Wednesday, 15 July 2026
POLITICS

ผู้บริหารวอร์นเนอร์มิวสิคฯ เข้าขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ ปมโพสต์ภาพแอปเปิลเน่าด้อยค่า ‘ตุลาการศาล รธน.’

ศาลรัฐธรรมนูญ แจงผู้บริหารบริษัทวอร์นเนอร์มิวสิคฯ เข้าขออภัยต่อคณะตุลาการแล้ว กรณีเผยแพร่รูปภาพตัดต่อและถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม กระทบต่อตุลาการศาล รธน.จะนำเหตุการณ์เป็นบทเรียนและเครื่องเตือนใจไม่ให้เกิดขึ้นอีก

(10 ต.ค.67) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ ระบุว่า ผู้แทนบริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าพบเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงความเสียใจและขออภัยต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเผยแพร่ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสม ซึ่งตามที่ปรากฏข่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 เพจเฟซบุ๊ก Warner Music Thailand ซึ่งเป็นบัญชีโซเชียลทางการของบริษัทดังกล่าวได้โพสต์รูปของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ดัดแปลงตัดต่อโดยใช้ผลแอปเปิลเน่าสีเขียวแทนใบหน้าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมประกอบภาพ ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม เพจ ดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งได้ลบภาพกับข้อความข้างต้นออก

ซึ่งบริษัทได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้น และแสดงความเสียใจ และขออภัยในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. โดยมี นายคาล นิทัศน์ คงขำ กรรมการ ผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าพบนายสุทธิรักษ์ ทรงวิไล เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและผู้บริหารของสำนักงาน เพื่อแสดงความเสียใจและขออภัยต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางบริษัทระบุว่าจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นบทเรียนและเครื่องเตือนใจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก

‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’ ผนึกกำลัง ’รวมไทยสร้างชาติ’ เสนอกฎหมาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’ ปฏิรูปเครดิตบูโร

(10 ต.ค. 67) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายเครดิตบูโรภาคประชาชน และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติยื่น 'ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ...) พ.ศ. …' หรือ 'กฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร' 

ในการนี้ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายเครดิตบูโรภาคประชาชนร่วมกับนาย อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว  

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า “ร่างกฎหมายฉบับประชาชนและร่างฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติมีเนื้อหาตรงกัน โดยมีสาระสำคัญคือ ลูกหนี้จ่ายหนี้ครบปิดบัญชี หรือ ผ่อน 6 เดือนติดต่อกันลบประวัติทันที และเปลี่ยนการแสดงผลเป็นคะแนนเครดิต (Credit Scoring) แทนการแสดงประวัติทั้งหมด รวมถึงฟรีค่าธรรมเนียมในการเช็กคะแนนเครดิตของตนเองด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการลบประวัติผู้ที่มีประวัติเสียในเครดิตบูโรจากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นทันที

โดยกฎหมายเครดิตบูโรฉบับประชาชนได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของผู้บริโภคโดยปัจจุบันมีประชาชนร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย ราว 6 พันคน มาวันนี้ได้แรงหนุนจากส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ทำให้กฎหมายเข้าสู่สภาได้เร็วขึ้นมาก 

กฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโรฉบับนี้จะเปลี่ยนโฉมการประเมินการให้สินเชื่อใหม่ ช่วยให้ประชาชนฟื้นตัวได้เร็วไม่ถูกแช่แข็ง สร้างการแข่งขันเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร และทำให้ธนาคารมีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้นในการประเมินสินเชื่ออีกด้วย โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมเสนอกฎหมายได้ผ่าน เว็บไซต์ของรัฐสภา หรือ www.changeblacklist.org 

นายอนุชา บูรพชัยศรี เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบข้อมูลเครดิตบูโรมาโดยตลอด เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเก็บข้อมูลเครดิตบูโรไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน ซึ่งจำนวนประมาณ 50% เกิดจากความยากลำบากในการดำเนินชีวิตการประกอบธุรกิจในช่วงสถานการณ์โควิด

การปฏิรูปการจัดเก็บข้อมูลเครดิตบูโรในครั้งนี้ เป็นการให้โอกาสในการพลิกฟื้นวิถีชีวิต และการประกอบธุรกิจของประชาชน จากเดิมหากมีประวัติที่ไม่ดีถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ประชาชนจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ มีความจำเป็นต้องไปใช้บริการสินเชื่อนอกระบบ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เงินกู้นอกระบบ

เงินกู้นอกระบบนี้เองที่สร้างปัญหาแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด การทวงหนี้ที่โหดร้าย 

นายอนุชา กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการแก้ไขกฎหมายเครดิตบูโรในครั้งนี้แล้ว ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นว่าจะต้องมีการดำเนินการด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ดังนี้

1.ต้องมีการปรับปรุงแนวคิดของการอนุมัติสินเชื่อของประเทศไทย รวมถึงแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อโดยเฉพาะในรายย่อย
2.หลักการเกี่ยวกับสินเชื่อต้องใช้มาตรฐานสากลเพื่อให้เหมาะสมกับทุก ๆ บริบท 
3.แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายเครดิตบูโรในครั้งนี้แล้ว แต่จะต้องไม่ไปสร้างความเชื่อที่ผิดโดยเฉพาะในเรื่องความจำเป็นในการมีวินัยทางการเงิน การกู้ หรือขอสินเชื่อจะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายเกินตัว และต้องป้องกันไม่ให้เกิด Moral hazard ทางการเงินโดยเฉพาะเรื่องการกู้เงินและการชำระหนี้

ถ้าดำเนินการตามสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ตนมั่นใจว่าจะทำให้เกิดผลดีกับระบบสินเชื่อในภาพรวม และก็เป็นผลดีกับทั้งลูกหนี้ และสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากคาดว่าร่างกฎหมายเครดิตบูโรฉบับนี้จะเข้าข่ายที่เป็นกฎหมายการเงิน ดังนั้นจึงต้องผ่านการรับรองจากนายกรัฐมนตรี จึงมีขั้นตอนที่อาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามตนในฐานะ สส. พรรคร่วมรัฐบาล และกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปรัฐบาล จะติดตามความคืบหน้าของกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิด

“นายณัฐวุฒิ ต้องออกมาชี้แจง (เรื่องเงินบริจาค 42 ล้าน) เพราะการชุมนุมเมื่อปี 2552 ต่อเนื่องปี 2553 ณัฐวุฒิ รับผิดชอบทางการเงิน โดยผมกับพี่วีระ ยินยอมโดยดุษฎี”

'จตุพร' สาปแช่งคนเลวอมเงินบริจาคขอให้ฉิบหาย เปิดชื่อ 'ณัฐวุฒิ' ดูแลเงินม็อบปี 52-53 บี้รีบแถลงอธิบายให้สิ้นกังขาเพื่อหยุดปลุกปั่นคนอม 42 ล้าน ระบุไม่เคยยุ่งเงินม็อบ ชี้เลิกชุมนุมไม่เคยมีรายงานให้รับรู้ใช้จ่ายอะไร ลั่นให้เวลาติ่งเพื่อไทยลบโพสต์ 7 วัน ถ้าเมินเฉยเจอฟ้อง ถึงเป็นร้อยเป็นพันคดีก็จะฟ้อง

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 67) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ระบุ 'นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' เป็นแกนนำ นปช. มีหน้าที่ดูแลเงินบริจาคม็อบปี 52-53 ส่วนมีใครอมเงิน 42 ล้านหรือไม่ ควรออกมาอธิบายข้อเท็จจริง ให้พวกติ่งพรรคเพื่อไทยหยุดพฤติกรรมก่อกวนใส่ร้าย

นายจตุพร กล่าวว่า พวกติ่งเพื่อไทยนำคำพูดของ 'หนุ่มโคราช' มาขยายความถามถึงเงินบริจาค 42 ล้านช่วงคนเสื้อแดงชุมนุมหายไปไหน ซึ่งตนเคยบอกให้ไปถามทักษิณ ชินวัตรว่า มอบหน้าที่ให้ใครดูแล และยังบอกเป็นนัยอีกว่า ตนกับนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีต ประธาน นปช. ไม่ได้ดูแลเรื่องเงิน แต่ตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมายังถูกยัดข้อหา กล่าวร้าย รุมยำกินฟรีตนอยู่ทุกวัน

"ผมอยากบอกว่า หลายวันที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ต้องออกมาชี้แจง (เรื่องเงินบริจาค 42 ล้าน) เพราะการชุมนุมเมื่อปี 2552 ต่อเนื่องปี 2553 ณัฐวุฒิ รับผิดชอบทางการเงิน โดยผมกับพี่วีระ ยินยอมโดยดุษฎี ไม่มีใครไปติดใจอะไร อีกอย่างตลอดการชุมนุมไม่เคยถามว่า ใช้จ่ายเรื่องอะไร ไม่ว่าเงินจะมาในรูปแบบใดก็ตาม และหลังการชุมนุม (ณัฐวุฒิ) ก็ไม่เคยมารายงานว่าใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง ผมกับพี่วีระ ไม่เคยไปสอบถาม ข้อเท็จจริงมีอยู่เท่านี้"

นายจตุพร กล่าวว่า ถึงวันนี้พวกติ่งเพื่อไทยไปขุดเรื่องราวเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาร่วม 14 ปี แล้วแต่งเสริมเป็นนิยายว่า ตนเอาเงิน 42 ล้านไป ซึ่งตนหวังให้นายณัฐวุฒิ คนดูแลเงินได้ชี้แจงติ่งเพื่อไทยให้รับรู้ เพราะตนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเงินบริจาคด้วย แต่พวกติ่งยังเหิมเกริมอีก ดังนั้น ตนให้เวลา 7 วันลบโพสต์ต่าง ๆ ที่กล่าวหาตน ถ้าไม่ทำจะฟ้องทุกคนเป็นร้อยเป็นพันคดีก็จะทำ

"ผมหวังให้คนมีหน้าที่ดูแลเงินได้อธิบาย แต่ไม่อธิบาย ส่วนการชุมนุมปี 2557 เป็นอีกคนดูแลเรื่องเงิน ซึ่งไม่ใช่ผมอีก แต่ที่ผมจะบอกว่า ถ้าข้อมูลพวกเวรชาติชั่วพวกนี้เป็นจริง ทำไม บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยจึงไม่พูดตอบโต้ เพราะทุกคนรู้เต็มอก แล้วผมไม่เคยติดใจและยังไม่เคยสอบถามด้วยว่า ใช้อะไรไปบ้าง เพราะ (การชุมนุม) มีความตายมากขนาดนั้น จึงไม่มีอารมณ์ไปสนใจอะไรอื่น"

อีกทั้งกล่าวว่า ถึงวันนี้พวกคนอุบาทว์นำเรื่องเงิน 42 ล้านมาปั่นสนุกสนานกันใหญ่ ส่วนอีกคนหนีไปอยู่ลาว แล้วท้าตีท้าต่อยกับตน ดังนั้น ตนให้เวลา 7 วันลบโพสต์และใครยังปั่นความเท็จเรื่องเงินบริจาคจะถูกฟ้องให้หมด เพราะเรื่องอื่นวิจารณ์ตนได้ แต่เรื่องอมเงินบริจาคเป็นคนเลวที่สุด

นายจตุพร ย้ำว่า นายณัฐวุฒิ ที่มีหน้าที่ดูแลเงินบริจาคต้องออกมาชี้แจง ซึ่งไม่เกี่ยวกับตนหรือพี่วีระ แล้วยังไม่เคยสงสัยอะไร และไปเกี่ยวข้องเรื่องเงินด้วย ดังนั้น ต้องไปถามที่ปรึกษานายกฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าแกนนำพรรคเพื่อไทยโผล่ออกมาอธิบายด้วยแล้ว ตนจะได้อธิบายให้หนักกว่านั้นอีก แม้ตนจะมีขีดเส้นไว้ว่าอะไรควรพูด ไม่ควรพูดก็ตาม

"ผมบอกได้เลยว่า คนมีหน้าที่ดูแลเรื่องเงินบริจาคคือ ณัฐวุฒิ ไม่ใช่ผมและพี่วีระ เหตุที่ระบุชื่อพี่วีระ เพราะวันนั้น สามเกลอแทบจะเบ็ดเสร็จการชุมนุมในทางปฏิบัติ แต่เรื่องผ่านมา 14 ปี พวกชาติชั่วหนีคดีมาสร้างเรื่องเท็จปลุกปั่นใส่ร้าย โดยคนมีหน้าที่เรื่องเงินกลับไม่ออกมาอธิบายเลย"

นายจตุพร สาปแช่งคนอมเงินบริจาคช่วงชุมนุมคนเสื้อแดงว่า ขอให้ฉิบหาย อีกทั้งเรื่องนี้ตนเคยฟ้องอดีตดาราเป็นคดีหมิ่นประมาท ใส่ความเป็นตัวอย่างมาแล้วและชนะคดีในศาล นอกจากนี้ ถ้ามีข้อเท็จจริงว่า ตนอมเงินจริงแล้ว พวกแกนนำเพื่อไทยต้องเรียงหน้าออกมาถล่มตนตลอดเวลา 14 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว

"พวกเขารู้กันหมดเรื่องเงินบริจาค ใครมาเบิกก็ไปที่ณัฐวุฒิคนเดียว ไม่ได้มาเบิกที่ผมเลย ซึ่งเป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แต่ผ่านมา 14 ปีโยนใส่เฉยเลย แล้วผมไปยุ่งอะไร แต่คนที่รับผิดชอบกรณีชุมนุมก็มีชีวิตอยู่ทั้งนั้น ย่อมรู้ถึงการอมเงินที่เป็นเรื่องอุบาทว์ชาติชั่วนี้

นายจตุพร เรียกร้องว่า หากเรื่องราวไม่ได้เป็นตามที่ตนพูด และถ้านายณัฐวุฒิ ไม่ได้รับผิดชอบ มีหน้าที่ดูแลเงินบริจาคจากการชุมนุมแล้ว ต้องออกมาแถลงเรื่องราว โดยตนไม่ได้ใส่ร้ายอะไรใคร ดังนั้น หากเห็นว่า ไม่ใช่ให้ออกมาเถียง

“เมื่อวันนี้ พะ-นะ-ท่าน เป็นที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยอธิบายให้พวกบรรลัย คนพวกนี้ที่ปั่นเรื่องเท็จใส่ร้ายด้วย” นายจตุพร บี้ให้นายณัฐวุฒิ ไม่ควรนิ่งเงียบ ต้องแถลงชี้แจงความจริงให้ปรากฏด้วย

‘เจือ ราชสีห์’ ยื่นหนังสือ ‘กมธ. คมนาคม วุฒิสภา’ หนุนสร้างสะพานข้ามทะเลสาบ เชื่อมสงขลา – สิงหนคร

9 (ต.ค. 67) นายเจือ ราชสีห์ ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน เข้ายื่นหนังสือ ต่อนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ประธานกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา เรื่องขอความอนุเคราะห์สนับสนุนโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เพื่อเชื่อมอำเภอสงขลากับอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

โดยระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาและนักท่องเที่ยว ประสบกับปัญหาและความเดือดร้อน ในการข้ามฟากไป มา ระหว่างอำเภอเมืองสงขลา ไปยังอำเภอสิงหนคร ด้วยแพขนานยนต์

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณา ลักษณะทางภูมิศาสตร์จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นเมืองที่สำคัญประกอบไปด้วย สถานศึกษา ศูนย์ราชการ และศูนย์การค้าทางเศรษฐกิจมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ แต่ไม่สามารถเดิน ทางเข้าออก ไปยังตัวเมืองสงขลาได้อย่างสะดวก เพราะเส้นทางการเดินทางมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เดินทางผ่าน สะพานติณสูลานนท์ มีระยะทาง 20 กิโลเมตร และการเดินทางโดยการใช้แพขนานยนต์ จากฝั่งหัวเขาแดง ไปอำเภอสิงหนคร ไปยัง อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว ใช้วิธีการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ เพื่อข้ามทะเลสาบ เนื่องจากมีระยะทางที่ใกล้กว่า สามารถลดระยะเวลาการเดินทางได้ จึงทำให้มีผู้ใช้บริการแพขนานยนต์เป็นจำนวนมากที่ต้องมารอต่อแถวเข้าคิวเพื่อซื้อตั๋ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนช่วงเวลาเช้าและช่วงเวลาเย็น 

ดังนั้น จึงส่งผลให้เกิดปัญหา – อุปสรรคในการเดินทางของพี่น้อง ประชาชนเป็นอย่างมาก พี่น้องประชาชนชาวสงขลาและนักท่องเที่ยวจึงมีความต้องการให้ดำเนินการก่อสร้าง สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เพื่อเชื่อมอำเภอเมืองสงขลากับอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งโครงการดังกล่าวสามารถช่วยให้พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางสัญจรไป-มา ประหยัดเวลา ระยะทาง และลดค่าใช้จ่ายประจำวันได้ ตลอดถึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาได้เป็นอย่างมาก

นายเจือ กล่าวระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงได้นำส่งเรื่องมายังประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นำเรื่องดังกล่าวบรรจุเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการ พร้อมกับเชิญตนเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท, อธิบดีกรมทางหลวง, อธิบดีกรมเจ้าท่า, ผู้ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา, นายกเทศมนตรีนครสงขลา และ นายกเทศมนตรีเมืองสิงหนคร เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

ทางด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กล่าวว่า หากเป็นความเดือดร้อนของประชาชนหรือส่วนรวม ทางคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ยินดีรับเรื่องไว้ และจะพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งอาจจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือ จากนั้นจะรายงานให้ทราบต่อไป

‘ศาสตรา’ ให้อภัย ‘อดีตด้อมส้ม’ หลังรุดขอขมา เตือน!! อย่าหลงเป็นเหยื่อ ‘นักการเมือง’ ขยันปั้นข่าวเท็จ

(9 ต.ค. 67) นายศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความว่า “น้องคนนี้ เคยเป็นด้อม“ สารภาพที่เคยด่าผมเสียหาย เพราะไม่รู้จัก วันนี้กลับใจแล้ว  

นายศาสตรา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ น้องคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความ หมิ่นประมาท ทำให้เสียหาย และได้ให้การตักเตือนไปทางข้อความ ด้วยความเป็นห่วงเพราะดูแล้วยังเป็นวัยรุ่นเยาวชน  

“ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 1ปี น้องคนนี้จึงได้ติดตามผม จากการทำงานในช่องทางต่างๆ ตัดสินใจเดินทางมาหาที่บ้าน เพื่อ ขอขมา สารภาพว่า เป็นแฟนตัวยงไปแล้ว พร้อมสัญญาจะไม่ทำอีกจะคิดรอบคอบกว่านี้ ผมจึงได้บอกน้องไปว่า อย่าให้ใครโพสต์ปั่น จูงจมูกเรา อย่าเชื่อไปทุกเรื่อง เพราะนักการเมืองบางพรรคเก่ง social ถนัดสร้างข่าวปลอม จนวันนี้เยาวชนไทยเข้าใจผิด สร้างความเกลียดชังในสังคม บานปลาย ไปไกลหลายเรื่องแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง”

นายศาสตรา ย้ำว่า ที่สำคัญอย่าสร้างนิสัยให้ตัวเองเป็น “เกรียนคีย์บอร์ด” ของแท้อย่าเก่งแค่หลังจอ มีอะไรถามกันได้ตรง ๆ เพราะตนเอง ก็มาจากประชาชน ประชาชนตากแดด ไปเลือกมาเป็นตัวแทนของเขา ดังนั้น จึงต้องทำงานอย่างหนักให้คุ้มค่ากับคนที่เลือกมา ส่วนจะถูกใจ หรือไม่ถูกใจใครนั้น ตนเองก็พร้อมน้อมรับมาพัฒนาและปรับปรุง 

“ตัวผมเองประชาชนก็ต้องวิจารณ์ได้ โดนตำหนิได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือ การหมิ่นประมาท อะไรของจริง อันไหนของปลอม นักการเมืองมีทั้งคนดี คนเลว เหมือนกับทุกอาชีพ ให้ดูเป็นรายบุคคล ข้อนี้สำคัญ” นายศาสตรา กล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า

ลูกผู้ชาย กล้าทำ - กล้ารับ 

เมื่อเห็นน้องเขาเข้าใจดีแล้ว ตนจึงให้อภัยและอยากให้เคสนี้เป็นตัวอย่างกับน้อง ๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ การเข้ามาศึกษาการบ้าน หาข้อมูลทางการเมือง เป็นสิ่งที่สมควรที่เราต้องทำเป็นอย่างยิ่ง แต่จำไว้ให้ดีจะต้องหาข้อมูลให้รอบด้าน และก่อนตัดสินอะไรต้องมีใจที่เป็นธรรม 

และหวังว่าเยาวชนคนไทย กำลังหลักของชาติ เมื่อเขาไปศึกษาเพิ่มได้ข้อมูลใหม่ๆ จนเขากลับใจ เมื่อสำนึกสิ่งที่ทำ แล้วสัญญาจะเก็บไว้เป็นบทเรียน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราต้องช่วยกันคืน ลูกหลาน ของเราที่น่ารัก สู่สังคมไทย ด้วยข้อมูลที่เป็นจริง 

ก่อนกลับผมจึงมอบหนังสือชื่อว่า ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน ไปให้น้องท่านนี้อ่าน หนังสือเล่มเขียนโดย ผศ.ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เพื่อเป็นข้อมูลจริงให้เยาวชน คนหนุ่มสาว ของประเทศไทยต่อไป 

‘ครูใหญ่’ ของจริง แต่ ‘นายใหญ่’ ก็เหนือชั้น!? หลัง ‘อนุทิน - เนวิน’ ดอดเข้า ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’

(9 ต.ค. 67) ไม่ทันจะสิ้นกระแสความจากบทวิเคราะห์ล่าสุด... “ประกาศิตสีน้ำเงิน: สงครามเงียบนายใหญ่-ครูใหญ่” บ่งชี้ทิศทางสถานการณ์ว่าจะดำเนินไปด้วยความตึงเครียด-คุมเชิง...

แต่มาวันนี้ต้องบันทึกเหตุการณ์และขีดเส้นใต้สถานการณ์ใหม่ในสาระสำคัญบางประการ...

ค่ำวันอาทิตย์ที่ 6 ต.ค.2567 หลังเบิร์ธเดย์สองวัน ‘เนวิน ชิดชอบ’ และ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าพบ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า วันรุ่งขึ้นรายการของ 'หมาแก่' ทางช่อง 9 อสมท.ออกมาเปิดเผย แต่อนุทินหลบฉากนักข่าว 2-3 รอบ ไม่ยอมตอบคำถาม..กระทั่งวันรุ่งขึ้นวันประชุมครม.ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นเรื่องจริง

อนุทิน พยายามพูดให้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของ 'เบิร์ธเดย์ บอย' ตนเป็นคนประสาน พร้อมปฏิเสธว่าในอดีต ‘เนวิน’ ไม่เคยพูดกับทักษิณว่า “มันจบแล้วครับนาย”  

ประเด็นสำคัญ อนุทิน ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เป็นการไปตกลงกันเรื่อง 'นายกคนละครึ่ง' กับพรรคเพื่อไทย...ยืนยันตนตั้งใจจะทำงานรับใช้สนองงงานนายกฯแพทองธารให้ดีที่สุด..!!

ประมวลและตรวจสอบข่าวเชิงลึกเชิงกว้างดูแล้ว..ต้องให้น้ำหนักว่าการพบกันครั้งนี้ 'นายใหญ่' ทักษิณเป็นฝ่ายริเริ่มอยากพบและพูดคุยกับเนวิน ชิดชอบ ที่บารมีกำลังเบ่งบานและเป็นอีกดุลอำนาจทางการเมืองที่สำคัญยิ่งในขณะนี้..

ดุลอำนาจ..ในการคุมพรรคภูมิใจไทย พรรค 70 เสียง ใหญ่อันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล นโยบายสำคัญเช่น กรณีกาสิโน,แลนด์บริดจ์, เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา หากภูมิใจไทยไม่เล่นด้วยก็ไปต่อไม่ได้..

ดุลอำนาจ..ในการกำหนดชี้นำทิศทางในสภาสูงหรือสภาสีน้ำเงิน..ดังกรณีร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ที่วุฒิสภาแหกโค้งไม่เห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในขณะนี้

ต้องไม่ลืมว่า.. 'ครูใหญ่' เนวินถึงแม้ต้นทุนทางสังคมก็ไม่ดีเด่ไปกว่า 'นายใหญ่' ทักษิณ แต่การแยกทางออกมาเมื่อเดือนธ.ค.2551ก็ไม่ได้เป็นการแยกออกมาแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย หากแต่ส่วนหนึ่งเป็นสัญญาณจากประมุขบ้านสี่เสาเทเวศร์ที่ส่งสัญญาณผ่านคุณพ่อชัย ชิดชอบ...และเหตุการณ์ขณะนั้นคนเสื้อแดงบางปีกกำลังปลุกกระแสเรื่อง 'รัฐไทยใหม่' อีกต่างหาก...จึงเป็นเงื่อนเหตุอย่างหนึ่งทำให้ 'เนวินและเพื่อน' แยกทาง...พร้อมคำประกาศขอทักษิณหยุดกระทำ 2 เรื่อง..ซึ่งไม่ขอฉายซ้ำตรงนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแบบเกือบ 360 องศา..พ.ศ.2566-2567 ทักษิณกลับบ้านด้วยดีลลับกับปีกที่เรียกกันว่าอนุรักษ์นิยม ไม่แปลกที่วันนี้ 'นายใหญ่' ที่ยังเหนือชั้นและทรงบารมีเหนือกว่า จะเชื้อเชิญอดีตลูกน้องเก่าที่ตัวเองรู้ขี้รู้ไส้มาพูดคุยฟื้นความหลัง มองไปข้างหน้าและตกลงผลประโยชน์เชิงอำนาจ...

จะกล่าวว่า..มันเป็น 'ดีลพิเศษ' ระหว่างนายใหญ่กับครูใหญ่..ที่มีเพียงอนุทินและอาจจะรวมถึงแพทองทองธารเท่านั้นที่ล่วงรู้ก็น่าจะพูดได้...

ไม่นาน..ดีลพิเศษที่ว่าจะค่อยๆถูกเปิดเผย...ไม่ว่าจะเป็นมุมลบหรือมุมบวก...

สรุปว่า..'ครูใหญ่' นั้นเป็นของจริงฝ่ายสีน้ำเงิน และ 'นายใหญ่' นั้นเหนือชั้น..รู้ว่าจะปิดดีลได้แบบชัดครบจบจริง คุยกับน.หนูยังไม่พอ ต้องน.เนวิน..!!

‘ธาริษา’ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ขอการเมืองอย่าแทรกแซง เลือกประธานแบงก์ชาติ หยุดหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศ

(8 ต.ค. 67) นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ 'การคัดเลือกประธานธนาคารแห่งประเทศไทย' ว่า

ในขณะนี้มีแต่จิตสำนึกของคณะกรรมการคัดเลือกประธานธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้นที่จะยับยั้งหายนะทางเศรษฐกิจได้

ที่ผ่านมารัฐบาลได้แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งในเรื่องไม่ลดดอกเบี้ย และการคัดค้านนโยบายการแจกเงินหนึ่งหมื่นบาท เป็นต้น 

ล่าสุดก็มีการคาดหมายว่ารัฐบาลจะส่งคนของตนเข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อจะได้สามารถใช้ ธปท. เป็นเครื่องมือในการสนองนโยบายของรัฐบาล 

ซึ่งหากภาพนี้เกิดขึ้น หายนะของเศรษฐกิจไทยก็จะตามมาอย่างแน่นอน เหมือนที่เราเห็นในต่างประเทศที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงในธนาคารกลาง 

การกระทำดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อระบบเศรษฐกิจสั่นคลอน เพราะธนาคารกลางที่ถูกแทรกแซงจะไม่สามารถมีบทบาทในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เศรษฐกิจจึงเสี่ยงที่จะเสียหายจากนโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

ในกรณีของประเทศไทยนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังอย่างมหาศาล ก็ได้สร้างความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว หากธนาคารแห่งประเทศไทยถูกแทรกแซงจนขาดความเป็นอิสระ ความเสี่ยงของการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก ผลเสียต่อธุรกิจและเศรษฐกิจย่อมตามมาอย่างแน่นอน

วงการเศรษฐกิจของไทยได้ชี้ให้เห็นถึงผลเสียหายอันใหญ่หลวงของการแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย แต่รัฐบาลก็ไม่ต้องการรับฟังคำเตือนเหล่านี้ 

ในขณะนี้ จึงมีเพียงแต่จิตสำนึกของคณะกรรมการคัดเลือกประธานธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการยับยั้งไม่ให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจนี้ 

อันที่จริง กฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้คำนึงถึงความเสี่ยงของการที่กรรมการสรรหาจะถูกแทรกแซงจากทางการเมืองหากกรรมการยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ  กฎหมายจึงได้กำหนดให้กรรมการสรรหาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจที่เกษียณอายุแล้วทั้งสิ้น เพื่อจะได้ปลอดภัยจากการถูกแทรกแซง 

ที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหาตำแหน่งสำคัญๆของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระไม่ยอมรับการแทรกแซง ผู้ที่ได้รับการสรรหาจึงเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่เข้าใจบทบาทของธนาคารกลาง และสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม เป็นที่ยอมรับของสังคม 

ดิฉันจึงได้แต่คาดหวังว่าคณะกรรมการคัดเลือกในครั้งนี้จะสามารถทำหน้าที่ที่สำคัญนี้ด้วยหลักการเดียวกัน คงไม่มีท่านใดอยากจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบในการทำให้เศรษฐกิจไทยพลิกผันไปสู่ก้าวแรกของความหายนะ

ธาริษา วัฒนเกส
อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

‘ณัฐวุฒิ’ เปลือยเบื้องลึกหวนคืนสู่เส้นทางสายการเมือง รับบท ‘กุนซือการเมือง’ เคียงข้าง ‘แพทองธาร’

(8 ต.ค. 67) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกฯ ให้สัมภาษณ์นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าว ผ่านเพจ 'สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว' ว่า

กรณีที่นายสรยุทธ สอบถามว่าถือเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองหรือไม่ที่กลับมาช่วยพรรคเพื่อไทยทั้งที่ในปี 2566 ได้ประกาศออกจากหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เพราะไม่เห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทยจับมือกับ 3 ลุง โดยนายณัฐวุฒิ ตอบนายสรยุทธว่า ไม่ เพราะตนมีเหตุผล เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจซึ่งสถานการณ์ขณะนั้นเป็นหมากล็อก ถึงต้องตั้งรัฐบาลแบบนี้

ที่ถอยออกมาเพราะได้ประกาศกับประชาชนไปแล้วและหวังว่าเมื่อเกิดรัฐบาลแบบนี้ก็น่าจะประคับประคองและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ในหลายเรื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี นายเศรษฐา ทวีสิน กลับพ้นตำแหน่งคือทุกอย่างเกิดขึ้นภายในสัปดาห์เดียว คือพรรคก้าวไกลถูกยุบตามด้วยนายเศรษฐาพ้นตำแหน่ง พอตนเห็นแบบนี้ก็เป็นห่วงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร

ตนไม่คิดว่านายเศรษฐาจะอยู่แค่ปีเดียว เมื่อเป็นแบบนี้ก็เลยเป็นห่วงน.ส.แพทองธาร แล้วทางนี้ก็อยากให้ตนเข้ามาช่วยด้วย

โดยตนจะเข้ามาร่วมกับทีมงานในการคิดประเมินสถานการณ์ทางการเมือง ออกความเห็นทางการเมืองรายงานต่อนายกฯ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออกสู่ประชาชน ซึ่งหลายคนในทีมงานก็จะมีประสบการณ์มาช่วยคิดอ่านสถานการณ์ทางการเมืองกัน

เมื่อถามว่ามาช่วยวิเคราะห์กับดักนายกฯ นายณัฐวุฒิ ไม่ปฏิเสธ พร้อมขยายความว่ามาช่วยสื่อสารกับสังคม มีทีมทำงานอยู่ซึ่งเป็นปกติของทุกนายกฯ ที่จะมีทีมงานแบบนี้

เมื่อถามต่อว่าแล้วทีมงานบ้านพิษณุโลก 5-6 ท่านถือว่าเป็นทีมเดียวกันหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ภารกิจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน เพราะบ้านพิษณุโลกเน้นนโยบายและเอกสารที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ส่วนตนจะเกี่ยวข้องกับตัวนายกฯ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมนายกฯ อยู่

เมื่อถามว่าถือเป็นพี่เลี้ยงนายกฯ นายณัฐวุฒิ ปฏิเสธว่าไม่ใช่พี่เลี้ยงนายกฯ นายกฯไม่จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง เพราะมีศักยภาพ มีความชัดเจนเด็ดขาดแบบที่น.ส.แพทองธารเป็น

เมื่อถามต่อว่า พรรคเพื่อไทยโดนข้อหาตระบัดสัตย์ เมื่อนายณัฐวุฒิกลับเข้ามาทำให้ภาพตระบัดสัตย์นี้กลับมาอีกครั้ง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่ เราจะไปห้ามไม่ให้พูดไม่ได้ ตนคิดว่าอย่าไปเปลืองเวลา เพียงแต่เราต้องบอกเหตุผลกับตัวเราเองให้ได้ก่อน เมื่อบอกเหตุผลกับตัวเองได้แล้วก็จะบอกสาธารณะได้ ส่วนว่าจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนฟัง

สงครามเงียบ ‘นายใหญ่’-‘ครูใหญ่’ ต่างฝ่ายต่าง 'ซ่อนดาบในรอยยิ้ม'

เบิร์ทเดย์ ครบ 66 ย่างปีที่ 67 ของเนวิน ชิดชอบ เมื่อ 4 ต.ค.2567 ยิ่งใหญ่อลังการตามรูปแบบฉบับของ ‘ครูใหญ่เนวิน’ และตระกูลชิดชอบ มีพิธีปะกำช้าง ผูกข้อมือเรียกขวัญโดยครูปะกำ..

ไฮไลต์ไม่ได้อยู่ที่การผูกข้อมือครูใหญ่ แต่อยู่ที่ครูใหญ่พูดเสียงดังขณะผูกข้อมือให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า... “ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง..”

ข่าวงานวันเกิดก๊อปปี้เดียว แต่ถูกแพร่กระจายไปนับร้อยสำนักสื่อในชั่วพริบตา..ตามมาด้วยบทวิเคราะห์ โดยมีจุดร่วมคือ..วันนี้ครูใหญ่เนวินและพรรคสีน้ำเงิน รวมทั้งสว.สีน้ำเงิน คือขั้วอำนาจหรือ 'ดุลอำนาจ' ที่ทรงพลังยิ่ง ไม่แพ้ดุลอำนาจของอีกกลุ่มที่นำโดย ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ชินวัตร..

ปี 2551 เนวิน แยกทางกับทักษิณ ชินวัตร พร้อมวลี “มันจบแล้วครับนาย”...พ.ศ.2566 -67 ทักษิณกลับบ้านพร้อมดีลลับ พรรคเนวิน 71 เสียงต้องยกมือพรึ่บหนุนเศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทยที่มี ‘นายใหญ่’ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ..

ทั้งน.เนวินและน.หนู-อนุทิน ต่างเคยเป็นลูกน้องของนายใหญ่ แต่วันนี้ ‘อนุทิน’ ถึงเวลาสำแดงตัวตน แสดงวุฒิภาวะผู้นำภายใต้การสนับสนุนรัฐบาลแพทองธารด้วยท่วงทำนองแข็งแรง..จริงใจ ในขณะที่ครูใหญ่เนวินกำกับทั้งยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี...รักษาสมดุลอำนาจและพร้อมรุกฆาตทางการเมืองการเลือกตั้ง เพื่อตอบโจทย์..

ให้ ‘บิ๊กหนู’ เป็นนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ไม่ใช่ 'นายกสมาคมคนเกลียมัว' ที่อนุทินพูดเล่นมุก..

ย้อนไปก่อนหน้านี้ไม่นาน..ปรากฏการณ์กรณีตั้งคำถามเรื่อง เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่หมายถึงคาสิโนแสนล้าน /กรณีสว.สีน้ำเงินพลิก 360 องศา แก้พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ (กรณีรัฐธรรมนูญ)ต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้น ที่โดนใจชาวประชาฝั่งอนุรักษ์นิยม..ตลอดจนจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ประเด็นจริยธรรม..ฯลฯ

เป็นการสำแดงความเป็นตัวตนและจุดยืนของพรรคสีน้ำเงินที่ดูเหมือนจะพยายามเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษ์นิยมก้าวหน้า หัวใจสีน้ำเงิน ที่จากนี้ไปพรรคเพื่อไทยตลอดจน ‘นายใหญ่’ จะเริ่มอึดอัดมากขึ้นเป็นลำดับ...ขณะที่พรรคสีน้ำเงินเองก็รู้ว่าจะต้องโดนตอบโต้ในรูปแบบต่าง ๆ..

เพียงแต่ พ.ศ.นี้ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางเลือก จะต้องประคับประคองต่อรองกันไป..จนกว่านายกฯอิ๊งค์จะไปต่อไม่ไหว หรือฉวยใช้จังหวะที่ได้เปรียบทางการเมืองยุบสภา..เพื่อจะเป็นนายกฯอีกรอบ

ในสนามการเมืองนอกจาก ‘ครูใหญ่เนวิน’ จะมีใครสักกี่คนที่ล่วงรู้ว่า เพลานี้ ‘นายใหญ่’ ที่หลบมุมหลบฉากสปอตไลต์นัยว่าเพื่อให้นายกฯอิ๊งค์เปล่งแสงได้เต็มที่นั้น กำลังจัดทัพปรับแถวสนามเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งเพื่อไทยได้เพียง 73 ที่นั่ง พลาดเป้าไปอย่างน้อย 30...เหตุผลหนึ่งเพราะพรรคสีน้ำเงิน 'ดูด' คนของพรรคเพื่อไทยไปจำนวนมาก แต่หลายคนสอบตก เช่น สนามศรีสะเกษ เป็นต้น ..และขณะนี้คนเหล่านั้นกำลังจะกลับบ้านมารับใช้ ‘นายใหญ่’..!!

ส่วนบนเวทีอำนาจนั้น ‘นายใหญ่’.. ‘ครูใหญ่’..ต่างฝ่ายต่างรู้...ใครกำลังเดินหมากเกมอย่างไร และต่างมีตัวแทนบนเวทีคือนายกฯกับรองนายกฯ... คือ ‘อิ๊งค์’ กับ ‘หนู’..ที่ดูเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ จะเริ่มเห็น 'ดาบในรอยยิ้ม' ของทั้งสอง..ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับแล้ว!?

‘ศิษย์หลวงตาบัว’ ค้านรัฐบาลแทรกแซง ‘แบงก์ชาติ’ ยื่นคำขาด หากยังเดินหน้า ก็ไม่อาจให้บริหารบ้านเมืองต่อ

(8 ต.ค. 67) ตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันใน ทำหนังสือถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอคัดค้านบุคคลซึ่งเกี่ยวโยงการเมืองเข้ามาแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า

ตามที่ปรากฏกระแสข่าวเป็นวงกว้างว่า รัฐบาลนำโดย ฯพณฯ พยายามผลักดันบุคคลซึ่งเกี่ยวโยงกับการเมืองเข้ามาแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเห็นได้จาก รมว.คลังในรัฐบาลของท่านได้แต่งตั้ง
"คณะกรรมการสรรหาประธานและกรรมการธปท. ชุดใหม่" โดยไม่ได้แต่งตั้งอดีตผู้ว่าธปท. คนใดคนหนึ่งเป็น
กรรมการสรรหาด้วย พฤติการณ์ดังนี้แตกต่างจากประเพณีปฏิบัติในหลายครั้งที่ผ่านมา ราวกับว่า รัฐบาลของ
ท่านมีเจตนาแรงกล้าในการจัดส่งบุคคลที่ยึดโยงกับการเมืองให้เข้ามาแทรกแซงและครอบงำธปท.อย่าง
เบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้จงได้

ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างไม่น้อยจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในหลายประเทศ ที่ต้นเหตุแห่งความวิบัติมาจากการเมืองเข้าแทรกแซงและครอบงำการทำงาน ที่คำนึงถึงความปลอดภัยแห่งอธิปไตยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ยิ่งกว่านโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งในที่สุดจะส่งผลร้ายเป็นการบั่นทอนความเข้มแข็งของธนาคารกลาง จนเบี่ยงเบนทำงไกลจากความถูกต้อง และหากธนาคารกลางไม่อาจคะคานอำนาจของรัฐบาลที่มุ่งสร้างภาพด้วยนโยบายประชานิยม หวังผลเพียงผลประโยชน์ของกลุ่มก้อนพวกพ้องและภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น จนสุ่มเสี่ยงความหายนะแห่งอธิบโดยทางการเงินของชาติให้พังพินาศไปสิ้นได้อย่างน่าสังเวชใจ

คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ในฐานะประชาชนคนไทยที่เทิดทูนชาติศาสน์กษัตริย์เหนือศิรเกล้า ประการสำคัญ ได้ร่วมกันปกป้องทุนสำรองปราการด่านสุดท้ายของชาติอย่างหนักแน่นจริงจัง ตามคำเตือนอย่างเข้มข้นขององค์หลวงตา และได้ร่วมกันเสียสละเงินทองเข้าคลังหลวงกว่า 13 ตัน ได้เห็นพ้องต้องกันว่า หาก ธปท.ถูกการเมืองเข้าแทรกแซง ย่อมบังเกิดมหันดภัยขั้นร้ายแรงต่อระบบการเงินมั่นคงของชาติให้วินาศไปได้อย่างง่ายตาย เพื่อป้องกันมิให้เกิดพฤติการณ์เช่นนี้

คณะศิษย์ฯ จึงขอน้อมนำคำสอนขององค์หลวงตาฯ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ตอนหนึ่งที่ว่า

"อำนาจอันใดก็ตามต้องให้มีประชาชนเป็นผู้ควบคุมอำนาจนั้นไว้ ไม่ใช่กฎหมายของคนสองสามคนเข้ามาตั้งเป็นเจ้าอำนาจวาสนาใหญ่โตเหยียบย่ำทำลายชาติไทยของเรา ก็เรียกรัฐบาลมหาภัยเท่านั้นเอง ไม่ใช่รัฐบาลที่ดีสมความมุ่งหมายของประชาชนที่ตั้งขึ้นมา"

จึงกราบเรียนด่วนที่สุดมาถึง ฯพณฯ เพื่อโปรดพิจารณา อย่านำการเมืองและอย่านำบุคคลที่มีหัวใจยึดโยงกับการเมืองเข้าแทรกแซงอำนาจหน้าที่แห่ง ธปท.โดยเด็ดขาด มิฉะนั้น คณะศิษย์ฯ ย่อมมิอาจยอมรับรัฐบาลประเภทที่ว่ามานี้ให้บริหารบ้านเมืองอีกต่อไปได้

‘ธนกร’ อัดเต็มแรงใส่ ‘ธนาธร’ ละเมิดกฎหมายไม่ใช่ความเสมอภาค ย้ำชัด ๆ สถาบันฯ อยู่เหนือการเมือง หยุดหนุนหลังคนออกมาก้าวล่วง

(7 ต.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ  อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า พูดบนเวทีงานรำลึกครบรอบ 48 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ที่พูดถึงความเสมอภาคในสังคมไทย ว่า 

การพูดถึงเรื่องคดีความต่าง ๆ ที่บุคคลกระทำความผิด ก็สมควรที่จะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่คดีที่พรรคการเมืองถูกตัดสินยุบพรรคและบุคคลที่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น 

ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องการสร้างประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยให้มีสิทธิ เสรีภาพ มีความเจริญก้าวหน้ามีความเสมอภาคเท่าเทียม อย่างที่นายธนาธรกล่าวอ้าง  แต่เป็นการทำผิดละเมิดกฎหมายหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง เพราะไม่ใช่กับบุคคลธรรมดาแต่เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์ประมุขของรัฐ ถือเป็นความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจคนไทยทั้งชาติ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง 

เมื่อถามว่าเหตุใดนายธนาธรถึงกล้าพูดชัดว่า ปี 2563-2564 รวมถึงการหาเสียงเรื่องการแก้ ม.112 ในปี 2566 มีการพูดเรื่องนี้อย่างกว้างขวางในสังคม ถือเป็นความก้าวหน้าของประเทศไทย และรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์นั้น 

นายธนกร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการพูดของนายธนาธรครั้งนี้ เป็นการเปิดเผยเจตนาเบื้องลึกเบื้องหลัง หรือ ธาตุแท้อย่างชัดเจน เพราะพูดด้วยความภาคภูมิใจ เสมือนหนึ่งว่าได้ร่วมสร้าง ประวัติศาสตร์นี้ขึ้นมา เพื่อให้สังคม กล้าพูด กล้าวิพากษ์วิจารณ์เบื้องสูงได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งตน ก็สงสัยและตั้งคำถามเหมือนกันว่าเป็นความก้าวหน้าของประเทศตรงไหน 

พร้อมขอตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์จากคำพูดนายธนาธร มองว่าความคิดในลักษณะนี้เป็นความไม่ปลอดภัยของชาติบ้านเมือง เพราะไม่มีคนไทยที่รักประเทศชาติ รักสถาบันฯ คนไหนเขาคิดกันแบบนี้  และตนไม่เห็นผู้นำพรรคการเมือง หรือองค์กร หน่วยงานใด สนับสนุนให้คนจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบัน ซึ่งเป็นการทำลายชาติแบบนี้

“ขอย้ำว่าสถาบันฯอยู่เหนือการเมือง และอย่านำเรื่องนี้ มาเกี่ยวโยงอ้างประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน พี่น้องประชาชนชาวไทย ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ เพราะทุกวิกฤตตั้งแต่ ภัยธรรมชาติ ภัยโรคระบาด ไปจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจ สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงไม่เคยทิ้งคนไทยเลย  จึงขอให้นายธนาธรและพวกทบทวนแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสียใหม่ อย่าเป็นพวกจาบจ้วง เซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติ เห็นผิดเป็นชอบ หยุดพยายามโน้มน้าวให้คนไทยเห็นดำเป็นขาวแบบนี้เลย ถ้านายธนาธรบอกว่า อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปในทางที่ดีจริงๆ หยุดเถอะครับ หันไปทุ่มสรรพกำลัง นำกำลังคน สิ่งของไปช่วยพี่น้องที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในภาคเหนือจะดีกว่า“ นายธนกร ระบุ

นายกฯอิ๊ง จรดปากกาเซ็นตั้ง 2 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพิ่ม เซอร์ไพรส์ ชื่อ ‘ณัฐวุฒิ’ โผล่นั่งตำแหน่ง หลังเคยประกาศวางมือ

(7 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 348/2567 ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 319/2567 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 กันยายน 2567 นั้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ดังนี้

1. นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส
2. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยประกาศยุติบทบาททางการเมือง โดยขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย หลังเชิญพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล 

‘แพทองธาร’ ไม่กล้าพูดฟื้น ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แง้ม รออีกนิดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรออยู่อีกเพียบ

(7 ต.ค. 67) ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสบวกสนับสนุนรัฐบาล หลังแจกเงินหมื่น และก่อนจะแจกเฟส2 เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำโครงการคนละครึ่งมากระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือป้องปากและกล่าวว่า ไม่กล้าพูดเลย แล้วหันไปหัวเราะกับนายสรวงค์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นจึงระบุว่า จริง ๆ แล้วเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีในกระเป๋าเยอะมากเลย แต่ค่อยๆ ออกมา เพราะต้องดูสถานการณ์บ้านเมืองด้วย 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า แน่นอนว่า หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราทำแน่นอน เพราะฉะนั้นก็ขอให้รออีกนิดนึง อย่าเพิ่งรีบ กระทรวงไหนที่เกี่ยวข้อง ตนพยายามจะให้กระทรวงด้านนั้นมาเล่าว่าผลงานที่ตัวเองทำคืออะไร 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการจัดรวมกันถึง 5 เฟส มีประชาชนใช้จ่ายจริงไม่น้อยกว่า 27 ล้านคน รวมถึงมีธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท

‘บอย ธัชพงศ์’ ออกมาร่ายยาวถอดบทเรียนช่วงนำ ‘ม๊อบสามนิ้ว’ ชี้ข้อผิดพลาดของตน คือ ‘ด้อยค่าความคิดต่าง’

(7 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย หนึ่งในแกนนำม๊อบสามนิ้วเมื่อช่วง พ.ศ. 2562 ได้ออกมาร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถอดบทเรียนจากการเคลื่อนไหวเมื่อช่วง พ.ศ. 2562 ว่า

ช่วงสถานการณ์ม็อบ ความผิดพลาดของผม คือ ใช้วิธีการด้อยค่าความคิดต่าง 

ทั้งทางโซเชียลและตอนขึ้นเวทีปลุกระดม ด่าหยาบคาย ประชดประชัน เสียดสี ร่างกาย ความคิดผมพร้อมปะทะ ต่างกรรม ต่างวาระของแต่ละสถานการณ์ 

ผมมาสรุปบทเรียนว่า “ผมขยายความคิดให้คนคิดต่างทดลองเชื่อ หรือ คิดตามไม่ได้เลย และบางครั้งก็ผลักมิตรเป็นศัตรู” 

น่าเสียดายเวลา กลับกลายเป็นว่า ผมทำเพื่อตนเองเท่านั้น คือ เพื่อแค่ยืนหยัดเหตุผลและหลักการตัวเองให้กับคนที่คิดเหมือนกันอยู่แล้ว ยอมรับในตัวผมเท่านั้น หรือ บางครั้งก็หลุดหัวร้อนประจานตัวเอง ผลักมิตรเป็นศัตรู ขยายความคิดกับคนเห็นต่างไม่ได้เลย

จนเมื่อช่วงหลังผมได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการของ “ฟาสามัญชน” และได้เป็นวิทยากรนำกระบวนการ ไปใช้ปฏิบัติ เพื่ออำนวยความสะดวกในที่ประชุมและการอบรมบ่อยๆ 

ผมได้ทบทวนตัวเองว่า “ผมควรใช้ท่าทีนอมน้อมรับฟังและประคับประคองความคิดต่าง ให้เกียรติและแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อโอกาสแห่งความเป็นไปได้ ในการทำให้คนคิดต่างจะทดลองเชื่อและคิดตามเราในอนาคต หรือ บางสถานการณ์ก็เพื่อรักษามิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแค่วิธีคิดต่างกันให้ร่วมทำงานเดินไปด้วยกันต่อได้“

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้คนที่คิดเหมือนเราอยู่แล้วยอมรับเหตุผลหลักการเราเท่านั้น แต่เราต้องช่วยรักษาคุณค่าของหลักการและขยายความคิดให้กับคนเห็นต่างให้ได้ เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของเราไม่เสียของไปกับปรากฏการณ์นั้นๆ

แต่ผมก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ยังต้องปรับปรุงตัวเองและทำต่อไป เพราะยังมีรายละเอียดหลากหลายวิธีการที่น่าสนใจ และต้องศึกษาอีกเยอะ

โดยเฉพาะจัดการวุฒิภาวะทางอารมณ์ตัวเอง เพื่ออดทนต่อความคิดต่างให้ได้ ก่อนที่จะออกไปแลกเปลี่ยนกับคนคิดต่างได้อย่างมีวุฒิภาวะ ผมยังต้องปรับปรุงตัวเองอีกเยอะเลย

นายกฯ อุ๊งอิ๊ง ตอบคอมเมนต์แซะ ‘ก้มหน้าตาอ่านไอแพด’ แนะลดอคติ-เปิดใจให้กว้าง ด้าน ‘พิชัย’ โดดป้อง เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำเพื่อความถูกต้อง ชูการประชุมประสบความสำเร็จ

(6 ต.ค. 67) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาตอบคอมเมนต์ของผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กหนึ่ง ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น

โดยระบุว่า อย่างน้อยหาข้อมูลให้มีในสมองบ้างครับก้มหน้าอ่านจากไอแพด มันดูน่าขายขี้หน้าประเทศ ประยุทธ์ว่าแย่แล้ว คนนี้แย่พอกันหรือแย่กว่าด้วย ซึ่งหลังจากหนุ่มคนนี้ได้โพสต์ข้อความออกไป 

ทางนายกรัฐมนตรีได้มาตอบคอมเมนต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ว่า

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ รบกวนดูข่าว+หาข้อมูลเยอะๆ นะคะ เวลาประชุมแบบนี้ ทั่วโลกเค้าอ่านกันค่ะ มันเป็น commitment เป็นสิ่งที่ต้องบันทึกค่า อ่านทุกคน ตั้งแต่ sheikh ถึง mimister เลยค่ะ ลองหาข้อมูลเพิ่มดูเนาะ ถ้าเป็น bilateral ส่วนใหญ่ จะจดหัวข้อไป แล้วก็พูดคุยกันแบบไม่ต้องอ่านจะเกิดการสร้าง Connection ที่ดีค่ะ ดูแค่หัวข้อให้ครบถ้วน ไม่มีใครแย่กว่าใครหรอกค่ะ ทุกคนมีความสามารถกันคนละด้านค่ะ เปิดใจกว้างๆลองให้โอกาสตัวเอง ลดอคติลง จะมีความสุขขึ้นค่ะ

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า ทันทีที่กลับถึงไทย ตนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการประชุม ACD summit ในครั้งนี้ โดยย้ำว่า เป็นการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงบทบาทผู้นำของประเทศไทยอย่างยอดเยี่ยม และเป็นที่ชื่นชมของผู้นำต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งมีผู้นำหลายประเทศมาขอร่วมถ่ายภาพด้วย ล่าสุดติดอันดับ 100 ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคตของนิตยสาร TIME ในเวทีต่างๆ ท่านนายกฯ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเชิญชวนชาติต่างๆ เข้ามาตั้ง Data Center หรือสถานที่จัดเก็บข้อมูลในประเทศไทย ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจอย่างมาก เช่น UAE, Qatar, Kuwait, Oman เป็นต้น

รมว. พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ตนจึงแปลกใจที่มีการหยิบยกภาพๆ เดียวที่นายกฯ ถือไอแพดขึ้นมาตัดต่อ บิดเบือน ในเรื่องการสื่อสารในเวทีระดับโลก ตนรู้สึกเป็นการวิจารณ์ที่ล้าสมัย ไม่รู้ข้อเท็จจริง และธรรมเนียมปฏิบัติในเวทีโลก ไม่ยุติธรรมต่อคนทำงาน จึงต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนใส่ร้าย ในฐานะผู้ที่นั่งอยู่ร่วมในวงประชุมต่างๆ กับท่านนายก ทั้งในเวทีใหญ่ และเวทีทวิภาคี

ต่อข้อวิจารณ์ว่านายกฯ อ่านจากไอแพด นักวิจารณ์บางรายไปบิดเบือนเป็นเรื่อง การทูตIpad ขอเรียนว่า ในเวทีสากลแบบนี้ ทุกอย่างที่อยู่ในห้องประชุม ทั้งการสนทนา การนำเสนอวิสัยทัศน์ การให้ข้อแถลงต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ทั้งหมดโดยละเอียด ตนนั่งในห้องประชุมหลังท่านนายกฯ จึงได้เห็นว่าผู้นำทุกชาติ เขาอ่านกันทั้งหมด เพราะเขาระวังความผิดพลาด ถ้าพูดผิด ก็จะทำให้บันทึกการพูดผิดไปด้วย การอ่านทั้งจากเอกสาร หรือไอแพดก็ดีจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัดกุมที่ทุกประเทศเขาทำกันหมด

ส่วนในการเจรจา Bilateral หรือทวิภาคีกับชาติต่างๆ ตนนั่งอยู่ในห้องด้วย ท่านนายกพูดเองทั้งหมด นำการประชุมทวิภาคีได้สมศักดิ์ศรี ต้องเข้าใจก่อนด้วยว่า ในการร่วมเวทีระดับสากล จะมีวงหารือทวิภาคีหลายวง และประเด็นในการสนทนา หรือ Suggest Talking Points ที่แต่ละชาติจะหยิบยกขึ้นมาหารือกัน ก็ไม่เหมือนกันทั้งสิ้น การมีกระดาษโน้ต หรือไอแพดไว้ในมือ เพื่อเหลือบมองหัวข้อบ้างตามสมควร จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสามารถทำได้ เพื่อให้ประเด็นที่เราหยิบยกขึ้นมาดำเนินไปด้วยความถูกต้องกับที่เราเตรียมการมา ผู้นำชาติต่างๆ ก็ทำแบบนั้นทั้งสิ้น ท่านนายกฯ พูดได้ไหลลื่น มองไอแพดเป็นครั้งคราวเพื่อดูเพียงหัวข้อ ที่ต้องชมมากคือการเจรจา Bilateral ครั้งแรกกับประเทศอิหร่าน ซึ่งสุดหิน เพราะเพิ่งมีสถานการณ์สดๆร้อนๆ แต่ท่านนายกสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม พูดให้เขาสบายใจ ด้วยภาษาดอกไม้ ไม่เข้าข้างใคร ให้ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง และในช่วงการสัมภาษณ์สรุปประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเข้าร่วม ACD summit กับสื่อมวลชนไทยก็ทำด้วยดี จนพวกเราทั้งสามคนที่ยืนอยู่ด้วยหันมาชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน

“ทั้งตัวผม และผู้ที่ร่วมในการประชุม ทั้ง นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์ รมว. ต่างประเทศ และนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริเดช เลขาธิการนายกฯ เราได้อยู่ด้วยในทุกฟอรัมที่นายกฯ เข้าร่วม เรายังยืนคุยกันชื่นชมนายกฯ ที่สามารถทำได้ดีเยี่ยม เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ อย่างวงทวิภาคี ตนเองยังต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีกว่าจะสามารถดำเนินการได้ แต่ท่านนายกฯสามารถทำได้ดีในครั้งแรก จึงอยากออกมาข้อมูลอีกด้าน ในฐานะที่อยู่เหตุการณ์จริง ขอให้เลิกอคติ จับผิดเรื่องเล็กน้อย วันนี้ ขอชวนคนไทยให้กำลังทีมไทยแลนด์ที่ช่วยกันทำงานอย่างหนัก เพื่อเชิญชวนชาติต่างๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะดีกว่า” นายพิชัยกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top