียวอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านฝ่ายเดียวอีก
2.ต้องเปิดจุดผ่านแดนทุกด่านโดยไม่มีเงื่อนไข
3.ควรกำหนดเวลาเปิดด่าน เหมือนช่วงก่อนวันที่ 7 มิถุนายน คือ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กัมพูชาไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือสร้างผลกระทบให้กับการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะไม่ยอมรับการที่ไทยขอเปิดด่านบางด่านแล้วปิดด่านบางด่านเองอีก

ขณะเดียวกัน ‘ฮุน มานี’ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยเจตนาแสดงการกระทำยั่วยุที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาคมโลกจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายไทย และตัดสินเองว่าเป็นการแสดงเจตนายั่วยุจริงหรือไม่ และขอให้ชาวกัมพูชาทุกคน อดทนต่อการยั่วยุของไทยในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รีสอร์ทสุดหรูในกัมพูชา... ไม่ใช่ฐานทัพหรอก แค่ทำไว้เผื่อพี่ใหญ่มาขอจอดเครื่องบินรบ - เรือดำน้ำ

(15 ก.ค. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเล็ก ๆ บนแผนที่อย่าง “ดาราสากอร์” ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลกัมพูชา กลับกลายเป็นจุดที่สายตาของทั้งโลกหันมาจับจ้อง เพราะแม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศ รีสอร์ต สนามบินและท่าเรือพาณิชย์ แต่ด้วยรันเวย์ที่ยาวเกินจำเป็น ความลึกของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนเตรียมพร้อมทางทหาร—ทุกสิ่งนี้ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า “จีนอาจกำลังวางหมากใหญ่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อพัฒนาการดังกล่าว และเลือกตอบโต้ผ่านการคว่ำบาตรโดยตรง โดยเจาะเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียส่วนตัวจากการพัฒนาโครงการท่าเรือเรียม ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังประกาศห้ามการส่งออกอาวุธให้กับกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าการอนุญาตให้จีนตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคคือ “การละเมิดอธิปไตย” และเป็นแผนแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตันกลับไม่ได้ส่งผลเท่าที่คาดในระดับภูมิภาค นักยุทธศาสตร์อาเซียนจำนวนมากยังคงรักษาความสงบและวางท่าทีอย่างระมัดระวัง หลายคนยอมรับว่าการที่จีนมีอิทธิพลลึกซึ้งในกัมพูชาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้เสนอทางเลือกที่น่าดึงดูดหรือช่วยเหลือในระดับที่เท่าเทียมกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจหากกัมพูชาจะเอนเอียงไปในทิศทางที่ผลประโยชน์พาไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่กึ่งกลางของแรงกดดันจากทั้งสองขั้ว—จีนผู้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงยาวนาน—สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและวางตัวเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็เริ่มเข้าใจว่าการบีบให้ไทยเลือกข้างอย่างชัดเจนนั้นอาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพของภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้คือแม้จีนจะยังไม่ส่งทหารเข้าประจำการที่ดาราสากอร์หรือเรียมแบบเปิดเผย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นก็พร้อมรองรับการใช้งานทางทหารทันทีหากเกิดความจำเป็น และแม้จีนจะอ้างว่าเป็นเพียงการ “ป้องกันตัว” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหมากนี้ส่งผลกระทบต่อสมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการช่วงชิงอิทธิพล การไม่เปิดโอกาสให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ยังพอรักษาความสงบสุขของภูมิภาคไว้ได้ และหากจะมีบทบาทใดที่ไทยควรรับเอาไว้ในห้วงเวลานี้ คงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการ “ค้ำเสถียรภาพ” อย่างที่เคยทำมาตลอดในประวัติศาสตร์การทูตไทย

กัมพูชาจับ 2 ผู้ต้องหาลอบขนนมจากไทย 496 แกลลอน หลังรัฐบาลห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยอย่างเข้มงวด

(16 ก.ค. 68) เกิดคดี “ลักลอบขนนม” สุดแปลก เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประจำเขตมาลัย ทำการจับกุมชายชาวกัมพูชา 2 คน พร้อมรถยนต์โตโยต้าแคมรี สีทอง ทะเบียนกัมพูชา หลังพบว่าภายในรถมี นมสดบรรจุแกลลอนจากไทยถึง 496 แกลลอน ซุกซ่อนแน่นคันรถ หวังลักลอบนำเข้าเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย

สื่อ Khmer Times รายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดสระแก้วของไทย จึงนำกำลังไปตรวจสอบจนพบของกลางกลิ่นหอมนมฟุ้ง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตั้งใจลักลอบนำนมสดจากฝั่งไทยเข้ากัมพูชา เพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นช่วงที่กัมพูชาประกาศ ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ “นม” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่ร้านกาแฟและเบเกอรี่

ด้านฝั่งไทยยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ดูท่ากระทรวงเกษตรบ้านเราอาจยิ้มบาง ๆ เพราะแม้จะถูกแบน แต่นมก็ยังหาทางไปถึงใจผู้บริโภคกัมพูชาได้อยู่ดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top