Wednesday, 15 July 2026
POLITICS

‘รทสช.’ ปลื้มเรตติ้ง ‘พีระพันธุ์ - พรรค’ พุ่ง ยันสืบทอด DNA ลุงตู่ ยึดมั่น ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

(2 ม.ค. 68) โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอบคุณแรงเชียร์ ชี้โพลล่าสุดทะลุเกิน 10 %  ผสานกำลัง รมต.และ สส. มุ่งมั่นทำงานเพื่อคนไทย ย้ำนโยบาย 'รื้อ ลด ปลด สร้าง' พลังงานไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง ยันสืบทอด DNA ลุงตู่ ยึดมั่น ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 

วันที่ 2 มกราคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนและความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนในปีที่ผ่านมา ที่ให้การสนับสนุนและให้ความไว้วางใจพรรคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเห็นได้จากคะแนนความนิยมทางการเมืองล่าสุดของผลสำรวจนิด้าโพลที่คะแนนความนิยมของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พุ่งขึ้นเป็น 10.25% ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ได้รับคะแนนนิยมเกิน 10% ทั้งสองส่วน

ส่วนในปี 2568 ยืนยันว่า พรรคจะยังมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติและพี่น้องชาวไทยทุกคนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยในส่วนของกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน จะเดินหน้า 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' พลังงานไทย เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานอย่างเป็นธรรม เป็นนโยบายเป้าหมายหลักที่สำคัญของนายพีระพันธุ์ 

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรมว.อุตสาหกรรม ก็จะเดินหน้าตามแผนงาน 'สู้ เซฟ สร้าง ปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย' และจัดการกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำผิดกฎหมายด้วยชุดปฏิบัติการทีมสุดซอยของทีมรัฐมนตรีเอกนัฏ อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งการเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อพาอุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เช่นเดียวกับอีก 2 รัฐมนตรี คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะเดินหน้าตั้งใจทำงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มความสามารถเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

นายอัครเดช ย้ำในส่วนบทบาทของ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ในปี 2568 นี้ ทุกคนก็จะมุ่งมั่นทำงานในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคนไทยทุกคนควบคู่ไปกับการลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชน เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชน ตามสโลแกนของพรรคที่ว่า 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกที่' รวมถึงการสืบทอด DNA ของลุงตู่ คือ การยึดมั่นและสืบทอด 3 สถาบันหลักของชาติ อันประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างมั่นคง

"พรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุดเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา เพื่อผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีนี้พรรคจะได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนด้วยดีและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่เชื่อมั่นพรรครวมไทยสร้างชาติเสมอมา" นายอัครเดช กล่าว

ยุบพรรคก้าวไกล-ถอดถอนเศรษฐา 'อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร' ผงาดนายกฯ

ปี 2567 ถือเป็นปีที่การเมืองไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากสองคดีใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองทั้งระบบ ได้แก่ การยุบพรรคก้าวไกล และการถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน ส่งผลให้ประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 แพทองธาร ชินวัตร

คดีที่ 1 ยุบพรรคก้าวไกล การยุบพรรคก้าวไกลเริ่มต้นจากการที่พรรคเสนอ นโยบายแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งถูกยื่นคำร้องว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและตัดสินในวันที่ 31 มกราคม 2567 ว่าพรรคก้าวไกลมีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  

เหตุการณ์สำคัญ: 12 มีนาคม 2567 กกต. มีมติส่งคำร้องยุบพรรคก้าวไกลต่อศาลรัฐธรรมนูญ  7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี  

หลังคำตัดสิน อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลจำนวน 143 คนได้ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ชื่อ **พรรคประชาชน** โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมประกาศเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งในปี 2570  

คดีที่ 2 ถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน เศรษฐา ทวีสิน เผชิญคดีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี แม้นายพิชิตจะมีประวัติคดีอาญาในข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากกรณีติดสินบนระหว่างพิจารณาคดีที่ดินรัชดาฯ  

เหตุการณ์สำคัญ เมษายน 2567 มีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้สอบสวนเศรษฐา  พฤษภาคม 2567 พิชิตลาออกจากตำแหน่งเพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์   สิงหาคม 2567ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถอดถอนเศรษฐาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  

สองคดีนี้ไม่เพียงส่งผลต่อพรรคการเมืองและผู้นำ แต่ยังเปลี่ยนโฉมการเมืองไทยโดยสิ้นเชิง การถอดถอนเศรษฐาทำให้ 'แพทองธาร ชินวัตร' ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

โซเชียลวิจารณ์ยับ ‘สส. พรรคส้ม’ ขึ้นป้ายอวยพรปีใหม่ "ทำบาปมาทั้งปี สวดมนต์ข้ามปีแค่วันเดียว?"

สะพัดป้ายไวนิลนักการเมืองพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกล ขึ้นป้าย "สวัสดีปีใหม่ ทำบาปมาทั้งปี สวดมนต์ข้ามปีแค่วันเดียว?" พบเป็นของ ‘ฉัตร สุภัทรวณิชย์’ สส.โคราช ยกบุญกิริยาวัตถุ 10 สั่งสอน

(30 ธ.ค. 67) บนโซเชียลฯ แชร์ภาพป้ายไวนิลของนักการเมืองพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกลรายหนึ่ง ระบุข้อความว่า "สวัสดีปีใหม่ ทำบาปมาทั้งปี สวดมนต์ข้ามปีแค่วันเดียว?" และระบุว่า "สแกน QR CODE เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงได้ที่" พร้อมกับคิวอาร์โค้ดให้ผู้สนใจ

จากการตรวจสอบพบว่านักการเมืองรายดังกล่าว คือ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา เขต 1 พรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกลเดิม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "รู้จัก “บุญกิริยาวัตถุ 10” ทางแห่งการทำดี 10 ประการ

ในทางพระพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน 10 วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ที่ตั้งแห่งการกระทำความดี ทางกาย วาจา และ ทางใจ ได้แก่

1. ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้วัตถุเพื่อสงเคราะห์หรือบูชาแก่ผู้อื่น
ทานมัย หมายถึง การให้ทาน การสละ หรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใด กับใครก็ได้ถือเป็นบุญทั้งสิ้น สิ่งสำคัญของการบริจาคหรือให้ทานแก่ผู้อื่น ควรเป็นสิ่งของที่ยังใช้ได้ ไม่เสียหายชำรุด หรือ หมดอายุ การให้ทานทำได้ทุกที่ทุกเวลา และไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน เช่น การแบ่งของกินให้กับแม่บ้านที่ทำงาน หรือยาม เป็นต้น

ผลที่ได้รับ ทำให้ผู้ที่ให้ทานลดความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ และความคับแคบในจิตใจให้น้อยลง ไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ

2. สีลมัย บุญสำเร็จจากการงดเว้นจากทุจริต หรือประพฤติสุจริตทางกาย วาจา
สีลมัย หรือ การรักษาศีล หมายถึง การปฏิบัติทางกายและวาจา เช่น ศีล 5 ศีล 8 เช่น เป็นแม่ค้าไม่โกหกหลอกขายของไม่ดีแก่ลูกค้า เป็นพ่อบ้านไม่กินเหล้าเมายา ทำให้ลูกเมียมีความสุข ล้วนเป็นการรักษาศีล

ผลที่ได้รับ เป็นการฝึกฝนมิให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ลด ละ เลิกความชั่ว มุ่งให้กระทำความดี อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต มิให้ตกต่ำลง ทำให้เป็นคนเยือกเย็น สุขุม

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส และการอบรมปัญญาเพื่อละกิเลสทั้งปวง
ภาวนามัย หรือ เจริญภาวนา เป็นการมุ่งพัฒนาจิตใจและปัญญา เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เช่น นั่งสมาธิ วิปัสสนา หรือ วิธีการสวดมนต์

ผลที่ได้รับ เป็นการเตือนสติให้เรายึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติชอบ ทำให้จิตใจสงบ และผลบุญนี้จะทำให้เกิดปัญญาแก่ผู้ปฏิบัติ

4. อปจายนมัย บุญสำเร็จจากการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
อปจายนมัย หรือ การอ่อนน้อมถ่อมตน คือ การประพฤติตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยประพฤติต่อผู้ใหญ่ และการที่ผู้ใหญ่แสดงตอบด้วยความเมตตา หรือการอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของบุคคล หรือสังคมอื่นที่แตกต่างจากเรา

ผลที่ได้รับ ลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของเรา ช่วยให้สังคมทุกระดับเกิดความเข้าใจต่อกัน ผลบุญข้อนี้จะทำให้เกิดความเมตตาต่อกัน

5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จจากการขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
เวยยาวัจจมัย หรือ การช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง ในการทำกิจกรรมความดีต่างๆ เช่น ช่วยงานเพื่อนที่ทำงานให้แล้วเสร็จทันเวลา ให้กำลังใจแก่เพื่อนที่มีความทุกข์

ผลที่ได้รับ ช่วยให้เกิดความรักความสามัคคี

6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จจากการให้ส่วนบุญที่ได้บำเพ็ญมาแล้ว
ปัตติทานมัย หรือ การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา คือ ไม่ว่าจะทำบุญอะไร ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาร่วมทำบุญด้วย ไม่ขี้เหนียว หรืองกบุญเพราะอยากได้บุญใหญ่ไว้คนเดียว เช่น จะทำบุญสร้างโบสถ์ ก็ให้คนอื่นได้ร่วมสร้างด้วย

ผลที่ได้รับ จะช่วยให้เราเป็นคนใจกว้าง และปราศจากอคติต่างๆ เพราะพร้อมเปิดใจรับผู้อื่น

7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จจากการยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว
ปัตตานุโมทนามัย หรือ การอนุโมทนาส่วนบุญ คือ การยอมรับหรือยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น เมื่อใครไปทำบุญมาก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย โดยไม่คิดอิจฉาหรือระแวงสงสัยในการทำความดีของผู้อื่น เช่น ร่วมอนุโมทนากับเพื่อนที่ไปสร้างโบสถ์สร้างวัด ไม่อิจฉาแม้เราไม่ได้ไป และอย่าไปคิดอกุศลว่าในทางที่ไม่ดี

ผลที่ได้รับ การไม่คิดในแง่ร้ายทำให้เราจิตใจไม่เศร้าหมอง เพราะได้ยินดีกับกุศลผลบุญต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แม้จะมิได้ทำเองโดยตรงก็ตาม

8. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จจากการฟังพระสัทธรรม
ธัมมัสสวนมัย หรือ การฟังธรรม ทำให้เราได้ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต ซึ่งการฟังธรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องไปฟังที่วัด แต่อาจจะฟังจากเทป ซีดี หรือเป็นการฟังจากผู้รู้ต่างๆ โดยไม่รวมเฉพาะหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องจริง เรื่องดีๆ ที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้และปัญญา

ผลที่ได้รับ จะทำให้ผู้ฟังเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งขึ้น

9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงพระสัทธรรม
ธัมมเทสนามัย หรือ การแสดงธรรม คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดี ๆ แก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ หรือให้คำแนะนำให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เช่น สอนวิธีการแก้ปัญหา สอนวิธีการทำงานให้ แนะหลักธรรมที่ดีในการดำเนินชีวิต

ผลที่ได้รับ ทำให้ผู้อื่นได้รับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และทำให้ผู้บอกกล่าวได้รับการยกย่องสรรเสริญอีกด้วย

10. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความเห็นให้ตรงถูกต้องตามความเป็นจริง
ทิฏฐุชุกัมม์ หรือ การทำความเห็นให้ถูกต้อง คือ การไม่ถือทิฐิ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามธรรมอยู่เสมอ เป็นบุญข้อสุดท้ายที่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะทำบุญใดทั้ง 9 ข้อที่กล่าวมา หากมิได้ตั้งอยู่ในทำนองครองธรรม การทำบุญนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ และให้ผลได้ไม่เต็มที่

ผลที่ได้รับ ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม เป็นการพัฒนาปัญญาที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีงาม"

อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวมีทั้งผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกลเดิมต่างเห็นด้วย กดไลค์และกดหัวใจ แต่ก็มีชาวเน็ตที่เห็นข้อความดังกล่าวตำหนิโพสต์ดังกล่าว อาทิ
- ป้ายนี้รู้สึกจะมีดราม่านะครับ
- ท่าน สส. ทำได้อย่างที่คัดลอกตำรามาโพสต์ไหม
- ต้องกินเหล้าข้ามปีรึไง เรื่องดีๆ ไม่ชอบเหรอ
- เป็นการโปร (โปรโมต) ที่ห่วยแตกมาก ทำบาปมาทั้งปีสวดมนต์ข้ามปีเเค่วันเดียว อย่างน้อยในช่วงเวลาที่เขาสวดมนต์ก็เป็นเวลาที่เขาเจริญกุศล ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญมีประมาณน้อย ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่าบุญมีประมาณน้อยจะไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดได้ ฉันใด ชนผู้มีปัญญา สั่งสมบุญแม้ทีละน้อย ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น” และในการที่ไปสวดมนต์นั้นเขาคงไม่ได้ไปสวดอย่างเดียวหรอกต้องมีการฟังบรรยายธรรม รักษาศีล เจริญภาวนาบ้างเเหละ ไปศึกษาให้ดีก่อนนะ ค่อยโปร มีแต่เสียกับเสียไปทำความเข้าใจกับบุญกิริยาวัตถุ 10 มาใหม่ ไม่ใช่สักว่า copy เเล้วมาวาง

- สวดมนต์เป็นการเจริญกุศลครับ เข้าภาวนามัยและขวนขวายในทางที่ควรอย่าเอาไวรัลแบบนี้เลย
- สำหรับเรา นี่คือการสื่อสารที่ห่วยมาก
คนที่สวนมนต์ข้ามปี = คนที่ทำบาปมาทั้งปี ?
สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังให้มาก ถึงมากที่สุด คือ "การสื่อสารทางเดียว" มันจะถูกตีความเสมอ และบ่อยครั้งมากที่จะไม่ตรงตามเจตนาของผู้ส่งสาร เพราะการตีความนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้รับสาร ไม่ใช่ผู้ส่งสาร

เราเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างใน ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกี่ยวอะไรกับภาพ อยากเป็นคนตื่นธรรม รู้แจ้งเรื่องธรรม ก็ทำไปสิ วิธีที่จะใช้ปูเข้าเนื้อหา 10 ข้อนั้นที่ "ชวนอ่านแบบสุนทรีย์" มีตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องใช้วิธีแบบ "หาเรื่อง" อย่างนี้ก็ได้.

เหนืออื่นใดคือ เราทุกผู้ทุกคนล้วนเป็นคนบาป เพราะเราเป็นมนุษย์ ถ้ามันจะพอมีสักวันหนึ่งที่เขาจะได้เข้าวัด(หรือสถานที่อื่นใดของศาสนาอื่น) เพื่อสวดปลอบประโลมจิตใจตัวเองบ้าง ก็เรื่องของเขา ซึ่งคุณไม่มีวันรู้เลยว่าตลอดทั้งปีเขาเจออะไรมาบ้าง

ไม่ต้องเรียกแขกมากหรอก เอาแค่ที่มีอยู่ก็รับมือกันไม่ไหวแล้ว สื่อสารแบบสร้าง "มิตร" เถอะ ยื่งหายากอยู่นะ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์ขออภัยผ่านเฟซบุ๊กของตนเองแล้ว โดยระบุว่า ขออภัยและขอโทษ ผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆท่านครับ  การสวดมนต์เป็นเรื่องดี และอยากให้เราสวดมนต์กันบ่อยๆ อยู่บ้านสวดได้ทุกวัน ก่อนไปทำงาน พนมมือตั้งนะโม 3 จบ เป็นมงคลดีมากๆ และนำแนวทาง บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ มาเป็นแนวทางการสร้างบุญคับ

สำหรับนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมารีย์วิทยา โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารการขนส่งระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท การตลาดเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และกำลังศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ระดับปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้บริหารและที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ก่อตั้งและสร้างธุรกิจ บริษัทนำเข้า-ส่งออก ผู้อำนวยการสถาบันชุณหะวัณเพื่อการพัฒนาธุรกิจ SMEs อย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

เส้นทางการเมือง เคยเป็นรองประธานสภาและสมาชิกสภาเทศบาลนครนครราชสีมา กลุ่มประสานมิตร ของนายสุรวุฒิ เชิดชัย เคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ในนามคณะก้าวหน้า ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อปี 2564 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง แพ้ให้กับนายประเสริฐ บุญชัยสุข กลุ่มโคราชชาติพัฒนา ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แต่การเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2565 นายฉัตรลงสมัครในนามพรรคก้าวไกล ซึ่งมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชนะนายเทวัญ ลิปตพัลลภ จากพรรคชาติพัฒนากล้า ได้เป็น สส.ถึงปัจจุบัน

‘มท.หนู’ อวย!! ‘แพทองธาร’ ชี้!! มีภาวะผู้นำสูง ลั่น!! ปรับ ครม. เป็นอำนาจนายกฯ แต่ขออยู่ที่เดิม

(29 ธ.ค. 67) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินการทำงานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกฯ ว่ามีอะไรต้องปรับปรุงหรือไม่ โดย นายอนุทิน ออกตัวว่าตนเป็นรองนายกฯ ผู้บังคับบัญชาคือนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างหากไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสอบผ่านหรือไม่ ซึ่งหากสอบไม่ผ่าน ก็ต้องบอกว่าสอบผ่าน แต่ถ้าหากถามว่ารัฐบาลทำงานด้วยกันได้หรือไม่ คำตอบก็ว่าทำได้

นายอนุทิน กล่าวยอมรับว่า นายกรัฐมนตรี มีภาวะผู้นำสูง และรัฐมนตรีคนอื่นๆ รวมทั้งตน ก็พร้อมรับคำแนะนำแนวปฏิบัติตามนโยบายของนายกฯ รวมถึงหากไม่ใช่นโยบายหลักของรัฐบาลก็ทำมาโดยตลอด และดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย รวมถึงความสามัคคีของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นได้ชัดก็มีรูปหมู่รวมกับนายกฯ และเนคไทที่ใช้อยู่ นายกฯ ก็มอบให้โดยมีตราทำเนียบรัฐบาลหราเต็มไปหมด ฉะนั้นหากเราไม่ชอบกัน ตนคงไม่ใส่เนคไทนี้

เมื่อถามว่า ปี 2568 มีอะไรต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) กังวลเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนพรรค ภท. ก็เน้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่ต้องทยอยทำให้ครบทั้งประเทศ ต้องเจรจากับคณะกรรมการไตรภาคีให้เรียบร้อย และในส่วนกระทรวงมหาดไทย ก็มีงานมากทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ผู้ค้ายาเสพติด การอำนวยความสะดวกดูแลประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนาท่องเที่ยวภูมิภาค การพัฒนาประปาและน้ำดื่มสะอาด ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกพื้นที่ รวมถึงภารกิจป้องกันภัยต่างๆ ต้องเร่งเดินหน้ามิติการป้องกันให้เพิ่มมากขึ้น เพราะช่วงหลังใช้งบในเรื่องการบรรเทาสูงเพราะปีนี้เฉพาะงบเยียวยาก็ 1 หมื่นกว่าล้านบาทแล้วเพื่อเป็นการป้องกันแก้ไขในระยะยาว และต้องทำให้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสังคายนาระบบหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมด

เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วหรือไม่ และพรรค ภท. ยังพอใจในบทบาทกระทรวงเดิมหรือไม่  หัวหน้าพรรค ภท. ระบุว่าอะไรที่ไม่มีปัญหาก็อย่าให้มันมีปัญหา ซึ่งเรื่องการปรับ ครม. เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี  หากมีการปรับเมื่อไหร่ก็จะแจ้งมายังพรรคร่วมรัฐบาล 

”พรรค ภท.ก็ยืนยันว่าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ มีการปรับ ครม. แล้วครั้งหนึ่งพรรค ภท. ก็ขอยืนยันว่าขออยู่ที่เดิม ไม่มีการขอหรือไปอ้างสิทธิ์ เมื่อมาถึงรัฐบาลของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังยืนยันว่าสามารถทำงานได้“ หัวหน้าพรรค ภท. กล่าว 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับวาทะ “สามีคนใต้” นายอนุทิน พูดสำเนียงใต้ว่า “ผมก็ภรรยาคนใต้” ก่อนอธิบายต่อว่า มันไม่เกี่ยวกันเพราะเป็นการเปรียบเปรยของนายกฯ เพราะมีคนพูดว่านายกฯ ไม่สนใจภาคใต้ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เพราะเมื่อเกิดอุทกภัยก็ต้องลงไปตามลำดับชั้น เพราะบางทีเป็นผู้ใหญ่มากๆ เวลาลงไปก็ต้องมีคนมาดูแล นอกจากจะไม่ได้ช่วยแล้วจะทำให้เกิดความล่าช้า และเป็นไปไม่ได้หากลงไปจะไม่มีข้าราชการมาดูแลเพราะระบบมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อเกิดอุทกภัยสิ่งสำคัญที่สุดคือ การลงไปช่วยเหลือหลังน้ำลดเพื่อฟื้นฟูเยียวยาซ่อมแซมซึ่งจะเป็นจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ ไม่มีทางจะบอกว่าไม่ลงพื้นที่เพราะไม่ชอบ ในทางกลับกันไม่ชอบยิ่งต้องลงพื้นที่จึงขอให้ตัดประเด็นนี้ออกไปได้เลย และในที่สุดท่านก็ลงสิ่งที่ได้ทำในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดอุทกภัยคือเน้นให้การช่วยเหลือเยียวยา

นายอนุทิน กล่าวว่าย้ำว่า หากถามว่ารัฐบาลสามัคคีกันหรือเปล่า ถ้าสำหรับการทำงานให้พี่น้องประชาชนเราสามัคคียิ่งกว่า เพราะมีทุกกระทรวงเห็นพ้องต้องกัน ระดมกำลังเข้าไปช่วย แต่ตอนนี้สิ่งที่เบื่อคือต้องให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยลงไปช่วย ซึ่งมีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ของบางอย่างหลีกเลี่ยงได้ 

‘รมว.ขิง’ โพสต์เฟซ!! ขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยสนับสนุน พีระพันธุ์ เเละ รทสช. ในการทำงาน ชี้!! ‘นิด้าโพล’ เพิ่มขึ้น พร้อมเดินหน้าทุ่มเท พังทุกปัญหา เพื่อพัฒนาประเทศ

(29 ธ.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า …

เดินหน้าทำงาน…

วันนี้ เมื่อเทียบเวลาเดียวกันกับปลายปีที่แล้ว คะแนนนิยม วัดโดยนิด้าโพล เพิ่มขึ้น
ของ #หัวหน้าพี จาก 2.4% เป็น 10.25%
ของพรรค #รวมไทยสร้างชาติ จาก 3.2% เป็น 10.6%
ล่าสุดทะลุ 10% ทั้งคู่แล้ว

ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนพวกเรา คอยช่วยสื่อสารประชาสัมพันธ์ผลงานของพรรคและหัวหน้า #พีระพันธุ์
เราจะเดินหน้าทุ่มเททำงาน แก้ปัญหา พัฒนาประเทศ ด้วยจุดยืนที่มั่นคง ตามแบบ #DNAลุงตู่

‘ลิณธิภรณ์’ ฟาดใส่!! ‘โรม’ ไร้มารยาท เหตุ!! วิจารณ์ ‘อันวาร์’ หารือ ‘ทักษิณ’

(29 ธ.ค. 67) น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พาดพิงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พบหารือนายดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า งงกับนายรังสิมันต์ที่ตั้งคำถามเหมือนคนไม่ตามข่าวสาร ว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งกำลังรับตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนในปี 2568 แต่งตั้งอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ใช่เพราะท่านทักษิณเป็นล็อบบี้ยิสต์หรือเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีอย่างที่นายรังสิมันต์ยัดเยียด แต่เพราะนายกฯ มาเลเซียชี้แจงว่า “ท่านทักษิณเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญอันโดดเด่น และจะเปิดโอกาสอันประเมินค่าไม่ได้กับมาเลเซียและอาเซียน”

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า แม้อดีตนายกฯ ทักษิณ จะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาลนี้ แต่การหารือที่เกิดขึ้นนั้น นายกฯ อันวาร์ก็เน้นย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศร่วมกับนายกฯ แพทองธาร ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลไทย ดังนั้นเป้าหมายของเหล่าผู้นำ และประสบการณ์ที่ผู้นำต่างประเทศยกย่องเชิดชูอดีตนายกฯ ทักษิณ ล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศและภูมิภาค

“มัวแต่จ้องจับผิดจนลามถึงผู้นำต่างประเทศ ที่เขาแต่งตั้งอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นที่ปรึกษา นับว่านายรังสิมันต์ตั้งคำถามแบบไม่มีมารยาท สุ่มเสี่ยงยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยที่พรรคประชาชนไม่เคยรับผิดชอบ เลิกอ้างประชาชนอยากรู้ เพราะประชาชนทั่วไปต่างติดตามประโยชน์ของชาติ ที่มีอดีตผู้นำที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ นำพาการเจรจาร่วมมือไปได้อย่างราบรื่น ต่างจากการมองโลกในแง่ลบ ตีทุกอย่างในแง่ร้าย เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศ” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ไพเจน’ ยืนยัน!! ไม่ทิ้งชาวสงขลา ควงภรรยากินโจ๊ก ในวันที่ไม่มีหัวโขน ย้ำ!! จะมืดจะค่ำ ก็ยังดูแล เพราะเป็นงานที่ชอบ ขออาสา มาดูแลประชาชน

(29 ธ.ค. 67) ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ ในวันที่ไม่มีหัวโขน ควงภรรยากินโจ๊กร้านดังเกาะยอ หน้าโรงเรียนวัดแหลมพ้อ

เช้าวันหนึ่งผมชวน ศักดิ์สิทธิ์ สุวรรณโชติ เพื่อนรักสมัยเรียนโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ไปหาอาหารมื้อเช้าทานกัน หลังจากเสร็จภารกิจอันเหนื่อยล้าเมื่อวานนี้

“หาโจ๊กกินกันดีกว่า” โก้ (ศักดิ์สิทธิ์) เอ่ย ก็ไม่รอช้ารีบเดินทางไปตามนัด “ลุงเสรีป้าจิ” ร้านโจ๊กชื่อดังบนเกาะยอ สงขลา อยู่หน้าโรงเรียนวัดแหลมพ้อ

ไม่ผิดคาดคนเกือบเต็มร้าน กาแฟ 1 แก้ว โจ๊ก 1 ชาม สั่งมา

โจ๊กยังไม่หมดชาม รถตู้สีดำวิ่งเข้ามาจอด ชายสูงวัย แต่ยังแข็งแรง ทะมัดทะแมง กระโดดลงมาจากรถ ผู้หญิงอีกคนลบรถตามมา เดินเข้ามาในร้านลุงเสรีป้าจิ ทักทายผู้คนในร้านเหมือนรู้จักมักคุ้น

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมภรรยาคุณกัลยานั้นเอง ซึ่งเพิ่งพ้นตำแหน่งหมดวาระไป และโจ๊กใส่ไข่ คืออาหารมื้อแรกในวันที่ไม่มีตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ไม่มีหัวโขนใดๆ

“แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไรแล้ว แต่ยังสำนึกในบุญคุณของชาวสงขลาที่เลือกให้มาเป็นนายกฯอบจ.ก็จะยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวสงขลาต่อไป โดยเฉพาะงานด้านการเกษตร ที่ริเริ่มไว้หลายเรื่องก็จะสานต่อภารกิจช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต่อไป”

ไพเจนอธิบายถึงภารกิจในวันที่พ้นตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา และในระหว่างนี้ก็จะช่วยผู้สมัคร ส.อบจ.ที่เคยอยู่ในทีมเดียวกันหาเสียงต่อไป และจะยังคงพักอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา

“ผมจบวิศวะ มีใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกร ยังสามารถทำงานได้ เป็นที่ปรึกษาบริษัทต่างๆด้านวิศวกรรมได้ มีติดต่อมาจะให้เป็นที่ปรึกษาก็หลายบริษัท” ไพเจนอธิบายถึงภาพในอนาคต แต่เลี่ยงที่จะกล่าวถึงอนาคตทางการเมือง

“ผมเป็นคนไม่เครียด แม้จะทุ่มเททำงานหนัก เช้าจรดเย็น มืดค่ำก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นงานที่เราชอบและขันอาสามาแล้ว ประชาชนไว้วางใจแล้ว

ค่ำของวันเดียวกัน ”ไพเจน“ยังไปที่ร้านมะม่วงเบา ย่านสิงหนคร ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่น มว.74 (มหาวชิราวุธ รุ่น 74) นัดเลี้ยงส่งหลังพ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ด้วยมิตรไมตรี และมิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานด้วยบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่น

”เมื่อเลือกว่าที่นี้ดีที่สุด คือมหาวชิราวุธวิรุจค่า ก้าวมาแล้วจงทำตนพ้นราคา
ประหนึ่งเกลือคงวารักษาเค็ม”

นี้คือสิ่งที่ชาวมหาวชิราวุธ ครองตนและยึดมั่นเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต

”รกฺขาม อตฺโน สาธุํ“ 

รักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็ม

‘จตุพร’ คอนเฟิร์ม!! ‘พีระพันธุ์’ ขวางผลประโยชน์ของนายทุน เป็นห่วงจะถูกกำจัดทิ้ง หลังปีใหม่ ชี้!! ไม่น่าจะยื้อได้นาน

(28 ธ.ค. 67) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ได้แสดงความเป็นห่วง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้ทุ่มเททำงานทุกอย่าง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ ซึ่งในขณะนี้ก็ได้เข้าไปขัดขวางผลประโยชน์ของนายทุน โดยนายจตุพร ได้ระบุว่า ...

คุณพีระพันธุ์ แม้ว่ามีเจตนาจะทําแต่ละเรื่องราว เพื่อจะลดราคาพลังงาน ไม่ว่าน้ำมัน แก๊ส ค่าไฟฟ้า ก็ตาม

ก็เป็นอุปสรรค ถูกขัดขวาง จากกลุ่มทุนผูกขาดที่นายกรัฐมนตรี และคุณทักษิณ ประกาศจะทลายนะครับ เมื่อวานก็ตีกอล์ฟ อยู่ด้วยกันนะครับ กําลังทลายกันอยู่นะครับ

ผมเองก็มองเห็นว่าคุณพีระพันธุ์เองนั่นแหละครับ ผมไม่รู้ว่า เขาจะอยู่ได้อีกสักกี่วัน หลังจากปีใหม่ เพราะเค้าคือลําดับต่อไป เพราะว่าเค้าไปยืนขวางทุกอย่างที่เป็นเรื่องของของผลประโยชน์

ถ้ารัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศลดค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้าทันทีเนี่ย 

ความเป็นจริงต้องเอื้อกับคุณพีระพันธุ์ มันจึงจะทําอย่างนั้นได้

เพราะคุณพีระพันธุ์เนี่ยนะครับ ผมคิดว่าเค้าคงจะไม่ทนกับคุณพีระพันธุ์ เพราะคุณพีระพันธุ์ไปยืนขวางอยู่หลายโครงการมากนะครับ เพราะว่าแต่ละโครงการมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นเค้าจึงเป็น ‘พีระพัง’ทุกเรื่องนะครับ ไปขัดขวางผลประโยชน์ของนายทุน ถ้าไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ เขาก็ไปยืนพัง

แต่ผมเชื่อว่า เขาไม่น่าจะยื้อได้นาน ยกเว้นว่า จะมีการคํารามของคู่แคนดิเดตนายกเขานะครับ ซึ่งก็ยังมากด้วยฤทธิ์ มากด้วยบารมี

แต่ว่า ชะตากรรมของคุณพีระพันธ์ที่ไปยืนขวางนั้น เป็นหมากหนึ่ง ที่ต้องถูกกําจัด ถัดจากพลเอกประวิตรนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะยื้อได้สักเพียงไหน

‘เปลว สีเงิน’ เผย!! ‘รมช.สุชาติ’ ลุยงาน เปิดตลาดการค้าต่างประเทศ ไม่เว้นแต่ละเดือน ชี้!! ข้าราชการในกระทรวง ออกปากชม ทำงานจริงจัง ให้เกียรติทุกคน น่ารักไม่ถือตัว

เมื่อวานนี้ (27 ธ.ค. 67) ‘เปลว สีเงิน’ นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ ‘รัฐมนตรี’ ที่ ‘นักข่าวลืม’ โดยระบุว่า…

‘นายกฯ แพทองธาร’ นี่....

ต้องยอมรับกันจริงๆ จังๆ ว่า ‘ออร่า’ ในตัวเธอเจิดจ้ามาก!

ขนาดแฟชั่น ‘แบรนด์เนม’ ชุดละเป็นแสนๆ ที่เห็นรายวัน

พอนายกฯ ใส่เท่านั้นแหละ

ด้วยรัศมีออร่า ข่มชุดแฟชั่น ‘แบรนด์เนม’ ให้กลายเป็นชุด ‘แบกะดินส์’ ไปทันที!!

สิ่งที่ตามมาโดยไม่ตั้งใจ .........

คลาสการแต่งกายเจ้านายนั้น ช่วยสร้าง ‘มูลค่าเพิ่ม’ ให้แจ๋ว 3-4 นางที่เยื้องย่างเป็นวอลเปเปอร์ ‘พลอยดูแพง’ เสมอหน้า-เสมอตาไปด้วย

อย่าง ‘มนพร’ รมช.คมนาคม .....เห็นมั้ย

ยืนแยกยิ้มประกบข้างนายกฯ ตอนให้สัมภาษณ์ทีไร หน้า "แอนโทเนีย โพซิ้ว" ลอยเด่นขึ้นมาเลย!!

ของ ‘แพง’ แต่แต่งแล้วทำให้ดูเป็น ‘ของถูก’  แบบนี้ ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ ทุกคน

นอกจากต้องเข้าใจเรือนร่างของตนแล้ว ต้องมีศิลปะในการเลือก ต้องมีรสนิยมในการแต่ง ผสมจิตวิทยาชั้นสูงจริงๆ อย่างนายกฯ หญิงของเรา

จึงจะสามารถทำให้ชาวบ้านร้านตลาด เห็นแล้วเกิดความรู้สึกว่า

"อุ๊ย!...นายกฯ หญิงคนนี้ "ติดดิ๊นน...ติดดิน" น่ารักจัง!!"

วันนี้ ศุกร์ 27 ธันวา ถือว่า ‘ส่งท้ายปี 2567’ เพราะดูปฏิทินแล้ว คงหยุดลากยาว ‘ข้ามปี’ ไปสัปดาห์ที่ 2 ของปี 68 นั่นแหละ ถึงจะเริ่มชีวิตใหม่กัน

มา ‘เช็กเค้า’ ประเทศกันหน่อยปะไร

วานซืน ‘นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์’ ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)กระทรวงพาณิชย์ แถลง ซึ่งผมจะสรุปคร่าวๆ

ส่งออกเดือน พ.ย.67 มูลค่า 25,608.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 8% บวก 5 เดือนติด

รวมยอด 11 เดือน มูลค่า 275,763.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5% คิดเป็นเงินบาท 9,695,455 ล้านบาท

คาด ธ.ค. ยังส่งออกได้ดี มีลุ้นทำนิวไฮ 3 แสนล้านเหรียญฯ โตทะลุเป้า 5.2% 

นำเข้ามีมูลค่า 25,832.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ๐.9% คิดเป็นเงินบาท 867,456 ล้านบาท

ขาดดุลการค้า 224.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท 18,387.1 ล้านบาท

ส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากสินค้าเกษตร เพิ่ม 4.1% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.7% และสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 9.5%

ตลาดส่งออก ‘ตลาดหลัก’ สหรัฐฯ เพิ่ม 9.5% จีน เพิ่ม 16.9% สหภาพยุโรป เพิ่ม 11.2% CLMV เพิ่ม 21.๐%

ญี่ปุ่น ลด 3.7% อาเซียน (5 ประเทศ) ลด 1.5% ตลาดรอง เพิ่ม 7.1% 

เอเชียใต้ เพิ่ม 18.3% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 1.๐% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 1.7% แอฟริกา เพิ่ม 13.8%

ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.8% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 12.๐%

กลุ่ม CIS (รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน อาร์เมเนีย มอลโดวา อาเซอร์ไบจาน คีร์กีซ อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และยูเครน)

ลด 5.3% และตลาดอื่นๆ เพิ่ม 29.๐%

นี่คร่าวๆ นะครับ เพื่อจะบอก 2 อย่าง....

1.ให้เครดิตนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น-นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์

และ ‘ข้าราชการพาณิชย์’ ทั้งกระทรวง

ท่องเที่ยวกับส่งออก เป็น ‘2 เครื่องยนต์’ ที่นำรายได้เข้ามาประคองเศรษฐกิจประเทศ ไม่ให้หัวปักทิ่มดิน เวลานี้!!

2.ปี 68 เศรษฐกิจ จะ ‘เผาจริง’ ทั้งโลก ....

ยิ่งทรัมป์แปลงการค้าเป็นอาวุธจี้หัวประเทศต่างๆ

บอก ‘ข้าจะเสนอในสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำตาม’ ด้วยแล้ว

การส่งออก ‘ทั้งโลก’ มีปัญหาแน่นอน!!

นำสู่ปัญหาที่ไทยต้องคิด ว่าการใช้เงินในปี ๖๘ รัฐบาลจะแค่เอาตัวเองรอดหรือเอาประเทศรอด?

ผมอ่านที่ ‘The Publisher’ เขาโพสต์ เมื่อวาน มันเป็นเรื่องจริง ที่ต้อง ‘คิดหนัก’ ทุกฝ่าย

The Publisher
ย้อนดูการจัดงบประมาณของรัฐบาลเศรษฐา มาจนถึงรัฐบาลแพทองโพย
พบว่า มีการจัดงบประมาณ ‘ขาดดุลต่อเนื่อง’ อย่างมีนัยสำคัญ เริ่มจากปีงบประมาณ 2567  ขาดดุล 6.93 แสนล้านบาท
ปีงบประมาณ 2568 ขาดดุล 8.7 แสนล้านบาท
และปีงบประมาณ 2569 วางแผนขาดดุลอีก 8.6 แสนล้านบาท 
บวกดูแล้วพบว่าการจัดงบประมาณ 3 ปีของรัฐบาลเพื่อไทย รวมขาดดุลแล้วกว่า 2.4 ล้านล้านบาท

ทั้งๆ ที่มีเสียงเตือนจากหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ สภาพัฒน์ เตือนมาตั้งแต่การทำงบประมาณปี 67 ว่า "ต้องลดการขาดดุลลง ให้ต่ำกว่า 3% ของจีดีพี"

แต่การจัดงบประมาณของรัฐบาลเพื่อไทย สวนทางมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ ขาดดุลเกิน 4%  ของจีดีพี ไปแล้ว

แน่นอนว่า ‘หนี้สาธารณะ’ จะพุ่งเป็นเงาตามตัว

หาก ‘ภาวะขาดดุล’ ยังดำรงอยู่เช่นนี้ ไม่มีการแก้ไข คาดการณ์ว่า ภายในปี 2572 ยอดหนี้สาธารณะจะแตะที่เพดาน 7๐%
ขณะที่การหารายได้เพิ่มยังไม่มีหนทางที่ชัดเจน!!

จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นความพยายามสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ทั้ง ‘พันธบัตรดิจิทัล’

ซึ่งเปรียบเสมือนการ ‘สร้างเงินสกุลใหม่’ มาแข่งกับ ‘สกุลเงินบาท’ ไปจนถึงการ ‘ล็อกเป้า’

เล็งล้วง ‘ทุนสำรองระหว่างประเทศ’ มากระตุ้นเศรษฐกิจ
นี่คือทัศนคติที่น่าห่วง......

เป็นกับดักและความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ถ้ายังเดินตามรอยนี้ ไม่เพียงไม่ได้ตามเป้าเศรษฐกิจโต 4-5% 

อาจตามมาด้วยการ ‘ถูกลดเครดิต’ จากภาระหนี้ที่เกิดขึ้นด้วย

‘หนุมาน’ หาวเป็นดาว-เป็นเดือน แต่ ‘ไอ้ตัวมาร’ มันจะฮุบประเทศ สอยทั้งดาว-ทั้งเดือน ไปเป็นสร้อยสวมคอตระกูลมัน!! หนี้ประเทศล้นคอหอย ก็พลิกแพลงจะไปพิมพ์ ‘พันธบัตรดิจิทัล’ ทำให้ประเทศไทยมีเงิน 2 สกุล (ฉิบหายละทีนี้) จะเอาอะไรไปค้ำ ‘พันธบัตรดิจิทัล’ ล่ะ? ก็ทองคำ ‘หลวงตาพระมหาบัว’ ที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นไงล่ะ!!

ฝากให้คิดกัน ประเทศตอนนี้ ‘เหลือน้ำมันก้นถัง’ แล้ว รัฐบาลก็ยังขอด-ยังขุดเอาไปผลาญ แจกโน่น-ประชานิยมนี่ หว่านโปรยทุกครั้งที่ลงไปตะแล็ดแต๊ดแต๋ต่างจังหวัด

วานซืน รัฐมนตรีช่วยคลัง บอก

จะออก ‘สลากการกุศล’ งวดละ 11 ล้านฉบับ เป็นเวลา 2 ปี เอาเงิน 10,000 ล้านบาทไปทำ ‘โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา’

พูดให้ชัดลงไปก็สิ้นเรื่อง ว่าเอาไปทำ ประชานิยม!!

ย้อนกลับไปที่พาณิชย์ซักหน่อย ที่ผมยกตัวเลขการส่งออกมาให้ดูนั้น ท่านทราบมั้ย เป็นการทำงานของหน่วยงานไหน?

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ที่ ‘นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์’ เป็นผู้อำนวยการฯ นั่นแหละ

แล้วใครกำกับ-รับผิดชอบหน่วยงานนี้?

รมช. ‘สุชาติ ชมกลิ่น’

ที่นักข่าวตั้งฉายา ‘รัฐมนตรีโลกลืม’ คู่กับ ‘รมช.นภินทร’ นั่นเอง!!

นอกจาก สนค.แล้ว รมช.สุชาติ ยังได้รับการแบ่งงานให้คุม ‘กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ’ และ ‘สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)’ ด้วย

ถ้า ‘โลกลืม’ หมายถึง รมช.ไม่ทำงาน ก็คงไม่มีเนื้องานเช่นนี้มาแถลง

ฉะนั้น ที่นักข่าวทำเนียบฯ ตั้งฉายา ‘รัฐมนตรีโลกลืม’ น่าจะเป็นอย่างที่ ‘รมช.นภินทร’ ท่านย้อนนักข่าว ว่า

“ผมอยากฝากสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลว่า  ลองพูดคุยกับสื่อประจำกระทรวงพาณิชย์บ้าง ว่าผมทำงานอะไรบ้าง เนื่องจากผมไม่จำเป็นต้องมาแถลงที่ทำเนียบฯ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ควรจะทำเนื่องจากเป็นงานกระทรวง สำหรับ รมช.สุชาตินั้น...
ท่านดูแลงาน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ด้วย เผอิญโลกที่สองของผม คือพวกเว็บข่าวสารต่างๆ

จึงเห็นภาพ-ข่าว ‘รมช.สุชาติ’ เดินทางไปเจรจาการค้า ไปเปิดตลาดการค้าตามประเทศโน้น-นี้ ไม่เว้นแต่ละเดือน
นั่นก็ช่างเถอะ

รัฐมนตรีก็ ‘ทำงาน-เอางาน’ นักข่าวเขาก็ ‘ทำข่าวเป็นงาน’ ขำๆ รายปีกันไป อย่าไปซีเครียด ตรงนี้ตะหาก....

ที่ผมจะบอกให้ท่าน ‘รัฐมนตรีสุชาติ’ ได้ปลื้มปริ่ม

คือผมมีมิตรสหายอดีต ‘ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่’ กระทรวงพาณิชย์หลายคน ว่างๆ ก็นั่งซดกาแฟแกล้มนินทาโน่น-นี่กันตามประสา

เขาบอกว่า ‘ข้าราชการในกระทรวง เขาชมรัฐมนตรีสุชาติกันมาก’

"ชมเรื่องอะไร?" ผมถาม
ผู้ใหญ่ท่านนั้นบอกว่า "ข้าราชการเขาชมรัฐมนตรีสุชาติน่ารัก ไม่ถือตัว และให้เกียรติข้าราชการมาก ชี้แจงอะไรท่านก็รับฟัง ทำงานจริงจัง"

นี่คือ แผ่นทอง ที่ยากนัก-ยากหนา อันข้าราชการจะปิดให้ นักการเมืองคนไหน ผมจึงมาเอาหน้ากับท่านรัฐมนตรีว่า ‘นักข่าวลืม’ นั่นโลกมายา

‘ข้าราชการพาณิชย์’ เขาไม่ลืมและชื่นชมท่าน นั่นตะหาก คือโลกจริง!!

เปลว สีเงิน

'อันวาร์' พบ 'ทักษิณ' แล้ว ขึ้นเรือยอร์ชคุยกลางทะเล ชมเปราะเป็น 'บิ๊กคอนเนคชั่นแห่งอาเซียน'

( 27 ธ.ค.67) นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม โพสต์ภาพพร้อมข้อความในการพบปะกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะที่แต่งตั้งให้รับหน้าที่ที่ปรึกษาประธานอาเซียนซึ่งมาเลเซียจะรับบทบาทประธานอาเซียนในปีหน้า

ข้อความจากเฟซบุ๊กของนายกอันวาร์ระบุว่า "ยินดีที่ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และเพื่อนที่รัก ดร.ทักษิณ ชินวัตร เราทั้งสองสนทนาอย่างกว้างขวางในหลายประเด็น รวมถึงในฐานะที่ท่านเป็นที่ปรึกษานอกรอบของประธานอาเซียนของมาเลเซีย บทสนทนาของเรามุ่งเน้นไปที่เรื่องสำคัญในระดับภูมิภาค ได้แก่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ การส่งเสริมสันติภาพในภาคใต้ของไทย และการแก้ไขวิกฤตการณ์ในเมียนมา

เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของทักษิณในภูมิภาค และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของท่าน จะเปิดโอกาสอันมีค่าให้กับมาเลเซียและอาเซียนในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ด้วยความมั่นใจและประสิทธิผลที่มากขึ้น

เราได้หารือกันถึงวิธีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างมาเลเซียและไทยที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยการปรับให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสร้างความสมานฉันท์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เดียวกับที่ผมแบ่งปันกับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทักษิณและผมเชื่อมั่นว่า มาเลเซียและไทยสามารถทำได้มากกว่าที่เคย โดยไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ของชาติของเรา แต่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม เรามุ่งมั่นที่จะทำให้วิสัยทัศน์นั้นกลายเป็นความจริง" ข้อความที่นายกอันวาร์ระบุ 

ระหว่างกาช่อง ‘โหวตโน’ กับเลือกที่ ‘ไม่เข้าขั้นแย่’ แบบใดจะนำพาประเทศชาติหลุดพ้นจากวังวนเดิม ๆ

อยู่ประเทศไทยหากจะหานักการเมืองที่ซื่อตรงต่อประชาชนอย่างจริงแท้ คนส่วนใหญ่จึงเลือกพรรคการเมืองที่แย่น้อยหน่อยตามความนึกคิดของตัวเองให้เข้ามาบริหารชาติบ้านเมือง เพราะถ้าจะหาในแบบที่ดีบริสุทธิ์ 100% ตายแล้วเกิดใหม่อีกหลายครั้งก็ใช่ว่าจะพบเจอ เป็นการลดความคาดหวังออกจากอุดมคติของตนเอง มาก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เห็นจริงตรงหน้า เพื่อให้สังคมไทยได้เดินต่อ แม้จะเป็นการก้าวเหยียบดินไม่เต็มฝ่าเท้าก็ตาม 

เพราะการมองและเลือกมุมนี้เท่ากับว่า คนไทยส่วนนี้สิ้นหวังแล้วว่าจะไม่พบเจอนักการเมืองที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ทุจริต และทำงานรับใช้ชาติเพื่อส่วนรวม จึงจำใจกาเลือกไปตามสติปัญญาของตัวเอง 

คนจำนวนนี้คิดว่าการ 'โหวตโน' เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นการเสียสิทธิ์ สู้เลือกพรรคการเมืองที่ยัง 'ไม่เข้าขั้นแย่' ก็น่าจะดีกว่า จะได้เอาไว้คานอำนาจ ไว้ต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ 'เลวทั้งโคตร' หรือ 'เป็นอันตรายต่อสถาบันไทย' ย่อมจะมีประโยชน์กว่าการออกไป 'โหวตโน' ให้บัตรทิ้งเสียไปเฉย ๆ 

นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลของคนที่ไม่กาช่อง 'โหวตโน' แม้สิ่งที่เลือกจะไม่ใช่ในแบบที่ใฝ่ฝันไว้ก็ตาม

แต่ประโยชน์ของช่อง 'โหวตโน' ที่ซ่อนอยู่ คือจะช่วยสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ได้มีคุณค่า หรือมีความหมายต่อคนไทยอีกต่อไปแล้ว คนไทยจึงพร้อมใจกันกาเลือก 'ช่องที่ไม่ต้องเลือกใคร' เพราะมองไม่เห็นว่าคนหรือพรรคการเมืองใดควรคู่กับ 'ความไว้วางใจ' ของประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว 

เข็ด เบื่อ เหลืออด ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คนใหม่ก่นด่าว่าคนเก่าแต่พอเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ทำในสิ่งที่แย่กว่า และปัญหาการคอร์รัปชันก็ไม่เคยหมดหายไปจริง ๆ แล้วจะให้ประชาชนกาเลือกในสิ่งที่มีอยู่อีกทำไม? นี่คือเหตุผลหลักของคนที่เลือกช่อง 'โหวตโน' 

หากมองในมุมโลกสวยขึ้นมาอีกนิด คนไทยที่เลือกช่อง 'โหวตโน' หรือเลือกพรรคที่ 'ไม่เข้าขั้นแย่' คนไทยสองกลุ่มนี้ก็ยังเป็นกลุ่มคนที่พอจะหวังพึ่งพิงได้ของประเทศชาติ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่กลุ่มคนที่บ้องตื้นกาเลือกพรรคการเมืองที่วัน ๆ คิดแต่จะล้มล้างการปกครอง หรือพรรคการเมืองที่นอกจากเคยโกงจำนำข้าว, มีนักโทษลวงโลกบนชั้น 14 ก็ยังมีนายกนอมินีที่ติดอันดับโง่จนทำให้ประเทศชาติอับอายแทบจะทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ถึงมีคำกล่าวที่ว่า นายกเป็นแบบใด คนเลือกเข้ามามันก็เป็น..แบบนั้น

'เฉลิมชัย' ย้ำ ปชป. ขึ้นปีที่ 79 อุดมการณ์ยังมั่นคง เทใจให้สื่อร่วมกันทำงาน 'เดชอิศม์' ยันพรรคเติบโตปีเดียวสมาชิกตลอดชีพเพิ่ม 2 หมื่นคน

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (24 ธ.ค. 67) พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้กับสื่อมวลชน ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช สำนักงานใหญ่ของพรรค ถือว่าเป็นงานประเพณีของพรรคที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับในปีนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมี กรรมการบริหาร สส. ไปจนถึงอดีต สส. เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง 

ในช่วงหนึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (รมว. ทส.) กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความผูกพันกับสื่อมวลชนมาเป็นเวลานานมาก บางท่านเรารู้จักกันมานานถึง 10-20 ปีแล้ว วันนี้จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มาเห็นว่าประชาธิปัตย์ของเราเปิดพื้นที่จริงๆ ไม่ได้เปิดแต่ปาก พร้อมกับปรับเปลี่ยนการทำงานทั้งหมด 

“ประชาธิปัตย์คนเดิมมีอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง คนใหม่ที่เข้ามาคือปรับการทำงาน จุดยืน อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และผมจะไม่ยอมเป็นหัวหน้าพรรคที่เปลี่ยนแปลงจุดยืนและอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์เด็ดขาด แต่ถ้าประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยน หรือผมไม่กล้าเปลี่ยน ประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ 100% ผมอยากให้ประชาธิปัตย์เดินต่อ มาเดินข้างผม มาเดินไปพร้อมๆ กับผม เชื่อเถอะครับว่า อนุรักษ์นิยมทันสมัย ยังอยู่ได้ในประเทศไทย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว 

พร้อมกับได้อวยพรสื่อมวลชน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568 ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านให้ความเคารพนับถือ พระแม่ธรณีบีบมวยผมที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้โปรดประทานพรให้พี่น้องและเพื่อนสื่อมวลชน เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ  สส. สมาชิกพรรคทุกท่านให้โชคดี คิดสิ่งใดขอให้สำเร็จ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เดินทางไปไหนให้แคล้วคลาดปลอดภัย 

จากนั้น นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) ได้ขึ้นเวทีพร้อมกับกล่าวว่า หลายคนบ่นกับตนว่าเมื่อก่อน นายกชายเข้าง่าย สัมผัสง่าย โดยเฉพาะช่วงก่อนร่วมรัฐบาล พวกเราขยี้นายกชาย ได้อย่างเต็มที่ แต่พอไปเป็นรัฐมนตรี 3 เดือน แทบจะหาตัวไม่ได้เลย เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า 

1. ตนยังเป็น สส. เขตอยู่ เมื่อเสร็จงานที่กรุงเทพฯ ก็กลับไปอยู่ในเขตของตัวเอง และเพิ่งไปเห็นว่า จนท. พรรค ไปแค่ 3 วัน ก็มีประชาชน มีแกนนำมาสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 4,000 กว่าคนแล้ว แบบนี้จะบอกว่ากระแสประชาธิปัตย์ตกต่ำได้อย่างไร 

2. ตนยังทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ร่วมกับหัวหน้า และเพื่อนชาวประชาธิปัตย์ ฟื้นฟูพรรคให้ได้ เมื่อไปดูตัวเลขสมาชิกพรรค ตั้งแต่ ดร.เฉลิมชัย มาเป็นหัวหน้าพรรค จนถึงวันนี้ มียอดผู้สมัครเป็นสมาชิกแบบตลอดชีพ เกิน 20,000 คน แล้วประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ได้อย่างไร

“หลายคนดูถูกว่าเฉลิมชัย ศรีอ่อนมาเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้พรรคตกต่ำอยู่แล้วยิ่งตกต่ำเข้าไปอีก พูดถึงขนาดว่าประชาธิปัตย์ต้องสูญพันธุ์ แล้วไปดูสิครับ วันนี้ จนท. พรรค คีย์รับสมัครไม่ทันเลย นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์แน่นอน ประชาธิปัตย์เริ่มเชิดหัวขึ้นแล้ว” 

3. ตนได้รับฉันทามติจากพี่น้องประชาธิปัตย์ ให้ไปทำหน้าที่เป็น รมช. สธ. ผมดูแล 2 กรมเล็กๆ คือกรมแพทย์ทางเลือกฯ และกรมอนามัย กับอีก 5 สถาบัน แม้จะเป็นกรมเล็กๆ แต่มีผลต่อสุขภาพของคนไทย 

“ขอถือโอกาสนี้อำนวยอวยพรให้พี่น้องสื่อมวลชน ข้อ 1 ต้องมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่แข็งแรง ข้อ 2 ให้มีความก้าวหน้าในการงานของท่าน ข้อ 3 ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยทุกคน ข้อ 4 ขอให้ลูกหลานของทุกท่านประสบความสำเร็จด้วย” เลขาธิการพรรค กล่าว 
 

พีระ...พัง...ปัญหาราคาน้ำมันและไฟฟ้า สะท้อนตัวตนคนทำงานจริง...กับปัญหาที่ไม่มีใครเคยแก้

(26 ธ.ค. 67) เชื่อหรือไม่ว่า ‘การตั้งฉายารัฐบาล และรัฐมนตรีประจำปี’ ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลนั้น ปราศจากอคติส่วนตัว โดยอ้างว่า เป็นธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานของ ‘ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล’ และเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาลและรัฐมนตรี

การตั้งฉายา ‘รองพีร์’ ว่า ‘พีระพัง’ นั้น เป็นการตั้งฉายาที่ราวกับ ‘จงใจ’ หรือ ‘รับใบสั่งมา’ โดยทำเป็นหลับหู หลับตา ไม่สนใจผลงานจากการทำงานด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของ ‘รองพีร์’ ในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและไฟฟ้าที่หมักหมมมาหลายสิบปี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแทบทุกคนที่ผ่านมา ไม่มีใครเลยที่เคยจะพยายามหาหนทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลย

ทั้งนี้ ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยเกิดขึ้นจากวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 1 ในปี 1973 (พ.ศ. 2516) ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนั้นสูงขึ้นเกือบ 300% ทำให้รัฐบาลไทยในยุคนั้นต้องหากลไกเครื่องมือในการจัดการจึงเกิดเป็น ‘กองทุนน้ำมัน’ ขึ้นและกลายเป็นกลไกเครื่องมือเพียงอย่างเดียวของทุกรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาเชื้อเพลิงพลังงานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะไม่ว่าจะเป็น บทบาท อำนาจหน้าที่ และกฎหมาย ที่รัฐมีอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาเชื้อเพลิงพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อ ‘รองพีร์’ รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงได้ให้ทีมงานทำการศึกษาถึงต้นตอของปัญหาเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง อาทิ (1) ต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่แท้จริง ก่อนประกาศกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของเดือน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่เคยรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเลย 

(2) ‘รองพีร์’ สั่งการให้หาวิธีที่จะทำให้ ‘ราคาน้ำมัน’ ต้องไม่ขึ้นลงรายวัน ด้วยการ ‘รื้อระบบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง’ โดยผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแจ้งให้กระทรวงฯ ทราบก่อน และให้ผู้ค้าปรับราคาขายปลีกน้ำมันได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งจะทำให้ยุคที่บรรดา ‘ผู้ค้าเชื้อเพลิงพลังงาน’ สามารถกำหนดราคาและขึ้นลงตามอำเภอใจ อาทิ การขึ้นราคาน้ำมันทันทีตามราคาตลาดโลกทั้ง ๆ ที่น้ำมันที่ซื้อขายในประเทศขณะปัจจุบันได้ซื้อมาเมื่อ 3 เดือนก่อนแล้ว 

(3) เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน ‘รองพีร์’ จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยน ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ที่ใช้ต้องเงินมากมายและสร้างหนี้สาธารณะ เป็น ‘การสำรองน้ำมันและก๊าซเพลิงยุทธศาสตร์ (SPR : Strategic Petroleum Reserve)’ ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซที่เก็บสำรองเอาไว้จะเป็นทรัพย์สินของประเทศ และไม่ใช่ภาระหนี้สินอีกต่อไป 

เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในอนาคต รัฐบาลสามารถนำปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองที่มีอยู่ใช้ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศได้ เพราะที่ผ่านมาปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจากวิกฤตเชื้อเพลิง มีการใช้ ‘เงิน’ จาก ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ในการแก้ไขปัญหา แต่ความเป็นจริงแล้วในยามเกิดวิกฤตน้ำมัน ‘เงิน’ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหา เพราะต้องใช้ ‘เงิน’ มากขึ้นในการซื้อน้ำมัน หรือบางสถานการณ์แม้จะมี ‘เงิน’ แต่อาจไม่สามารถหาซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่สามารถขนส่งมาประเทศไทยได้

นอกจากนี้ ‘SPR’ จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการต่อรองและเพิ่มการถ่วงดุลในระบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศอีกด้วย เพราะรัฐบาลจะสามารถรู้ต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาในประเทศได้ตลอดเวลา จึงทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ เวลาที่ซื้อมาหรือจำหน่ายออกไป นอกจากนี้ ‘SPR’ จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้นเมื่อปริมาณการเก็บสำรองจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศถึง 90 วัน (จากเดิมที่เก็บไว้สำหรับ 25 วันโดยผู้ค้า) ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างมากมายและยั่งยืน แก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย

ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า ‘รองพีร์’ ได้ผลักดันการลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนและสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องมากว่า 1 ปีแล้ว ทั้งยังสั่งการให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool gas) เพื่อให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมลดลงและเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ ตลอดจนติดตามเร่งรัดการขุดเจาะและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากการที่ต้องนำเข้าก๊าซจากแหล่งผลิตนอกประเทศ

นับตั้งแต่ ‘รองพีร์’ รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งหวังว่าจะสามารถ ‘รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง’ ปัญหา ‘เชื้อเพลิงพลังงาน’ ที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 1 ปี โดยไม่กลัวอิทธิพลอะไรและไม่อยู่ใต้อิทธิพลใดใดทั้งสิ้นโดย ดังนั้นแทนที่ ‘ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล’ จะให้ความสำคัญกับเรื่องราวเหล่านี้ที่สำคัญและเป็นประโยชน์สูงสุดอย่างมากมายและยั่งยืนแก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย และเมื่อพิจารณาเยี่ยงวิญญูชนแล้ว ฉายาดังกล่าวกลายเป็นการบั่นทอน ด้อยค่า การทำงานของ ‘รองพีร์’ คล้ายกับไม่ต้องการให้สิ่งที่ ‘รองพีร์’ ทำประสบความสำเร็จ แต่ ‘รองพีร์’ เอง ได้ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมั่นใจว่า จะพยายามปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องของพลังงานให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ‘รองพีร์’ ได้ฝากขอบคุณและขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ช่วยกันร่วมเป็นผนังกําแพงให้ ‘รองพีร์’ และทีมงานได้พึ่งพิงเพื่อทำงานสำคัญนี้ให้สำเร็จแล้วเสร็จ

‘พีระพันธุ์’ พังอุปสรรคพลังงานเพื่อประชาชน ผนึก ก.อุตฯ เสนอร่าง กม. ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าไฟ

‘พีระพันธุ์’ พังอุปสรรคพลังงานเพื่อประชาชน  ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เสนอร่างกฎหมายปลดล็อค ‘โซลาร์รูฟท็อป’ อย่างครบวงจรครั้งแรกของประเทศ  เลิกระบบขออนุญาต  มุ่งลดภาระค่าไฟให้ประชาชน  พร้อมสร้างอาชีพใหม่  ธุรกิจใหม่ 

(25 ธ.ค. 67) ที่รัฐสภา  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงข่าวร่วมกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ  โดยเปิดเผยว่า  พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังเตรียมนำเสนอร่างกฎหมายสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานจากแสงอาทิตย์  ที่เรียกว่า ระบบโซลาร์รูฟท็อป เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้  ซึ่งจะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากภาระค่าไฟฟ้าแพง  และเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน  และเป็นการร่วมทำงานระหว่างกระทรวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีราคาแพง อีกทั้งยังมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องถึง 5 แห่ง  พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะที่ดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้  จึงได้ดำเนินการประสานกันระหว่างทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดล็อคให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น  โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีให้ยกเว้นการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปทุกกำลังการผลิตที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ไม่ต้องขอใบอนุญาตอีกต่อไป  ในขณะที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ก็กำลังเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อปลดล็อคเรื่องการขออนุญาตติดตั้งเช่นกัน

“เรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 5 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีกฎหมายของตนเองที่ตีความว่าการจะติดตั้งระบบโซลาร์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานตน  เรามีกฎหมายเยอะมาก แต่ที่ไม่เคยมีก็คือ กฎหมายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานจากแสงแดด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย  วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ยกร่างกฎหมายซึ่งไม่เคยมีในประเทศไทยให้กับพี่น้องประชาชน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เข้าสภาผู้แทนราษฎร และกฎหมายฉบับนี้จะปลดล็อคอย่างถาวรจากฎหมายอื่นๆ ที่เคยนำมาอ้างอิง ” นายพีระพันธุ์กล่าว 

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ได้สนับสนุนในการดำเนินการดังกล่าว พร้อมระบุว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานไฟฟ้าถูกลง และเป็นการทำตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และส่งเสริมให้ภาครัฐเป็นผู้ให้บริการ โดยเปลี่ยนจากการขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เป็นการแจ้งให้ทราบ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งได้เร็วขึ้น โดยหน่วยงานเกี่ยวข้องจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบการติดตั้งในภายหลังเท่านั้น ซึ่งจะลดความล่าช้าในการติดตั้ง รวมถึงการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐได้ 

นายพีระพันธุ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผลของกฎหมายฉบับนี้ยังช่วยสร้างอาชีพใหม่ โดยเฉพาะอาชีพการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซล่าร์รูฟท็อป  ซึ่งตนได้เตรียมความพร้อมในการเสริมสร้างทักษะอาชีพด้านนี้ผ่านการอบรมโดยกระทรวงพลังงาน  รวมถึงเตรียมที่จะปรับปรุงเงื่อนไขของกองทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความต้องการติดตั้งพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 

สำหรับปัญหาราคาในการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์ที่มีราคาแพงนั้น  กระทรวงพลังงานได้มีการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งผ่านการทดสอบคุณภาพจาก สวทช. ในขั้นตอนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ทางกระทรวงพลังงานยังมีการวิจัยการประดิษฐ์แบตเตอรีสำหรับกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกด้วย 

“ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ทุกอย่างที่หมักหมมมาหลายสิบปีจะได้รับการพังทลายโดยพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน พลังงานจะต้องดีกว่าที่เคยเป็นแน่นอน ในระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่ง ประชาชนและประเทศชาติจะต้องได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ ยันการลาออกจากอธิบดีทำตามขั้นตอน พร้อมประกาศเดินหน้าหาเสียงชิงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา

เมื่อวันที่ (24 ธ.ค. 67) จากกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการลาออกจากราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงของนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ซึ่งขณะนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา อาจมีความไม่สมบูรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย จนอาจส่งผลกระทบต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ล่าสุด นายสุพิศได้ออกมาชี้แจงเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

นายสุพิศ เปิดเผย กับผู้สื่อข่าวว่า การลาออกจากราชการของตนได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญทุกประการ โดยในครั้งที่ลาออก ตนได้ทำหนังสือแจ้งไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง และได้รับการเห็นชอบจากปลัดกระทรวงแล้ว ขณะนี้เอกสารดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำลังพิจารณาตามกระบวนการของทางราชการ ซึ่งจากระเบียบที่ได้อ้างถึงข้างต้นนั้นหากลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลนับแต่วันที่ขอลาออก นายสุพิศ กล่าว 

นอกจากนี้ นายสุพิศ ยังเปิดเผยว่า ตนได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่มีปัญหาหรือข้อขัดข้องแต่อย่างใด

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายสุพิศ ได้ย้ำถึงความมั่นใจในความถูกต้องของการลาออกจากราชการ พร้อมเดินหน้าทำงานหาเสียง พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้ง 16 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาจังหวัด โดยกล่าวว่า 

“ผมขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า การลาออกของผมชอบด้วยกฎหมายเรียบร้อยแล้ว และต่อจากนี้ผมจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อแนะนำตัว เพื่อขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวสงขลาพร้อมนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ“

การยืนยันครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความโปร่งใสและความตั้งใจของนายสุพิศที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาอย่างมั่นคง พร้อมมุ่งหวังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชาวสงขลาในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top