Friday, 5 June 2026
กระทรวงสาธารณสุข

สบส. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานการเรียนการสอนด้านบริการสุขภาพ 

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่กรม สบส. ที่ดำเนินงานด้านพัฒนา ควบคุมกำกับมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพ เพื่อเพิ่มทักษะ ยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความปลอดภัยของผู้รับบริการทั่วประเทศ

ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยว่า ปัจจุบันความต้องการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรม สบส. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุม กำกับ มาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และส่งเสริมพัฒนาสถานประกอบการเพื่อสุขภาพให้มีคุณภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ได้ให้การรับรองหลักสูตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพ(หลักสูตรผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง และหลักสูตรสปาและนวด) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 17 หลักสูตรกลาง และเพื่อเป็นการกำกับติดตามและตรวจสอบคุณภาพ จึงจำเป็นจะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจประเมินคุณภาพ

ซึ่งถือเป็นกลไกในการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานดังกล่าว กรม สบส. โดยกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ จึงได้จัดการสัมมนาพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนา ควบคุมกำกับมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของกรม สบส. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพด้านการบริการด้านสุขภาพอีกด้วย

ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวต่อว่า การสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจ และหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและแนวทางเดียวกัน โดยมีหัวข้อต่างๆ ได้แก่ การดำเนินการตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนนอกระบบ และพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 มาตรฐานการจัดการเรียนการสอน การยื่นขอรับรองหลักสูตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพ การตรวจประเมินก่อน-หลังในการยื่นขอรับรองหลักสูตร และการฝึกปฏิบัติ เป็นต้น

‘ดร.ธนกฤต’ เผยโรงพยาบาลยอมรับให้เลือดผิดกรุ๊ป กรณีเหยื่อถูกปูนพระราม 2 หล่นทับ เสียชีวิต!!

(2 พ.ค. 68) นายกองตรี ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของนายอำนาจ ทองขำ อายุ 46 ปี ซึ่งถูกก้อนปูนตกใส่รถขณะขับผ่านบนถนนพระราม 2 โดยระบุว่า โรงพยาบาลแห่งแรกที่รับตัวผู้บาดเจ็บได้ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดในการให้เลือดผิดกรุ๊ป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณ กม.27+500 ขาออกกรุงเทพฯ เขตอำเภอเมืองสมุทรสาคร ส่งผลให้นายอำนาจได้รับบาดเจ็บสาหัส ตับฉีก และเสียเลือดมาก เบื้องต้นโรงพยาบาลควรให้เลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งใช้ได้กับทุกกรุ๊ป แต่เนื่องจากขาดแคลน จึงเลือกใช้เลือดกรุ๊ปบีที่ตรงกับข้อมูลของผู้ป่วย ทว่าเมื่อส่งตรวจกลับพบว่าเลือดในร่างกายเป็นกรุ๊ปเอ

ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตสงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุในการเสียชีวิต ซึ่งทางกระทรวงฯ ระบุว่าจะตรวจสอบอย่างละเอียด โดยแยกพิจารณาประเด็นการเยียวยาเป็นสองส่วน ได้แก่ เรื่องก้อนปูนตกลงมา และความผิดพลาดของโรงพยาบาล

ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการหรือมาตรการเยียวยาจะมีการรายงานต่อสาธารณชนอีกครั้งในลำดับถัดไป

สบส. เผยเกณฑ์รับรองแหล่งฝึกงานภาคสนามให้สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ร่วมผลิตบุคลากรคุณภาพป้อนตลาดสุขภาพไทย 

(14 พ.ค. 68) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เผยเกณฑ์การร่วมเป็นแหล่งฝึกภาคสนามให้กิจการสปา นวดเพื่อสุขภาพ หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ ได้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานจริงแก่ผู้ให้บริการรายใหม่ สร้างบุคลากรคุณภาพ ที่มีความรู้ ความสามารถ ป้อนตลาดอุตสาหกรรมสุขภาพไทย
 
ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. เผยว่า ธุรกิจสถานประกอบการเพื่อสุขภาพไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะสปา และการนวดไทย ซึ่งได้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดึงดูดความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึง  นักลงทุนที่ต้องการขยายธุรกิจในตลาดสุขภาพ ดังนั้น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพให้เติบโตอย่างมั่นคง ผ่านการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาคปฏิบัติให้แก่ผู้ให้บริการรายใหม่ได้ทักษะตรงตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ จึงถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และขยายตลาดของไทยไปสู่ระดับโลก กรม สบส. จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สำหรับสถาบันการศึกษา สถานประกอบการที่ต้องการเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติ สำหรับหลักสูตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพ อาทิ หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง หลักสูตรสปา และหลักสูตรนวดเพื่อสุขภาพ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวแบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านสถานที่ ต้องมีความเหมาะสมและเอื้อต่อการฝึกปฏิบัติ และต้องได้รับการอนุญาตจากกรม สบส.  2.ด้านอุปกรณ์ ต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัย และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รองรับกิจกรรมฝึกฝนในทุกขั้นตอนตามมาตรฐานของหลักสูตร 3.ด้านกิจกรรมบริการ ต้องมีการให้บริการจริงที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับหลักสูตร แบ่งออกเป็น 2 ด้าน อาทิด้านสปา และด้านนวดเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย การตรวจร่างกายเบื้องต้น การฝึกปฏิบัตินวดไทย การใช้สมุนไพรประกอบการนวด เป็นต้น ส่วนด้านการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ประกอบด้วย การดูแลอาหารและโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมนันทนาการ การจัดสภาพแวดล้อม และการใช้ภูมิปัญญาไทยและการแพทย์ทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุ การคัดกรองเบื้องต้น การฟื้นฟูสมรรถภาพและกิจกรรมกายภาพบำบัด เป็นต้น 4.ด้านอาจารย์ผู้ควบคุม วิทยากร ต้องผ่านการรับรองและมีประสบการณ์ตรงในวิชาชีพที่กำหนด ได้แก่ แพทย์ แพทย์แผนไทย พยาบาล วิทยาศาสตร์บัณฑิต(สาขาที่เกี่ยวข้อง) ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เป็นต้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติได้อย่างมืออาชีพ 5.ด้านขอบเขตและข้อกำหนดในการฝึกปฏิบัติ สำหรับผู้เรียนจะต้องฝึกปฏิบัติตามจำนวนที่โครงสร้างแต่ละหลักสูตรกำหนด โดยมีอาจารย์ผู้ควบคุมหรือวิทยากรจะทำการประเมินทุกครั้ง มีการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน และมีนโยบายสนับสนุนด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินในการฝึกปฏิบัติของผู้เรียน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยของผู้รับบริการ และ6. ด้านการประเมินผล ต้องมีระบบประเมินผลที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ครอบคลุมทั้งทักษะวิชาชีพ ทัศนคติ และจริยธรรมในการให้บริการ 

ทั้งนี้ กรม สบส. เชื่อว่ามาตรฐานดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางสุขภาพของโลก จึงขอเชิญชวนสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ทั้งกิจการสปา นวดเพื่อสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ร่วมเป็นแหล่งฝึกภาคสนามเพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดสุขภาพไทย โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (https://hemd.hss.moph.go.th) หรือหมายเลขโทรศัพท์ 0 2193 7000 ต่อ 18411 ในวันและเวลาราชการ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

สบส. จัดประชุมยกระดับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ ในสถานพยาบาลรัฐ และเอกชน 241 แห่งทั่วไทย

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมยกระดับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สถานพยาบาล 241 แห่งทั่วไทย พร้อมเดินหน้าพัฒนาร่างกฎหมายอุ้มบุญ ฉบับ 2 พัฒนาแนวทางการขอรับบริการเพื่อให้รองรับกลุ่มสมรสเท่าเทียม

เมื่อวันที่ (14 พ.ค.68) ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์จากข้อกําหนดของกฎหมายสู่การปฏิบัติ (IVF/IUI) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์” โดยมีบุคลากรของสถานพยาบาลทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 241 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมทั้งออนไซต์ และออนไลน์

ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีเปิดฯว่า ปัจจุบัน พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2559 ได้มีผลบังคับใช้มากว่า 9 ปี โดยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ กว่า 7,500 ล้านบาท มีอัตราความสำเร็จในการให้บริการตั้งครรภ์ เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 52 มีการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) กว่า 20,000 รอบการรักษา และมีการผสมเทียม (IUI) กว่า 12,000 รอบการรักษา ซึ่งถือเป็นหลักฐานของความก้าวหน้า และความสำเร็จของการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของไทยที่ไม่เป็นรองชาติใดๆ ดังนั้น เพื่อการยกระดับบริการ เพิ่มศักยภาพในการให้บริการทั้งคนไทยเละต่างชาติ การคุ้มครองผู้บริโภค จวบจนดึงดูดผู้รับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ จากต่างชาติเข้าสู่ประเทศ จึงเป็นที่มาของการจัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้สถานพยาบาลที่ให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ทั้งในกลุ่มสถานพยาบาลรายเดิมและกลุ่มสถานพยาบาลที่ให้บริการ IUI รายใหม่ทั่วประเทศ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถดำเนินการให้บริการตามที่กฎหมายกำหนด และสามารถดำเนินการตามระบบฐานข้อมูลในรูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ICMART) ซึ่งจะนำไปสู่การได้มาของข้อมูลภาพรวมของประเทศและนำไปวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดนโยบายการให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ ของประเทศ 

ทันตแพทย์อาคมฯ  กล่าวเพิ่มเติมว่า และนอกจากการพัฒนาบุคลากรแล้ว การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ โดย กรม สบส. จึงได้ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนากฎหมาย (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ....โดยมีประเด็นในการปรับแก้กฎหมายแม่บท อาทิ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติฯ การกำหนดให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะ การขอรับบริการเพื่อให้รองรับกลุ่มสมรสเท่าเทียม การเพิ่มกลุ่มผู้รับบริการตั้งครรภ์แทนในกลุ่มชาวต่างชาติ และการส่งออกซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนของผู้เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ เป็นต้น โดยอยู่ในระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อไป 

สุโขทัย-รมว.สธ. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและยาเสพติดที่สุโขทัย

(24 พ.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและยาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างเร่งด่วนและครบวงจร ตั้งแต่การปราบปรามป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟู โดยกระทรวงสาธารณสุขมุ่งเน้นยกระดับบริการ ด้วยนวัตกรรมที่สำคัญ เช่น
1. การขับเคลื่อนการใช้ยาฉีดออกฤทธิ์เนิ่น ในผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดที่ก่อความรุนแรง ทุกเขตสุขภาพ ร่วมกับโรงพยาบาลจิตเวช และโรงพยาบาลทั่วไป
2. การขยายผลการบริการยาสมุนไพร ตำรับยาอดยาบ้า ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด ทุกหน่วยบริการสาธารณสุข สถานพินิจ และหน่วยงานบำบัดยาเสพติด 
3. การใช้เทคโนโลยีการรักษาผ่านการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการช่วยบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้บริหารระดับกระทรวง ผู้รับผิดชอบงานยาเสพติดส่วนภูมิภาคในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง  พร้อมมีพิธีมอบรางวัลเขตสุขภาพที่มีผลการดำเนินงานและผลการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 6 , 1 และ 4 รวมถึงมอบรางวัลผลการดำเนินงานของเขตสุขภาพในด้านต่าง ได้แก่  
1.ด้านการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายในด้านการบำบัดรักษายาเสพติด  
2.ด้านการดำเนินงานมินิธัญญารักษ์ 
3.ด้านการบำบัดรักษาและติดตามต่อเนื่อง 4.ชุมชนล้อมรักษ์ 
5.รางวัลเขตสุขภาพที่มีการบูรณาการบำบัดฟื้นฟูดีเด่น ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 2
และเมื่อวันที่ 23 พค.68 โรงพยาบาลทุกแห่ง ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและยาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายแพทย์วิทยา พลสีลา สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 2 และผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมฯ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขานุการ คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานเขต สุขภาพที่ 2 ในระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2568 ณ สุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท จังหวัดสุโขทัย 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน ปลุกพลังชาวภาคกลาง ลุกขึ้น 'แค่ขยับ โลกก็เปลี่ยน' ป้องกันโรค NCDs 

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค.68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานเปิดงาน แค่ขยับ โลกก็เปลี่ยน ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย ภาคกลาง โดยมี นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยทางด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและป้องกันโรค NCDs ให้กับประชาชน เพื่อลดอัตราป่วย อัตราการเสียชีวิต ลำดับแรกของประชากรไทย คิดเป็นร้อยละ 75 หรือ 320,000 คนต่อปี รวมทั้ง ลดการสูญเสียทรัพยากรของประเทศ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทางมาโรงพยาบาล โรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมถึงสุขภาพจิต เป็นโรคที่สามารถป้องกันแก้ไขได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การกินอาหารไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า มลพิษทางอากาศ และขาดการออกกำลังกาย จากการเปิดตัวกิจกรรม “มหกรรมสุขภาพดี ที่พิษณุโลก” (Good Health @Phitsanulok) ภายใต้โครงการ LONG LIFE…THAI FIT ฟิตกาย ฟิตใจ 

เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอครั้งแรก ที่ภาคเหนือ สำหรับวันนี้ กระทรวงสาธารณสุข มาปลุกพลังประชาชนภาคกลาง ให้มีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ในงาน “แค่ขยับ...โลกก็เปลี่ยน : Just Move The World Changes” เพื่อช่วยสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอและเหมาะสม ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลโรค NCDs และขอเชิญชวนท่านคน มาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการกินอาหารที่เหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม รู้จักนับคาร์บ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง สวย หล่อ อายุยืน 

ด้านแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนภาคกลาง พบว่า ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่น มีความเป็นเมืองสูง และมีสถานประกอบการจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนมีพื้นที่และเวลาในการออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายน้อย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนลงพุง และโรค NCDs จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 6 ปี 2562 – 2563 พบว่า ความชุกของภาวะอ้วนสูงที่สุดในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเหนือมีความใกล้เคียงกัน ประกอบกับสถานการณ์โรค NCDs ในปี 2562 

พบว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคกลาง มีการบริโภค อาหารที่มีไขมันสูง กินขนมทานเล่น หรือขนมกรุบกรอบ อาหารจานด่วน เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป มากกว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคอื่น สำหรับประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า สาเหตุการตาย 5 ลำดับแรก ในปี 2564 ได้แก่ โรคมะเร็ง รองลงมา คือ ปอดอักเสบและโรคปอดอื่นๆ ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคไต 

ดังนั้น กิจกรรม "แค่ขยับ...โลกก็เปลี่ยน : Just Move The World Changes” จึงเป็นโครงการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัยภาคกลาง  เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอและเหมาะสม กระตุ้นให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันการเกิดโรค NCD  แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรม “แค่ขยับ...โลกก็เปลี่ยน : Just Move The World Changes” ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสมุทรปราการ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียน และนักศึกษา รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน และมีการนำเสนอนิทรรศการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย จาก 12 หน่วยงาน 

ได้แก่ ศูนย์อนามัย ที่ 6 ชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย โรงพยาบาลสมุทรปราการ : อาหารเติมพลังก่อน-หลังออกกำลังกาย โรงพยาบาลบางพลี : คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine Clinic) โรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์ : การออกกำลังกายผู้สูงอายุ (สูงวัยแข็งแรง) โรงพยาบาลพริ้นซ์สุวรรณภูมิ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 โรงพยาบาลสำโรง ชมรมไม้พลอง ชุมชนเฟื่องฟ้า (รำไม้พลองเพิ่มความแข็งแรงทุกกลุ่มวัย) ชมรมรักษ์สุขภาพ อำเภอบางบ่อ และโรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งนี้ กรมอนามัย ขอให้ประชาชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมความพร้อมขยับร่างกาย ในกิจกรรมครั้งที่ 3 ที่จังหวัดขอนแก่นต่อไป  

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

พบแล้ว!! ซากเครื่องบินโดยสารรัสเซียตกใกล้ชายแดนจีน ผู้โดยสาร-ลูกเรือรวม 49 ราย ไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบผู้รอดชีวิต

(24 ก.ค. 68) เครื่องบินโดยสารรุ่น Antonov An-24 ของสายการบินอังการา ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 49 คน ตกในพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย ใกล้ชายแดนจีน เบื้องต้นไม่มีผู้รอดชีวิต โดยกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียเผยว่า ซากเครื่องบินถูกพบในสภาพไฟลุกไหม้ในแถบแคว้นอามูร์ ระหว่างมุ่งหน้าลงจอดที่เมืองทินดา ประเทศรัสเซีย

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนตรวจพบซากเครื่องในสภาพถูกเพลิงเผาไหม้ กระจัดกระจายเป็นเศษซากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่รายงานเบื้องต้นระบุว่าบนเครื่องมีผู้โดยสาร 43 คนในนั้นเป็นเด็ก 5 คน และลูกเรืออีก 6 คน

สำนักข่าว TASS รายงานว่าอุบัติเหตุอาจเกิดจากความผิดพลาดของนักบินในช่วงลงจอด ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายและทัศนวิสัยต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบได้บ่อยในภูมิภาคห่างไกลของรัสเซีย โดยเฉพาะบริเวณใกล้แถบอาร์กติกและตะวันออกไกล

แม้รัสเซียจะพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินในช่วงหลัง แต่ยังคงเกิดอุบัติเหตุในภูมิภาคห่างไกลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งย้อนกลับไปปี 2021 ก็เคยมีเหตุเครื่องบิน Antonov An-26 ตกในพื้นที่ตะวันออกไกล ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดเช่นกัน

‘สมศักดิ์–ทวี’ เป็นสักขีพยาน ลงนาม MOU ยกระดับบริการเยียวยา ‘ผู้เสียหาย–พยาน–จำเลย’ เท่าเทียม

(8 ก.ย. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและสักขีพยานร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการรักษา ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูทางด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหาย จำเลย ผู้ต้องหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระหว่างสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการรักษา ช่วยเหลือ และฟื้นฟูด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษ

“ความร่วมมือนี้มุ่งพัฒนาระบบรักษา เยียวยา และฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้เสียหาย จำเลย ผู้ต้องหา พยาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงบริการได้ต่อเนื่องและไร้รอยต่อ ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งแบ่งปันทรัพยากรและบุคลากรเพื่อให้บริการด้านสุขภาพที่ทั่วถึง และไม่เลือกปฏิบัติ” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การมี MOU ร่วมกันสะท้อนว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่สังคมต้องการและชื่นชม สามารถนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลือประชาชนทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน และเป็นหมุดหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายกัญชาว่า ต้องรอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงหรือจัดทำกฎหมายใหญ่ ยังอยู่ระหว่างการประคับประคองให้ประชาชนไม่เดือดร้อน และยืนยันใช้ทางการแพทย์เป็นหลัก

เมื่อถามถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าไม่มีเหตุผลที่จะไม่กลับมา และไม่เห็นว่าการกลับเข้าประเทศจะมีโทษใด ๆ พร้อมย้ำว่าการทำงานของกระทรวงยังคงดำเนินไปอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

กระทรวงยุติธรรม–สาธารณสุข คุมเข้มใบกระท่อม ฝ่าฝืนขายผิดที่ มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามในประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือ ลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวงร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 กำหนดมาตรการควบคุมการขายและบริโภค เพื่อคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร พร้อมห้ามขายในสถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ และสถานที่อื่นที่กำหนด แต่ปัจจุบันพบการเร่ขายและตั้งแผงลอยขายกระท่อมตามถนนหรือใกล้สถานศึกษา จนประชาชนร้องเรียนจำนวนมากให้เร่งจัดการ

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประกาศฉบับใหม่นี้มีสาระสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.ห้ามขายใบกระท่อมหรือน้ำต้มกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตร รอบสถานศึกษา 2.ห้ามเร่ขายหรือจัดตั้งแผงลอยขาย โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วนยาเสพติด 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top