Tuesday, 14 July 2026
WORLD

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง

บทเรียนจาก 12 เคสทั่วโลก ถอดรหัส 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ฉันทามติ-แผนชัด-สวัสดิการจับต้องได้ รวมเพื่ออยู่ ไม่ใช่รวมเพื่อชนะ

สรุปสั้น: การรวมชาติที่ “สำเร็จจริง” มักมี 5 เงื่อนไขร่วม—(1) ความชอบธรรมตามกฎหมายและฉันทามติสังคม, (2) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ชัด, (3) การรับรอง/ไม่ขัดขวางจากมหาอำนาจ, (4) แผนรวมเศรษฐกิจ-สวัสดิการที่จับต้องได้, และ (5) การเล่าเรื่องชาติ (nation-building) ที่ครอบคลุมความหลากหลาย ไม่ทับอัตลักษณ์เดิมจนแตกร้าว

12 เคส “รวมชาติ/รวมรัฐ” ที่สำเร็จ (คัดแบบหลากภูมิภาค)
1. 1) เยอรมนี (1990) — “สองเยอรมัน” กลับมาเป็นหนึ่งผ่านกรอบ Two Plus Four (สองเยอรมัน + สหรัฐฯ/โซเวียต/สหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส) เคลียร์กรอบความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนบังคับใช้ “สนธิสัญญารวมชาติ” วันที่ 3 ต.ค. 1990
2. 2) เวียดนาม (1976) — หลังสงครามสิ้นสุด เวียดนามเหนือ-ใต้ประกาศเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” (2 ก.ค. 1976) จากนั้นเดินหน้ารวมระบบกฎหมาย-การคลัง-พรรคการเมือง
3. 3) เยเมน (1990) — เยเมนเหนือ + เยเมนใต้ รวมเป็น “สาธารณรัฐเยเมน” (22 พ.ค. 1990) แม้ต่อมามีความขัดแย้งภายใน แต่สถานะรัฐรวมยังคงยืนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4. 4) แทนซาเนีย (1964) — แทงกันยีกา + แซนซิบาร์ รวมเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพแทนซาเนีย” ด้วยข้อตกลงที่คง “เอกลักษณ์-อำนาจท้องถิ่น” ฝั่งเกาะไว้บางส่วนเพื่อลดแรงเสียดทาน
5. 5) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1971–72) — สหพันธรัฐเริ่ม 6 เอมิเรตส์ (2 ธ.ค. 1971) ก่อนราสอัลไคมาห์เข้าร่วม (ก.พ. 1972) โครงสร้างสหพันธรัฐ + รายได้พลังงานแบ่งปันชัด เป็นกาวใจสำคัญ
6. 6) แคเมอรูน (1961) — British Southern Cameroons เลือกผ่านประชามติภายใต้กำกับยูเอ็น ไปรวมกับ Republic of Cameroon เกิด “สหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน” (1 ต.ค. 1961) ก่อนค่อย ๆ ปรับเป็นรัฐเดี่ยว
7. 7) อิตาลี (1861–1870) — Risorgimento รวมรัฐเล็กภาคเหนือ-ใต้ สถาปนาอิตาลี (1861) แล้ว “ปิดจ็อบ” เมื่อได้เวเนโต (1866) และโรม (1870) กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจการเมือง-วัฒนธรรม
8. 8) สหราชอาณาจักร (1707) — กฎหมายสหภาพทำให้อังกฤษ + สกอตแลนด์ กลายเป็น “บริเตนใหญ่” (ภายหลังรวมไอร์แลนด์เหนือเป็นสหราชอาณาจักร) จุดแข็งคือโครงสร้างสหภาพที่เปิดพื้นที่อัตลักษณ์ท้องถิ่น
9. 9) แอฟริกาใต้ (1910) — รวมอาณานิคมอังกฤษ 4 แห่งเป็น “สหภาพแอฟริกาใต้” (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐ) โครงสร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ช่วยเชื่อมภูมิภาคที่ต่างกันมาก
10. 10) โรมาเนีย (1859 & 1918) — มอลดาเวีย + วาลาเคีย รวมปี 1859 และ “มหาสหภาพ” 1 ธ.ค. 1918 เมื่อทรานซิลเวเนียเข้าร่วม (ได้การรับรองในสนธิสัญญาหลังสงคราม)
11. 11) ซาอุดีอาระเบีย (1932) — รวมเฮญาซ + นัจด์ ภายใต้ราชวงศ์ซะอูด (23 ก.ย. 1932) ใช้ทั้งการทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ สถาปนารัฐชาติศูนย์กลางศาสนาและพลังงาน
12. 12) ลิเบีย (1951) — รวม 3 แคว้นประวัติศาสตร์ (ทริโปลิแทเนีย-ไซเรไนกา-เฟซซาน) เป็นราชอาณาจักรลิเบียอิสระ (24 ธ.ค. 1951) ก่อนเลิกโครงสร้างสหพันธรัฐในปี 1963

แพตเทิร์นความสำเร็จ: 7 ปัจจัยที่ซ้ำกันแทบทุกเคส
· 1) ฉันทามติ + ความชอบธรรมทางกฎหมาย — มักมีสนธิสัญญา/ประชามติ/กรอบกฎหมายชัด (เช่น เยอรมนี—Two Plus Four, แคเมอรูน—ประชามติภายใต้ยูเอ็น)
· 2) รับรองจากมหาอำนาจ/องค์กรระหว่างประเทศ — ลดความเสี่ยงปะทะเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มความแน่นอนด้านเขตแดน-ความมั่นคง
· 3) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ “แตะกระเป๋าเงิน” — บูรณาการเศรษฐกิจ-สวัสดิการ-งบชดเชย (ตัวอย่าง UAE แบ่งปันรายได้พลังงาน, เยอรมนีมีการโอนงบไปภาคตะวันออก)
· 4) ออกแบบสถาบันการเมืองที่ยืดหยุ่น — สหพันธรัฐ/เขตปกครองพิเศษ/โควตาอำนาจ เพื่อลดแรงเสียดทานอัตลักษณ์ (แทนซาเนีย, UK)
· 5) สงคราม/ความขัดแย้งต้อง “จบจริง” หรือควบคุมได้ — สันติภาพที่มีหลักประกัน ช่วยให้การรวมไม่ถูกรื้อใน 3–5 ปีแรก (เวียดนามหลัง 1975)
· 6) เล่าเรื่องชาติแบบ “รวม ไม่ลบ” — สัญลักษณ์/แบบเรียน/วัฒนธรรมที่ยอมรับความต่าง สร้างความภาคภูมิใจร่วม ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่ง “แพ้แล้วหายไป”
· 7) แผน 100 วัน–1 ปี–5 ปี ที่ตรวจสอบได้ — Roadmap รวมกฎหมาย/ดิจิทัลไอดี/ภาษี/แรงงาน/พรมแดน/บริการสาธารณะ พร้อม KPI และงบประมาณ

เทียบกับ “รวมไม่รอด/ไปต่อยาก”: บทเตือนใจสั้น ๆ
• สหพันธ์ที่อายุสั้น: สหภาพอียิปต์–ซีเรีย (UAR, 1958–61), เซอร์เบีย–มอนเตเนโกร (2003–2006)
• บทเรียนร่วม: ขาดดุลอำนาจรุนแรง, ไม่มีผลประโยชน์ร่วมที่แตะชีวิตประจำวัน, ไม่ได้ฉันทามติจากฐานสังคม, โครงสร้างสถาบันไม่รับแรงสั่นสะเทือน

เช็กลิสต์ “ถ้าจะรวมให้สำเร็จ” (ฉบับผู้กำหนดนโยบาย)
· วัดอุณหภูมิสังคมด้วยโพลหลายสำนัก + เวทีรับฟังความเห็นที่โปร่งใส
· ทำ Term Sheet การรวม: งบชดเชย, ภาษี, ทรัพยากร, อำนาจท้องถิ่น, กระบวนการยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน
· ขอ “กรอบรับรอง” ระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น (สนธิสัญญา/คำประกาศร่วม)
· สื่อสาร value proposition ที่จับต้องได้: รายได้ต่อหัว, สวัสดิการ, การเดินทาง/ค้าขายที่ดีขึ้น
· ทำ Integration PMO กลาง + Dashboard KPI สาธารณะภายใน 100 วัน

ปิดท้าย: การ “รวมชาติ” ไม่ใช่การต่อชิ้นส่วนภูมิศาสตร์ แต่คือการต่อ “ความยินยอมพร้อมใจ” ผ่านกฎหมาย สถาบัน การกินดีอยู่ดี และเรื่องเล่าร่วมของผู้คน เคสที่สำเร็จจึงมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่ยากมาก: ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไร และรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐใหม่แค่ไหน

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

ปูตินลั่นตอบโต้แน่!! หาก ‘สหรัฐฯ-ชาติตะวันตก’ เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำรัสเซียยังยึดสนธิสัญญา ห้ามทดสอบโดยสมบูรณ์ (CTBT)

(6 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศว่ารัสเซียจะ “ตอบโต้ทันที” หากประเทศใดกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยระบุว่า หากสหรัฐหรือชาติภาคีในสนธิสัญญาเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ รัสเซียก็จะต้องดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาดุลทางยุทธศาสตร์

ปูตินได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีใน “สนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์” (CTBT) อย่างเคร่งครัด จนกว่าชาติอื่นจะละเมิดข้อตกลงก่อน

คำประกาศของปูตินมีขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศอื่นก็ทำอยู่เช่นกัน” ซึ่งปูตินมองว่าเป็น “เรื่องจริงจัง” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่าได้วิเคราะห์ถ้อยคำจากผู้นำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการทดสอบนิวเคลียร์แล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันได้ส่งหนังสือกลับมอสโก เพื่อรายงานและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญา CTBT และจะไม่เริ่มทดสอบก่อนใครอย่างแน่นอน

สิงคโปร์ขอนำร่อง!! ส่งเสริม ‘กีฬาทางปัญญา’ เข้าระบบรัฐ เพื่อให้กีฬาเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก หลังได้แรงหนุนจากภาคการศึกษา และประชาชนพร้อมมีส่วนร่วมผลักดัน

สิงคโปร์เดินหน้าส่งเสริม 'กีฬาทางปัญญา' (mind sports) อย่างจริงจัง ทั้งหมากรุก บริดจ์ (เกมไพ่) เว่ยฉี (โกะ) อีสปอร์ต และเซี่ยงฉี (หมากรุกจีน) ซึ่งล่าสุดสิงคโปร์จะเป็นประเทศเจ้าภาพเตรียมจัด “Asian Mind Sports Conference & Festival 2025” ในวันที่ 13–15 พ.ย. 68 ที่ศูนย์ประชุมซันเทค คอนเวนชัน พร้อมเปิดตัวนักกีฬา-สมาพันธ์ระดับเอเชีย เวทีแข่ง-เสวนา เสริมภาพลักษณ์ว่าเกมวางแผนคือ “กีฬา” ที่ต้องอาศัยวินัย สมาธิ และกลยุทธ์ไม่ต่างจากกีฬาทั่วไป

ในเชิงกฎหมาย สิงคโปร์ปรับปรุงกฎหมายที่กำกับระบบกีฬาอย่างต่อเนื่อง โดย “Singapore Sports Council (Amendment) Act 2025” ได้รับการประกาศในปลายปี 2024 ชี้ทิศทางอัปเดตโครงสร้างกำกับดูแลด้านกีฬา ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานรองรับการขยายขอบเขตนโยบายและการสนับสนุนด้านกีฬาในวงกว้างมากขึ้น แม้รายละเอียดการรับรองแต่ละชนิดกีฬายังต้องติดตามจากหน่วยงานกำกับอย่าง Sport Singapore และกระทรวง MCCY

ด้านระบบนิเวศกีฬามวลชน หน่วยงาน Sport Singapore และเครือข่าย ActiveSG สื่อสารต่อเนื่องว่ากีฬาทุกประเภท กีฬาทางปัญญา จะถูกผลักดันให้เข้าถึงได้และปลอดภัย มีสนาม-โปรแกรมฝึกและการแข่งขันในชุมชน ช่วยต่อยอดจากเวทีกีฬาระดับชาติสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

“การลงทุนในกีฬาในโรงเรียนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้กีฬาทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของสิงคโปร์” นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

สำหรับ eSports ปัจจุบันสมาคมอีสปอร์ตสิงคโปร์ (SGEA) ทำหน้าที่เป็น National Sports Association และเปิดคัดตัวทีมชาติสำหรับซีเกมส์ ขณะที่สถานะ “การรับรองเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ” ยังเป็นประเด็นที่สื่อเฉพาะทางระบุว่ายังต้องติดตามท่าทีรัฐต่อไป ทว่าแนวโน้มโดยรวมของประเทศคือการบูรณาการกีฬาดิจิทัลเข้ากับระบบกีฬาเดิมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังผลักดัน “กีฬาเพื่อทุกคน” และแผนแม่บทพารากีฬา (Disability Sport Master Plan) เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนเข้าถึงกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างความครอบคลุม-เท่าเทียมในระบบกีฬา ซึ่งเป็นบริบทสำคัญหากจะยกระดับกีฬาทางปัญญาให้ยั่งยืน

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับกีฬาดิจิทัลในสิงคโปร์ ผ่านการยกระดับมาตรฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ” นายลิม เทค หยิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานกีฬาแห่งสิงคโปร์ (Sport Singapore) กล่าว

ภาพรวมจึงชี้ว่า สิงคโปร์กำลัง “วางหมาก” เพื่อให้กีฬาทางปัญญาและอีสปอร์ตมีพื้นที่ที่ชัดขึ้น ทั้งเวทีแข่งขัน (ผ่านงานระดับเอเชียในสัปดาห์หน้า) โครงสร้างกำกับดูแล (กฎหมายที่อัปเดต) และระบบสนับสนุนในชุมชน (ActiveSG/MCCY) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ “กีฬายุคใหม่” ในทางนโยบายและสังคมกีฬาโดยรวม

บทสรุป
กรณีของสิงคโปร์ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาทางปัญญา (mind sports) เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการกีฬากับนโยบายรัฐและการสนับสนุนจากภาคการศึกษาและเอกชน ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากการจัดการและการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ, สมาคมกีฬา, และภาคการศึกษา เพื่อยกระดับกีฬาทางปัญญาให้เป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนในอนาคต

‘ปูติน’ วางโรดแมป!! พัฒนาเหมืองผลิต ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ดันโลจิสติกส์ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ ปั้นศูนย์การเงินในตะวันออกไกล ยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรัสเซีย

(5 พ.ย. 68) รัสเซียเดินหน้าอุตสาหกรรมแร่หายาก เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งรัฐบาลจัดทำ 'โรดแมป' พัฒนาการทำเหมืองและการผลิตแร่หายากและแร่หายากพิเศษ ภายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามถ้อยแถลงทำเนียบเครมลินที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คำสั่งดังกล่าวยังมุ่งอัปเกรดโครงข่ายขนส่งในเขตตะวันออกไกล โดยกำชับพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์โลจิสติกส์ตามแนวชายแดนจีน–รัสเซีย และเร่งโครงการเชื่อมต่อที่ด่านสะพานรถไฟ Nizhneleninskoye–Tongjiang และ Blagoveshchensk–Heihe รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำตูมันนายาไปทางเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกกำหนดให้เริ่มใช้งานในปี 2026

ในระยะยาว รัฐบาลได้รับมอบหมายให้ผลักดันการตั้งพาร์กอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำหรับเอสเอ็มอีในตะวันออกไกลและพื้นที่อาร์กติก ภายในกรอบปี 2030 เพื่อรองรับกิจการผลิตที่สอดคล้องกับเป้าหมายเทคโนโลยีระดับชาติและสร้างห่วงโซ่ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ปูตินเคยประกาศขยายเครือข่ายพาร์กอุตสาหกรรมทั่วประเทศภายในปี 2030

ด้านการเงิน ปูตินยังสั่งให้รัฐบาลร่วมธนาคารกลางรัสเซียจัดทำข้อเสนอพัฒนาศูนย์การเงินในตะวันออกไกล โดยใช้ 'Eastern Exchange' เป็นฐาน ทั้งด้านช่องทางระดมทุน กรอบกำกับดูแล และแรงจูงใจเพื่อดึงดูดเงินทุนและการจดทะเบียนหุ้นของบริษัทในประเทศ

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มเลิกจ้างคน งานหลังบ้าน–คอลเซ็นเตอร์ โดนก่อน ซีอีโอดังยืนยัน AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ยึดครอง แต่บางตำแหน่งงานจะหายไปจริง!!

บริษัทยักษ์ใหญ่ “ลดพึ่งคน หันพึ่ง AI” คลื่นเปลี่ยนงานครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังขยับจาก “คนทำงานทุกขั้นตอน” ไปสู่ “คนกำกับ แต่ใช้ AI ลงมือ” งานที่โดนก่อนคือหลังบ้าน (เอกสาร การเงิน HR) งานบริการลูกค้า งานสรุปข้อมูล และการเขียนโค้ดบางส่วน เพราะ AI ทำได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด และยังได้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ

ทำไมบริษัทถึงเร่งใช้ AI 
เหตุผลหลักมีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทำให้บริษัทขยายบริการได้ทันทีข้ามประเทศ โดยผู้บริหารจำนวนมากยอมรับว่าบางบทบาท “ถูกออกแบบใหม่” หรือ “ถูกแทนที่บางส่วน” แล้ว 

ตัวอย่างชัดคือ IBM บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่ชะลอการจ้างงานหลังบ้านและประเมินว่างานกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงจากซีอีโอ “AI คือผู้ช่วย…และบางงานจะหายไป”
อาร์วินด์ คริชนา (Arvind Krishna) ประธานและซีอีโอของ IBM เคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ผมมองเห็นว่างานหลังบ้านราวส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติภายในห้าปี” 

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวว่า “Copilot (ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย Microsoft) คือหมวดใหม่ของคอมพิวเตอร์…มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและคุยกับคอมพิวเตอร์โดยตรง แนวคิดคือเพิ่มผลิตภาพทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ลดคนในทีมใดทีมหนึ่ง”

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานบริหารของบริษัท Google กล่าวว่า “AI จะยังไม่มาแทนนักพัฒนา มันเป็นแค่ตัวเร่งให้ทีมทำงานได้มากขึ้นดีขึ้น และเรายังต้องจ้างวิศวกรต่อไป”

เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Nvidia กล่าวว่า “ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็น ‘ภาษามนุษย์’…ทุกคนจึงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้”

ข้อดี–ข้อเสียที่ต้องรับมือ 
ด้านบวกคือความเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นงานที่ลดลง และคุณภาพที่สม่ำเสมอในชิ้นงาน แต่ความเสี่ยงก็ชัด ข้อมูลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ถ้าไม่มีคนตรวจ ความลับองค์กรมีโอกาสรั่วไหล ตลอดจนแรงงานบางกลุ่มที่ต้อง “รีสกิล” ไปสู่การเพิ่มค่าจ้าง เช่น กำกับคุณภาพโมเดล ออกแบบพร็อมพ์ และวางเวิร์กโฟลว์ที่ปลอดภัย

ผลกระทบกับไทย 
โครงสร้างพื้นฐานมา งานใหม่มา กติกากำลังตาม ไทยกำลังได้ฐานรองรับ AI ระดับโลก 

AWS เปิดรีเจียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ม.ค. 2025) พร้อมแผนลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดหนุนการจ้างงานช่วยจีดีพีเพิ่มขึ้น

Microsoft ประกาศลงทุนคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในไทย พร้อมโครงการอัปสกิลคนไทยกว่า 100,000 คน (พ.ค. 2024)

Google ประกาศลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รีเจียนในไทยวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ก.ย. 2024) เสริมความสามารถด้าน AI ของประเทศ

TikTok เตรียมลงทุนโครงการโฮสติงข้อมูลในไทยราว 126.8 พันล้านบาท หนุนดีมานด์ดาต้า–AI เพิ่มขึ้นอีกระลอก (อนุมัติโดยบีโอไอ ม.ค. 2025)

ผลลัพธ์คือ องค์กรไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น เห็นการนำไปใช้จริงในธนาคาร โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับเร่งวางแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลสำคัญ

มองไปข้างหน้า 
ทิศทางที่เป็นจริงที่สุดตอนนี้คือ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน” บริษัทที่ได้เปรียบคือบริษัทที่เลือกโจทย์ถูก (งานรูทีน วัดผลได้เร็ว) วางรั้วกำกับตั้งแต่วันแรก และลงทุนรีสกิลทีมให้สั่งงาน–ตรวจทาน–เชื่อม AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์เดิม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกำลังลงหลักในไทย หน้าต่างโอกาสก็เปิดกว้าง—คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ AI ไหม” แต่คือ “จะเริ่มตรงไหนและกำกับอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ไวที่สุด”

สตาร์บัคส์จับมือโปยู่!! ตั้งบริษัทร่วมทุน ขยายธุรกิจสินค้าปลีกที่จีน บุกเมืองรอง–เร่งสเกล ขยายสาขาในจีน 20,000 แห่ง

(5 พ.ย. 68) สตาร์บัคส์ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boyu Capital ในจีน เพื่อขยายธุรกิจกาแฟอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าขยายสาขารวมเป็น 20,000 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีราว 8,000 สาขา พร้อมตั้งสำนักงานใหญ่ร่วมที่นครเซี่ยงไฮ้

ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ สตาร์บัคส์กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในพื้นที่ของโปยู่จะช่วยให้เราขยายสู่เมืองระดับรองและภูมิภาคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น” ขณะที่อเล็กซ์ หว่อง หุ้นส่วน Boyu Capital ระบุว่า “แบรนด์สตาร์บัคส์มีสายสัมพันธ์แข็งแกร่งกับผู้บริโภคจีนตลอด 26 ปี การร่วมทุนครั้งนี้จะต่อยอดนวัตกรรมและความสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น”

ข้อตกลงนี้เปิดทางให้ Boyu Capital ถือหุ้นได้สูงสุด 60% ในกิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีน ขณะที่สตาร์บัคส์ถือ 40% และยังคงควบคุมสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด เพื่อรักษาคุณภาพแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า

มูลค่ากิจการค้าปลีกสตาร์บัคส์ในจีนได้รับการประเมินที่ราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าของเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันและกฎระเบียบเฉพาะของจีน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบร้านที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น รวมถึงบริการดิจิทัลเพื่อรองรับผู้บริโภคจีน

สตาร์บัคส์เริ่มดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 1999 ขณะที่ Boyu Capital ก่อตั้งในปี 2011 ทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนทางเลือกที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานแบรนด์สากลกับทุนท้องถิ่นเพื่อเร่งการเติบโตในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top