Tuesday, 14 July 2026
WORLD

เมื่อ Bank Run พาคนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารไปยังสินทรัพย์อื่น ส่งผลกระทบ 'รายย่อยชะลอซื้อหุ้น' หวั่นฟองสบู่ตลาดเงิน

เราจะต้องเตรียมรับมือวิกฤตฟองสบู่แตกลูกต่อไปหรือไม่ ?!? เพราะหลังจากเกิด Bank Run ขึ้นในสหรัฐฯ จนผู้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะกองทุนตลาดเงิน (Money Market Funds) ตอนนี้กลายเป็นว่าฟองสบู่ลูกใหม่ล่าสุดได้เกิดขึ้นในตลาดเงินแทนแล้ว !!!

(3 เม.ย.66) World Maker เผย Market Cap ของตลาดเงินเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่าเกือบ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ! จากที่ต้นปีอยู่เพียง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีเงินไหลเข้ามาราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ !

ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคนแห่หนีความกังวลจากภาคธนาคารมาแสวงหาผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงกว่าในตลาดการเงิน แต่เมื่อปัญหาด้านการธนาคารเริ่มบรรเทาลง และหน่วยงานกำกับดูแลได้เข้ามาควบคุมเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในระยะยาว แปลว่าการแห่เข้า Money Market Funds อาจไม่ใช่กระแสที่อยู่ได้นานหรือมั่นคง ?

โดยเฉพาะหาก FED เริ่มลดดอกเบี้ยลงหลังจากนี้ เราก็อาจได้เห็นฟองสบู่ในตลาดเงินแตกออกจากการไหลออกของเงินทุนที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้ (รวมถึงปัจจุบัน) ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใดหลังจากนี้ แต่ในระยะกลางถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะถ้าดอกเบี้ยไปถึงจุด Peak แล้ว และการทำ QT เริ่มจบลง จะหมายความว่าสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยพันธบัตร !

นอกจากนี้ ยอดเงินที่ไหลเข้าสู่ Money Market Fund เริ่มชะลอตัวลง โดยอยู่ที่ 6.15 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากประมาณ 1.26 แสนล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ หมายความว่ายอดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ที่พุ่งขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็อาจกลายเป็นฟองสบู่ที่รอวันแตก !

📌 ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากกำลังชะลอการซื้อหุ้นลง หลังจากมีการแห่ซื้อจำนวนมากในช่วงต้นปี 2023 ซึ่งทำให้การซื้อหุ้นสหรัฐฯ สุทธิของรายย่อยแตะระดับ All Time High ที่ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์

แต่หลังจากเกิดวิกฤต Bank Run ในเดือนนี้ พบว่าปริมาณการซื้อของรายย่อยได้ลดลงเกือบ -50% จาก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์เหลือเพียงประมาณ 8.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของรายย่อยได้ลดลง

ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ดูเหมือนจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นท่ามกลางวิกฤต Bank Run ในครั้งนี้ โดย Nasdaq ปิดไตรมาสแรก +17% และ S&P500 ปิดไตรมาสแรก +7.5% ซึ่งบางคนให้ความเห็นว่าเขาอาจจะพลาดโอกาสบางส่วนในขาขึ้นรอบใหญ่ ? แต่เขาต้องการปิดรับความเสี่ยงที่หุ้นอาจจะร่วงลงได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ส่วนหนึ่งของการที่นักลงทุนรายย่อยชะลอการซื้อหุ้นนั้น ก็เป็นเพราะพวกเขาได้นำเงินไปพักไว้ในที่ที่ดูปลอดภัยในระยะสั้น อย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น, Money Market Fund, บัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังจากนี้ โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยและการทำ QT ได้ไปถึงจุด Peak (อย่างที่อธิบายไปแล้วข้างต้น)

ในระยะสั้น บางคนมองว่าเรายังจำเป็นต้องระวัง After Shock จากวิกฤต Bank Run เนื่องจากผลกระทบของดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นต่อเศรษฐกิจอาจตามมาด้วยฟองสบู่ลูกอื่น ๆ ที่แตกออก ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็เพื่อทำให้เงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจชะลอตัวลง

⚠️ นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นเองอาจมีความผันผวนมากขึ้นอีกได้ทั้ง 2 ทางในระยะสั้นนี้และยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการปรับฐานได้ แม้ว่าในอนาคตระยะยาวจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่ม Zombie Company ที่อาจทยอยล้มหายตายจากไปท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ !

ปัจจุบัน Zombie Company (บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรหรือขยายธุรกิจ) คิดเป็นประมาณ 15% ของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศพัฒนาแล้ว (เพิ่มขึ้นจาก 4% ในช่วงปลายทศวรรษ 1980) ซึ่งบริษัทเหล่านี้เอาชีวิตรอดได้ในช่วงยุคดอกเบี้ยต่ำและ Easy Money เนื่องจากไม่จำเป็นต้องทำกำไรมากในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้

แต่เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงถือเป็นหายนะสำหรับกลุ่ม Zombie Company ทันที เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่มีความสามารถมากพอในการสร้างทำกำไรมาชำระหนี้ที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ย ดังนั้นจึงหมายความว่าบริษัทราว 15% ในประเทศพัฒนาแล้วกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง และบางแห่งก็อาจต้องล้มละลายหายไปเรื่อย ๆ จากวงจรการเงินที่ตึงเครียดขึ้นในรอบนี้

แน่นอนว่าหลายแห่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นเช่นกัน แต่ไม่ใช่แค่การลงทุนเท่านั้นที่บริษัทซอมบี้สามารถสร้างผลกระทบได้ เพราะในกรณีที่เกิดการล้มละลายอย่างกะทันหันของ Zombie Company มันก็อาจทำให้คนจำนวนมากตกงาน การบริโภคลดลง และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นอีก (สอดคล้องกับวิกฤต Bank Run ที่เกิดขึ้น) ซึ่งอาจผลักดันให้บริษัทอื่น ๆ เสี่ยงล้มละลายตามอีก

‘กองทัพมะกัน’ วิตก!! หลังจีน-รัสเซีย-อิหร่าน จับมือใกล้ชิดยิ่งขึ้น เผย เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ เผชิญหน้ากับมหาอำนาจนิวเคลียร์ 2 ชาติ

(2 เม.ย. 66) พล.อ.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ บอกกับสมาชิกรัฐสภาเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ว่า จีน รัสเซีย และอิหร่านจะเป็นปัญหาสำหรับอเมริกา ‘ในช่วงหลายปีข้างหน้า’ ในขณะที่ทั้ง 3 ชาติกำลังทำงานร่วมกันใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

ระหว่างให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการด้านการทหารของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ร่วมกับ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม ทาง พล.อ.มิลลีย์ เปิดเผยว่า รัสเซียและจีนกำลังร่วมมือใกล้ชิดกันมากยิ่ง

“ผมคงไม่ใช้คำว่า ‘พันธมิตรเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง’ ในความหมายที่แท้จริงของคำนั้น แต่เรากำลังเห็นพวกเขาเคลื่อนไหวใกล้ชิดกันมากขึ้น และนั่นเป็นปัญหา และจากนั้น อิหร่านก็เป็นประเทศที่ 3 ดังนั้น ผมคิดว่า 3 ประเทศเหล่านี้รวมกัน จะกลายเป็นปัญหาสำหรับหลายขวบปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียและจีน สืบเนื่องจากศักยภาพของพวกเขา” พล.อ.มิลลีย์ กล่าว

ท่ามกลางเสียงเน้นย้ำมานานหลายปีของสหรัฐฯ ว่าทั้ง 3 ประเทศได้มุ่งเน้นด้านการทหารอย่างมาก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ความตึงเครียดระหว่างอเมริกากับทั้ง 3 ชาติ ได้โหมกระพือขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือยูเครน ในการป้องกันตนเองจากการรุกรานของรัสเซีย ความตึงเครียดกับจีนได้พุ่งสูงขึ้นเมื่อไม่นานที่ผ่านมา หลังจากพบวัตถุบินต้องสงสัยว่าเป็นบอลลูนสอดแนมของจีน ล่องลอยข้ามน่านฟ้าอเมริกา ก่อนถูกเครื่องบินรบสหรัฐฯ ยิงตกนอกชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีตอบโต้พวกนักรบกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในซีเรีย หลังโดรนต้องสงสัยว่าเป็นของอิหร่าน ทำการโจมตีศูนย์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นฐานของบุคลากรสหรัฐฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สัญญาจ้างรายหนึ่งของอเมริกาเสียชีวิต และกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 5 นาย

ตามหลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ พวกนักรบได้ยิงจรวดและส่งโดรนโจมตีเพิ่มเติม เล่นงานเป้าหมายต่าง ๆ ที่เป็นของอเมริกาและบุคลากรของพันธมิตรในซีเรีย

‘หนุ่มกัมพูชา’ โปรโมตอาหาร ผ่านรายการดังของอเมริกา เจอพิธีกรทัก ‘นี่มันคล้ายอาหารไทยทั้งหมดเลยนะ’

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีผู้ใช้ติ๊กต็อกชื่อ back.rose1975 บันทึกภาพรายการ Morning News รายการดังของอเมริกาช่วงหนึ่ง ซึ่งได้เชิญเจ้าของร้านอาหารต่างๆ มาร่วมรายการเพื่อโปรโมตร้านอาหารของตัวเอง

ปรากฎว่าถึงคิวมีเจ้าของร้านอาหารกัมพูชารายหนึ่ง ชื่อ ‘Phnom Penh Noodle Shack’ ได้นำจานเด็ดของที่ร้านมาโปรโมต พร้อมอธิบายชื่อเมนูต่าง ๆ เช่น บาบา (ข้าวต้มไก่) และ จาโก้ย

ทว่า พิธีกรชายกลับถามเขาว่า “อะไรคือความพิเศษที่คุณมี นี่มันเหมือนกับอาหารไทยเกือบทั้งหมดเลยนะ” เมื่อเจ้าของร้านอาหารกัมพูชาได้ยิน จึงตอบกลับไปว่า “มันก็คล้าย ๆ กัน”

งานนี้ทำเอาทั้งชาวเน็ตไทยและกัมพูชาเข้าไปแสดงความคิดเห็นให้พรึบ เช่นว่า

“ขอบคุณที่โปรโมทอาหารไทย”
“หน้าตาเหมือนกัน”
“ผัดแขมร์”
“ดีนะไม่มีส้มตำ”
“กุมขมับเลย”
“ลุงโรเจอร์ ไฮหย่า”


ที่มา : https://www.matichon.co.th/social/news_3905463

‘ชาวจีน’ เผย ยังคงเชื่อมั่นการท่องเที่ยวใน ‘ไทย’ แม้เจอดรามา นทท.ถูกลักพาตัว-ค่าใช้จ่ายสูง

(1 เม.ย.66) สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 66 นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคม โลกอินเทอร์เน็ตจีน พบข่าวสารเชิงลบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยบ่อยครั้ง เช่น นักท่องเที่ยวถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ร้านอาหารนายแบบผู้ชายล่อลวงขโมยไต หรือเที่ยวไทยแพงไม่ไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังฟื้นฟูตัวเอง

ทว่าผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ค้นพบว่าบรรดาบริษัทการท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีนยังคงเชื่อมั่นตลาดการท่องเที่ยวของไทย และไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวจีนที่ต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้เผชิญการถูกว่าร้ายอย่างรุนแรงบนอินเทอร์เน็ตก็ตาม

‘ประเทศไทยยังคงปลอดภัย’ มัคคุเทศก์ชาวจีนแซ่ห่าว ซึ่งเพิ่งกลับจากไทยพร้อมกรุ๊ปทัวร์ชาวจีนเมื่อวันที่ 27 มี.ค. บอกกับผู้สื่อข่าว โดยห่าวที่ทำงานเป็นมัคคุเทศก์ในไทยมานานกว่า 10 ปี เผยว่าเขาเห็นประเด็นร้อนดราม่าบนอินเทอร์เน็ตพวกนั้นแล้วแต่ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร

เกาอวี้ชิง ชาวจีนในไทย เล่าว่ามีเพื่อนฝูงในจีนมาถามความจริงหลังเกิดกระแสดราม่า ซึ่งคงปฏิเสธว่าไม่มีไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นน้อยมาก โดยประเทศที่มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก ถ้ารับประกันความปลอดภัยพื้นฐานไม่ได้ คงไม่มีคนจากทั่วโลกมาเที่ยวมากมายเช่นนี้

ชายแซ่เหอจากเมืองหางโจวของมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งวางแผนเที่ยวไทยช่วงหยุดยาววันแรงงาน บอกว่าตอนเห็นข่าวดราม่าบนอินเทอร์เน็ตก็กังวลนิดหน่อยและลังเลว่าจะยกเลิกการร่วมกรุ๊ปทัวร์ดีไหม แต่พอเห็นทางการไทยออกมาชี้แจงและคุยกับเพื่อนในไทยก็เบาใจแล้ว

หยางจ่านวั่ง หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของซีทริป (Ctrip) บริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ของจีน กล่าวว่ากลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวจีน เช่น ผู้จัดการโรงแรมแชงกรีลาในเชียงใหม่ร่วมไลฟ์สดกับซีทริป เพื่อแนะนำที่เที่ยวและประสบการณ์เที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวจีน

ปัจจุบันไทยยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการจองกรุ๊ปทัวร์ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มซีทริปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่ากรุงเทพฯ และไทยยังคงเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ ของเมืองและประเทศสำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวอ้างอิงบริษัทการท่องเที่ยวหลายแห่งในเจ้อเจียง ระบุว่าไม่ค่อยมีการยกเลิกเข้าร่วมกรุ๊ปทัวร์เที่ยวไทย โดยหยางตาน รองผู้จัดการฝ่ายการท่องเที่ยวต่างประเทศของเอเจนซีแห่งหนึ่ง คาดว่าผลกระทบจากดราม่าเหล่านั้นน่าจะอยู่ไม่นาน และยอดจองการเดินทางน่าจะกลับมาปกติในเดือนเมษายน-พฤษภาคม

กลับตัวทัน!! ทิ้งชีวิตเสเพล มุ่งหน้าไขว่คว้าหาความรู้ แนะคนจะเรียนต่อสหรัฐฯ เตรียมตัวดีมีชัยกว่าครึ่ง

เหตุการณ์ระทึกใจกับเจมส์และไมเคิลเหมือนเป็นลางเตือนให้เราเปลี่ยนการใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ เราจึงตั้งปณิธานไว้ว่าเราจะเที่ยวแค่อาทิตย์ละวันแทนอาทิตย์ละหกวันเพื่อที่จะมุ่งหน้าสมัครเรียนปริญญาโท ก่อนที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนที่อเมริกาเราเรียนวิชาเอกภาษาสเปนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สมัยนั้นเด็กนักเรียนสายศิลป์ภาษามักจะนิยมเลือกเรียนคณะอักษรฯ เพราะเป็นคณะที่คะแนนสูงที่สุด เราสมัครตามเพื่อนๆโรงเรียนเตรียมอุดมฯทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้ว่าคณะนี้มีเรียนอะไรบ้าง เรารู้แต่ว่ามีเรียนภาษาต่างชาติที่เราถนัดทั้ง ๆ ที่ใจของเราอยากจะเรียนโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์มากกว่า เราเลยเลือกวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ไว้เป็นอันดับสอง นึกในใจว่าอย่างไรซะเราคงไม่ติดอันดับหนึ่งแน่ ๆ เพราะอาจารย์แนะแนวฟันธงว่าเราไม่น่าจะติดคณะอักษรฯ เพราะผลการเรียนของเราไม่สูงพอที่จะเป็นไปได้ คงเป็นเพราะแกงจืดต้มหัวปลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ทานตอนสอบเอนทรานซ์ หรือแรงตั้งใจฮึดสู้ที่อยากจะเอาชนะการคาดการณ์ของอาจารย์แนะแนว เราดันติดคณะอักษรฯ ตอนแรกๆคุณพ่อเราไม่เห็นด้วยที่เราจะเรียนภาษาต่อเพราะท่านไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาสานต่อทางธุรกิจของท่านในอนาคต ท่านเลยคะยั้นคะยอให้เราไปลองเรียนที่ ABAC ก่อนเผื่อจะชอบ ใจจริงเราไม่เคยชอบธุรกิจ แต่ขัดท่านไม่ได้จึงเรียนฆ่าเวลาไปพลางๆก่อนที่จุฬาฯ จะเปิดเทอม 

เมื่อถึงเวลาเราก็บอกท่านว่าเราอยากเรียนภาษาต่างประเทศอีกสักสี่ปีแล้วค่อยไปต่อปริญญาโทที่เกี่ยวกับด้านธุรกิจ เนื่องจากเราเรียนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนเตรียมฯมาเป็นเวลาสามปีแล้วเราเลยรู้สึกเบื่อกับมัน เราตั้งใจจะเรียนภาษาตะวันตกใหม่ๆ ตอนปีหนึ่งเราลงเรียนภาษาอิตาเลียน แต่เราใจแตกที่มีอิสระเป็นครั้งแรกที่ขับรถเองไม่ต้องมีคนขับรถของทางบ้านมารับมาส่งตามเวลา เราจึงมักจะโดดเรียนไปเดินตามห้างมาบุญครองหรือสยามเซนเตอร์ จนอาจารย์ทั้งหลายรวมทั้งอาจารย์ที่สอนภาษาอิตาเลียนไม่เคยเห็นหน้า ถึงเราสอบผ่านทุกครั้ง แต่คะแนนจิตพิสัยนั้นแทบไม่มีเลย ผลออกมาโดนแมวข่วนได้ซีตามระเบียบ 

พอถึงปีสองต้องเลือกวิชาเอก บังเอิญฟังเพลง “La Isla Bonita” ของมาดอนนาอยู่ในรถ ฟังท่อนที่นางพูดภาษาแปลกหูแต่โรแมนติกเลยถามรุ่นพี่ที่คณะจนได้คำตอบว่าที่นางพูดนั้นเป็นภาษาสเปน เราก็เลยตัดสินใจเลือกเรียน อย่างไรเราก็ละนิสัยขี้เกียจไม่ได้ เรียน ๆ โดด ๆ จนอาจารย์ที่ปรึกษาต้องเรียกไปตักเตือนว่าให้ตั้งใจเรียน มิฉะนั้นจะเรียนไม่จบ ด้วยความกลัวทางบ้านจะเสียใจ เลยขยันขึ้นมาในปีสามและปีสี่จนได้เกรดสูงขึ้นและจบปริญญาตรีภายในสี่ปี ตอนใกล้จบเราบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเราจะไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พอท่านได้ยินก็พากันค้านว่าปริญญาโทก็พอสำหรับการทำธุรกิจ แต่เรายังคงยืนกรานว่าเราอยากเรียนถึงปริญญาเอก ด้วยความรักลูกท่านทั้งสองเลยอนุญาตให้เราเรียน ตอนที่จะมาอเมริกาเรายังไม่ตัดสินใจว่าจะเรียนสายไหน แต่แล้วเหมือนหลอดไฟติดขึ้นในหัวสมองว่าเราเคยอยากเรียนโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ก่อนเข้าจุฬาฯ เราควรจะมาเรียนต่อสาขานั้นแต่มาคิดอีกทีเราไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนั้นเลย ทางมหาวิทยาลัยที่อเมริกาคงไม่รับเราเข้าเรียนแน่ ๆ เมื่อเราคิดได้เช่นนั้นเราก็เลยปรึกษากับพี่สาวดู โชคดีที่พี่เขามีเพื่อนที่ทำบริษัทประชาสัมพันธ์เขาเลยฝากฝังให้เราฝึกงานที่บริษัทนั้นก่อนที่จะเดินทางมาเรียนต่อ 

ขณะที่เราฝึกงานเป็นช่วงที่เสื้อผ้าแบรนด์เนมจากยุโรปเริ่มที่จะมาเปิดสาขาในประเทศไทยและทางบริษัทที่เราฝึกงานได้รับเลือกเป็นผู้ประสานงานและทำประชาสัมพันธ์ของเหล่าแบรนด์ต่างๆ เราเลยมีโอกาสเข้าร่วมจัดแฟชั่นและจัดหาสื่อโฆษณาจนมีผลงานสะสมไว้เพื่อเป็นหลักฐานสมัครเข้าหลักสูตรปริญญาโท 
 
อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในบทความแรกๆว่าเราสอบวัดระดับได้เรียนภาษาอังกฤษในระดับเกือบสูงสุด ช่วงนั้นทางโรงเรียนสอนภาษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Boston University สนับสนุนให้นักเรียนที่มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับสูงให้ไปลองสมัครเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้หนึ่งวิชาในตอนบ่าย แต่มีเงื่อนไขที่ว่าวิชาที่เลือกเรียนในช่วงที่เรียนภาษานั้นจะไม่นับหน่วยกิต เราเลยเลือกเรียนถ่ายภาพเพราะเป็นวิชาที่เราอยากเรียนอยู่แล้ว ตอนที่เราไปเรียนถ่ายภาพเราได้รู้จักกับนักเรียนคนไทยชื่อแพร์ซึ่งกำลังเรียนโฆษณาที่ College of Communication ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น 

แพร์ได้แนะนำให้เราไปคุยกับฝ่ายรับนักเรียนปริญญาโทโดยตรง เพื่อที่เขาจะได้ทำความรู้จักกับเราและรู้ถึงความจำนงที่เราจะสมัครเข้าหลักสูตรปริญญาโทของคณะเขา แพร์บอกว่าการเข้าไปพบเป็นการส่วนตัวจะเอื้อให้เขาตัดสินใจรับเราได้มากกว่าถ้าเราแค่สมัครผ่านไปรษณีย์ เราเห็นด้วยกับคำแนะนำของแพร์ เราจึงนัดคุยกับหัวหน้าแผนกรับนักเรียนปริญญาโท เมื่อเขาเห็นว่าเราใช้พูดอังกฤษรู้เรื่อง เขาก็ให้เราสมัครอย่างเป็นทางการพร้อมกับลงเรียนวิชาระดับปริญญาโทสองตัวเพื่อแสดงความสามารถควบไปกับการเรียนภาษาเพื่อรักษาสถานภาพนักเรียนเต็มเวลาตามที่ทางกฎหมายสหรัฐฯได้บัญญัติไว้สำหรับนักเรียนต่างชาติ ถ้าหากว่าเราได้เกรดของสองวิชานั้นไม่ต่ำกว่าบี โอกาสที่เขาจะรับเราเข้าโปรแกรมก็จะสูงขึ้น 

รู้หรือไม่? ป้าย ‘Hollywood’ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จริง ๆ แล้วคือป้ายโครงการบ้านจัดสรร!!

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 66 ผู้ใช้งานติ๊กต็อก ชื่อ ‘englishworld_jason’ ได้โพสต์วิดีโออธิบายเกี่ยวกับป้าย ‘Hollywood’ ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยระบุว่า…

ป้าย ‘Hollywood’ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งนี้ แท้จริงแล้วมันคือ ป้ายสำหรับ ‘โครงการบ้านจัดสรร’ นอกจากนี้ เดิมทีป้ายนี้ไม่ได้มีชื่อว่า ‘Hollywood’ แต่มีชื่อว่า ‘Hollywoodland’ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2466 โดยในตอนแรกตั้งใจจะติดป้ายนี้ไว้ประมาณปีครึ่งแล้วคอยเอาออก แต่หลังจากที่ทางการของเมืองลอสแอนเจลิสได้ทำการซื้อไป และป้ายก็ได้กลายเป็นสัญญาลักษณ์ของเมืองนี้ไปแล้ว

ดังนั้น ป้าย Hollywood จึงยังคงติดตั้งอยู่ และเอาคำว่า ‘Land’ ออก เหลือแค่คำว่า ‘Hollywood’ ไว้อย่างที่ทุกคนได้เห็นในปัจจุบันนี้นั่นเอง


ที่มา : https://vt.tiktok.com/ZS8pQBjKa/

‘นักวิเคราะห์’ ชี้!! ซื้อหุ้นเทคโนโลยีตอนนี้ดีหรือไม่ หลังกระแส AI อาจจะช่วยดันหุ้นเทคได้มากขึ้น

(1 เม.ย.66) World Maker เผยว่า ท่ามกลางกระแสข่าวร้ายของภาคธนาคารที่โหมกระหน่ำตลาดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังแทบไม่สะทกสะท้านและดีดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในไตรมาส 1 ของปี 2023 นี้ Nasdaq100 ซึ่งเป็นดัชนีรวมของกลุ่มเทคโนโลยีเด่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้น +17% ขณะที่หุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่หลายตัวดีดขึ้นมาจากจุด Low มากกว่า +50% เลยทีเดียว!

การดีดขึ้น +17% ของ Nasdaq ในช่วง 1 ไตรมาสถือว่าทำสถิติได้ดีที่สุดในรอบ 20 ปี ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนหลายคนคิดว่าเป็นแรงหนุนสำคัญก็คือเรื่องของ Generative AI อย่าง ChatGPT รวมถึงท่าทีของ FED ที่ผ่อนคลายลงบ้างในเรื่องดอกเบี้ย

โดยหุ้นกลุ่มเทคพุ่งขึ้นท่ามกลางวิกฤต Bank Run และความเชื่อมั่นที่ลดลงของภาคธนาคาร ในขณะที่ FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด +0.25% และแม้ว่า Jerome Powell จะกล่าวว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก แต่การปรับขึ้น +0.25% นั้นดูผ่อนคลายกว่าท่าทีก่อนหน้านี้ที่ FED กล่าวว่าอาจกระชับดอกเบี้ยให้เร็วขึ้นอีก (ทำให้ก่อนเกิด Bank Run มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยคาดว่า FED มีโอกาสกลับไปขึ้นดอกเบี้ย +0.5%)

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักจะมีความอ่อนไหวด้านความเคลื่อนไหวของราคาต่อการประกาศดอกเบี้ยของ FED ดังนั้น ในช่วงที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจึงทำให้หุ้นเทคฯ หลายตัวร่วงลงจนมีมูลค่าน่าดึงดูดใจ ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤต Bank Run และนักลงทุนจำนวนไม่น้อยคาดว่า FED จะชะลอหรือลดดอกเบี้ย จึงมีกระแสเงินไหลกลับเข้าไปในหุ้นเทค

อีกเหตุผลที่นักวิเคราะห์กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2022 หุ้นเทคได้ถูกจัดอยู่ในโซนมีการขายมากเกินไป (Oversold) และความเชื่อมั่นของหุ้นเทคได้ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ พร้อมกับข่าวปลดพนักงานจำนวนมากที่หลายคนมองว่าจะทำให้หุ้นเทคมีผลกำไรดีขึ้น

เมื่อเหตุผลตามหลักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้มารวมกัน มันจึงกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์มองว่าไม่น่าแปลกใจที่หุ้นเทคโนโลยีสามารถดีดขึ้นได้ท่ามกลางวิกฤตธนาคาร

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียังดูดีกว่าในเรื่องของความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูง แต่มีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างต่ำ พร้อมกับงบดุลที่แข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะธนาคาร และยังถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก Megatrend ของโลกที่จะเปลี่ยนไปสู่ Digital Economy มากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ทำให้หลายคนมองว่าเทคโนโลยีอาจเป็นจุดที่สดใสของตลาดได้ต่อไป?

อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ได้มองเช่นนั้น โดยกล่าวว่านักลงทุนกำลังตัดสินใจผิดที่มองว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสามารถเป็นที่หลบภัยได้ท่ามกลางสภาพตลาดในตอนนี้ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในการเติบโต แต่ปัจจัยดังกล่าวกำลังเสื่อมถอยลง และอนาคตก็ไม่แน่นอน เนื่องจาก Demand เริ่มอ่อนตัวในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

คนกลุ่มนี้มองว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่บริษัทเทคกำลังเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก เพราะบริษัทตระหนักว่าไม่สามารถเพิ่มรายได้ในการดำเนินธุรกิจ จึงต้องลดค่าใช้จ่ายลง แตกต่างจากกลุ่มแรกที่มองว่าการลดพนักงานจะยิ่งส่งผลให้กำไรสูงขึ้น (ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้จริง ๆ แต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องดี?)
 

 3 ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อหุ้นเทคโนโลยีนั้นถูกมองไว้ดังนี้...

1.) ความสามารถในการทำกำไร
2.) สภาพคล่องในตลาด (เช่นการ QE และ QT ของ FED) และดอกเบี้ย
3.) การประเมินมูลค่าหุ้น

ดังนั้น แม้ว่าปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะดูน่าดึงดูดในสายตาของหลายคน แต่พร้อมกันนี้ก็อาจมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบได้ในอนาคต นั่นหมายความว่าเราไม่ควรประมาทหรือ Bias มากเกินไปว่าหุ้นกลุ่มเทคจะพุ่งขึ้นแบบไม่บันยะบันยังท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เพราะมีความเป็นไปได้เช่นกันที่หุ้นเทคจะเกิดการปรับฐานอีกครั้งในระยะสั้น แม้ว่าจะไม่มีใครการันตีได้ 100% ว่าจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม

อนึ่ง ทางด้าน Michael Burry นักลงทุนชื่อดังจาก The Big Short ได้ออกมา Tweet ยอมรับว่า “เขาผิด” ที่ก่อนหน้านี้ออกมาแนะนำให้ ‘นักลงทุนขายหุ้น’ เนื่องจากตลาดปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่เขาทวีตข้อความว่า Sell มาจนถึง ณ วินาทีนี้

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ของหุ้นในปัจจุบันดูยืดหยุ่นว่าตลาดตราสารหนี้ซึ่งผันผวนอย่างมากในแต่ละวัน แต่หลังจากจบไตรมาสนี้ไปจนถึงท้ายปี เราก็คงต้องมาลุ้นกันว่าตลาดหุ้นจะยังคงความยืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกดดันด้านเศรษฐกิจต่อไปได้อีกหรือไม่?

ไม่มีใครปฏิเสธว่ามีโอกาสที่หุ้นเทคฯ จะพุ่งได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีใครรู้เช่นกันว่าจะมีการปรับฐานหรือไม่ ดังนั้นสำหรับคำถามที่ว่าเราควรซื้อหุ้นเทคในตอนนี้หรือไม่นั้น คงไม่มีใครให้คำตอบกับเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ซึ่งเราก็ควรชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเอาระหว่างความเสี่ยงกับโอกาสในระยะยาว ว่าควรลงทุนหรือไม่ควร แล้วถ้าลงจะลงมากน้อยแค่ไหนเพื่อไม่ให้เสี่ยงเกินไป?

พร้อมกันนี้ Janet Yellen ออกมากล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีงานต้องทำอีกมากในการยกระดับกฏระเบียบการกำกับดูแลระบบการเงินของประเทศ หลังจากการล้มของ SVB, Silvergate และ Signature Bank แสดงให้เห็นว่ากฏระเบียบในปัจจุบันยังเข้มงวดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับธนาคารขาดเล็ก-กลางที่มีกฏหมายยกเว้นให้ไม่ต้องทดสอบความเครียดเหมือนกับธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Bank Run ขึ้นมา

คำกล่าวของ Yellen เกิดขึ้นในขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเร่งให้หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารมีการกำหนดกฏเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะด้านการทำ Stress Test ที่เข้มงวดขึ้นโดยใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นธนาคารและสถาบันการเงินขนาดเล็กไปจนถึงยักษ์ใหญ่

แน่นอนว่า เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารล้มเหลว จะทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก ซึ่งข้อกำหนดด้านกฎระเบียบก็ได้รับการผ่อนปรนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ในยุคของทรัมป์) ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนทีมบริหาร จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะประเมินผลกระทบของการผ่อนคลายกฎระเบียบ และดำเนินการกระชับการสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

‘ตุรเคีย’ ไฟเขียว ให้สัตยาบัน‘ฟินแลนด์’ ร่วมสมาชิกนาโต ด้าน ‘สวีเดน’ ยังรอลุ้น เลขาฯ วอน ตุรเคียเร่งรับรองโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 66 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า รัฐสภาตุรเคียลงมติให้สัตยาบันรับรองฟินแลนด์ เข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยฟินแลนด์จะได้รับการรับรองเข้าร่วมนาโตอย่างเป็นทางการและเป็นสมาชิกนาโตประเทศที่ 31 ในการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกนาโตครั้งถัดไป ในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้

ขณะที่สวีเดน ซึ่งยื่นขอเข้าร่วมองค์การนาโตพร้อมกับฟินแลนด์ เมื่อเดือน พ.ค.2565 ได้รับรองจากสมาชิก 28 ประเทศ เหลือเพียงตุรเคียและฮังการีซึ่งมีประเด็นกระทบกระทั่งบานปลาย โดยตุรเคียไม่พอใจที่สวีเดนปฏิเสธการส่งกลุ่มนักรบชาวเคิร์ด ซึ่งตุรเคียเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังความพยายามในการก่อรัฐประหารโค่นอำนาจเมื่อปี 2559 กลับมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม นายเย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการองค์การนาโต เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเห็นพ้องกับกระบวนการให้สัตยาบันรับรองสวีเดน และหวังว่าจะได้ต้อนรับสวีเดนในฐานะสมาชิกเข้าสู่ครอบครัวนาโตโดยเร็วที่สุด


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_7589876

‘จีน’ พบ ‘แหล่งน้ำมัน-ก๊าซ’ ขนาดใหญ่ในทะเลโป๋ไห่ คาด มีปริมาณกักเก็บสำรองมากกว่า 1 พันล้านตัน!!

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 66 สำนักข่าวซินหัว, เทียนจิน รายงานว่า บริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน (CNOOC) ประกาศการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ปริมาณสำรองประมาณ 300 ล้านตัน ในทะเลโป๋ไห่ของจีน ในปี 2022

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขดังกล่าว พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ คือการค้นพบบ่อน้ำมัน 2 แห่งเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ โป๋จง 19-2 (Bozhong 19-2) และโป๋จง 26-6 (Bozhong 26-6) ซึ่งโป๋จง 26-6 เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติกว่า 100 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบบ่อน้ำมันรวม 5 แห่ง ที่มีปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซมากกว่า 100 ล้านตัน บริเวณทะเลโป๋ไห่ ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซที่ค้นพบใหม่ในพื้นที่ทะเลดังกล่าวสะสมมากกว่า 1 พันล้านตัน


ที่มา : https://www.xinhuathai.com/china/348797_20230331

‘จีน’ เผย ยอดขาย ‘เครื่องใช้ภายในบ้าน’ กระฉูด พุ่งสูงถึง 2.41 ล้านล้านบาท ในปี 2022

(31 มี.ค. 66) สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า จากศูนย์การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศแห่งประเทศจีน สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ระบุว่า ยอดค้าปลีกออนไลน์ของเครื่องใช้ภายในบ้านของจีน ครองสัดส่วนร้อยละ 58.2 ของยอดขายทั้งหมดในปี 2022 ท่ามกลางอีคอมเมิร์ซที่เฟื่องฟูในประเทศ

ยอดจำหน่ายทางออนไลน์ของเครื่องใช้ภายในบ้านรวมอยู่ที่ 4.86 แสนล้านหยวน (ราว 2.41 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.24 จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนคำสั่งซื้อออนไลน์ของสินค้าเครื่องใช้ในบ้านหลากหลายหมวดย่อย ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีที่แล้ว

‘Valerie’ หญิงเมืองน้ำหอม ผู้ประท้วงเสื้อกั๊กเหลือง ถูกดำเนินคดีข้อหา ‘หมิ่นประมาทประธานาธิบดีฝรั่งเศส’

ประเทศประชาธิปไตยอย่างเช่น ‘ฝรั่งเศส’ ก็มีการดำเนินคดีกับผู้ที่หมิ่นประมาทประธานาธิบดี ดังเช่นกรณีของ Valerie หญิงผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองที่ได้ปฏิเสธว่า เธอไม่ได้จงใจเรียกประธานาธิบดี Emmanuel Macron ว่า ‘ขยะ’ บนโซเชียลมีเดีย

มีรายงานว่า หญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุก 6 เดือน และค่าปรับอีก 22,500 euros เนื่องจากการโพสต์กล่าวหาว่า ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ว่าเป็น ‘ขยะ’ ในเพจของเธอบนโซเชียลมีเดีย นั่นเป็นไปตามรายงานข่าวของ ‘La Voix du Nord’ สื่อท้องถิ่น เมื่อวันอังคารที่ 28 ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าหญิงคนนี้ชื่อ ‘Valerie’ จาก St. Martin

ด้วยข้อหาดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เธอยืนยันว่า เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะอธิบายถึงประธานาธิบดี Macron แบบนั้นด้วยซ้ำ โดยกล่าวโทษระบบการแก้ไขภาษาอัตโนมัติบนโทรศัพท์ของเธอ และอ้างว่า รัฐบาลกำลัง ‘เอาเธอเป็นตัวอย่าง’

ผู้ประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองผู้นี้ถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ (24 มี.ค.) หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายปรากฏตัวที่ประตูอพาร์ตเมนต์ของเธอ เธอบอกกับสำนักข่าว

โดย ‘Valerie’ ถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจท้องที่ โดยไม่ทราบว่าเป็นการล้อเล่นหรือไม่

เธอบอกว่า พวกเขาสงสัยว่าเธอเขียนคำว่า ‘Macron ordure’ (มาครง ขยะ) บนกำแพงในชุมชน Arques ของเขต Pas-de-Calais ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

แต่เธอก็อธิบายโดยปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า “ฉันแค่ถ่ายรูปและยิ้มกับมัน”

นอกจากนี้ เธอยังพบกับโพสต์บน Facebook เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีข้อความว่า “ขยะจะปราศรัยในวันพรุ่งนี้เวลา 13.00 น. สำหรับคนที่ไม่มีอะไรเลย เราเจอขยะในทีวีเสมอ” เป็นวันที่ก่อนที่ประธานาธิบดี Macron จะมีกำหนดให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสำนักข่าวใหญ่สองแห่งของฝรั่งเศส

‘หน่วยความมั่นคงฯ รัสเซีย’ จับผู้สื่อข่าว 'วอลล์สตรีท เจอร์นัล' ชี้ ข้อหาจารกรรม พยายามเข้าถึงข้อมูลลับของรัสเซีย 

(31 มี.ค.66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซียได้จับกุม อีวาน เกิร์ชโควิช นักข่าวของสำนักข่าวดังอย่าง Wall Street Journal ในข้อหาจารกรรม โดยพยายามเข้าถึงข้อมูลลับ เขาถูกคุมตัวได้ในเมืองเยคาเตรินเบิร์ก

หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย กล่าวว่า เขากำลังรวบรวมข้อมูลลับเกี่ยวกับกิจกรรมของหนึ่งในองค์กรของศูนย์อุตสาหกรรมทางทหารของรัสเซีย ทั้งนี้ ไม่มีการระบุว่าการจับกุมอีวาน เกิร์ชโควิช เกิดขึ้นเมื่อใด โดย อีวาน เกิร์ชโควิช กำลังดำเนินการตามคำสั่งของสหรัฐฯ ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของหนึ่งในองค์กรของศูนย์อุตสาหกรรมทางทหารของรัสเซียที่ถือเป็นความลับของรัฐ

ธุรกิจการ์เมนต์เมียนมาสะเทือน เมื่อ 3 เจ้าใหญ่ต่างทยอยถอนตัว

นับจากการประกาศของ Mark & Spencer เมื่อปีที่แล้วที่จะถอนธุรกิจออกจากเมียนมาในเดือนมีนาคมนี้ ล่าสุดทางนิเกอิ ก็ได้รายงานว่า บริษัทฟาสต์ รีเทลลิงของญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ 'ยูนิโคล่' (Uniqlo) ได้กลายเป็นอีกบริษัทที่ตัดสินใจถอนธุรกิจออกจากเมียนมาด้วยเช่นกัน 

โดย Uniqlo ได้ถอดรายชื่อกลุ่มพันธมิตรในเมียนมาออกจากรายชื่อโรงงานผลิตเสื้อผ้า ซึ่งที่ผ่านมาฟาสต์ รีเทลลิงรายนี้ ได้จ้างผลิตเสื้อแจ็กเก็ตและเสื้อเชิ้ตสำหรับแบรนด์ GU แต่ก็จะยุติการผลิตสินค้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปี 2566 ไปโดยปริยาย  

ไม่เพียงเท่านั้น ด้านบริษัทเรียวฮิน เคคะคุ เจ้าของแบรนด์ 'มูจิ' (Muji) จากญี่ปุ่น ก็มีแผนที่จะยุติการจ้างผลิตเสื้อแจ็กเก็ตและสินค้าชนิดอื่น ๆ จากเมียนมาภายในเดือนสิงหาคมนี้ด้วย 

สำหรับการถอนตัวของแบรนด์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มาจากเหตุผลเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ บริษัทไม่สามารถละเลยต่อการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในเมียนมาได้ 

‘จีน-บราซิล’ บรรลุข้อตกลงการค้า ใช้สกุลเงิน ‘หยวน-เรอัล’ หวังลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ หนุนการค้าทวิภาคีมากขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 29 มี.ค. 66 รัฐบาลบราซิล ได้ประกาศว่า จีนและบราซิลบรรลุข้อตกลงการค้า โดยใช้สกุลเงินหยวนและเงินเรอัล ในการทำธุรกรรมกันโดยตรงแทนการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินกลาง ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดของจีน ที่จะลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ

ด้านสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของบราซิล (ApexBrasil) แถลงว่า “ข้อตกลงนี้ เป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดต้นทุน สนับสนุนการค้าทวิภาคียิ่งขึ้น และอำนวยความสะดวกในการลงทุน”

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวานนี้ (29 มี.ค. 66) ว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของบราซิล โดยเมื่อปีที่แล้ว มีมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.505 แสนล้านดอลลาร์

ข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมภาคธุรกิจระดับสูงระหว่างจีน-บราซิล ในกรุงปักกิ่ง โดยก่อนหน้านี้มีการทำความตกลงเบื้องต้นระหว่างสองประเทศเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

'อีลอน' ติง 'บิลเกตส์' ไม่เข้าใจถึงอันตรายของการพัฒนาระบบ AI เรียกร้องให้โลกหยุดการพัฒนา AI ขั้นสูงเอาไว้โดยด่วน

(30 มี.ค.66) World Maker เผยว่า เรื่องของกระแส AI ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องและขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาให้หลายคนกลัว !!! เพราะล่าสุดทาง Elon Musk ซึ่งเป็น 1 ในผู้นำเทคโนโลยีโลกได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัททั้งหมดทั่วโลกหยุดการพัฒนา AI ขั้นสูงที่ฉลาดกว่า ChatGPT-4 เอาไว้ก่อนโดยด่วน !

ซึ่งเหตุผลคือเขากลัวว่าโลกของเราจะเป็นอันตราย อาจมีการใช้ AI ที่ฉลาดล้ำเหล่านี้เป็นอาวุธและโลกอาจพัฒนาด้านความปลอดภัยไม่ทันความฉลาดของ AI !!! โดยจดหมายเปิดผนึกของ Musk มีคนร่วมลงนามมากกว่า 1,100 คน ในรายละเอียดระบุว่า โลกควรหยุดพัฒนา AI ขั้นสูงเป็นเวลา 6 เดือนอย่างน้อย ! เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ได้เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก

Musk มองว่านับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ทำให้ทั่วโลกเข้าสู่การแข่งขันทางด้าน AI อย่างบ้าคลั่งและไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่แม้แต่บริษัทผู้สร้าง AI เองก็ยังไม่สามารถเข้าใจ ทำนาย หรือควบคุมมันได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ดังนั้นหากปล่อยให้พัฒนาเร็วเกินไปจะเสี่ยงทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น !

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังวิจารณ์ Bill Gates อยู่ซ้ำ ๆ หลายครั้ง โดยเน้นย้ำว่า ความรู้ด้าน AI ของ Bill Gates นั้น “มีจำกัด” ทำให้ Bill Gates อาจไม่เข้าใจถึงอันตรายของการพัฒนาระบบ AI

Elon Musk เองถือเป็น 1 ในผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI แต่เขาได้จากบริษัทไปในปี 2018 และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มตั้งตัวเป็นผู้วิจารณ์บริษัทนี้ (โดยเฉพาะหลังจาก Microsoft เข้าลงทุนใน OpenAI ในปี 2019) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ค่อยถูกกับ Bill Gates มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่รู้ว่าเขาหวังดี ๆ จริง ๆ หรือมีเหตุผลอื่นแฝงกันแน่ ? หรือว่าเขารับรู้ถึงอันตรายอะไรที่เราไม่รู้ ? เพราะขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า Musk เองกำลังเร่งพัฒนา Generative AI เป็นของตนเองอยู่ด้วย

นอกจากนี้ยังมีข่าวอีกว่า Sam Altman และผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Musk ในการที่เขาจะขึ้นบริหารบริษัทด้วยตนเอง ทำให้เราไม่รู้ชัดเจนว่าที่เขาออกมาเตือนเป็นไปเพราะเรื่องส่วนตัวหรือห่วงโลกจริง ๆ กันแน่ ? และก่อนหน้านี้ยังมีข่าวที่ Bill Gates เข้า Short Sell หุ้น Tesla ก่อนจะร่วงยับราว -80% เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

แต่ทั้งนี้ ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่า ChatGPT และ Bing AI ของ Microsoft ที่ใช้เทคโนโลยีของ OpenAI สามารถทำงานหลายอย่างและอย่างน่าเหลือเชื่อและมีผลงานดีมากกว่ามนุษย์หลายคนด้วย แต่นั่นก็ทำให้หลายคนกลัวว่ามันจะฉลาดมากเกินไปจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ ?

ตอนนี้ Microsoft, Google กำลังเป็นผู้นำในแง่ของการนำ AI มาใช้งาน ในขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของ Wall Street อย่าง Morgan Stanley ก็กำลังฝึก Algorithm ของ ChatGPT-4 เพื่อสร้าง AI ที่ใช้ในการ ”ให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่ง” โดยเฉพาะ ! ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคต AI เหล่านี้จะฉลาดกว่า ChatGPT เวอร์ชั่นปัจจุบันอีกมาก

แถลงการณ์ระบุว่า “การวิจัยและพัฒนา AI ควรมุ่งเน้นไปที่การทำให้ระบบที่ทรงพลังและล้ำสมัยในปัจจุบันมีความแม่นยำ ปลอดภัย ตีความได้ โปร่งใส แข็งแกร่ง สอดคล้องกัน เชื่อถือได้ และมีความภักดีมากขึ้น เนื่องจากระบบ AI ที่มีความฉลาดในการแข่งขันของมนุษย์สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อสังคมและมนุษยชาติ”

และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่แถลงการณ์เล่น ๆ เพราะมีการกล่าวเสริมอีกว่า “รัฐบาลควรเข้ามาใช้กฏหมายบังคับ” หากบริษัทต่าง ๆ ไม่ยอมหยุดพัฒนาและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

แน่นอนว่าการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้แม้แต่นักวิจัย ผู้นำด้านเทคฯ และนักจริยธรรมจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับการจ้างงาน วิถีชีวิตของผู้คน การใช้เป็นอาวุธสงครามหรือทำเรื่องเลวร้าย และสุดท้ายคือการที่มนุษย์อาจปรับตัวตามไม่ทันความฉลาดของมัน ?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top