หลังจากที่เคยพับเก็บโครงการไปเมื่อปี 2022 ล่าสุด Meta (Facebook) กลับมาเดินหน้าเต็มสูบอีกครั้งกับโครงการสมาร์ตวอตช์ ภายใต้รหัสลับ "Malibu 2" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในระบบนิเวศ Wearable ที่ทำงานร่วมกับ AI และแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) อย่างไร้รอยต่อ
การกลับมาของ "ข้อมืออัจฉริยะ" ที่ไม่ใช่แค่นาฬิกา
รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า Meta กำลังซุ่มพัฒนาสมาร์ตวอตช์รุ่นใหม่ที่มีกำหนดเปิดตัวในช่วง ปลายปี 2026 (พ.ศ. 2569) ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำนาฬิกาบอกเวลาหรือวัดชีพจรแบบเดิมๆ แต่เป็นการแก้เกมด้วยฟีเจอร์ที่คู่แข่งยังไม่มี
จุดเด่นที่คาดว่าจะมาใน "Meta Smartwatch":
1. กล้องถ่ายรูปในตัว (Built-in Camera): จุดขายหลักที่แตกต่างจาก Apple Watch หรือ Galaxy Watch คือการติดตั้งกล้องความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวิดีโอคอล หรือถ่ายภาพเพื่อแชร์ลง Social Media (Facebook/Instagram) ได้ทันทีจากข้อมือ
2. ศูนย์บัญชาการ AI: ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Meta AI (Llama Models) ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว คอยวิเคราะห์สุขภาพ ให้คำแนะนำ และตอบโต้ได้ฉลาดกว่าเดิม
3. ตัวควบคุมแว่น AR/VR: ไฮไลต์สำคัญคือการทำงานร่วมกับ Ray-Ban Meta หรือแว่น Orion ในอนาคต โดยนาฬิกาอาจทำหน้าที่เป็นตัวสั่งการ (Controller) ผ่านการขยับมือหรือคลื่นประสาท (Neural Interface) เพื่อควบคุมภาพที่เห็นในแว่นตา
ทำไมต้อง "ปัดฝุ่น" ตอนนี้?
การรื้อฟื้นโครงการนี้เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก:
• ความสำเร็จของ Ray-Ban Meta: ยอดขายแว่นตาอัจฉริยะที่ดีเกินคาด พิสูจน์แล้วว่าผู้คนพร้อมเปิดรับอุปกรณ์สวมใส่ของ Meta หากมันมีประโยชน์และดีไซน์สวยงาม
• กระแส AI Wearables: ตลาดกำลังต้องการฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ (AI-first hardware) ซึ่งนาฬิกาจะเป็น "ด่านหน้า" ที่เก็บข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมผู้ใช้ป้อนกลับไปให้ AI ประมวลผลได้ดีที่สุด
ความท้าทายในสมรภูมิเดือด
แม้ฟีเจอร์จะดูน่าตื่นเต้น แต่ Meta ต้องเจอกับโจทย์หิน ทั้งเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) จากการมีกล้องติดข้อมือ และการแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่าง Apple และ Samsung ที่ครองส่วนแบ่งแทบทั้งหมด รวมถึง Google ที่มี Pixel Watch และ Fitbit อยู่ในมือ
การเดิมพันครั้งนี้ของ Mark Zuckerberg จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกา แต่คือการช่วงชิง "พื้นที่บนร่างกายมนุษย์" เพื่อให้ Meta เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องง้อ iOS หรือ Android อีกต่อไปในอนาคต