Saturday, 6 June 2026
Y WORLD

เปิด (ปม) ภาคการศึกษา

UNESCO เปิดเผยข้อมูลว่า เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 1 คือมากถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้นับเฉพาะที่เรียนในโรงเรียนเท่านั้น ยังไม่นับรวมเวลาเรียนพิเศษอื่น ๆ การเรียนอย่างหนักหน่วงของเด็กไทยที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี แต่อาจนำมาสู่ผลร้ายมากกว่าที่คิด

แม้เด็กไทยจะเรียนหนักเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมการศึกษาไทยถึงรั้งท้าย ไร้คุณภาพ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสำคัญที่สังคมมองข้าม ทั้ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเด็ก

เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา เกือบครึ่งชีวิตของเด็กคนหนึ่งต้องต่อสู้อยู่ในระบบการศึกษาที่เพิ่มพูนความรู้ แต่กลับลดทอนความสุขในชีวิต เมื่อต้องแบกรับทั้งความกดดันจากครอบครัว ความคาดหวังในตัวเอง รวมถึงค่านิยมของสังคม ทำให้ตระหนักคิดได้ว่า ความรู้ที่จะใช้ประกอบอาชีพในอนาคตก็สำคัญ แต่ความสุขของพวกเขาก็ควรจะสำคัญไม่แพ้กัน

ปัญหาการเรียนที่หนักหนาสาหัสของเด็กไทย นอกจากจะนำไปสู่ความกดดัน การเปรียบเทียบ ความเครียด สิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ดีและตรงจุด คือประเด็นเกี่ยวกับ 'สุขภาพจิต'

ภาวะซึมเศร้า โรคเครียด ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตของเด็กไทย เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาตลอด เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดมานานมากแล้ว จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ที่นำเสนอประเด็นการฆ่าตัวตายของเด็กนักเรียน นักศึกษา หลายต่อหลายเหตุการณ์ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร หากมองให้ลึกลงไปถึงต้นตอจะพบกับความโหดร้ายของระบบที่คร่าหลายชีวิตไปอย่างไม่ใยดี

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 64 ที่ผ่านมา เกิดเหตุนักเรียนหญิงชั้น ม.1 ใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ป่วยโรคซึมเศร้ากระโดดอาคารเรียน 4 ชั้น หลังเลิกเรียนเสียชีวิตคาที่ ด้านแม่ของนักเรียนหญิงที่เสียชีวิตเปิดเผยว่า ลูกสาวของตนป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาปีกว่าแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาอาการ ต้องไปพบจิตแพทย์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 64 ตำรวจและเจ้าหน้าที่การแพทย์ได้รับแจ้งเหตุนักศึกษาหญิงชั้น ปี 2 รายหนึ่งได้ฆ่าตัวตายที่ห้องพักย่านราชเทวี กรุงเทพมหานคร มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้สอบถามรายละเอียดของผู้เสียชีวิตจากญาติ โดยได้รับทราบว่า นักศึกษาคนดังกล่าว เป็นคนเรียนดีมาตลอด แต่หลังจากมีการเรียนออนไลน์และต้องทำรายงานส่งครู ทำให้ผู้เสียชีวิตเผชิญกับการนอนดึกไม่ต่ำกว่าตีสี่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

เหตุการณ์ที่หยิบยกมา เป็นเพียงแค่ตัวอย่างจากหลายสิบโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมาตลอด แท้จริงแล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย หรืออย่างน้อยก็น่าจะสามารถยับยั้งเหตุการณ์ไม่ให้รุนแรงขนาดนี้ได้ โดยเฉพาะหากได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันหลักอย่างครอบครัว

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เผยผลวิจัย "โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21" พบว่า ความสุขเด็กไทยวัยเรียนเหลือน้อย วัยรุ่นมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นเป็นผลมาจากการสะสมความเครียดจากโครงสร้างครอบครัวที่มีความพร้อมแตกต่างกัน, ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพสถานศึกษาและการแข่งขันในระบบการศึกษา รวมถึงความคาดหวังจากคนใกล้ตัว

ในยุคนี้ บางครอบครัวเริ่มส่งให้ลูกหลานของตัวเองเรียนพิเศษ กวดวิชากันอย่างหนัก เพราะอยากให้ลูกเข้าโรงเรียนดี เด่น ดัง อีกสาเหตุหนึ่งคือโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีการประกาศผลสอบ เมื่อนักเรียนคนไหนสอบได้ที่ 1 หรือสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ก็จะประกาศเชิดชูแสดงความยินดีหน้าโรงเรียน ทำให้พ่อแม่ และตัวเด็กเองเกิดการแข่งขัน

เพราะครอบครัวเป็นสถาบันหลัก เป็นด่านแรกในการบ่มเพาะปลูกฝัง สร้างค่านิยมและเสริมสร้างทรัพยากรในตัวให้เด็ก พร้อมไปเผชิญกับค่านิยมความคาดหวังของสังคม พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองชีวิตของลูก ไม่ใช่การขีดเส้นใต้ให้ทำตามที่สิ่งที่อยากให้เป็น เคยหันไปถามลูกไหม ว่าสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ กับสิ่งที่เขาอยากทำ มันเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เคยบอกเขาไหมว่าไม่ต้องกดดัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรหรือเลือกทางไหน จะยอมรับในตัวตนและการตัดสินใจของเขา  

หากบ้านหรือโรงเรียนถูกสร้างให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ครู-นักเรียน มีการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ก็จะสามารถช่วยให้วัยรุ่นมีสุขภาพจิตแข็งแรง ห่างไกลจากความเครียด และภาวะซึมเศร้าได้ เลิกโทษเด็กว่าจิตใจไม่เข้มแข็ง ลองย้อนกลับมามองการกระทำของตัวเอง ก่อนที่อะไรจะสาย จนนำไปสู่เหตุการณ์ความสูญเสียที่คุณจะไม่มีวันได้เขากลับคืน

.

อ้างอิงข้อมูล:  https://www.thaihealth.or.th/Content/51292-ห่วงความสุขเด็กไทยในวัยเรียนเหลือน้อย

.

ใครอยากเพิ่มสกิลภาษาอังกฤษ พลาดไม่ได้!! สถาบันภาษา ม.ธรรมศาสตร์ (ศูนย์ท่าพระจันทร์) เปิด ‘โครงการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับบุคคลทั่วไป’

โดยมีทั้งคอร์สแบบปูพื้นฐาน คอร์สอัปสกิล รวมถึงคอร์สเตรียมสอบ ซึ่งทุกคอร์สจะทำการเรียนการสอนที่ศูนย์ท่าพระจันทร์ หากใครสนใจ สามารถดูรายละเอียดด้านล่างได้เลย

คอร์สที่เปิดสอน

1.) หลักสูตรทักษะการฟัง-การพูด (Listening – Speaking)  ระดับ 1, 2, 3

2.) หลักสูตรทักษะการใช้ไวยากรณ์ (Grammar for Better English) ระดับ 1, 2, 3

3.) หลักสูตรทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ (Strategic Reading)  ระดับ 1,2

4.) หลักสูตรการเขียน (Writing) : Essay, Paragraph, Report and Propasal Writing for Careers

5.) หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน (English for Work) ระดับ 1, 2

6.) หลักสูตรการแปลเบื้องต้น (Introduction to Translation)

7.) หลักสูตรเตรียมสอบ (Test-Preparation Courses): Computer-based tests, การอ่าน, คำศัพท์, การอ่าน, ไวยากรณ์,  IELTS, TOEIC

- มีทั้งหลักสูตรภาษาอังกฤษพื้นฐาน 30 ชั่วโมง และหลักสูตรการเตรียมสอบ 60 ชั่วโมง (แล้วแต่คอร์ส)

- ค่าเรียน: 2,900 - 4,900 บาท (แล้วแต่คอร์ส)

- มีโปรมา 4 จ่าย 3

- เริ่มอบรมวันที่ 24 เมษายน - วันที่ 27 มิถุนายน 2564 (มีทั้งหลักสูตรเรียนวันธรรมดา, วันเสาร์ และอาทิตย์ *ตารางเรียนแต่ละคอร์สจะไม่เหมือนกัน ดูตารางเรียนได้ที่ http://public.litu.tu.ac.th/view/post/43

สมัครอบรม

- สมัครอบรมได้ที่ https://apply.litu.tu.ac.th/login

- ใบสมัคร: https://bit.ly/3lwjPyh

- หมดเขตวันที่ 16 เมษายน 2564 หรือจนกว่าจะเต็ม

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดคอร์ส รวมถึงการสมัครเรียน กรุณาติดต่อไปที่

-Facebook: Language Institute Thammasat University

-โทรศัพท์ : 02-613-3101-3

-Email : [email protected]

-ที่อยู่ : สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 ถนนพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวังเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

อ่านรายละเอียดคอร์สฉบับเต็มที่ http://public.litu.tu.ac.th/view/post/43


ขอบคุณที่มา: https://www.facebook.com/OneMoreCoursebyDekD/posts/284385673057287

ผลการศึกษานำร่องของสหรัฐฯ ชี้ โควิด-19 แพร่กระจายในโรงเรียนยาก หากโรงเรียนให้ความสำคัญกับมาตรการเฝ้าระวังทางสาธารณสุข อาทิ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางสังคม และล้างมือเป็นประจำ

การศึกษานำร่องในรัฐมิสซูรีของสหรัฐชี้ว่า การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในโรงเรียนเป็นเรื่องยาก แม้มีกลุ่มผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากโรงเรียนให้ความสำคัญกับมาตรการเฝ้าระวังทางสาธารณสุข อาทิ การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล้างมือเป็นประจำ

การศึกษานำร่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์ (WUSTL) และหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ครอบคลุมโรงเรียน 57 แห่งในรัฐมิสซูรี โดยโรงเรียนทุกแห่งกำหนดให้นักเรียน ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้มาเยือน สวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในพื้นที่โรงเรียนหรือบนรถบัส

มาตรการด้านความปลอดภัยอื่นๆ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของมือ การทำความสะอาดสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร การรักษาระยะห่างในห้องเรียน การตรวจคัดกรองอาการโรคโควิด-19 ทุกวัน การติดตั้งสิ่งกีดขวางทางกายภาพระหว่างครูและนักเรียน การเสนอทางเลือกในการเรียนทางออนไลน์ และการระบายอากาศเพิ่มเติม

กลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษานำร่องครั้งนี้ครอบคลุมประชาชน 193 คนจาก 22 โรงเรียนของกลุ่มข้างต้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้มีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวก 37 ราย แบ่งเป็นนักเรียน 24 ราย (ร้อยละ 65) และครูหรือเจ้าหน้าที่ 13 ราย (ร้อยละ 35) และเป็นผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย 156 ราย แบ่งเป็นนักเรียน 137 ราย (ร้อยละ 88) และครูหรือเจ้าหน้าที่ 19 ราย (ร้อยละ 12)

บรรดาผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย 102 ราย ที่ดำเนินการตรวจโรคโควิด-19 ด้วยวิธีทดสอบน้ำลาย มีเพียงสองรายเท่านั้นที่มีผลตรวจโรคเป็นบวก ซึ่งบ่งชี้ว่าการแพร่เชื้อขั้นทุติยภูมิในโรงเรียนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ยังไม่ตรวจพบการแพร่ระบาดในโรงเรียนที่เข้าร่วม แม้อัตราการแพร่กระจายในชุมชนจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน แม้กระทั่งโรงเรียนในเมืองสปริงฟิลด์ที่อนุญาตให้ผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยบางคนยังคงอยู่ในโรงเรียนได้

"โรงเรียนสามารถเปิดการเรียนการสอนได้อย่างปลอดภัยในช่วงของการแพร่ระบาด หากปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน" เจสัน นิวแลนด์ ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในผู้นำวิจัย กล่าว "การศึกษานำร่องแสดงให้เห็นถึงอัตราการแพร่เชื้อในโรงเรียนในระดับต่ำและไม่มีการถ่ายทอดจากนักเรียนสู่ครู แม้การศึกษาครั้งนี้จะดำเนินในเดือนธันวาคม ซึ่งมีอัตราการแพร่กระจายในชุมชนระดับสูงก็ตาม"

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยจะดำเนินการวัดระยะห่างระหว่างโต๊ะในห้องเรียนในอนาคต เพื่อประเมินว่าจะสามารถผ่อนปรนกฎระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต (180 เซนติเมตร) ในโรงเรียนได้หรือไม่ ทั้งยังจะส่งแบบสำรวจไปยังผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ เพื่อประเมินความเครียดและสุขภาพจิตระหว่างการกักตัวด้วย

ทั้งนี้ การศึกษานำร่องครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่ในรายงานการเจ็บป่วยและเสียชีวิตรายสัปดาห์ (MMWR) ของ CDC เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา


ขอบคุณที่มา: https://www.ryt9.com/s/iq47/3209874

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมเงินงบประมาณ 38,000 ล้านบาท สำหรับการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2564 ให้ยื่นกู้ผ่านแอพ ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ นักศึกษาป.โท ยื่นกู้ได้ปีแรก

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประชาสัมพันธ์ข่าวสาวจากกองทุนระบุว่า “กยศ. พร้อมให้กู้ผ่านมือถือ 38,000 ล้านบาท ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้” โดยระบุว่า

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมเงินงบประมาณ 38,000 ล้านบาท สำหรับการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2564 เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียน นักศึกษากู้ยืมตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาโท โดยสามารถยื่นขอกู้ยืมผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนด้วยแอพพลิเคชัน “กยศ. Connect” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

ในปีการศึกษา 2564 กองทุนได้เตรียมเงินงบประมาณให้กู้ยืมจำนวน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษาจำนวนกว่า 624,000 ราย สามารถกู้ยืมได้สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับหลักสูตรสาขาวิชาหรือประเภทวิชาที่เลือกเรียน และในปีนี้เป็นปีแรกที่กองทุนให้กู้ยืมเงินแก่นักศึกษาระดับปริญญาโท

สำหรับเงื่อนไขการกู้ยืมแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ลักษณะที่ 2 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

ลักษณะที่ 3 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ

ลักษณะที่ 4 นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโท

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดสาขาวิชาและเงื่อนไขการให้กู้ยืมทั้ง 4 ลักษณะได้ที่เว็บไซต์กองทุน https://bit.ly/2Pb3Nhg โดยนักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

และสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานศึกษาที่ผู้กู้ประสงค์จะศึกษาต่อ กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันของทุกครอบครัว เพื่อให้บุตรหลานและนักเรียน นักศึกษารุ่นหลังมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน โดยไม่มีการจำกัดโควตาการให้กู้ยืมแต่อย่างใด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ไลน์บัญชีทางการ “กยศ.” หรือโทร. 02-016-4888”


ที่มา: https://www.matichon.co.th/education/news_2636874

คติประจำใจจาก "Johann Wolfgang von Goethe" (นักเขียน นักปรัชญา นักสิทธิมนุษยชน ชาวเยอรมัน)

“What is not started today is never finished tomorrow.”

“ไม่เริ่มต้นในวันนี้ จะไม่มีทางสำเร็จในวันพรุ่ง”


Johann Wolfgang von Goethe (นักเขียน นักปรัชญา นักสิทธิมนุษยชน ชาวเยอรมัน)

จีนกำหนดเกณฑ์ ดึงดูดบรรดา "หัวกะทิ" ผู้มีความสามารถจากหลายแขนง เข้ามาพำนักทำงานในจีน เชื่อแรงงานคุณภาพสูงมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ หวังทะยานสู่ความเป็นเบอร์หนึ่งของโลก

โควิด-19 คือวิกฤตการณ์ของชาวโลก รวมถึงประเทศจีนที่ต้องทุ่มเทสรรพกำลังรับมือ แก้ปัญหา จนสถานการณ์คลี่คลาย

และในเวลานี้ ได้รับการบอกกล่าวจากเพื่อนที่เมืองจีนอัพเดทว่า ทุกอย่างใกล้คืนสู่สภาวะปกติเมื่อมีผู้ได้รับวัคซีนมากขึ้น

สหายจากแดนมังกรบอกว่า ขอให้ไทยเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มาก ๆ จะได้มาเที่ยวเมืองจีน และคนจีนก็อยากมาเมืองไทยใจจะขาดแล้ว

มาว่ากันด้วยเรื่องของ "วิกฤต-โอกาส" ความกดดันในช่วงที่ผ่านมา เป็นจังหวะให้จีนต่อยอดเดินนโยบายสำคัญ

กุมภาพันธ์ปี 2020 คณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ ขยายบริการการยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานแบบออนไลน์แก่ชาวต่างชาติในกลุ่ม A เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มของผู้คน และกระตุ้นให้คนเหล่านี้อยู่ทำงานในจีนต่อไป

จีนจัดแบ่งแรงงานต่างชาติออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่ม A พรสวรรค์ชั้นยอด กลุ่ม B พรสวรรค์รายสาขาอาชีพ และกลุ่ม C แรงงานฝีมือต่ำ

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ให้ข้อมูลว่า เวลานี้จีนกำลังมุ่งสนองตอบต่อนโยบาย Made in China 2025 การสร้างนวัตกรรม และการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ

พวกเขาจึงต้องการดึงดูดบรรดา "หัวกะทิ" ผู้มีความสามารถจากหลายแขนงให้เข้ามาพำนักทำงานในจีน (เหมือนที่เราคุ้นเคยในกรณีของมหาอำนาจตะวันตก)

รัฐบาลจีนมองว่าแรงงานคุณภาพสูงมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจีน จึงกำหนดเกณฑ์ที่ "เอื้อ" ให้บุคคลเหล่านั้นเลือกมาทำงานที่จีน

"1 มีนาคม ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศแห่งนครเซี่ยงไฮ้ ออกกฎระเบียบให้ผู้ประกอบการระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างชาติ และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และยา อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ์ในกลุ่ม A"

"คนกลุ่ม A สามารถยื่นขอวีซ่าประเภท R ซึ่งเป็นวีซ่าการจ้างแรงงานพรสวรรค์ต่างชาติระดับไฮเอนด์และเป็นที่ต้องการสูง สามารถเข้า-ออกได้หลายครั้งแต่พำนักในจีนได้คราวละไม่เกิน 180 วัน รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์พิเศษ อาทิ ขั้นตอนการยื่นขอรับการพิจารณาที่สะดวก การยกเว้นการประกันสุขภาพแก่คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และการยื่นขอวีซ่าแก่สมาชิกครอบครัว"

'ดร.ไพจิตร' ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนที่ต้องการช่วยอำนวยความสะดวก เปรียบเสมือนการออกโปรโมชั่นเชิญชวนให้ลูกค้าแฮปปี้เข้ามาจับจ่ายได้คล่องตัวขึ้น

นับแต่เริ่มมาตรการดังกล่าว รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้ออกใบอนุญาตใหม่และต่อใบอนุญาตเดิมจำนวนเกือบ 10,000 รายแล้ว

ในส่วนของขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากในหลายประเทศ ทางจีนแก้ไขปัญหาเหล่านี้จนเป็นรูปธรรม

"ขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาใบอนุญาตทำงานของชาวต่างชาติก็กระชับขึ้น โดยลดเวลาจาก 10 วันทำการเหลือเพียง 3 วันทำการ"

"การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า หากจีนได้รับประโยชน์จากสิ่งใด รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไขและขั้นตอนในเชิงรุกเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไทยเราอาจนำแนวคิดมาปรับใช้กับการปรับปรุงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การอนุญาตและกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวได้เช่นเดียวกัน"

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติทำงานในเซี่ยงไฮ้อยู่ราว 215,000 คน คิดเป็น 23.7% ของจำนวนทั้งหมด อีกทั้งเซี่ยงไฮ้ยังครองแชมป์เมืองยอดนิยมของชาวต่างชาติเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน

"นโยบายดึงทรัพยากรมนุษย์จากต่างประเทศเพื่อป้อนภาคการผลิตแห่งโลกอนาคตในเชิงรุกของจีน ทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมในปัจจุบัน เพื่อเป็นแกนกลางส่งจีนทะยานสู่ความเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในสิ้นทศวรรษนี้ตามเป้า"


ขอบคุณที่มา: https://www.facebook.com/thaichinesetalk/posts/464991111514690

กระทรวงแรงงานเตรียมจัด Bangkok Job Fair 2021 มีตำแหน่งงานให้สมัครกว่า 5,000 อัตรา จากสถานประกอบการชั้นนำ กำหนดจัดงานวันที่ 26 - 27 มีนาคมนี้ ที่ ฟอร์จูนสตรีท ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ กรุงเทพมหานคร

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน มีกำหนดจัดงาน Bangkok Job Fair 2021 ในวันที่ 26 - 27 มีนาคม 2564 ณ ฟอร์จูนสตรีท ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ ผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง ประชาชนทั่วไปที่มีความประสงค์จะหางานทำ

รวมทั้งเพิ่มโอกาสคัดเลือกตำแหน่งงานว่างที่ตรงกับความรู้ความสามารถ และได้สมัครงานกับนายจ้าง/สถานประกอบการจำนวนมากในคราวเดียว และเพื่ออำนวยความสะดวกให้นายจ้าง/สถานประกอบการและผู้สมัครงานได้พบและพิจารณาคัดเลือกกันโดยตรง

ซึ่งกิจกรรมนี้จะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่ประชาชนที่ว่างงาน ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ ตลอดจนนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ต้องการทำงานในช่วงว่างระหว่างเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานและลดปัญหาความยากจนซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ด้านนายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน ขอเชิญชวนผู้สนใจสมัครงาน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานได้ในวันที่ 26 - 27 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.30 น. ที่บริเวณลานฟอร์จูนสตรีท (หน้าอาคาร) ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานมีนายจ้าง/สถานประกอบการชั้นนำ เข้าร่วมรับสมัครงาน จำนวน 40 บริษัท

อาทิ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บ.ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด บ. เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บ.ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด บ.เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทมจำกัด (มหาชน) บ.สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บ. ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งมีตำแหน่งงานว่าง จำนวนกว่า 5,000 อัตรา

นอกจากกิจกรรมรับสมัครงานและสัมภาษณ์งานกับนายจ้าง/สถานประกอบการ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ กิจกรรมการสาธิตประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาดงาน 20 อาชีพ อาทิ การทำกระเป๋าบุผ้าปักริบบิ้น สายคล้องหน้ากากอนามัย สบู่สมุนไพร ตระกร้าผ้าย้อมคราม การทำเค้กกล้วยหอม บราวนี่ ขิงอ่อนดอง เป็นต้น

การประกอบธุรกิจแฟรนไชน์ในรูปแบบ Food Truck การให้คำปรึกษาปัญหาด้านแรงงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ การให้บริการจัดหางานสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยกรมการจัดหางาน การให้บริการคำปรึกษา คำแนะนำ ตามพรบ.คุ้มครองคนหางาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การให้บริการคำปรึกษา คำแนะนำ การฝึกทักษะฝีมือแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

การให้บริการคำปรึกษา คำแนะนำ การขึ้นทะเบียนประกันตน ม.33, ม.39, ม.40 และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามพรบ.ประกันสังคม โดยสำนักงานประกันสังคม และการให้บริการตรวจสุขภาพ โดยโรงพยาบาลวิภาราม พัฒนาการ

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694


ที่มา: https://www.prachachat.net/csr-hr/news-631262

กศน. ปรับรูปแบบพัฒนาครูสอนภาษาอังกฤษ มุ่งเน้นให้สามารถสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หลังผู้เรียนมีผลการสอบวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างต่ำ เนื่องจากครูผู้สอนขาดความเชี่ยวชาญ

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพจะสำเร็จ หรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา สำนักงาน กศน.จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะครูผู้สอนในทุกๆ ด้าน อาทิ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการพัฒนาตนเอง

เนื่องจาก กศน.มีครูหลายประเภท และส่วนใหญ่ไม่จบด้านครูหรือศาสตร์วิชาชีพครูโดยตรง และต้องจัดการเรียนรู้ในทุกรายวิชาที่ผู้เรียนลงทะเบียนในภาคเรียนนั้น ๆ จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา กศน. ที่ผ่านมาพบว่า ผู้เรียนในทุกระดับการศึกษามีผลการสอบปลายภาคเรียนและผลการสอบ N-NET วิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างต่ำ เนื่องจากครูผู้สอนขาดความเชี่ยวชาญกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาอังกฤษ

เลขาธิการ กศน. กล่าวอีกว่า เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในรายวิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน กศน.จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู กศน. ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เพื่อ Up Skill Re Skill สร้างศักยภาพ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิม

ด้วยการเติมเต็มสิ่งใหม่ ๆ สร้างความมั่นใจให้แก่ครู กศน. ให้สามารถนำนวัตกรรม เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้พัฒนาตนเองและด้านวิชาชีพ เพื่อสร้างครู กศน. ต้นแบบการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจร่วมกัน ยกระดับสมรรถนะทางด้านภาษาอังกฤษ และการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น

โดย กศน.ได้ปรับรูปแบบการพัฒนาครู กศน. มุ่งเน้นให้สามารถสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ให้ทันสมัยและน่าสนใจ ตอบโจทย์การเรียนรู้ได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/2053795

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ออกจาก ‘Comfort Zone’ เพราะการติดอยู่ในนั้น ถือเป็นเรื่องอันตรายที่สุดในยุคนี้ ทั้ง ๆ ที่ Comfort Zone เป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ทำไมแนะนำให้ออกจากตรงนั้น เพื่อความปลอดภัย

โลกเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน  คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์ และทิศทางของโลกในอนาคต ไม่เช่นนั้นเราจะคุยกับลูกไม่รู้เรื่อง

พ่อแม่หลายคนมีความกังวลว่า ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไรหลังสถานการณ์โรคระบาดผ่านไป เพราะอาชีพที่เคยมั่นคงกลับไม่มั่นคง ทักษะบางเรื่องกลับไม่จำเป็นอีกต่อไป

ปัจจัยในการดำรงชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทักษะบางอย่างกลับใช้ไม่ได้ อาชีพบางอาชีพที่มีความมั่นคง กลับล่มสลาย การใช้ชีวิตมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น  และซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ Comfort Zone ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องเราไม่ให้ได้รับภัยอันตราย มันกลับกลายเป็น “คอกปิดกั้นความสำเร็จ” ของเราไปเสียแล้วค่ะ

นั่นคือเหตุผลว่าทุกคนไม่ควรอยู่ใน Comfort Zone เพราะการติดอยู่ในนั้น ถือเป็นเรื่องอันตรายที่สุดในยุคนี้

มารู้จักกับ Comfort Zone

Comfort Zone คือ การทำงานของสมองและระบบประสาทของมนุษย์ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งธรรมชาติออกแบบมาให้เรามีความสามารถในการมีชีวิตรอด โดยการทำอย่างไรก็ได้ให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพื่อเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญนี้เอง ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone ขึ้นมา เพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นได้ในชีวิตเรา

ลองเช็คตัวเองดู ว่าเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม

ความรู้สึกว่า “ฉันกลัว” ฉันต้องการ “พื้นที่ปลอดภัย”

ความรู้สึกว่า “ฉันไม่สามารถ”  หรือ “ฉันไม่มีวันทำได้”

ความรู้สึกว่าสิ่งนั้น “มันเป็นไปไม่ได้”

ความรู้สึกว่าใครๆ “จะไม่ยอมรับ” หรือ “ไม่ชอบ”

ความรู้สึกว่า “ฉันเหนื่อยแล้ว”  “พอแล้ว”

ความรู้สึกว่า “ฉันสำเร็จ  สมบูรณ์ดีแล้ว” หรือ “ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว”

ความรู้สึกที่ว่า “ฉันผิด” และต้องการไถ่ถอนความรู้สึกผิด จนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า

ลองตั้งข้อสังเกตว่าบรรยากาศในบ้านเราเป็นแบบนี้หรือไม่

เพราะมีใครสักคนในบ้าน วางกรอบให้ลูกเดินไว้ใช่หรือไม่  ลูกถึง “ไม่กล้า” ติดอยู่ใน Comfort Zone

เพราะมีใครสักคนในบ้าน เป็นคนขี้กลัว ขี้กังวลมากเกินเหตุใช่หรือไม่ ลูกถึง “ขี้กลัว” ติดอยู่ใน Comfort Zone

เพราะมีใครสักคนในบ้าน เป็นคนที่คิดแทนลูกเองทุกเรื่องใช่หรือไม่  ลูกถึง “ไม่กล้าคิด” ติดอยู่ใน Comfort Zone

เพราะมีใครสักคนในบ้าน ชอบดุด่าเมื่อลูกแสดงความคิดเห็น ใช่หรือไม่ ลูกถึง “ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก”

เพราะมีใครสักคนในบ้าน ชอบลงโทษเมื่อลูกทำผิดใช่หรือไม่ ลูกถึง “ไม่กล้าพูดความจริง” เอาแต่โกหก

เพื่อลูก พ่อแม่ที่ฉลาดจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก

การฝึกให้ลูกออกจาก Comfort Zone

เริ่มต้นง่ายๆ จากการอนุญาตให้ลูก ทำกิจกรรมใหม่ๆ กับคนใหม่ สถานที่ใหม่ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ภายใต้ค่านิยมของสังคม โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง ให้เขาได้เลือกเอง พ่อแม่ควรเคารพและยอมรับในการตัดสินใจของลูก พ่อแม่เพียงผู้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ เป็นพี่เลี้ยงบ้างบางเวลาที่เขาต้องการ ไม่ต้องไปคาดหวังว่าสิ่งที่ลูกเลือกนั้นจะประสบความสำเร็จสูงสุด

ผลลัพธ์ในครั้งแรกอาจจะเสียมากกว่าได้ หรือพอ ๆ กัน แต่สิ่งที่เขาได้คือประสบการณ์ ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน และที่บ้าน ทุกคนในบ้านมีหน้าที่คอยเป็นพื้นที่ทำให้พวกเขาสบายใจ เสมือนคอยเป็นฟองน้ำนุ่มๆ เมื่อเขาผิดหวังหรือเซล้มลงมาพวกเขาจะได้ เจ็บปวดน้อยที่สุด คอยโอบกอดไว้ และคอยพูดเตือนสติ เพื่อให้ลูกๆ ค้นหาวิธีแก้ไข และต่อสู้ชีวิตต่อไป  

พูดให้กำลังใจ “คนทำงานก็ต้องมีผิดพลาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ลูกจงเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านั้น” เพื่อครั้งต่อไปลูกจะได้ไม่พลาดซ้ำ และ “การที่ลูกสามารถข้ามผ่านปัญหาในครั้งนี้ไปได้ เท่ากับว่า ลูกได้เติบโตและเก่งขั้นอีกหนึ่งขั้น” ถือเป็นเรื่องดี  พ่อแม่ทั้งหลายจงรู้ไว้เถิดว่านั่นคือ วัคซีนเข็มแรกที่ลูกๆ ได้รับและเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดในการสอนลูกให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งค่ะ

ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนชีวิต สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ การเปลี่ยนความคิด

เพราะคุณไม่มีทางได้ผลลัพธ์ใหม่ จากการคิดเหมือนเดิม พูดเหมือนเดิม และทำเหมือนเดิม


เขียนโดย อ.นิธิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากร โปรเฟสชั่นนอล เทรนเนอร์

#Talktonitima

อ้างอิงข้อมูล:

https://noodee2012.wordpress.com/

https://www.jeab.com/

https://www.nopadolstory.com/

THE STUDY TIMES Special ส่งนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เรียนต่อสหรัฐอเมริกา | Click on Clever EP.7

นักเรียนทุนศึกษาต่อต่างประเทศ!! ความฝันของเด็กๆหลายๆคน Click on Clever เทปพิเศษนี้จะพาไปดูบรรยากาศ การเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศของกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จำนวน 35 คน

.

SEX EDUCATION : เพศ (ต้อง) ศึกษา : เพราะการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกฮอล์ตั้งแต่ยังเด็ก และการปลูกฝังเรื่องเพศศึกษาในวัยเด็ก ที่ยังมีไม่มากนัก อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาท้องไม่พร้อมและความรุนแรงทางเพศตามมา

ประเทศไทยมีสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC : United Nations Office on Drugs and Crime) พบว่ากว่า 87% ของคดีการล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยถูกรายงานเพื่อหาผู้กระทำผิด หรือให้ทางการรับรู้ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 พบว่า ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 66% ภาคใต้ มีความรุนแรงในครอบครัวถึงร้อยละ 48.1 และกรุงเทพฯ พบความรุนแรงในครอบครัว น้อยที่สุด ร้อยละ 26 ซึ่งปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัว ได้แก่ รายได้ของครอบครัว และการใช้สารเสพติด เช่น สุรา บุหรี่ เป็นต้น

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิต 13 กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเซ็กส์ไม่พร้อมเพิ่มมากขึ้นคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การดูแลตัวเอง การยับยั้งชั่งใจลดลง ทำให้ตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งส่งผลกระทบตามมามากมาย ทั้งติดเชื้อ ท้องไม่พร้อม จากสถิติพบว่า คนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมมักจะดื่มเหล้าตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีคนดื่มเหล้า ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมการดื่ม ยิ่งทำให้เกิดความเคยชิน เมื่ออายุ 18 ปี จะรู้สึกว่าโตแล้ว ดื่มเหล้าได้แล้ว

"วัยรุ่นมีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นชัดเจน สิ่งที่เขามักใช้แก้ไขปัญหาคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น การจัดการควรทำร่วมกันทุกภาคส่วน ควรให้เด็กมีความเข้มแข็งทางจิตใจ เชื่อมั่นในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง เวลาเจอปัญหาสามารถจัดการได้ ซึ่งครอบครัวมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน การให้เวลาพูดคุย ชื่นชม ปรับทุกข์ ส่วนชุมชน โรงเรียน ต้องเข้มแข็ง มีระบบดูแลช่วยเหลือเฝ้าระวัง อย่าเอาตัวไปอยู่ในจุดที่เสี่ยง สถานที่ลับตาคน ฝึกปฏิเสธให้เป็น ต้องรู้จักเซฟเซ็กส์และไม่ควรมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปยุ่งเกี่ยว" พญ.วิมลรัตน์กล่าว

สิรินยา บิชอฟ หรือซินดี้ ดารานักแสดง กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นแม่ลูกสอง มีประสบการณ์การเลี้ยงลูกให้เข้าใจเรื่องเพศ ตนเห็นว่าสังคม ยังมีสื่อที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเพศสำหรับเด็กน้อยมาก จึงได้ศึกษาและเขียนหนังสือเด็ก นำเสนอในรูปแบบ การ์ตูนที่พูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง สอนให้เรียนรู้เรื่องร่างกาย เคารพตัวเอง เข้าใจในสิทธิของร่างกายตัวเองและเคารพสิทธิทางร่างกายของคนอื่น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นเครื่องมือในการพูดคุยกับลูกตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เขาดูแลความปลอดภัยของเขาได้ ถ้าพ่อแม่ปลูกฝังให้ลูกเข้าใจการเคารพสิทธิของคนอื่นตั้งแต่เด็ก จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงหรือแก้ปัญหาไปได้ โดยเฉพาะการลดปัญหาการไปทำร้ายคนอื่น

ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันว่าจะพูดคุยอย่างไรให้เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของความเจริญเติบโตของคน หลายคนอาจจะมองว่าอยากให้ลูกปลอดภัย แต่ไม่มีการให้ความรู้ ทักษะเบื้องต้นในเรื่องเพศของพวกเขา และถ้าไปรอจนกระทั่งวัยรุ่น อาจจะไม่ทันการณ์ ต้องมีการพูดคุยเรื่องเพศตั้งแต่เด็ก

"สิ่งที่พ่อแม่สอนเรื่องเพศ เป็นการสอนเพศศึกษา และอยากให้พ่อแม่ทุกคนพูดคุยกับลูก อย่าอายที่จะพูดคุยเรื่องเพศและเรื่องการเคารพสิทธิเนื้อตัวทางร่างกาย โดยไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของครูหรือหมอ พ่อแม่ต้องปรับตัวเอง ค่อยๆ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัว หากพ่อแม่ไม่รู้ อย่าปัดลูกหรือปฎิเสธว่า ลูกไม่ควรรู้ แต่ให้ไปหาข้อมูลมาพูดคุยกับลูก" ซินดี้ กล่าว

จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เรื่องความรัก เรื่องเพศ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีความสัมพันธ์และไปด้วยกัน ความรุนแรงมีหลายกรณีมาจาก การดื่มเหล้า ใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การถูกคุกคามทางเพศ ถูกข่มขืนโดยผู้ชายที่ใช้อำนาจเหนือกว่าเป็นคนกำหนด สะท้อนจากการรวบรวมข่าวความรุนแรงทางเพศปี 62 พบถึง 9 ข่าว กรณีที่แฟน/อดีตแฟน ใช้การบังคับและหลอกไปข่มขืน ปัจจัยกระตุ้นมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น สิ่งที่อยากเสนอให้เป็นทางออกคือ ต้องมีหลักสูตรให้ความรู้ รณรงค์เกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้และต้องให้ความสำคัญ ควรมีหลักสูตรทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยม มหาวิทยาลัย ตลอดจนในครอบครัวก็ต้องสร้างการเรียนรู้ในเรื่องนี้ด้วย

"การเรียนหลักสูตรเพศศึกษาในระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษายังไม่ได้มีความชัดเจนอย่างจริงจัง อีกทั้งครอบครัวก็มองว่าพูดเรื่องเพศไม่ได้ แต่สื่อละครต่าง ๆ ก็ยังมีการทำมายาคติเกี่ยวกับเรื่องเพศ การข่มขืนเป็นเรื่องปกติ ทำให้เพศชายมีความคิดว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า และผู้หญิงหากเป็นแฟนใครแล้วต้องยอม ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นรากเหง้าของปัญหา ทุกทุกฝ่ายต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ปรับโครงสร้าง ต้องไม่ทำให้ชายเป็นใหญ่ ทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องเท่ากัน ทั้งหญิงชาย" จะเด็จ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ เอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี กล่าวว่า จากประสบการณ์ชีวิตการเป็นคุณแม่วัยรุ่นอายุ 18 ปี คบกับแฟนเจอกันในร้านเหล้า เกเรไม่เรียนต่อ หางานรับจ้างรายวันทำ พอเลิกงาน ก็ดื่มเหล้ากับแฟน เมาหลังเลิกงานทุกวัน ทะเลาะกับคนข้างบ้านประจำ ใช้ชีวิตแบบนั้นมาตลอด รู้ตัวอีกทีก็ตั้งครรภ์ได้ 2 - 3 เดือน ถึงมาหยุดดื่ม ส่วนแฟนเริ่มไม่ใส่ใจดูแล ไม่ทำงาน เอาแต่เมาเหล้าหาเรื่องทะเลาะตบตีทุกวัน หลังจากคลอดลูกได้ไม่นานก็เลิกรากันไปเพราะทนพฤติกรรมทำร้ายร่างกายไม่ไหว

"ชีวิตแม่วัยรุ่น กว่าจะผ่านมาได้มันยากลำบากมาก นอนร้องไห้ทุกวัน ต้องทำงานทุกอย่าง ทั้งเป็นรปภ. ทำงานกระเป๋ารถเมล์ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูก เพราะพฤติกรรมการดื่ม ทำให้เขาเป็นเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการช้า ทุกเดือนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรับยาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ทำทุกอย่างเพื่อลูก อยากฝากถึงวัยรุ่นให้มีสติ รักตัวเอง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหล้า ยา และอบายมุข เพราะมันทำลายชีวิต ทำลายอนาคตเราจริงๆ" เอ (นามสมมติ) กล่าว


ขอบคุณที่มา:

https://www.thaihealth.or.th/Content/54052-แนะวัยรุ่นเซฟเซ็กส์%20ปลูกฝังเรื่องเพศสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่เด็ก.html

สมัยเรียนทำกิจกรรมอะไรมาบ้างไหมคะ ? หนึ่งในคำถามที่ผู้สัมภาษณ์เข้าทำงานนิยมถามนักศึกษาจบใหม่ ในวันที่สัมภาษณ์งาน บางทีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างจากเกรดใน Transcript หรืออาจจะให้ความสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ

ในโลกยุคปัจจุบันที่เรียกขานว่า โลกยุคดิจิตอล ทักษะในการทำงานที่หลากหลายแบบ Muititasking Skills เป็นทักษะการทำงานที่ถูกพูดถึงเสมอ เทคโนโลยีที่มาไวไปไว ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา การมีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง อีกทั้งยังต้องทำงานพร้อมกันหลายอย่าง เช่น การเช็กข้อมูล e-mail กล่องข้อความใน facebook สื่อสารกับลูกค้าผ่าน Line จัดทำเอกสารในโปรแกรม Word โปรแกรม Excel หรือ ทำ Presentation ด้วยโปรแกรม Powerpoint เป็นต้น ทักษะเหล่านี้ล้วนไม่สามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพได้ในระยะเวลาอันสั้น

การฝึกทักษะการทำงานจึงสามารถทำได้ตั้งแต่วัยเรียน จากกิจกรรมในสมัยเรียนนั่นแหละ ชมรม ชุมนุม หรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ หากเด็กคนไหนได้ไปเข้าร่วม นอกจากความสนุกแล้ว สิ่งสำคัญคือการได้ทำงานร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นทีม การเข้าอกเข้าใจ การแก้ปัญหา หากจะกล่าวโดยรวมก็คือ เป็นการฝึก 7Q ความฉลาด 7 ด้าน นั่นเอง (ซึ่งความฉลาด 7 ด้าน ได้กล่าวถึงในบทความครั้งที่แล้ว https://www.facebook.com/thestudytimes/photos/115561173889921)

ข้อดีของยุคเทคโนโลยีแบบนี้ก็คือ การที่เยาวชนหรือเด็กๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย หากเลือกใช้ในทางที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ การเสริมทักษะทั้ง 7Q ตั้งแต่ยังเด็กนั้น เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กคนนั้นเผชิญหรือรับมือกับโลกแห่งความเป็นจริงได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย และยิ่งยุคสมัยนี้การแข่งขันในตลาดแรงงานก็สูงลิ่ว สวนทางกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ยิ่งต้องเพิ่มทักษะความสามารถให้เข้าสู่ตลาดแรงงานให้มากขึ้นไปอีก ใครทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือปรับตัวยากในยุคดิจิตอล คงไปไม่รอด ซึ่งหากยังอยู่ในวัยเรียน ผู้เขียนแนะนำว่า น้องๆ ลองหากิจกรรมทำนอกเหนือจากการเรียน แล้วจะเพิ่มทักษะความสามารถให้กับน้องๆ ได้เยอะมากกว่าที่น้องๆ คิด และเมื่อก้าวเข้าสู่วัยแรงงาน น้องๆ ก็จะสามารถเข้าถึงงานที่ปรารถนาได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ


เขียนโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Head of Content Editor THE STUDY TIMES

อ้างอิงข้อมูล: https://adecco.co.th/th/knowledge-center/detail/multitasking

เรื่องเล่าสุดหลอนเด็กประจำที่เมืองจีน | เพื่อนซี้หนี่ห่าว EP.5

เรื่องเล่าหลอนๆของชีวิตเด็กหอของสาวๆทั้ง 4 คน ในโรงเรียนประจำที่เมืองจีน จะหลอนขนาดไหน? ห้ามพลาด !!

.

ทั้งหล่อทั้งเก่ง!! เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ สำหรับ “ซงจุงกิ (Song Joong Ki)” หนุ่มหล่อพระเอกแถวหน้าจากประเทศเกาหลีใต้ ที่นอกจากจะมีหน้าตาที่หล่อเหลา ผลงานการแสดงยอดเยี่ยม ใครจะไปคิดว่าเรื่องการเรียนเขาก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร

รายการ The List ทางช่อง tvN เคยเปิดเผยว่า ซงจุงกิ (Song Joong Ki) เรียกได้ว่า เกรดสวย เป็นนักเรียนที่ดีมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่มัธยม รวมถึงเขาเคยเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนด้วย และเขาก็เคยสอบเข้ามหาวิทยาลัย Sungkyunkwan University คณะบริหารธุรกิจ ได้อีกด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าได้ยากมาก เพราะมีอัตราแข่งขัน 45.5 ต่อ 1 เลยทีเดียว

ในสมัยที่เขาเรียนในระดับมัธยม เกรดของเขาได้ถูกเปิดเผยในรายการ Good Morning จากสถานี SBS ว่าเขาเป็นนักเรียนที่มีความตั้งใจเรียนมากๆ เพราะเขาได้คะแนนสอบ 380 คะแนน จาก 400 คะแนน ในการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย Sungkyunkwan University


ที่มา: https://www.sanook.com/campus/1396033/

คติประจำใจจาก 'John Dewey' (นักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกัน)

“Education is not preparation for life; education is life itself.”

“การศึกษาไม่ใช่การเตรียมตัวของชีวิต มันคือชีวิตในตัวมันเอง”


John Dewey (นักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกัน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top