Monday, 19 October 2026
WORLD

จีนเปิดสตูดิโอภาพเสมือน!! สตูดิโอหน้าจอ LED ใหญ่ที่สุด สร้างภาพเรียลไทม์ฟุตบอลฮ่องกง ลดต้นทุนและเวลาในงานถ่ายทำ ยกระดับประสิทธิภาพอุตสาหกรรม

(24 ก.พ. 69) สตูดิโอถ่ายทำภาพเสมือนจริงในมณฑลเจ้อเจียงของจีน เปิดใช้จอ LED โค้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตร ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับฉายภาพสนามกีฬาและผู้ชมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผสมผสานภาพเสมือนและองค์ประกอบทางกายภาพเข้าด้วยกัน

'หนิวชง' ผู้ประสานงานโครงการของบริษัท 'เวอร์ซาไทล์ มีเดีย' เปิดเผยว่าฐานการผลิตภาพเสมือนจริงนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยระบุว่า "การใช้ฐานผลิตภาพเสมือนจริงตอบโจทย์ด้านความคิดสร้างสรรค์และช่วยให้ผู้ผลิตภาพยนตร์หันมาใช้ AI กันมากขึ้น"

นอกจากนี้ สตูดิโอถ่ายฉากน้ำในมณฑลเจียงซูใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะจำลองคลื่นขนาดใหญ่และความลึกในการถ่ายทำได้อย่างสมจริง รวมถึงโรงงานผลิตฉากดิจิทัลในนครฉงชิ่งประยุกต์ระบบอัตโนมัติสลับฉากรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างมาก

สมาคมนักเขียนวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีนชี้ว่า การนำ AI เข้ามาใช้ในงานผลิตภาพยนตร์ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังปฏิวัติกระบวนการทำงาน เสริมประสิทธิภาพและความชาญฉลาดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนในอนาคต

ที่มา : Xinhua

เกมสื่อระดับรัฐกลับมา? เวที Moscow–Islamabad เชื่อมสัมพันธ์รัสเซีย–ปากีสถาน ยันสร้างสะพานสื่อสารแน่นแฟ้น ผลักดันทูตประชาชนสู่ประชาชน

(24 ก.พ. 69) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน 'ชาห์บาซ ชารีฟ' เตรียมเยือนนครมอสโกอย่างเป็นทางการระหว่าง 3–5 มีนาคม 2569 โดยก่อนวันเยือนจะมีการจัดงาน "Media Forum Moscow–Islamabad" เพื่อสร้างสะพานการสื่อสารระหว่างรัสเซียกับปากีสถานให้เข้มแข็งขึ้น

เวทีนี้ต่อยอดจากการประชุม First Russia–Pakistan Eurasian Forum ที่กรุงมอสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยมีสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศจากทั้งสองประเทศเป็นผู้จัด งานดังกล่าวย้ำบทบาทของการทูตประชาชนสู่ประชาชน (P2P diplomacy) ซึ่งได้รับการผลักดันโดย ดร. ร็อกโซลานา ซิกอน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้อำนวยการศูนย์วิจัย "diplomacy of the nations, partnership of civilizations"

งานนี้ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Rossiya Segodnya Media Group กรุงมอสโก มีผู้แทนสื่อหลักๆ เช่น Associated Press of Pakistan (APP) ร่วมกับนักการทูตและนักวิชาการจากรัสเซียและปากีสถาน หลายเซสชันจะพูดถึงความท้าทายโลก ความสัมพันธ์ทวิภาคี และแนวโน้มวารสารศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิเคราะห์ชั้นนำจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม

การประชุมได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำรัสเซีย กระทรวงสารสนเทศปากีสถาน รวมทั้งสถาบันวิชาการสำคัญและสถาบันคลังสมอง การประชุมมุ่งหวังให้เกิดการออกแบบวิสัยทัศน์และบทสนทนายุทธศาสตร์ใหม่ระหว่างสองชาติ ช่วยสร้างพื้นฐานความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน กลายเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ในภูมิภาคยูเรเชีย

"เราต้องการสร้างสะพานสื่อสารที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อผลักดันบทสนทนาเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและปากีสถาน" ดร. ร็อกโซลานา กล่าวในงานแถลงก่อนหน้าเหตุการณ์

ที่มา : Sputnik

วันชาติบรูไน 23 กุมภาพันธ์ ครบรอบ 42 ปี: ประเทศเล็กที่ “เดินนิ่ง” แต่ไปไกล และสิ่งที่ไทยควรเรียนรู้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันชาติบรูไน” (Hari Kebangsaan) วันที่ชาวบรูไนใช้รำลึกถึงการประกาศเอกราชและการยืนบนขาของตนเองในเวทีโลก ซึ่งปี 2026 นี้เท่ากับครบรอบ 42 ปี (นับจากปี 1984) ของการเป็นรัฐเอกราชอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ถ้าเรามองบรูไนแค่มุม “ประเทศน้ำมัน” เราจะพลาดบทเรียนสำคัญที่สุดของเขา…บทเรียนของ “ความต่อเนื่อง” ที่ทำให้ประเทศเล็กสามารถรักษาเสถียรภาพ วางระบบ และต่อรองบนเวทีโลกได้อย่างมีน้ำหนัก

จุดเริ่มต้นของบรูไน: จากอาณาจักรการค้า สู่รัฐสมัยใหม่
บรูไนมีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะศูนย์กลางการค้าและอำนาจทางทะเลในเกาะบอร์เนียว ก่อนจะพัฒนาเป็น “สุลต่านแห่งบรูไน” ที่มีบทบาทเด่นในภูมิภาค โดยช่วงรุ่งเรืองสำคัญอยู่ราวศตวรรษที่ 15–16 ซึ่งอิทธิพลแผ่ไปตามชายฝั่งบอร์เนียวและบางส่วนของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในยุคนั้น

จากนั้นบรูไนเผชิญช่วง “ขาลง” ของอำนาจในศตวรรษที่ 17–19 จากปัจจัยทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า และแรงเสียดทานภายใน จนท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษในปี 1888 และถูกจัดระบบบริหารแบบ “Resident” (ที่ปรึกษา/ผู้บริหารอังกฤษ) ในปี 1906

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บรูไนถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครอง (เริ่มโจมตีปลายปี 1941) ก่อนจะถูกปลดปล่อยในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญต่อโครงสร้างรัฐและความคิดเรื่องการปกครองสมัยใหม่

หลังสงคราม บรูไนค่อย ๆ ขยับสู่การปกครองตนเองมากขึ้น—มีรัฐธรรมนูญปี 1959 ที่ทำให้การบริหารภายในประเทศเป็นของบรูไนมากขึ้น (ขณะที่อังกฤษยังดูแลต่างประเทศ/ความมั่นคงบางส่วน) และปี 1962 เกิดเหตุการณ์กบฏ/การลุกฮือช่วงสั้น ๆ (Brunei Revolt) ซึ่งถูกปราบลง และส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะยาว

จุดเปลี่ยนใหญ่คือสนธิสัญญากับอังกฤษในปี 1979 ที่ปูทางไปสู่เอกราชเต็มรูปแบบ และในที่สุดบรูไนประกาศเอกราชวันที่ 1 มกราคม 1984 ก่อนจะ “ถือธรรมเนียมฉลองวันชาติ” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี

หลังเอกราช บรูไนเดินเกมต่างประเทศเร็วและชัด: เข้าร่วม ASEAN เมื่อ 7 มกราคม 1984 และเป็นสมาชิก United Nations ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูตมากขึ้น

แล้ว “คนไทยต้องเรียนรู้อะไร” จากบรูไน?
1) เป้าหมายประเทศต้องชัด และต้องทำต่อเนื่อง
บรูไนมีกรอบวิสัยทัศน์ระดับชาติอย่าง Vision 2035 วางเป้าหมายตรงไปตรงมาเรื่องคุณภาพคน คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน—สำคัญไม่ใช่ชื่อแผน แต่คือ “ความต่อเนื่องของรัฐ”

2) ประเทศเล็กไม่ได้แปลว่าเสียงเบา ถ้าเดินเกมต่างประเทศเป็น
บรูไนรีบ “ปักหมุด” บนเวทีภูมิภาคและโลกทันทีหลังเอกราช—เข้าร่วมอาเซียนและยูเอ็นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูต

3) ทรัพยากรเป็นทุนตั้งต้นได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นกับดัก
บรูไนเติบโตจากน้ำมันและก๊าซ แต่แก่นที่น่าคิดคือการเอารายได้ไปวางระบบรัฐและคุณภาพชีวิต จนรัฐสามารถบริหารแบบ “มั่นคง” ได้ยาว ๆ

4) วิกฤตในประวัติศาสตร์คือบททดสอบความเป็นรัฐ
บรูไนผ่านยุคอารักขา ผ่านสงคราม ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน—แต่รัฐเลือก “ล็อกทิศทาง” แล้วเดินต่อด้วยความมีระเบียบ

5) ความต่อเนื่องของผู้นำ = ความต่อเนื่องของนโยบาย (แต่ต้องมีระบบรองรับ)
บรูไนถูกนำโดย Sultan Hassanal Bolkiah มายาวนาน ซึ่งสะท้อน “เสถียรภาพแบบสถาบัน” ในบริบทของเขา บทเรียนสำหรับไทยคือควรมี “ระบบ” ที่ทำให้นโยบายสำคัญไม่สะดุดทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยนหน้า

6) อัตลักษณ์ชาติที่ชัดช่วยให้รัฐสื่อสารทิศทางได้ตรงกัน
บรูไนวางกรอบอัตลักษณ์รัฐชัด (เช่นแนวคิด Malay Islamic Monarchy) ทำให้การสื่อสารของรัฐมีแกนเดียวกัน บทเรียนสำหรับไทยคืออัตลักษณ์ควรเป็นพลังรวม ไม่ใช่ชนวนแยก

พายุหนาวถล่ม!! ซีหลินกัวเล่อเผชิญหิมะตกหนัก อุณหภูมิลดต่ำแตะ -25 องศา รถชนและติดค้างหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งอพยพคน

(23 ก.พ. 69) หลายพื้นที่ในแคว้นซีหลินกัวเล่อ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน ประสบเหตุหิมะตกหนักและลมแรงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำถึง -25 องศาเซลเซียส พร้อมลมแรงระดับ 10 และทัศนวิสัยไม่เกิน 10 เมตร

รายงานระบุว่าพายุหิมะครั้งนี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนรวมถึงยานพาหนะและประชาชนติดค้างอยู่หลายนาทีในสภาพอากาศเลวร้าย หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นได้เร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อย้ายผู้ประสบภัยไปสู่พื้นที่ปลอดภัย และปัดกวาดหิมะออกจากถนนเพื่อเปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่ได้ชี้แนะให้ยานพาหนะออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นระเบียบเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ซ้ำ และย้ำว่า "สถานการณ์พายุหิมะยังคงรุนแรง และขอให้ทุกคนระมัดระวัง"

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของแคว้นซีหลินกัวเล่อในการรับมือสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นประจำ

ที่มา : Xinhua

ดราม่ามิวนิกเดือด!! เวทีความมั่นคงกลายเป็นเวทีปะทะ ‘เซเลนสกี’ แซะ “ออร์บานพุงโต” เครมลินถือโอกาสชูมารยาท ‘ปูติน’ หลัง ‘เซเลนสกี’ เปิดศึกวาจาออร์บานที่มิวนิก

(23 ก.พ. 69) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินของรัสเซีย ชี้แจงว่าประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' มักทำตัวอยู่ในกรอบความเหมาะสม ไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหรือก้าวร้าวต่อผู้นำประเทศอื่น

การแถลงนี้มีขึ้นในการออกอากาศรายการ "Moscow. Kremlin. Putin" เมื่อวันอาทิตย์ โดยเปสคอฟถูกสอบถามถึงถ้อยคำที่ 'โวโลดีมีร์ เซเลนสกี' ประธานาธิบดียูเครนใช้กับสื่อมวลชน ซึ่งมีลักษณะเชิงดูหมิ่น

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ 'เซเลนสกี' กล่าวพาดพิงและดูถูกนายกรัฐมนตรีฮังการี 'วิกตอร์ ออร์บาน' ว่า "กำลังทำให้พุงใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ทำให้กองทัพแข็งแกร่งขึ้น" ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง 'ออร์บาน' ตอบโต้โดยย้ำว่ากับถ้อยคำลักษณะนี้ 'ยูเครน' จะไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพยุโรปได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลายระหว่างผู้นำระดับโลกในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน

ที่มา : Sputnik

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล

พันธุกรรมชี้ผลน้ำหนัก งานวิจัยเผยยีนมีผลต่างกันตามช่วงวัย ติดตาม BMI ตามเวลาเผยอิทธิพลยีนต่ออัตราโต เชื่อมโยงโรคหัวใจเบาหวาน พ่อแม่ควรเฝ้าระวังการเจริญเติบโต

(20 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเผยผลศึกษาจากข้อมูล "เด็กยุค 90" ของมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของพันธุกรรมต่อน้ำหนักเด็กอายุ 1-18 ปี จำนวน 6,291 คน การศึกษานี้จำลองรูปแบบส่งผลพันธุกรรมต่อค่าดัชนีมวลกายตามวัย เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต
.
หวังเกิง นักวิจัยหลักเผยผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่า "การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเด็กตามเวลา แทนการดูเพียงช่วงอายุเดียว ช่วยให้เห็นผลของยีนต่ออัตราการเติบโต" ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กน้ำหนักเพิ่มต่างกันได้ ซึ่งพ่อแม่มักกังวลเมื่อลูกน้ำหนักขึ้นเร็วหรือพัฒนาการไม่เหมือนเพื่อน
.
นักวิจัยระบุว่ายีนบางกลุ่มมีอิทธิพลแตกต่างกันในแต่ละวัย โดยค่าดัชนีมวลกายช่วงวัยทารกและวัยรุ่นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจในผู้ใหญ่ ขณะที่ความแตกต่างน้ำหนักเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงโรคอ้วนตลอดชีวิต
.
นิโคล วอร์ริงตัน นักวิจัยอาวุโสชี้ว่า "พันธุกรรมมีส่วนประมาณหนึ่งในสี่ในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเด็ก" และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคอ้วนและการติดตามเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละวัย
.
งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมและการเจริญเติบโตของเด็กยุคใหม่มากขึ้น พร้อมสนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
.
ที่มา : Xinhua

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik

จีนฟื้นระบบนิเวศแยงซี ลุ่มแยงซีหยุดวิกฤตปลาเสื่อม 70 ปี คำสั่งห้ามประมง 10 ปี มีผลชัด นักวิจัยชี้เป็นแรงขับหลัก ฟื้นระบบนิเวศขั้นต้นสำเร็จ

(21 ก.พ. 69) วารสารไซแอนซ์รายงานการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า คำสั่งห้ามทำประมงในลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนเป็นเวลานาน 10 ปี ส่งผลให้การลดลงของทรัพยากรปลาอันยาวนานกว่า 70 ปีหยุดชะงักและเกิดการฟื้นฟูทางนิเวศวิทยาขั้นต้นอย่างเห็นได้ชัด

จีนประกาศห้ามประมงในพื้นที่อนุรักษ์ของลุ่มแม่น้ำแยงซีจำนวน 332 แห่งในเดือนมกราคม 2020 และขยายมาตรการห้ามทำประมงตามลำน้ำหลักและสาขาหลักของแม่น้ำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 คณะนักวิจัยจากสถาบันอุทกชีววิทยาแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนพร้อมนักวิจัยในและต่างประเทศ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมระหว่างปี 2018-2023 พบว่าชีวมวลปลาคุณภาพดีขึ้น มีความหลากหลายของสายพันธุ์เพิ่มขึ้น และประชากรปลาบางสายพันธุ์ เช่น "ปลาลิ้นหมา" เพิ่มจำนวนขึ้น พร้อมขยายพื้นที่อยู่อาศัย

เดือนมกราคม 2026 รายงานจำนวนตัวโลมาหัวบาตรหลังเรียบแยงซีเพิ่มเป็น 1,426 ตัว จากเดิม 1,249 ตัวในปี 2022 ซึ่งโลมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสภาพแวดล้อมนิเวศวิทยาแม่น้ำแยงซี คณะนักวิจัยระบุ "คำสั่งห้ามทำประมงเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นฟูนิเวศขั้นต้น" พร้อมปัจจัยช่วยอื่นๆ เช่น การลดปริมาณการเดินเรือ แนวกันชนพืชพรรณริมแม่น้ำ และคุณภาพน้ำที่ดีขึ้น

กรณีศึกษานี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศแม่น้ำใหญ่สำคัญ และแสดงถึงความสำคัญของนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับชาติ เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต

ที่มา : Xinhua

อ่านเกมผ่านเลนส์สายโปรจีน เมื่อ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้วิธี ‘เงียบ’ หลังข่าวปลดบิ๊กทหาร

ข่าวการปรับ/ปลดและการสอบสวนผู้นำกองทัพจีนระดับสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงต้นกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) — และทำไมผู้นำสูงสุดอย่าง “สี จิ้นผิง” ดูเหมือนจะ ‘เงียบ’ ไม่ออกมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ “สายโปรจีน” ความเงียบนี้ไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง กลับเป็นรูปแบบการคุมเกมแบบปักกิ่ง: ผู้นำพูดให้น้อยที่สุด แล้วให้ “สถาบัน” และ “ถ้อยคำกลางของพรรค-กองทัพ” พูดแทน เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปในกรอบเดียวกัน

1) ข่าวปลด/สอบสวนบิ๊กทหาร: ปักกิ่งประกาศผ่านช่องทางทางการ ไม่ให้ข่าวลือคุมพื้นที่
สื่อและหน่วยงานทางการจีนรายงานว่า มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสองราย—พลเอก จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) ผู้บัญชาการฝ่ายเสนาธิการร่วม—ด้วยข้อกล่าวหา “ละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายอย่างร้ายแรง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดี (ตามถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนและรายงานของสื่อหลัก)

ด้านการรายงานจากสื่อสากลชี้ว่า ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ มักมีสัญญาณ ‘เงียบ’ เช่น การหายไปจากงานสาธารณะ และการไม่ปรากฏรายชื่อ/บทบาทในกิจกรรมสำคัญ ก่อนจะตามมาด้วยคำว่า ถูกปลดหรือถูกสอบสวน—ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในระบบการเมืองจีนที่เน้นความเป็นเอกภาพของภาพลักษณ์รัฐ

2) เลนส์สายโปรจีน: “สงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ” เพื่อความพร้อมรบ และความเป็นเอกภาพของพรรคเหนือกองทัพ
ใจความสำคัญของฝั่ง “สื่อทางการ/สื่อใกล้รัฐ” คือการวางกรอบว่า นี่คือการเดินหน้าต่อสู้คอร์รัปชันให้ถึงที่สุดในกองทัพ—ไม่ใช่ดราม่าการเมืองรายคน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily (เผยแพร่ผ่าน Xinhua และถูกนำเสนอโดย Global Times และ China Daily) เน้นว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกขอบเขต’ และ ‘ไม่ยอมให้มีความอดทนต่อคอร์รัปชัน’ พร้อมโยงไปถึงเป้าหมาย “ทำให้กองทัพสะอาด เข้มแข็ง และพร้อมรบ”

ประเด็นที่ชัดที่สุดในกรอบทางการคือคำว่า “ระบบความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธาน CMC” (CMC chairman responsibility system) ซึ่งถูกย้ำว่าเป็นแกนของการคุมวินัยและการบังคับบัญชา—พูดตรงๆ คือ ยืนยันหลักการว่า ‘พรรคต้องนำกองทัพ’ และกองทัพต้องเชื่อฟังศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด

3) ทำไมสี จิ้นผิง ‘เงียบ’: ความเงียบแบบปักกิ่งคือการคุมกรอบ ไม่เปิดช่องตีความ
ในกรอบการสื่อสารแบบจีน ผู้นำสูงสุดไม่จำเป็นต้อง ‘แถลงทุกครั้ง’ แต่จะให้ “องค์กร” พูดแทน—กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการวินัย, หนังสือพิมพ์กองทัพ—เพื่อทำให้ข้อความมีน้ำหนักเป็น “ฉันทามติของระบบ” ไม่ใช่ ‘ความเห็นส่วนตัว’

ความเงียบยังมีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น: (1) ปิดช่องทางข่าวกรอง—ไม่ให้คู่แข่งอ่านโครงสร้างรอยรั่ว (2) คุมความเชื่อมั่นภายใน—ลดแรงสั่นสะเทือนในหมู่กำลังพล (3) ล็อกกรอบความหมาย—ให้สังคมตีความไปในทาง “วินัย-ความสะอาด-ความพร้อมรบ” มากกว่าการต่อรองอำนาจ

สื่อทางการยังผูกเรื่องนี้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนา ‘กองทัพระดับโลก’ และเส้นทางแผนพัฒนา (เช่น การเดินหน้าตามกรอบแผน 5 ปี) เพื่อทำให้ภาพรวมเป็นเรื่อง “การยกระดับรัฐ” มากกว่าข่าวฉับพลันรายวัน

4) มุมเสริมจากภายนอก: ทำไมข่าวนี้ทำให้โลกจับตา
แม้กรอบสายโปรจีนจะย้ำ ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ แต่สื่อสากลจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับ/ปลดระดับสูงที่ต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างบัญชาการยิ่งลับและรวมศูนย์มากขึ้น และอาจกระทบความต่อเนื่องของการปฏิรูปกองทัพ

Reuters วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวระดับสูงทำให้คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งปกติเป็นกลไกบัญชาการหลักมีความ ‘บาง’ ลง และทำให้ต่างชาติติดตามยากขึ้นว่าใครเป็นคนตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภายใต้เลนส์สายโปรจีน ข้อสรุปจะกลับไปที่ประโยคเดียว: ‘กำจัดปัญหาเพื่อให้กองทัพพร้อมรบ’ และย้ำว่า ความเด็ดขาดของการลงโทษคือหลักประกันความมั่นคงของรัฐ

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น

นักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 15-20% ชาวจีนบินตรง “หนานหนิง-กรุงเทพฯ” จากกลับภูมิลำเนาสู่เที่ยวต่างแดน เที่ยวไทยฉลองตรุษจีน สะท้อนกระแสตรุษจีนเที่ยวไทยพีค

(20 ก.พ. 69) ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตกว่างซีจ้วงของจีน มีบรรยากาศคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2026 โดยผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางตรงไปยังประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่จากเดิมที่เน้นกลับภูมิลำเนา เป็นเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทยและเส้นทางบินที่สะดวก

บริษัททัวร์ในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ช่วงหยุดยาว 9 วันปีนี้ช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะครอบครัว เดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังคำกล่าวของ 'ถานซูถิง' จากหนานหนิงที่บอกว่า "ปกติเฉลิมฉลองในบ้านและเยี่ยมญาติ แต่ปีนี้พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย" แสดงถึงความนิยมในอากาศอบอุ่นและความสะดวกสบาย

เที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวประเมินว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปไทยช่วง 13-22 ก.พ. ราว 350,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 15-20% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนักท่องเที่ยวใหม่แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจีนประจำที่เดินทางมาไทยเพื่อหนีอากาศหนาว พบปะญาติที่อาศัยในไทย สถานการณ์บ่งบอกการเติบโตของการท่องเที่ยวสองทางและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างไทย-จีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ พร้อมโจมตี!! กองทัพอาจเริ่มปฏิบัติการกับอิหร่านได้เร็วสุด สัญญาณกดดันอิหร่านชัดขึ้น อิหร่านสวนกลับคำเตือนสหรัฐฯ หากเกิดโจมตี จะมีการตอบโต้ทันที

(20 ก.พ. 69) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสูงสุดของสหรัฐฯ แจ้งโดนัลด์ ทรัมป์ว่า กองทัพอเมริกันอาจพร้อมเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านได้เร็วสุดตั้งแต่วันเสาร์นี้ แต่ยังไม่มีการอนุมัติแผนอย่างเป็นทางการ รายงานเผยว่าปัญหาอิหร่านเป็นวาระหลักการประชุม"ห้องสถานการณ์" ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจุบันทรัมป์ยังไม่ได้ให้ไฟเขียว แต่กำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคคาดว่าจะเข้าประจำตำแหน่งครบถ้วนภายในกลางเดือนมีนาคม ด้านเพนตากอนเริ่มโยกย้ายบุคลากรบางส่วนออกจากตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงก่อนปฏิบัติการหรือการตอบโต้จากอิหร่าน

กระทรวงกลาโหมระบุว่านี่เป็น"ขั้นตอนมาตรฐาน" ก่อนทำปฏิบัติการ ในขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมไปเยือนอิสราเอลในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

ในทางทหาร กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือคุ้มกันประจำภูมิภาค ขณะที่ USS Gerald Ford กำลังเดินทางมาเสริมความแข็งแกร่ง อิหร่านออกมาเตือนว่า "จะมีการตอบโต้" หากถูกโจมตี ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' กล่าวว่า การจมเรือบรรทุกเครื่องบินจะเป็น "การแสดงศักยภาพ" ที่แท้จริง

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตและการเตรียมความพร้อมทางทหารของทั้งสองฝ่าย

ที่มา : Sputnik

มอสโกยืนกราน!! ปูตินลั่นไม่ยอมรับการบีบคิวบาเพิ่ม ชี้สถานการณ์คว่ำบาตรกำลังตึง ย้ำรัสเซียไม่ทนแรงกดดันใหม่ สัมพันธ์สองชาติแน่นแฟ้นขึ้น

(19 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ของรัสเซีย ประกาศว่ารัสเซียมองว่า "ข้อจำกัดใหม่" ต่อคิวบาเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" โดยกล่าวขณะพบกับนาย 'บรูโน โรดริเกซ ปาร์ริยา' รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบาเมื่อวันพุธ

'ปูติน' ระบุว่า "ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาพิเศษ มีมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ เกิดขึ้น คุณก็รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เราจะไม่ยอมรับอะไรทำนองนี้อย่างเด็ดขาด" และเสริมว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคิวบากำลังพัฒนาไปในทิศทางบวก

ด้านนาย 'บรูโน โรดริเกซ ปาร์ริยา' ขอบคุณรัสเซียสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัฐบาลรัสเซีย ท่ามกลางความเข้มงวดของ "มาตรการปิดล้อม" และแรงกดดันด้านพลังงานซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนคิวบา

โดยระบุว่า "ผมขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อท่าน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ สำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัสเซียที่แสดงออกมา ท่ามกลางการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการปิดล้อมต่อคิวบา และแรงกดดันด้านพลังงาน ซึ่งกำลังก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ประชาชนของเรา และสร้างเงื่อนไขที่ยากลำบากอย่างมากต่อเศรษฐกิจของเรา"

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกที่มีต่อคิวบา ซึ่งต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงต่อประชาชนบนเกาะคิวบา

ที่มา : Sputnik

เกมในสภาปิดดีล!! “ทาคาอิจิ” ผ่านมติสองสภา ขึ้นนายกฯ คนที่ 105 ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ คะแนนเสียงถล่มทลายในรัฐสภาญี่ปุ่น กระชับความมั่นคงการเมืองและนโยบายต่อเนื่อง

(19 ก.พ. 69) ซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 105 ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ลงมติเลือกแยกกัน

ทาคาอิจิได้รับคะแนนเสียง 354 เสียงจากสภาผู้แทนราษฎร ชนะจุนยะ โอกาวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง ซึ่งได้ 50 เสียง ขณะที่ในวุฒิสภาต้องมีการลงมติรอบสองเนื่องจากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากในรอบแรก โดยรอบตัดสิน ทาคาอิจิได้รับ 125 เสียง โอกาวะ 65 เสียง

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิและคณะรัฐมนตรีได้ยื่นลาออกทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ ก่อนการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวันเดียวกัน โดยสื่อญี่ปุ่นคาดว่ารัฐมนตรีหลายตำแหน่งยังคงเดิมรวมถึงโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทาคาอิจิกล่าวว่า "เราจะเดินหน้าต่อภายใต้ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง"

คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะรักษานโยบายเดิมต่อไป โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรคือเออิสึเกะ โมริ จากพรรคเสรีประชาธิปไตย ส่วนรองประธานเป็นเคอิจิ อิชิอิ จากกลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงถึงความต่อเนื่องในรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่น

ที่มา :Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top