Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

เมื่อ ‘ผู้นำเขมรผยอง’ สั่งหยุดนำเข้าน้ำมันจากไทย ราคาหน้าปั๊มดีดจาก 30 -31 บาท/ลิตร แตะ 39–45 บาท/ลิตร

หลังจากรัฐบาลกัมพูชาประกาศระงับการนำเข้าน้ำมันจากไทยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ราคาน้ำมันในประเทศก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยอยู่ในช่วงประมาณ 30–31 บาทไทยต่อลิตร กลายเป็นแตะระดับกว่า 39–45 บาทในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยล่าสุด ราคาหน้าปั๊มในเมืองชายแดนอย่างปอยเปตแสดงว่าดีเซลอยู่ที่ 4,800 เรียล (ประมาณ 39.00 บาท) และเบนซินพรีเมียมสูงถึง 5,550 เรียล หรือประมาณ 45.05 บาทไทย

โดยในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ตามป้ายราคาหน้าปั๊มน้ำมัน PTT Station และ L.H.R ที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนใกล้ตลาดปอยเปต ปรากฏราคาน้ำมันดังนี้:

ประเภทน้ำมัน ราคากัมพูชา (KHR) คำนวณเป็นบาทไทย (ประมาณ)
ดีเซล (Diesel) 4,800 ~39.00 บาท
เบนซิน Regular 4,950 ~40.20 บาท
เบนซิน Super 5,550 ~45.05 บาท

แม้รัฐบาลกัมพูชาจะอ้างว่ามีแหล่งพลังงานสำรองจากประเทศเพื่อนบ้านและไม่จำเป็นต้องพึ่งไทย แต่โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศที่พึ่งพาชายแดนตะวันตกเป็นหลักกลับสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่ง เมื่อขาดซัพพลายจากฝั่งไทย ตลาดน้ำมันภายในจึงเกิดภาวะชะงักงันทันที ราคาจึงดีดตัวตามกลไกและความกังวลของผู้บริโภคที่เร่งกักตุน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชัดเจนว่า การใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการเมือง อาจสร้างภาพลักษณ์เข้มแข็งให้กับรัฐบาลในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ระยะยาวกลับเป็นภาระหนักอึ้งที่ตกอยู่กับประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องแบกรับราคาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

‘นักท่องเที่ยวอินโด’ โพสต์!! ลงโซเชียล โดน!! ตำรวจกัมพูชา ไถ!! เงิน 300 ดอลลาร์

(5 ก.ค. 68) เพจ ‘JanJao K. Sisprakaew’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ตำรวจกัมพูชา’ โดยได้ระบุว่า ...

นักท่องเที่ยวอินโดโพสต์ลงโซเชียล
ว่าถูกตำรวจเหมนเรียกให้หยุดตรวจ
นักท่องเที่ยวได้แสดงใบขับขี่ถูกต้องไปแล้ว

แต่ตำรวจยังคงเรียกร้องเอกสารอื่นๆ 
จนกระทั่งตำรวจเรียกร้อง 300 ดอลลาร์ 
ชายชาวอินโดนีเซียจึงต่อรองเหลือ 50 ดอลลาร์ แต่ตำรวจยังเรียกร้องเพิ่มอีก 4,000 เรียล

นักท่องเที่ยวจึงได้โพสต์เรื่องนี้ลงโซเชียล
หลังจากมีกระแสบนโซเชียล 
ตำรวจเหมนก็ถูกเรียกสอบ

พล.อ.ณัฐพล ชี้แจง!! กรณีให้สัมภาษณ์คลาดเคลื่อน ยัน!! ไม่ได้เอ่ยถึง ‘พล.อ.เตีย เซ็ยฮา’ ของกัมพูชา

(5 ก.ค. 68) จากกรณีที่ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 68 ถูกตีความคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศบ.ทก.) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันด้วยความจริงใจ และยืนยันว่า

ไม่ได้กล่าวถึง พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แต่อย่างใด

"ขอความเชื่อมั่นและไว้ใจว่าผมในฐานะ ผอ.ศบ.ทก. จะดำเนินการอย่าง 'รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ' นำความสงบสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินไทย และก้าวสู่กลไกการพูดคุยที่มีศักยภาพบนพื้นฐานของความจริงใจและไว้เนื้อเชื่อใจกันต่อไป" พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

‘จ่าสิบโท สมครก’ ถูกยกเป็นฮีโร่ จากภาพถือ RPG ปั่นกระแส รับบริจาค นำไปโปรโมท!! เพจการพนันออนไลน์ โดยที่จ่าไม่ได้ แม้เเต่เรียลเดียว

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Army Military Force - สำรอง’ ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับ ‘จ่าสิบโท สมครก’ โดยมีใจความว่า ...

จ่าสิบโท สมครก อายุ 72 ปี กลายเป็นฮีโร่สำหรับคนเขมรทั่วประเทศ หลังสื่อและนักการเมืองกัมพูชาปั่นกระแสยกย่องถือ RPG จีนแดงขู่ยิ..ทหารพรานไทยที่จุดชมวิวภูผี จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ 

ขณะเดียวกันพวกอินฟลูเอนเซอร์เขมรใช้โอกาสดังกล่าวเปิดรับบริจาคหลอกเอาเงินคนเขมร อ้างว่าจะนำเงินไปซื้อยูนิฟอร์ม, กล้องติดตัวและรองเท้าคอมแบตมอบให้จ่าสมครก ตามรายงานระบุว่าอินฟลูเอนเซอร์เขมรบางรายได้รับเงินบริจาคหลายแสนเรียลจนถึงหลายล้านเรียล (หลายพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาท) แล้วหายเข้ากลีบเมฆไป และยังพบว่าคลิปจ่าสมครกถูกนำไปโปรโมทเว็บไซต์และเพจการพนันออนไลน์กัมพูชาอีกด้วย โดยจ่าสมควรไม่ได้รับเงินบริจาคแม้เเต่เรียลเดียว

อนึ่ง จ่าสมครกอยู่สังกัดกองพันแทรกแซงที่ 371 แห่งกองพลลาดตระเวนชายแดนกองทัพกัมพูชา

‘หนุ่มลาว’ ฟาดเดือด!! ตอกหน้า ‘สาวเขมร ปากดี’ ชี้!! ให้ย้อนกลับไปวันแรก ที่เข้ามาของานคนไทยทำ

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Sarina Hung’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

‘สาวแรงงานเขมร’ ได้กล่าวกับ ‘หนุ่มแรงงานจากประเทศลาว’ ว่า  

“ทุกวันนี้คนต่างด้าวมาอยู่กินฟรีใช่ไหม ขอข้าวคนไทยกินขอบ้านคนไทยอยู่ใช่ไหม ห้องก็เช่าข้าวก็ซื้อกินเอง ไม่ได้มาอยู่ฟรีกินฟรีเลย แล้วจะให้สำนึกบุญคุณอะไร”

ซึ่งทางด้านหนุ่มลาว ก็ได้ฟาดเดือด!! ตอกหน้าสาวเขมรปากดี ที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ กลับไป ว่า

“ต้องย้อนกลับไปวันแรกที่คุณ เข้าประเทศไทยมาคุณพูดภาษาไทยไม่ได้ มีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว บางคนใบอนุญาตทำงานก็ไม่มี ลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ มาของานคนไทยทำ มายกมือไหว้ มายกมือกราบ”

“ถ้าถามว่าบุญคุณของคนไทยคืออะไร ก็คือบุญคุณ ที่คุณไปฉีดยาไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลของคนไทยเขา บางคนเข้ามาคลอดลูกอยู่ประเทศไทย เอาลูกไปเข้าโรงเรียนไทย บางคนก็เรียนฟรี นี่แหละคือบุญคุณ”

‘กระทรวงวัฒนธรรมเขมร’ แถลงโต้!! ‘แพทองธาร’ ยัน!! กลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชา

(5 ก.ค. 68) เว็บไซต์ข่าว Khmer Times อ้างคำแถลงจากกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชาวานนี้ (4 ก.ค.) ซึ่งระบุว่า กระทรวงฯ ขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ระบุว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชาได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อคืนวันศุกร์ (4) ว่า การที่ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือกลุ่มปราสาทตาเมือนเพียงฝ่ายเดียว โดยอาศัยแผนที่ที่ร่างขึ้นฝ่ายเดียวนั้น 'ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย' หรือความชอบธรรมใดๆ และยังขัดแย้งกับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ปี 2543 ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเคารพและใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1907 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

กระทรวงฯ ยังยืนยันด้วยว่า จากสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามในปี ค.ศ. 1904 และ 1907 รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ดังกล่าวข้างต้น กลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชาโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ กลุ่มปราสาทตาเมือนยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรมีชัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งชาติกัมพูชาแล้ว

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชาเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยเคารพหลักการสากล เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและความเป็นมืออาชีพที่ถูกคาดหวังจากสถาบันทางวัฒนธรรมในทุก ๆ ประเทศ

“ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น เราขอแจ้งให้ผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศทราบด้วยความเคารพ”

ท่าทีของฝ่ายกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่ น.ส. แพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อวันศุกร์ (4) และมีการอ้างถึงมติ ครม.สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่เห็นชอบให้ส่งมอบโบราณวัตถุ 20 รายการแก่กัมพูชาตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ หลังจากกรมศิลปากรและคณะผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าวัตถุโบราณมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในการจัดส่งคืน ซึ่งได้รับรายงานว่า งบประมาณในปีปัจจุบันไม่เพียงพอในการขนส่ง และไม่เป็นเรื่องเร่งด่วนในการของบกลาง จึงอาจจะทบทวนเรื่องนี้ ต้องส่งเรื่องเพื่อขอตั้งงบประมาณของกระทรวงและรายงานต่อครม.เพื่อทราบ ในการหาหน่วยงาน หรือที่มาของงบประมาณที่จะจัดสรรงบประมาณต่อไปในการส่งคืน

“ที่สำคัญเนื่องด้วยสถานการณ์ไทยกัมพูชา ทางกระทรวงวัฒนธรรม จึงมีความเห็นในการทบทวนเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสมต่อไป บทสรุปคือ ทบทวนก่อนแล้วค่อยว่ากันเรื่องตั้งงบ ที่เหลืออยู่ยังไม่ส่งคืนก่อน"

น.ส.แพทองธาร ยังกล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องโบราณสถานในกลุ่มปราสาทตาเมือน กระทรวงวัฒนธรรมขอยืนยันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นโบราณสถานที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และมีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน พ.ศ. 2505 แล้ว ในส่วนพื้นที่พิพาทอื่นได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า จะเร่งดำเนินการในการรักษาไว้ซึ่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของไทยเช่นกัน

‘ชินวัตร–ฮุน’ ละครระหว่าง!! สองตระกูลอำนาจ เดินเรื่องตามกลยุทธ์ที่วางมาแล้ว ใช้ชีวิตปชช.กว่า 100 ล้านคน ในสองประเทศเป็นตัวประกัน ในสงครามผลประโยชน์

(6 ก.ค. 68) ในขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังปะทุด้วยไฟความขัดแย้ง และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศสั่นคลอน ท่ามกลางสงครามข่าวสาร สงครามพลังงาน และเกมการเมืองระดับภูมิภาค กลับมีคำถามใหญ่ที่น่ากังวลยิ่งกว่ากระสุนปืนและขีปนาวุธ

ทำไม "ทักษิณ ชินวัตร" จึงเงียบ?
และทำไม "ฮุน เซน" จึงตื่นตัวผิดปกติ?

คำตอบอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากมองในมุม “คนคุมเกม” ที่ไม่จำเป็นต้องออกหน้า ทักษิณในเวลานี้ไม่ใช่แค่นักการเมืองผู้ลี้ภัยกลับบ้าน แต่คือ นักยุทธศาสตร์เบื้องหลัง ที่กำลังกำกับบทละครระหว่างสองตระกูลอำนาจ: ชินวัตร–ฮุน ซึ่งเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ร่วม” ที่ผูกโยงด้วยเงินตรา เครือข่ายทุนสีเทา และพันธมิตรธุรกิจ–การเมืองข้ามชาติ

การที่ฮุนเซนออกโรงเดินสาย ทั้งการท้าทายไทยเรื่องแรงงานเขมร บอยคอตพลังงาน และแบนสินค้าไทย เป็นมากกว่าแค่การแสดงจุดยืนทางการเมือง หากคือ “กลยุทธ์ที่วางมาแล้ว” โดยมีทักษิณช่วยประคองเกมรุกของเขมรไม่ให้สะดุด

แม้บอกว่าแบนพลังงานจากไทย แต่ก็สามารถอาศัยคอนเนกชันของทักษิณในการนำพลังงานผ่านเวียดนามเข้าสู่เขมรได้อย่างราบรื่น
แม้บอกว่าแบนสินค้าไทย แต่สินค้าไทยก็ทะลักเข้าผ่านช่องทางลาวและเวียดนามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และเมื่อราคาน้ำมันในเขมรถูกกว่าไทย มันก็สะท้อนภาพว่า “การโจมตีเชิงสื่อ” นั้นมีการวางแผนระดับสูง

แต่สิ่งที่ทั้งทักษิณและฮุนเซนลืมไปคือ “ราคาของความยืดเยื้อ” ไม่ได้จ่ายด้วยเงินหรือกลยุทธ์ แต่มันคือ ชีวิตประชาชนกว่า 100 ล้านคน ในสองประเทศที่กำลังถูกใช้เป็นตัวประกันในสงครามผลประโยชน์

ขณะที่ทักษิณมุ่งรักษาอำนาจและประโยชน์ของตระกูล
และฮุนเซนมุ่งรักษาระบอบการสืบทอดอำนาจ

ประชาชนไทยและกัมพูชากลับต้องจมอยู่กับความยากจน วิกฤตหนี้สิน และการไร้อนาคต
นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้เกมที่ “ดูเหมือนคุมได้” กลายเป็นระเบิดเวลาที่ไม่มีใครหยุดได้อีกต่อไป

ฝั่งไทย: ทักษิณกำลังสูญเสียความชอบธรรม จากการบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว พันธมิตรกลุ่มทุนเริ่มขาดทุนหนัก เช่น คิงเพาเวอร์ ที่ได้รับผลกระทบจากการไหลออกของแหล่งทุนสีเทาและการกวาดล้างจากสหรัฐฯ

ฝั่งเขมร: ตระกูลฮุนกำลังถูกบีบจากทั้งศัตรูภายใน (เช่น เตีย บัญ – เตีย เสฮา) และศัตรูเก่า (สม รังสี) ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการลากฮุนเซนขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในภาพรวมแล้ว เกมที่ทักษิณพยายามจะเล่นให้ได้ชัยชนะสองประเทศ กลับกำลังย้อนกลับมาทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขาเอง

คำถามใหญ่: จะยื้อได้นานแค่ไหน??

เมื่อหัวใจของอำนาจคือ “เงิน” และเงินกำลังถูกตัดขาด
เมื่อเสาหลักของอำนาจคือ “ภาพลักษณ์” แต่ภาพลักษณ์กลับกลายเป็น ผู้สนับสนุนอาชญากรรมข้ามชาติ
และเมื่อศัตรูไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน แต่คือ กองทัพ–ประชาชน–องค์กรโลก

คำถามสำคัญคือ
> ทักษิณจะยังสามารถเป็นผู้กำกับละครอำนาจได้อีกนานแค่ไหน??
หรือจะกลายเป็นนักแสดงที่ต้องหนีออกจากเวที...ก่อนม่านจะปิดฉากไปพร้อมกับสองตระกูล?? ...

‘นิด้าโพล’ เผย!! ผลสำรวจความคิดเห็นคนไทย มอง!! ‘ฮุนเซน’ เป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ

(6 ก.ค. 68)  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง ‘ฮุน เซน’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความรู้สึกของประชาชนต่อความเคลื่อนไหวของสมเด็จ ฮุน เซน ในกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความรู้สึกของประชาชนต่อความเคลื่อนไหวของสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.63 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง รองลงมา ร้อยละ 57.25 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน เป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ ร้อยละ 44.66 ระบุว่า คำพูดของสมเด็จ ฮุน เซน ไม่มีความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 40.53 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน กำลังยุให้คนไทยแตกแยกกัน ร้อยละ 25.34 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ต้องการยึดครองดินแดนของไทย ร้อยละ 18.85 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน กำลังแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย ร้อยละ 14.12 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน กำลังเปิดเผยความลับเกี่ยวกับการเมืองไทย ร้อยละ 9.31 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชา ร้อยละ 3.36 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนชาวกัมพูชา ร้อยละ 1.30 ระบุว่า คำพูดของสมเด็จ ฮุน เซน มีความน่าเชื่อถือ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ทำเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อคำทำนายของสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
ที่บอกว่าประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีภายในสามเดือนและรู้ด้วยว่าใครจะเป็นนายกฯ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.05 ระบุว่า ไม่น่าเชื่อ รองลงมา ร้อยละ 34.12 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน ทำนายมั่ว ๆ ร้อยละ 33.97 ระบุว่า เป็นความพยายามยุให้คนไทยตีกัน ร้อยละ 30.31 ระบุว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ร้อยละ 25.34 ระบุว่า เป็นการวิเคราะห์ตามสถานการณ์ทางการเมืองไทย ร้อยละ 19.01 ระบุว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย ร้อยละ 14.66 ระบุว่า สมเด็จ ฮุน เซน พูดตามข่าวกรองที่ได้มา ร้อยละ 10.69 ระบุว่า เป็นการเตือนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และร้อยละ 7.25 ระบุว่า  น่าเชื่อ

วิเคราะห์ 2 สแกมเมอร์แลนด์ ดินแดนธุรกิจสีเทา จีนพร้อมอุ้ม ‘เมียนมา’ ส่วน ‘กัมพูชา’ กำลังถูกโดดเดี่ยว

(7 ก.ค. 68) ช่วงที่ผ่านมาเอย่าคิดแล้วคิดอีกว่าจะเขียนเรื่องกองทัพไทยที่ถูกโซเชียลนำภาพที่เหล่าพวกคนจีนโพสต์ทั้งภาพและคลิปลงบนสื่อออนไลน์ดีหรือไม่  แต่สุดท้ายเอย่ามองว่าขนาดผู้เสียหายอย่างกองทัพไทยยังทำตาบอดหูหนวกเลย งั้นเอย่าไม่เขียนดีกว่า  หลายเรื่องที่เอย่าได้ยินมาว่ามันไม่จริงแต่ถ้าหลายเรื่องมีมูลแต่ไม่คิดจะชี้แจงใครก็ช่วยพวกท่านไม่ได้นะคะ อย่าลืมว่า อำนาจเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีได้หมดได้ ช่วงที่มีอำนาจก็ควรทำดีและพยายามชี้แจงด้วยหากทำเพื่อบ้านเมืองเพราะคนไม่ดีที่รอท่าน ๆ ล้มเขาหาจังหวะซ้ำท่านอยู่

ว่าแล้วเราก็พักเรื่องจีนเทาในไทยมาคุยถึงเรื่องจีนเทารอบบ้านเราดีกว่า ประเด็นคือล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าพบ มิน อ่อง หล่าย หารือเรื่องการปราบปรามจีนเทาตามชายแดนอีกครั้งคาดว่ารอบนี้จะจัดการให้ราบคาบเพราะทราบจากรอบที่แล้วว่ามีการหลบหนีจากเหนือลงใต้อย่างไร กลุ่มชาติพันธุ์ใดให้การช่วยเหลือ  เอย่ามองว่าอีกไม่นานจะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ในฝั่งเมียนมาซึ่งส่งผลให้เกิดสงครามย่อมๆได้เลยอย่างที่เราเห็นมาอย่างเนือง ๆ ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีการให้การสนับสนุนกลุ่มจีนเทาเหล่านี้อยู่ 

ในขณะที่หากมองจากฝั่งกัมพูชา การปกครองพื้นที่เป็นแบบเบ็ดเสร็จผ่านรัฐบาลกลางหากกลุ่มจีนเทาหรือสแกมเมอร์ต้องการจะทำธุรกิจอะไร นั่นจำเป็นต้องติดต่อกับบุคคลที่มีอำนาจในรัฐบาล  ซึ่งจุดนี้จะต่างจากฝั่งเมียนมาโดยสิ้นเชิง

การคว่ำบาตรกัมพูชามีความแตกต่างจากการคว่ำบาตรของเมียนมาหากเข้าใจบริบท 2 สิ่งที่มีในเมียนมาแต่ไม่มีในกัมพูชา

1. แร่โดยเฉพาะ แร่หายากและพวกแร่กัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งนี่ทำให้เมียนมาถูกหมายตาจากนานาชาติมาตลอด

2. เมียนมาเป็นจุดเชื่อมต่อออกมหาสมุทรอินเดียของจีน  หากทำสำเร็จจีนจะย่นเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอ้อมช่องแคบมะละกาซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มการขยายอำนาจของจีนได้  ในขณะที่กัมพูชาไม่มี 2 สิ่งนี้เลย ทางการจีนไม่จำเป็นต้องขยายอำนาจมากัมพูชาเพราะจีนมีอำนาจเหนือเวียดนามอยู่แล้ว รวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นมากกับไทย

ดังนั้นการคส่ำบาตรที่เกิดขึ้นในเมียนมาเป้าหมายคือการพยายามหยุดการขยายอำนาจจากจีนมากกว่าการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์โดยอ้างคำว่าเผด็จการกองทัพทั้ง ๆ ที่การรัฐประหารรอบนี้แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิงทั้งบริบทและสาเหตุ นั่นทำให้เมียนมายังมีประเทศที่เป็นพันธมิตร ในขณะฝั่งกัมพูชามีแต่ประเทศเริ่มตีจาก เพราะเริ่มระแคะระคายว่าผู้นำประเทศอาจจะอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจจีนเทา

หากว่าไปแล้วจีนไม่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการจีนเทาในกัมพูชา เพราะสามารถจัดการผ่านประเทศที่สามอย่างไทยหรือเวียดนามได้อยู่แล้วเพราะมากกว่า 50% ของกัมพูชาพึ่งพาสาธารณูปโภคจากไทยและเวียดนาม และความโกลาหลก็เกิดขึ้นเมื่อผู้นำประเทศเลือกจะเริ่มตัดความช่วยเหลือจากฝั่งไทย

ในขณะที่หลายปีที่ผ่านมาที่เมียนมาปล่อยจีนเทาให้สร้างเมืองตามชายแดนและยกกรรมสิทธิ์ในการตรวจสอบดูแลให้กับกองกำลัง BGF ในพื้นที่ซึ่งนั่นทำให้ง่ายต่อการถูกคอร์รัปชันและบิดพริ้วสัญญาที่ลงนามไว้ตั้งแต่ต้นดังปรากฏให้เห็นที่ฉ่วยก๊กโกแล้วว่าการขยายเขตเมืองออกไปนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางแต่เป็นการตัดสินใจของกลุ่มกองกำลังในพื้นที่

แต่ขณะเดียวกันที่สีหนุวิลด์นั้นต่างออกไปการเข้าครอบครองเมืองตากอากาศที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆหากผู้นำของรัฐบาลไม่เห็นชอบให้เหล่าจีนเทาเหล่านี้เข้ามา

และนี่คือทั้งหมดทั้งมวลของความเหมือนที่แตกต่างของสแกมเมอร์แลนด์ใน 2 ฝั่งภูมิภาคล้อมรอบไทยเรานี้นั่นเอง

ไทยผนึกกำลังตำรวจสากล “บิ๊กหวานลุย” ยื่นหนังสือถึง Interpol กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88)  และ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ UNODC ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่องค์การตำรวจสากล (Interpol) ณ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส 
เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสมาชิกขององค์การตำรวจสากล (Interpol) รวมทั้งได้ยื่นหนังสือและหารือกับนาย Cyril GOUT ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจการตำรวจ และ นาย Abdulaziz OBAIDALLA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการสนับสนุนส่วนภูมิภาค เพื่อนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของไทยและนานาชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยรายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า 60% 
ของรายได้ประเทศกัมพูชา (แหล่งที่มา: UNODC) Interpol ตอบรับตั้ง "War Room" ในไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ

ผลจากการหารือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยองค์การตำรวจสากล (Interpol) ได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับทางการไทยอย่างเต็มศักยภาพ โดยจะสนับสนุนทั้งเครื่องมือ, ข้อมูลเชิงลึก, การวิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ เพื่อเปิดฉากกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ Interpol มาประจำการ
ที่ "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการนำองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า องค์การตำรวจสากล (Interpol) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 และมีสมาชิกรวม 196 ประเทศทั่วโลก มีประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รวมทั้งประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ซึ่งองค์การตำรวจสากล (Interpol) จะทำหน้าที่ในการ เป็นศูนย์กลางประสานงานความร่วมมือระหว่างตำรวจนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนข้อมูลคนร้ายและข้อมูลอาชญากรรม ทำให้การขับเคลื่อนการปราบปรามผ่านกลไกของ องค์การตำรวจสากล (Interpol)  จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อนและสามารถปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด 

เป้าหมายชัดเจน: ลดอาชญากรรม 50% ใน 3 เดือน สกัดไทยเป็นทางผ่าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ มั่นใจว่า การจัดตั้ง "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)"  ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะเป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ซึ่งจะทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายและการอายัดเงินที่ถูกหลอกลวงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันต่อรูปแบบการกระทำความผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในประเทศไทยต้องลดลงมากกว่า 50% และที่สำคัญคือ ต้องไม่ให้กลุ่มคนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาดอีกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top