Thursday, 16 July 2026
WORLD

‘รถยนต์ไฟฟ้าจีน’ คว้าส่วนแบ่งตลาดในยุโรป 11% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนมิถุนายน

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.67) Business Tomorrow รายงานว่า รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนคว้าส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปไปถึง 11% ในเดือนมิถุนายน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เร่งส่งออกเพื่อหนีภาษีที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้ต้นเดือนนี้

ด้าน บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ป (SAIC) เป็นผู้นำในการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น MG4 Hatchback จำนวนมากสู่ตัวแทนจำหน่าย ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย Dataforce ซึ่งรวบรวมตัวเลขดังกล่าว รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม สามารถจำหน่ายให้กับลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

ตัวเลขของ Dataforce แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนมากกว่า 23,000 คัน ได้รับการจดทะเบียนทั่วทั้งภูมิภาคในเดือนดังกล่าว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเพิ่มขึ้น +72% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นสองเท่าของการเพิ่มขึ้นของการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมในยุโรปสำหรับเดือนมิถุนายน รถยนต์นำเข้าจากจีนของผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตก รวมถึง Volvo Car AB, BMW AG และ Tesla ก็ต้องเสียภาษีใหม่เช่นกัน

ในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป จะมีการจับตาอย่างใกล้ชิดว่ายอดขายจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ เนื่องจากภาษีใหม่ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้แล้ว ภาษีชั่วคราวของสหภาพยุโรปทำให้เอสเอไอซี ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 38% ในขณะที่ บีวายดี ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก 17% จากอัตราภาษีศุลกากรเดิม 10%

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองทวีปกำลังเร่งเพิ่มการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีใหม่ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งและบรัสเซลส์มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามการค้า

'อิสมาอิล ฮานิเยห์' ถูกลอบสังหารในกรุงเตหะราน ด้าน ‘สหรัฐฯ-อิสราเอล’ ไม่แสดงความเห็นใดๆ

(31 ก.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ (Ismail Haniyeh) หัวหน้ากลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารในช่วงเช้าขณะเดินทางไปเข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีอิหร่านคนใหม่

ซามี อาบู ซูห์รี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาส ระบุว่า การลอบสังหารฮานีเยห์โดยอิสราเอลถือเป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยมีจุดหมายที่จะทำลายเจตจำนงของฮามาส แต่มันจะไม่บรรลุเป้าหมาย ฮามาสจะเดินหน้าตามเส้นทางที่เดินอยู่ต่อไป และเราเชื่อว่าเราจะชนะ

ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของนายฮานิเยห์ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเขาเข้าร่วมพิธีสาบานตนดังกล่าว และระบุว่ากำลังทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่ ขณะที่อิสราเอลยังไม่แสดงความเห็นใด ๆ ในทันที

ทางด้านทำเนียบขาว ไม่แสดงความเห็นใด ๆ หลังถูกสอบถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายฮานิเยห์ทันที โดยข่าวการเสียชีวิตของฮานิเยห์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังมีรายงานว่า อิสราเอลได้ถล่มกรุงเบรุตของเลบานอน เพื่อสังหารนายฟูอัด ชุกร์ ผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ด้วย

ฮานิเยห์ซึ่งอาศัยอยู่ที่กาตาร์ถือเป็นตัวแทนของฮามาสในเวทีการทูตระหว่างประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮามาสในปี 2017 และเดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงของกาตาร์ โดยเขายังทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา และหารือกับอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาส

'ผู้เชี่ยวชาญ' แนะ!! สหรัฐฯ ควรปฏิรูป 'ระบบภาษี-สวัสดิการสังคม' ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว หลังหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 35 ล้านล้านเหรียญ

(31 ก.ค.67) Business Tomorrow รายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สาธารณะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อตัวเลขหนี้รวมของรัฐบาลกลางพุ่งทะลุ 35 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

ตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่เหนือระดับ 34 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2566 และในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านั้น หนี้สาธารณะของสหรัฐได้ทำสถิติพุ่งขึ้นทะลุระดับ 33 ล้านล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากมูลนิธิปีเตอร์ จี ปีเตอร์สัน (Peter G. Peterson Foundation) องค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและมุ่งเน้นการจัดการกับความท้าทายด้านการคลังระยะยาวของสหรัฐ ระบุว่า หนี้สาธารณะจำนวน 35.001 ล้านล้านดอลลาร์นั้น หมายความว่าตัวเลขหนี้สินต่อประชากร 1 คนในสหรัฐอยู่ 103,945 ดอลลาร์

นางมายา แมคกินีส์ ประธานคณะกรรมการด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนถึงความรุนแรงของปัญหานี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ทั้งนี้มูลนิธิปีเตอร์ จี ปีเตอร์สัน ซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาปัญหาการคลังระยะยาวของสหรัฐฯ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากปัจจัยโครงสร้างที่ซับซ้อน และจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบภาษีและสวัสดิการสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

'ญี่ปุ่น' เข้ม!! จัดหมวด 'กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า' เป็น 'ยานพาหะ' สั่งแบนขี่ซิ่งใน 'สนามบิน - ท้องถนน - ทางเท้า' ฝ่าฝืนเจอจับปรับ

นับเป็นปีทองด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นจริง ๆ ด้วยอานิสงส์จากค่าเงินเยนอ่อน บวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอันยอดเยี่ยม สถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ที่มีเอกลักษณ์ดึงดูดใจ จึงทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตพุ่งแรงในปีนี้ จากตัวเลขนักท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 อยู่ที่ 17.78 ล้านคน มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ Covid-19 ถึง 1 ล้านคนทีเดียว

ในขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวญี่ปุ่นกำลังบูมสุดขีด แต่ญี่ปุ่นกลับต้องแลกกับความวุ่นวาย และความไร้ระเบียบที่เกิดจากความไม่คุ้นชินของนักท่องเที่ยว จนทางการญี่ปุ่นจำเป็นต้องออกกฎระเบียบเพิ่มมากขึ้น และระเบียบใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาคือ ข้อห้ามในการใช้กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า 

‘กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า’ หรือ ที่บ้านเราเรียกว่ากระเป๋าเดินทางขี่ได้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว เป็นกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กที่ติดมอเตอร์ไว้ด้านใน สามารถขึ้นไปนั่งขี่ได้คล้ายรถสกูตเตอร์ไฟฟ้า ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียม ขับขี่ได้ด้วยความเร็วตั้งแต่ 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

และเมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จึงมักพบเห็นนักท่องเที่ยวนำกระเป๋าเดินทางไฟฟ้าออกมาขี่ตามท้องถนน และทางเท้าในญี่ปุ่น ไม่นับรวมการขี่ด้วยความเร็วภายในอาคารสนามบินที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ออกระเบียบใหม่ สำหรับการใช้กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าในญี่ปุ่น เพราะมันจะไม่นับเป็นกระเป๋าที่ใช้บรรจุสัมภาระเดินทางอีกต่อไป แต่ถูกจัดให้เป็น 'ยานพาหะติดเครื่องยนต์' แทน 

เมื่อเป็นถูกจัดให้อยู่ในหมวด 'ยานพาหะ' ก็หมายความว่าผู้ใช้สามารถขี่กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าบนท้องถนนได้ต่อเมื่อติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และหมวกกันน็อก พร้อมมีใบอนุญาตในการขับขี่ด้วย แม้ว่าจะขี่ด้วยความเร็วไม่มากก็ตาม

นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติชูบุเซ็นแทรร์ ในจังหวัดไอจิ และสนามบินคันไซ ในโอซาก้า ได้ออกมาประกาศขอให้ผู้โดยสารงดขี่กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าภายในอาคาร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแล้วเช่นกัน

กฎระเบียบใหม่ของการใช้กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าในญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้แล้ว และมีการจับ ปรับ จริงเมื่อพบเห็นผู้ฝ่าฝืน อย่างกรณีนักศึกษาสาวจีนคนหนึ่งได้ขี่กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าบนทางเท้า และเด็กชายชาวอินโดนีเซีย ที่นำกระเป๋าเดินทางมาขี่เล่นกลางย่านการค้าโดทมโบริ ในโอซาก้า โดยที่ไม่รู้ว่าต้องมีใบขับขี่ และสวมหมวกกันน็อก จึงขี่ได้ 

เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดสำหรับนักท่องเที่ยวสายติดล้อ ที่ใช้กระเป๋าเดินทางไฟฟ้าอยู่ ยังสามารถใช้ใส่สัมภาระขึ้นเครื่องบินได้ ใช้ลากได้ แต่ขี่ในสนามบินบางแห่งของญี่ปุ่นไม่ได้ และนำมาขี่เล่นตามทางเท้าก็ไม่ได้แล้วด้วย มิฉะนั้น อาจถูกจับ และปรับได้ แล้วจะหาว่าเจ้าบ้านไม่เตือน ไม่ได้นะ 

‘ฝรั่งเศส’ โจรชุม!! ‘เจ้าหญิงกาตาร์’ โดนปล้นกระเป๋าแอร์เมส 11 ใบ ขณะโดยสารรถไฟมาปารีส แถมเจ้าหน้าที่ยังคว้าน้ำเหลวหาขโมย

(30 ก.ค.67) ท่ามกลางการแข่งขันที่เป็นไปอย่างดุเดือดของเหล่านักกีฬาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังชิงชัยคว้าเหรียญโอลิมปิก นอกสนามก็มีการแข่งขันเช่นกัน แต่เป็นการแข่งเอาตัวรอดว่าใครจะรอดพ้นจากการถูกจี้ และปล้นนานกว่ากัน เพราะตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดการแข่งขัน ก็มีข่าวนักกีฬาโดนจี้ โดนปล้นกันชนิดรายวัน ทั้งทุบรถขโมยทรัพย์สิน โดนล้วงกระเป๋า ไปจนถึงความวุ่นวายอย่างการก่อวินาศภัยระบบรถไฟ

แถมล่าสุดมีข่าวฮือฮา เมื่อเจ้าหญิงกาตาร์ ‘อัล มายัสสา บินท์ ฮามาด อัล ธานิ’ ที่มีศักดิ์เป็นลูกสะใภ้ของผู้ครองนครกาตาร์ หนึ่งในครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งได้เดินทางไปเชียร์นักกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิก โดนปล้นกระเป๋าแอร์เมส 11 ใบ ขณะกำลังโดยสารรถไฟความเร็วสูง TGV จากเมืองนีซไปยังปารีส

ทางด้านเจ้าหน้าที่ได้มีการหยุดรถไฟกว่า 20 นาที และพยายามค้นหาขโมย แต่ก็คว้าน้ำเหลว ไม่พบผู้ก่อการและไม่สามารถตามหากระเป๋าแบรนด์หรูได้ เรียกได้ว่าเป็นการปล้นที่มีมูลค่าสูงมาก เพราะแค่กระเป๋าแต่ละใบก็มูลค่าหลักล้านบาทแล้ว แถมด้านในยังมีข่าวว่าบรรจุทรัพย์สินมีค่ามากมายทั้งข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า นาฬิกา และอัญมณี เครื่องประดับต่าง ๆ

‘โจ๋วัย 17 ปี’ บุกไล่แทงเด็กน้อยในคลาสเรียนเต้น ประเทศอังกฤษ ดับสลด!! 2 ราย - เจ็บ 11 ราย เบื้องต้นตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจ

(30 ก.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายวัย 17 ปีรายหนึ่ง ใช้อาวุธมีดบุกเข้าไปไล่แทงผู้คนในชั้นเรียนที่กำลังจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเทเลอร์ สวิฟต์ ในช่วงปิดเทอมสำหรับเด็กอายุระหว่าง 6-11 ปี โดยมีครูผู้หญิง 2 คนสอนโยคะและสอนเต้น เมืองเซาท์พอร์ต เมืองชายทะเลใกล้กับเมืองลิเวอร์พูล

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีเด็กเสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 11 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัส 6 คน โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุเดินเข้ามาจากถนนและเริ่มทำร้ายเด็ก ๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ในห้องพยายามปกป้องพวกเขา

ต่อมาตำรวจอังกฤษ ได้จับกุมมือมีดวัย 17 ปีไว้ได้ พร้อมกับตั้งข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่า จากการสอบสวนเบื้องต้นยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุที่ชัดเจน ขณะที่ทีมสอบสวนไม่ถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายแต่อย่างใด

ด้าน กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงแสดงความเสียใจ ส่งคำอธิษฐาน และความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สุดเลวร้ายดังกล่าวด้วย

ด้าน นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เลวร้ายมากต่อความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ผมขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบเหตุ ครอบครัว เพื่อน และชุมชนโดยรวมซึ่งแทบจะจินตนาการถึงความโศกเศร้านี้ไม่ได้เลย

ทั้งนี้ พยานที่เห็นเหตุการณ์เผยว่า เด็ก ๆ ที่ตัวเปื้อนเลือดพากันหวีดร้องและวิ่งหนีตายออกมาจากชั้นเรียน พวกเขาวิ่งหนีออกมาบนถนน และมีร่องรอยถูกแทงเต็มไปหมด ทั้งที่คอ หลัง และหน้าอกด้วย

ด้าน สำนักงานบริการรถพยาบาลภาคตะวันตกเฉียงเหนือ (NWAS) กล่าวว่า ได้ให้การรักษาผู้บาดเจ็บ 11 คนจากการถูกแทงในที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงนำผู้บาดเจ็บขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปส่งยังโรงพยาบาล ทั้งนี้ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นย่านที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยที่อยู่อาศัย เหตุอุกอาจในครั้งนี้จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก

เมื่อ 'เสรีภาพการแสดงออก' เกินเบอร์ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 2024 ทำลาย ‘ความศรัทธา’ จนก่อให้เกิด ‘ความบาดหมางและแตกแยก’

พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 2024 เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2024 ที่ผ่านนั้นมา มีการแสดงต่าง ๆ มากมายที่เน้นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฝรั่งเศส และกองเรือ 85 ลำบรรทุกนักกีฬา 6,800 คน ล่องไปตามแม่น้ำแซนเป็นระยะทาง 3 ไมล์ครึ่งท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก ก่อนจะปิดฉากอย่างอลังการด้วยม้าเงินแอนิมาโทรนิกส์ที่วิ่งไปตามทางน้ำสู่ทรอคาเดโร ในพิธีเปิดที่กินเวลานานถึง 4 ชั่วโมงนี้แตกต่างจากพิธีเปิดที่ผ่านมาในรอบ 128 ปีของการแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่

แต่การแสดงบางส่วนต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์คริสต์ศาสนิกชนอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้การแสดงล้อเลียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ‘The Last Supper’ ซึ่งวาดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โดย Leonardo Da Vinci ภาพนี้แสดงให้เห็นพระเยซูกับอัครสาวกทั้ง 12 คน ซึ่งเป็นภาพช่วงเวลาที่พระองค์ประกาศว่าอัครสาวกคนหนึ่งจะทรยศต่อพระองค์ เป็นภาพวาดเหตุการณ์เกี่ยวกับอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับอัครสาวก ก่อนที่พระองค์จะทรงถูกนำไปตรึงกางเขน โดยการแสดงดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากมีวิดีโอเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย

การแสดงดังกล่าว มีฉากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงท้ายของการแสดงในพิธีเปิดที่กินเวลานานถึง 4 ชั่วโมง มีนักแสดงประมาณ 18 คนยืนโพสท่าอยู่หลังโต๊ะยาว โดยมีแม่น้ำแซนและหอไอเฟลเป็นฉากหลัง โดยในจำนวนนี้ มีนักแสดง Drag queen (ชายแต่งกายเป็นหญิง) ชื่อดัง 3 คนจาก Drag Race France ร่วมแสดงด้วย ตรงกลางมีนักแสดง Drag queen นางหนึ่ง ซึ่งแต่งตัวอย่างประณีตสวมผ้าโพกศีรษะสีเงินขนาดใหญ่คล้ายรัศมีตามที่เห็นในภาพพระเยซู เธอยิ้มและทำมือเป็นรูปหัวใจ ในขณะที่กลุ่มนักแสดง Drag queen คนอื่นๆ โพสท่าให้กล้องถ่ายก่อนจะเข้าสู่การแสดงท่าเต้นที่ออกแบบไว้ 

นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงแฟชั่นโชว์แบบสด ๆ โดยผู้ที่เข้ามาชมได้ร่วมเต้นรำไปตามข้างสนาม นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของฉาก มีถาดเสิร์ฟวางอยู่บนเวที และชายที่แต่งกายบางเบาและทาตัวด้วยสีฟ้าแวววาวทั้งตัว ออกมาปรากฏตัวออกมาจากข้างใน เพื่อเพิ่มความตระการตา บัญชี X อย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกระบุว่า “นี่คือ การตีความของเทพเจ้ากรีก Dionysus ซึ่งทำให้เราตระหนักถึงความไร้สาระของความรุนแรงระหว่างมนุษย์"

อย่างไรก็ตาม การแสดงดังกล่าวได้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการล้อเลียนคริสต์ศาสนา แม้กระทั่ง Elon Musk CEO ของ Tesla และ SpaceX ยังได้แสดงความเห็นว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติคริสต์ศาสนาเป็นอย่างยิ่ง” Musk ตอบโต้ต่อการพรรณนาถึงไดโอนีซัส เทพเจ้ากรีกผู้ทำไวน์และความอุดมสมบูรณ์ โดยกล่าวว่า “ทำไมถึงมีสิ่งนี้ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก ไนเมื่อคนบนโลกกำลังจะย้ายไปดาวอังคาร” 

ส่วน Marion Marechal นักการเมืองฝรั่งเศสและสมาชิกรัฐสภายุโรป ถึงกับต้องออกปากขอโทษว่า “ถึงคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกที่รับชมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 2024 และรู้สึกไม่พอใจกับการแสดงล้อเลียนภาพ ‘The Last Supper’ ขอให้รู้ไว้ว่า นี่ไม่ใช่เสียง(ความคิดเห็น)ของชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่ แต่เป็นเสียงของกลุ่มคนฝ่ายซ้ายส่วนน้อยที่พร้อมและต้องการที่จะยั่วยุในทุกวิถีทาง” Marion Marechal เป็นหลานย่า/ยายของ Jean-Marie Le Pen ผู้ก่อตั้งพรรคแนวร่วมแห่งชาติ และเป็นหลานสาวของ Marine Le Pen ประธานกลุ่มชุมนุมแห่งชาติในรัฐสภา

Auguste Pfluger สมาชิกพรรครีพับลิกันจากมลรัฐ Texas โพสต์บน X ว่า “เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่พิธีเปิดมีการล้อเลียนคริสต์ศาสนาและภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย แล้วยังให้เด็กเข้าร่วมการแสดง Drag queen” 

Daniel French บาทหลวงแห่งเมือง Salcombe และ Marlborough ได้วิจารณ์การแสดงดังกล่าวอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยกล่าวว่า “พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกเป็นการล้อเลียนศาสนาคริสต์ และ ภาพ ‘The Last Supper’ ในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับศาสนาอื่น” ทั้งได้เรียกร้องให้ Justin Welby ซึ่งเป็น Archbishop แห่ง Canterbury ได้สะท้อนความคิดเห็นของ Robert Barron บาทหลวงชาวสหรัฐฯ ผู้ดูแลสังฆมณฑลวิ Winona-Rochester ใน Southern Minnesota ผู้ที่กล่าวถึงการแสดงครั้งนี้ว่าเป็นการ “ล้อเลียน” คริสต์ศาสนาอย่างร้ายแรง

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนยังได้วิพากษ์วิจารณ์การแสดงดังกล่าวว่ามีเด็กเกี่ยวข้องด้วย “โอลิมปิก 2024 ที่ปารีสถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการนำ ‘เด็ก’ มาประกอบในการแสดง ‘The Last Supper’ ซึ่งเป็นการล้อเลียนศาสนาและดูหมิ่นศาสนาแบบสุดโต่ง แทนที่จะนำผู้คนมารวมกันเพื่อความสมัครสมานสามัคคี แต่ผู้จัดงานกลับต้องการล้อเลียนศาสนาที่มีผู้คนนับถือถึง 2.4 พันล้านคน” ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งระบุ

ทางด้านโฆษกของโอลิมปิก 2024 กล่าวที่กรุงปารีสว่า “เห็นได้ชัดว่า การแสดงไม่มีเจตนาที่จะไม่เคารพต่อศาสนาหรือความเชื่อใด ๆ แต่ตรงกันข้าม ภาพในพิธีเปิดโอลิมปิกปารีส 2024 แต่ละภาพมีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองชุมชนและการยอมรับในความแตกต่าง” พวกเขายังกล่าวเสริมว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศิลปินได้รับ “แรงบันดาลใจจากภาพวาดชื่อดังของ Leonardo Da Vinci” เพราะมีมาตั้งแต่ “Andy Warhol ไปจนถึง The Simpsons ซึ่งศิลปินหลาย ๆ คนได้เคยทำมาแล้ว” กีฬาโอลิมปิกปารีส 2024 ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา และการแข่งขันจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2024

‘โนวัค โยโควิช’ นักเทนนิสระดับโลก โชว์ ไม้กางเขนคริสเตียน อย่างภาคภูมิใจ เพื่อส่งสารอันทรงพลัง ท่ามกลางความขัดแย้ง กรณี ‘พิธีเปิดโอลิมปิก’ ที่ปารีส

(29 ก.ค. 67) โนวัค โยโควิช นักเทนนิสระดับโลกชาวเซอร์เบีย ส่งข้อความอันทรงพลังด้วย #ไม้กางเขนคริสเตียน (CHRISTIAN CROSS) ใน #โอลิมปิก ที่ #ปารีส

โนวัค โยโควิช แชมป์เทนนิสโชว์ไม้กางเขนคริสเตียนอย่างภาคภูมิใจระหว่างโอลิมปิกที่ปารีส ส่งสารอันทรงพลังท่ามกลางความขัดแย้ง
โอลิมปิกที่ปารีสเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากข้อกล่าวหาล้อเลียนศาสนาคริสต์ระหว่างพิธีเปิด

นอกจากนี้ งานนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ DMCA (Digital Millennium Copyright Act หรือรัฐบัญญัติลิขสิทธิ์แห่งสหัสวรรษดิจิทัล) เป็นอาวุธเพื่อลบโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์

‘สมาร์ตโฟนจีน’ เขี่ย ‘แอปเปิ้ล’ ร่วง Top 5 ในไตรมาส 2 ‘วีโว่’ ขึ้นแท่นผู้นำในจีน โกย!! ยอดขาย 13.1 ล้านเครื่อง

(29 ก.ค. 67)  สำนักข่าวซีเอ็นบีซี เผยว่า ส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิ้ลในจีนร่วงลงสู่ระดับ 14% ในไตรมาสสองปี 2567 จากระดับ 15% ในไตรมาสหนึ่ง และจากระดับ 16% ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตไอโฟน ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในจีนมากเป็นอันดับที่ 3 ในไตรมาสสองของปีก่อน ร่วงลงไปครองตำแหน่งแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากสุดอันดับที่ 6 ในจีน ซึ่งจากการคำนวณของซีเอ็นบีซี พบว่า แอปเปิ้ลมียอดจัดส่งสมาร์ตโฟนราว 9.7 ล้านเครื่อง

‘ลูคัส จง’ นักวิจัยจากคานาลิส (Canalys) กล่าวว่า

“นี่ถือเป็นไตรมาสแรกของประวัติศาสตร์ที่แบรนด์ของจีนครองส่วนแบ่งตลาดทั้ง 5 อันดับแรก”

ทั้งนี้ ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนของแอปเปิ้ลลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก ซึ่งร่วงมากถึง 25% สู่ระดับ 10 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

‘แอปเปิ้ล’ กำลังเผชิญกับภาวะคอขวดในตลาดจีน ขณะที่บริษัทพยายามรักษาเสถียรภาพด้านราคาขายปลีก และปกป้องกำไรตามช่องทางการจำหน่ายของพาร์ตเนอร์

คานาลิส ระบุ อีก 12 เดือนข้างหน้าบริการ "แอปเปิ้ล อินเทลลิเจนซ์ " (Apple Intelligence) ท้องถิ่นในจีน จะเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อแข่งขันกับแบรนด์สมาร์ตโฟนจีนที่กำลังพัฒนาการนำเอไอรู้สร้าง หรือเจนเอไอ (GenAI) ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน

ตั้งแต่เดือน เม.ย. ถึง มิ.ย. วีโว่ (Vivo) ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 19% และมียอดขาย 13.1 ล้านเครื่อง อานิสงส์จากยอดขายแพลตฟอร์มออฟไลน์ และออนไลน์แข็งแกร่ง ในช่วงเทศกาลชอปปิงออนไลน์ 618

ขณะที่ออปโป้ (OPPO) ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 2 เหมือนเดิม มียอดขาย 11.3 ล้านเครื่อง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากรุ่น Reno 12 ส่วนออเนอร์ (Honor) ครองอันดับที่ 3 มียอดขาย 10.7 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 %

หัวเว่ย (Huawei) อยู่อันดับที่ 4 ครองส่วนแบ่งตลาด 15% โดยมียอดขาย 10.6 ล้านเครื่อง ขณะที่ปีก่อนหน้าหัวเว่ยยังไม่สามารถขึ้นเป็นแบรนด์ท็อป 5 ได้ แต่ขณะนี้ธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง (consumer business) ของหัวเว่ยฟื้นตัวได้ดีในจีน หลังออกสมาร์ตโฟนรุ่น Mate 60

ด้านเสียวหมี่ (Xiaomi) ที่เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่สร้างความฮือฮาอย่าง SU7 ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 5 และยอดขายโทรศัพท์มือถือ K70 และรุ่นเรือธงอย่าง เสียวหมี่ 14 เติบโตแข็งแกร่ง

โดยรวมแล้วตลาดสมาร์ตโฟนจีนเติบโต 10% ในไตรมาสสองเมื่อเทียบแบบปีต่อปี และมียอดขายมากกว่า 70 ล้านเครื่อง

ระวัง!! 'เมียนมาอพยพ' หวังฮุบ 'มหาชัย' เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ท่ามกลางความมั่นใจ 'ข้าราชการไทยซื้อได้-NGO คุ้มกะลาหัว'

ประเด็นเรื่องแรงงานเมียนมาในไทย ยังมีไม่จบไม่สิ้น จากที่ เอย่า กล่าวไปแล้วในบทความก่อน ก็มีโซเชียลมีเดียกลุ่มแรงงานเมียนมาบางกลุ่มมาโวยวายว่า 'คนไทยควรสำนึกบุญคุณที่แรงงานเขาสร้างไทยให้พัฒนา' และที่สำคัญคือ เขาได้จ่ายภาษีให้แก่ไทยด้วย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน MOU

มาถึงจุดนี้ เอย่า ถึงกับตกใจว่า คนเหล่านี้ไปเอาคำกล่าวนี้มาจากไหน?

เอาเป็นว่าวันนี้ เอย่า มาอธิบายเรื่อง ภาษีรายได้ของคนต่างชาติที่มาทำงานกันให้ทราบดีกว่า...

เมื่อปีที่แล้วทางรัฐบาลทหารเมียนมามีการประกาศเกี่ยวกับการเก็บภาษีบุคคลที่ทำงานในต่างประเทศโดยมีรายละเอียดที่ปรากฎเมียนมาระบุว่า...

1. แรงงาน MOU และ กลุ่ม Blue Collarจะถูกหัก 2% ของรายได้ โดยทางการรัฐบาลเมียนมาจะ Fix ว่าคนกลุ่มนี้มีรายได้ที่ 7,500 บาท ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะเสียภาษี 150 บาท/เดือน หรือ 1,800 บาท/ปี โดยทางสถานทูตจะกำหนดให้จ่ายทุก 6 เดือน หรือ 9 เดือน

2. สำหรับงาน White collar หรือกลุ่ม Expat จะเสียภาษี 2% เช่นกัน แต่เนื่องจากกลุ่มนี้มีการจ่ายภาษีให้ไทย จึงสามารถนำภาษีไทยมาหักภาษีได้ เช่น รายได้ 15,000 บาท จะต้องเสียภาษี 5% ให้ไทย แปลว่าภาษีส่วนนี้ก็ไม่ต้องจ่ายให้ทางเมียนมา ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาการจ่ายภาษีซ้ำซ้อนหรือ doubble tax เช่นกัน หากจ่ายภาษีที่ไทยต่ำกว่า 2% ก็ให้นำหลักฐานการเสียภาษีในไทยมาหักกับภาษีที่ต้องจ่ายแล้วจ่ายส่วนต่างแทน

ฉะนั้นกลุ่มแรงงานและ Blue Collar ควรเข้าใจได้แล้วนะว่า พวกคุณไม่เคยเสียภาษีรายได้ในไทย แต่คุณเสียภาษีให้แก่รัฐบาลของคุณ (เมียนมา) ตามกฎหมายนั่นเอง

เอย่า ขอกล่าวว่า แรงงานไม่ว่าชาติใด ก็มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่เมียนนมา แต่การขับเคลื่อนนั้น แลกมาด้วยค่าแรงที่นายจ้างจ่ายนะ ไม่ใช่พวกคุณมาทำให้ฟรีๆ ดังนั้นจึงถือเป็นบุญคุณคงไม่ได้ และถ้าพวกคุณจะไม่พอใจ ก็กลับไปได้เลย เพราะเชื่อว่ายังมีแรงงานชาติอื่นๆ ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นแรงงานแทนพวกคุณ  

พวกคุณควรจะขอบคุณนายจ้างที่ยังจ้างพวกคุณทำงานมากกว่า!!

ส่วนเรื่อง 'มหาชัย' คุณจะตั้งเมียนมาทาวน์ เหมือนเยาวราชที่เป็นไชน่าทาวน์ หรือ พาหุรัดที่เป็นลิตเติลอินเดียก็ได้ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตนตามกฎหมายไทย คุณก็อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข เพราะที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงนอกประเทศของเมียนมา จำเอาไว้ด้วย

สุดท้าย เอย่า ขอเตือนข้าราชการไทยไว้ว่า ในโซเชียลของชาวพม่า ต่างดูถูกดูแคลนพวกข้าราชการไทย บ้างก็ว่าข้าราชการไทยเอาเงินจ่ายก็จบ บ้างก็ว่าข้าราชการไทยทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เพราะพวกเขามี NGO คุ้มกะลาหัวอยู่ 

เป็นข้าของแผ่นดินไทยนะคะ ถ้าจะไม่อายคนที่มีชีวิตอยู่ ก็ควรอายผีบรรพบุรุษบ้าง!!

เอย่า ขอฝากไว้ให้คิดแค่นี้

บัญชีอย่างเป็นทางการ ‘โอลิมปิก’ ได้ลบคลิปพิธีเปิด ‘ปารีสเกมส์’ หลังทั่วโลก เดือด!! ไม่พอใจ ‘ล้อเลียน-ดูหมิ่น’ ศาสนาคริสต์

(29 ก.ค. 67) บัญชีอย่างเป็นทางการของโอลิมปิกได้ลบคลิปพิธีเปิดปารีสเกมส์ 2024 ออกจากช่องยูทูบของพวกเขา ตามหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างกวาง โดนไฟย้อนศรจากทั่วโลก จากรณีที่ปล่อยให้มีการแสดงล้อเลียนภาพวาดชื่อดัง The Last Suppe (พระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูในศาสนาคริสต์) โดยกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งถูกชาวคริสเตียนมองว่าเป็นการดูหมิ่นศาสนา

พวกผู้ชมที่พยายามเข้าถึงวิดีโอนี้ต้องเจอกับข้อความที่เน้นว่า ‘ไม่มีวิดีโอนี้’ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นทั้งคณะกรรมการโอลิมปิก หรือฝ่ายจัดปารีสเกมส์ 2024 ต่างยังไม่ออกมาชี้แจงใดๆ ต่อการลบคลิปดังกล่าว

ในพิธีเปิด ซึ่งนำเสนอในรูปแบบแปลกแหวกแนว มีตัวแสดงที่หลากหลายเข้าร่วม ในนั้นรวมถึงนางแบบ นายแบบ แดนเซอร์ บุคคลที่มีชื่อเสียงด้านแฟชั่น รวมถึงแดร็กควีน แต่หนึ่งในส่วนอันเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือฉากล้อเลียนพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูในศาสนาคริสต์ ตามภาพวาด ‘The Last Supper’ ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งโหมกระพือไฟย้อนศรอย่างหนัก

‘พิธีนี้น่าเสียดายที่มีฉากที่ศาสนาคริสต์ถูกล้อเลียนและเยาะเย้ย ซึ่งเราเสียใจอย่างสุดซึ้ง’ การประชุมเหล่าบิชอป ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (27 ก.ค.) ‘เราขอขอบคุณสมาชิกของนิกายทางศาสนาอื่นๆ ที่ได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเรา’ ถ้อยคำหนึ่งจากคำแถลงดังกล่าวและว่า ‘เช้านี้เรานึกถึงชาวคริสต์ทุกคนในทุกทวีปที่เจ็บปวดจากฉากบางฉากที่เกินจริงและยั่วยุ’

บิชอป เอ็มมานูเอล โกบิลลาร์ด โฆษกตัวแทนกลุ่ม Holy See for the 2024 Paris Olympics ให้สัมภาษณ์กับเอ็นบีซีนิวส์ ว่าฉากการดัดแปลงภาพ The Last Supper สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

ข้อเท็จจริงคือศาสนาของเราอาจถูกล้อเลียนเป็นปกติและเราเคยชินกับการถูกดูหมิ่นในฝรั่งเศส แต่ในบริบทนี้ไม่เหมือนกัน พระองค์กล่าว มันคือมหกรรมที่นำพาผู้คนทั่วโลกหรือบางส่วนของประชากรโลกมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ข้าพเจ้าพบว่าการแสดงนี้เจ็บปวดอย่างที่สุดและอยู่ผิดทิศผิดทาง

ต่อมา หลังจากถูกวิพากษิวิจารณ์อย่างหนัก แอนน์ เดส์ช็องป์ส โฆษกปารีสเกมส์ 2024 เผยแพร่ถ้อยแถลงขอโทษ อธิบายว่าพวกเขาไม่เคยมีเจตนาแสดงความไม่เคารพต่อกลุ่มศาสนาไหนๆ และแสดงความเสียใจที่การแสดงดังกล่าวก่อความขุ่นเคืองใดๆ

ด้วยคลิปที่มีภาพฉากอันเป็นที่ถกเถียงถูกลบไปแล้วและบางคลิปของพิธีเปิดถูกปิดไม่ให้แสดงความคิดเห็น ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์จึงไหลบ่ากันไปยังวิดีโอพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ครั้งก่อนๆ ในนั้นรวมถึงลอนดอน 2012 และโซชิเกมส์ปี 2014 ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ย้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ทำให้พิธิเปิดประสบความสำเร็จ และแสดงความผิดหวังต่อพิธีเปิดของปารีสเกมส์

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาและแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เป็นหนึ่งในคนดังที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยบอกว่า หากไม่มีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ยุติธรรมและถูกต้องมากขึ้น ศาสนาคริสต์ก็จะพินาศไป

พอมีชาวเน็ตเขียนก่อกวนและล้อเลียนพระเยซูว่า หากคุณกำลังจะกลับไปเกิดใหม่อีกครั้งเราพร้อมเสมอที่จะช่วยคุณ ทาง อีลอน มัสก์ เขียนตอบโต้กลับไปว่า ผมเชื่อในหลักการของศาสนาคริสต์ เช่น รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง หมายถึง มีความเห็นอกเห็นใจกับทุกคน และหันแก้มอีกข้างให้ หมายถึง ยุติวัฏจักรแห่งการจองเวรซึ่งกันและกัน

แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ฝ่ายสร้างสรรค์การแสดงชุดดังกล่าวออกมาปกป้องตนเอง โดยบอกว่า มันจะไปสนุกอะไรถ้าไม่มีประเด็นถกเถียง มันคงจะน่าเบื่อน่าดู หากทุกๆ คนบนโลกครั้งเห็นพ้องตรงกันหมด

นอกจากบุคคลทั่วไปและในแวดวงศาสนาแล้ว การแสดงในพิธีเปิดปารีสเกมส์ ยังถูกตำหนิจากบรรดาสื่อมวลชนกระแสหลัก ในนั้นรวมถึงนิวยอร์กไทม์สและนิวยอร์กโพสต์ ซึ่งสำนักข่าวหลังให้คำจำกัดความว่าเป็นพิธีเปิดที่ น่าเบื่อ คิดไม่ดีและไม่ปะติดปะต่อ ส่วน Le Figaro หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส บอกว่าการแสดงมีความทะเยอทะยาน แต่ยอมรับว่าบางองค์ประกอบนั้นเลยเถิดจนเกินไป

.
 

'เหล่าคนดัง-บิชอป' ประณาม!! การแสดงช่วงหนึ่งในพิธีเปิดโอลิมปิก หลังล้อเลียนภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ด้วยธีม LGBTQ

(28 ก.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Jaroensook Limbanchongkit Pone' ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับหลายภาคส่วนที่มีความกังวลใจและไม่พอใจกับเนื้อหาบางส่วนในพิธีเปิดโอลิมปิก 2024 ที่ฝรั่งเศส ระบุว่า...
.
บรรดาบิชอป (Bishop) ใน #ฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ประณามพิธีเปิด #โอลิมปิก2024 ที่ตั้งใจ 'ล้อเลียนศาสนาคริสต์' (French bishops condemn Olympic ‘mockery of Christianity)
.
โดยเหล่าบิชอป ประณามผู้จัดงานโอลิมปิกเกมส์จากการล้อเลียนภาพอาหารมื้อสุดท้ายในธีม LGBTQ ในระหว่างพิธีเปิดการแข่งขัน ที่ผู้จัดงานอ้างว่า การแสดงดังกล่าวสะท้อน 'คุณค่าและหลักการ' ของพวกเขา
.
ทั้งนี้ พิธีดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นที่ใจกลางกรุงปารีสเมื่อคืนวันศุกร์ (26) ได้ปิดท้ายด้วยคณะแดร็กควีน คนรักร่วมเพศ และบุคคลข้ามเพศที่วางตัวที่โต๊ะ เหมือนกับฉากหนึ่งที่พระเยซูคริสต์และอัครสาวกของพระองค์ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง 'The Last Supper' ของเลโอนาร์โด ดาวินชี 
.
โดยหลังจากนั้นจานเสิร์ฟขนาดยักษ์ ที่ปรากฏร่างของชายเปลือย ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับไดโอนีซัส (Dionysus) เทพเจ้าแห่งไวน์และการเฉลิมฉลองของกรีก ได้ถูกเลื่อนออกไปที่หน้าโต๊ะ และตลอดการแสดง สามารถมองเห็นลูกอัณฑะของนักเต้นชายที่โผล่ออกมาด้านหลังโต๊ะ
.
“พิธีนี้น่าเสียดายที่มีฉากที่ศาสนาคริสต์ถูกล้อเลียนและเยาะเย้ย ซึ่งเราเสียใจอย่างสุดซึ้ง” การประชุมเหล่าบิชอป ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (27)
.
“เราขอขอบคุณสมาชิกของนิกายทางศาสนาอื่นๆ ที่ได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเรา” ถ้อยคำหนึ่งจากคำแถลงดังกล่าวเผยและว่า “เช้านี้เรานึกถึงชาวคริสต์ทุกคนในทุกทวีปที่ได้รับบาดเจ็บจากฉากบางฉากที่เกินจริงและยั่วยุ”
.
ด้าน บิชอป โรเบิร์ต บาร์รอน แห่งมินนิโซตา เผยด้วยว่า "พิธีเปิดดังกล่าวถูกประณามโดยชาวคริสเตียนและกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั่วโลก เพราะการแสดงนี้ ถือว่าเป็น 'การเยาะเย้ยอาหารมื้อสุดท้าย' อย่างเลวร้าย" ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรีอิตาลี มัตเตโอ ซัลวินีประกาศว่า "การเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกด้วยการดูหมิ่นคริสเตียนหลายพันล้านคนทั่วโลกถือเป็นการเริ่มต้นที่แย่มากสำหรับฝรั่งเศส"
.
ฟาก Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX และ Tesla ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า "เป็นการไม่เคารพคริสเตียนอย่างยิ่ง" ในขณะที่ Dr. Eli David ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี เผยว่า "แม้จะเป็นชาวยิว แต่เขาก็คงรู้สึกโกรธเคืองกับการดูถูกเหยียดหยามพระเยซูและศาสนาคริสต์อย่างอุกอาจ"
.
ขณะที่ บริษัทโทรคมนาคม C Spire ผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่อันดับหกในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศถอนโฆษณาทั้งหมดออกจากการแข่งขันกีฬา #โอลิมปิก2024 เหตุสุดทนที่ผู้จัดงานได้จัดแสดงเยาะเย้ยศาสนาคริสต์ในช่วงพิธีเปิดการแข่งขัน
.
“เราตกใจมากกับการเยาะเย้ยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายระหว่างพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปารีส C Spire จะถอนโฆษณาของเราออกจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก” C Spire ประกาศบนแพลตฟอร์ม X
 

‘กองทัพสหรัฐฯ’ ส่งจดหมาย สารภาพความผิดให้ ‘ฟิลิปปินส์’ ยอมรับ!! อยู่เบื้องหลังดิสเครดิต ‘วัคซีนซิโนแวค’ ของจีน

(28 ก.ค. 67) กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับสารภาพแล้วว่า เป็นผู้ดำเนินยุทธการลับ มีเป้าหมายทำลายความน่าเชื่อถือวัคซีนโควิด-19 ซิโนแวคของจีนในฟิลิปปินส์ รวมถึงทั่วเอเชียและตะวันออกกลาง ตามรายงานของรอยเตอร์

‘มันเป็นความจริงที่ (กระทรวงกลาโหม) ส่งสารถึงผู้รับฟิลิปปินส์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวค’ พวกเจ้าหน้าที่เพนตากอนเขียนถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมฟิลิปปนส์ ในจดหมายลงวันที่ 25 มิถุนายน และทางรอยเตอร์หยิบยกมารายงานในวันศุกร์ (26 ก.ค.)
.
ในจดหมายดังกล่าว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ยอมรับว่าพวกเขาได้กระทำการผิดพลาดบางอย่างในด้านการส่งสารที่เกี่ยวข้องกับโควิด แต่ได้รับประกันกับมะนิลาว่า เพนตากอนได้ระงับปฏิบัติการดังกล่าวไปตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021 และนับตั้งแต่นั้นยกระดับการกำกับดูแลและเพิ่มความรับผิดชอบต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่างๆ แล้ว

ปฏิบัติการที่เป็นเรื่องเป็นราวเริ่มขึ้นในปี 2020 หลังจากจีนประกาศว่าจะแจกจ่ายวัคซีนซิโนแวคให้ฟิลิปปินส์แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ในความพยายามตอบโต้ผลประโยชน์ทางประชาสัมพันธ์ที่ปักกิ่งจะได้รับจากโครงการนี้ ทางเพนตากอนออกคำสั่งให้ศูนย์ปฏิบัติการจิตวิทยาในฟลอริดา จัดตั้งบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมขึ้นมาอย่างน้อย 300 บัญชี เพื่อใส่ร้ายป้ายสีวัคซีนจีน อ้างอิงผลการสืบสวนของรอยเตอร์ที่ออกมาแฉเมื่อเดือนที่แล้ว

โควิดมาจากจีนและวัคซีนมาจากจีน อย่าไปเชื่อใจจีน หนึ่งในรูปแบบข้อความที่สร้างโดยทีมงานปฏิบัติการทางจิตวิทยา ขณะที่อีกข้อความเน้นว่า PPE (ชุดป้องกันเชื้อโรค) หน้ากากอนามัย วัคซีน ล้วนเป็นของปลอม แต่โคโรนาไวรัสเป็นของจริง

รอยเตอร์อ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอน ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายที่เกี่ยวข้องกับยุทธการนี้รู้ดีว่าเป้าหมายของแผนการไม่ได้ปกป้องชาวฟิลิปปินส์จากวัคซีนที่ไม่ปลอดภัย แต่เป็นการสร้างความแปดเปื้อนแก่ชื่อเสียงของจีน

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ไม่นานยุทธการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวก็ถูกขยายวงออกไปนอกฟิลิปปินส์ โดยผู้รับสารมุสลิมทั่วเอเชียกลางและตะวันออกกลาง ได้รับการบอกเล่าว่าวัคซีนซิโนแวคปนเปื้อนเจลลาตินหมู เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งฮะรอมหรือเป็นสิ่งต้อมห้ามตามกฎหมายอิสลาม ยุทธการนี้บีบให้ทางซิโนแวคเผยแพร่ถ้อยแถลงยืนยันว่าวัคซีนผลิตโดยปราศจากส่วนประกอบของหมูใดๆ

เพนตากอนไม่ยอมรับต่อสาธารณะว่าได้ส่งหนังสือยอมรับสารภาพไปยังกองทัพฟิลิปปินส์ ขณะที่รัฐบาลของสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของรอยเตอร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้วโฆษกรายหนึ่งของเพนตากอนชี้แจงกับรอยเตอร์ ว่ากองทัพอเมริกา ใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ในนั้นรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ ตอบโต้อิทธิพลมุ่งร้ายที่เล็งเป้าโจมตีสหรัฐฯ พันธมิตรและคู่หู และอ้างว่าวอชิงตีนแค่ตอบโต้ ยุทธการบิดเบือนของมูลของจีนที่กล่าวโทษอันเป็นเท็จ ว่าสหรัฐฯ เป็นผู้แพร่กระจายโควิด-19

กระทรวงการต่างประเทศของจีนบอกกับรอยเตอร์ว่า พวกเขาเน้นย้ำมานานแล้วว่า สหรัฐฯ เป็นผู้แพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับจีน

ฟิลิปปินส์ รายงานของรอยเตอร์กระตุ้นให้คณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาเปิดการสืบสวน และระหว่างการพิจารณาเมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสมาชิกไอมี มาร์กอส ประธานคณะกรรมาธิการ ประณามยุทธการของเพนตากอนว่าเป็น ปีศาจ ชั่วร้าย อันตรายและไม่มีจริยธรรม  และแย้มว่ามะนิลากำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับวอชิงตันได้หรือไม่

'อดีตทูตนริศโรจน์' วิจารณ์พิธีเปิดโอลิมปิก ขัดแย้งต่อการ 'รู้แพ้-รู้ชนะ-รู้อภัย' หลังฝรั่งเศสนำเรื่องราวทารุณกรรม พระนางมารีอังตัวเนตต์ มาแสดง

(27 ก.ค.67) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Fuangrabil Narisroj' ว่า…

โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการนำเอาเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์การเมืองที่ถูกประหารชีวิตอย่างทารุณกรรมด้วยการบั่นคอ เช่น พระนางมารีอังตัวเนตต์มาแสดงประกอบในพิธีเปิดงานมหกรรมกีฬา ที่เน้นเรื่องการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่เน้นความรุนแรง 

ใครจะมองว่าเป็น art อะไรก็ตาม แต่ผมมองว่ามันขัดแย้งกับ spirit ของการกีฬาของคนทั้งโลก !

กอปรกับเคยได้อ่านการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ว่า พระนางมารีอังตัวเนตต์ นั้น ถูกใส่ร้ายป้ายสีจากคณะปฏิกษัตริย์อย่างบิดเบือน จนทำให้พระนางดูร้ายเกินจริงจนมากมาย เลยทำให้ภาพองค์รวมของพิธีเปิดโอลิมปิคปารีสเกมส์ดู drop ลง ! 

Spirit Of Sport Not Violence !

พร้อมกันนี้ นายนริศโรจน์ ยังได้กล่วเสริมอีกว่า "นำเสนอเรื่องราวต่างๆได้หมด แฟชั่น สถาปัตยกรรม ความศิวิไลซ์ ไม่เว้นแต่ความรุนแรงในประวัติศาสตร์ของชาติตัวเอง...ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่นำเสนอคือ การเข้าไปยึดครองประเทศอื่นเป็นอาณานิคมด้วยวิธีการเจ้าเล่ห์เพทุบาย เข้าไปสร้างความแตกแยกในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในอินโดจีน"

‘5 แบรนด์จีน’ ทุ่มเงินเป็นสปอนเซอร์ศึก ‘ยูโร 2024’ พร้อมผงาดขึ้นแท่นประเทศที่สนับสนุนมากที่สุด

(26 ก.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (UEFA European Football Championship) เป็นหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลที่มีมายาวนานและได้รับความสนใจจากบรรดาแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะแฟน ๆ ชาวจีนที่ตื่นเต้นกับการแข่งขันยูโร 2024 ในปีนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีแบรนด์จีนที่ได้เฉิดฉายในสนามฟุตบอลด้วยองค์ประกอบที่โดดเด่น แสดงให้เห็นถึงความทรงอิทธิพลของแบรนด์จีนที่กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดโลก

โดยในรายชื่อผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรประดับโลกอย่างเป็นทางการจำนวนทั้งสิ้น 13 รายประจำปีนี้ มีแบรนด์จีนถึง 5 ราย อันได้แก่ ไฮเซนส์ (Hisense) ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ, อาลีเพย์ (Alipay) แพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์, อาลีเอ็กซ์เพรส (AliExpress) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน, วีโว (Vivo) ผู้ผลิตโทรศัพท์สัญชาติจีน และบีวายดี (BYD) ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ไฟฟ้า

นับเป็นครั้งที่สองติดต่อกันที่จีนกลายเป็นประเทศที่ครองรายชื่อผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมากที่สุด

เนื่องจากขยายตัวอย่างรวดเร็วของการค้ากับต่างประเทศและการเติบโตของการส่งออกสินค้าจีน ทำให้แบรนด์จีนกำลังได้รับความนิยมและขยายอิทธิพลในตลาดต่างประเทศทั่วโลกมากขึ้น

ด้าน สภาการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) รายงานว่า ปัจจุบันมีแบรนด์จีนอยู่ในตลาดกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และมี 48 แบรนด์สัญชาติจีนที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด 500 อันดับแรกของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าส่งออก

แบรนด์จีนจำนวนมากขึ้นได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะแบรนด์เองก็พยายามขยายตลาดพร้อมกับพัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพ ด้วยนวัตกรรมและการปรับตัวให้ตอบโจทย์ลูกค้าในท้องถิ่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top