Wednesday, 15 July 2026
POLITICS

วิเคราะห์ ‘พลังประชารัฐ’ แก้รัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ ‘เพื่อไทย’ อาจชนะถล่มทลาย

ผลลัพธ์จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 13 ฉบับ ที่เกิดขึ้นตลอด 2 วัน (วันที่ 23-24 มิ.ย. 2564) ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ร่วงเกือบหมด’ โดยเหลือรอดเพียงวาระแรกฉบับเดียว ซึ่งเป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 91 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) ที่ถูกเสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับคณะ ที่เรียกว่า ‘ร่างที่ 13’ และได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 552 ไม่เห็นชอบ 24 งดออกเสียง 130 และไม่ลงคะแนนเสียง 27

แม้จะผ่านแค่เพียงร่างเดียว แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นประเด็นให้ต้องขยายกันต่อ เพราะบ้างก็อาจจะมองว่าเกมของพลังประชารัฐกับการแก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบนั้น จะเป็นการชิงความได้เปรียบให้พรรคกลับมาได้อย่างท่วมท้น หากมีการการเลือกตั้งหนหน้า จากข้อได้เปรียบที่ยังเป็นรัฐบาล สามารถกำหนดทิศทาง หาจังหวะในการยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ในช่วงที่มีความพร้อม และคะแนนนิยมดี ภายใต้ฐานเสียงที่ต้องยอมรับว่า พลังประชารัฐ ยิ่งทวีฐานได้แน่นขึ้น ในจังหวะที่พรรคต่างๆ เสียงเบาลง ยิ่งมีนโยบายต่างๆ ที่นำเสนอออกมา แม้จะมีถูกใจบ้างหรือไม่ถูกใจบ้างผสมโรงด้วยแล้ว คงต้องยอมรับว่าชื่อ พลังประชารัฐ น่าจะเป็นแค่ทางเลือกเดียว เหมือน ‘ไทยรักไทย’ ในยุคหนึ่งกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากร่างฉบับดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบ ด้าน ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence, สาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ก็ได้ออกมาให้ทรรศนะที่น่าคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจจะไม่เป็นไปตามหวังของพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ว่า…

ผมขอทำนายว่าทั้ง พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ จะพ่ายแพ้ พรรคเพื่อไทย เพราะกติกานี้ที่แก้กลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเพื่อไทยเก่งกว่า เจนเวทีกว่า ทำไมจึงได้หลงเชื่อว่ากติกาที่ตนพ่ายแพ้ยับเยินมาแล้วจะทำให้ตนชนะได้ เพราะ Albert Einstein ได้กล่าวไว้ว่า “Insanity is doing the same thing over and over and expecting different results. ความโง่เง่าบัดซบคือการทำเช่นเดิมและคาดหวังผลที่แตกต่างไป

ผศ.ดร.อานนท์ เปรียบเทียบเหตุการณ์ดังกล่าวกับหนังจีนกำลังภายในเรื่องดาบมังกรหยก ซึ่งช่วงหนึ่ง ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ บิดาของ ‘เตียบ่อกี้’ มีเหตุต้องประลองฝีมือกับราชสีห์ขนทอง ‘เจี่ยซุ่น’ 1 ใน 4 ผู้คุมกฎของนิกายเม้งก่าอันเป็นผู้อาวุโสระดับต้นๆ ในยุทธภพและมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน

ราชสีห์ขนทองมีฝีมือสูงส่ง แต่ก็มีความทะนงตนสูงอย่างมาก ‘เจี่ยซุ่น’ จึงถึงขนาดกำหนดแต้มต่อยอมให้ ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ กำหนดกติกาในการแข่งขันประลองได้ตามที่ต้องการ

‘เตี่ยชุ่ยซัว’ จึงได้กำหนดกติกาที่ทำให้ผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในยุทธภพระดับต้นๆ อย่างเจี่ยซุ่น ต้องยอมพ่ายแพ้โดยที่ยังไม่ได้ประลองแต่อย่างใด โดย ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ ขอประลองแข่งขันในการใช้กำลังภายในจารึกอักษรด้วยกระบี่ลงบนแผ่นหินบนหน้าผา ซึ่ง ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ นั้นทำได้ดีมาก เนื่องจากเป็นผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ทั้งด้านบู๊และด้านบุ๋นแบบผสมผสาน

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ ทราบดีว่าหากจะต้องประลองในวิชาที่ใช้แต่ฝ่ายบู๊อย่างเดียวโดยปราศจากสายบุ๋นนั้น ตนเองย่อมไม่มีทางต่อสู้กับราชสีห์ขนทองได้เลย

>> การกำหนดกติกาในการแข่งขันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก!!

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ราชสีห์ขนทองจะมีฝีมือสูงส่งปานใดก็ตาม แต่ก็ย่อมมีจุดอ่อนที่ตนเองไม่ถนัด ผนวกกับความทะนงในความเก่งกล้าสามารถของตนเอง ถึงขนาดที่ยอมเปิดโอกาสให้คู่ประลองแข่งขันกำหนดกติกาได้ตามที่ใจปรารถนา เพราะเชื่อมั่นมากเกินไปว่าตนเองไม่มีทางพ่ายแพ้

ฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาในการทำศึกนั้น หาได้ใช้กำลังแต่ฝ่ายเดียวในการชนะศึกไม่ หากแต่จะเลือกใช้ปัญญาในการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่ง แล้วนำจุดอ่อนเหล่านั้นมาแปรผันเป็นกติกาในการประลองเพื่อให้ตนเองนั้นชนะได้อย่างง่ายดาย โดยเลือกประลองในสิ่งที่คู่แข่งนั้นมีจุดอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ

ย้อนกลับมาที่เรื่องของความพยายามในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง 2 ประการคือ...

>> ประเด็นแรก ต้องการมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จากเดิมที่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวหมายความว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อแยกออกจากกัน ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการนี้ จะมีคะแนนจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกทิ้งน้ำและไม่ได้เป็นการเลือกตั้งในระบบที่เรียกว่าปันส่วนผสมอีกต่อไป

>> ประเด็นที่สอง คือ การลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คนลงเป็น 100 คนและเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตจาก 350 คนเป็น 400 คน

กติกาทั้งสองนี้สำคัญมาก เพราะหากลองตั้งข้อสังเกตดูแล้ว ต่อให้ใช้กติกาการเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะชนะเลือกตั้งได้แบบขาดลอย หากแต่การที่พลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มาจากการปัดเศษในการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจจะเป็นที่กังขาว่า กกต. ใช้วิจารณญาณอย่างไรในการตีความวิธีการปัดเศษดังกล่าว จนสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จและอ้างว่าได้ Popular Vote สูงที่สุด

ขณะที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้นส่งลงสมัครน้อยมาก เพราะหลีกทางให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ แต่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติมีอันเป็นไปจากการถูกยุบพรรคการเมืองไปเสียก่อนไม่เช่นนั้นหากรวมจำนวน ส.ส.ที่พรรคไทยรักษาชาติไม่ถูกยุบ ก็อาจจะทำให้พรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติรวมตัวกันได้คะแนนเป็นที่ 1 ก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้นภายหลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบและเกิดการย้ายข้างจำนวนมากมายเรียกว่ามี ‘งูเห่าสีส้ม’ และงูเห่าอีกหลายสีย้ายเข้าไปอยู่ในพรรคการเมือง อื่นๆ เช่น พรรคการเมืองแถวอีสานใต้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงสามารถกล่าวได้ว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ชนะเลือกตั้งในกติกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 แต่อย่างใด

ฉะนั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 จะกำหนดกติกาการเลือกตั้งที่น่าจะเอื้อต่อชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐอยู่พอสมควร โดยกติกาดังกล่าว ได้แก่ การมีบัตรเลือกตั้งใบเดียวและมีจำนวน ส.ส.เขตเพียง 350 คนและมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ตลอดจนการที่สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีได้อีกจำนวน 250 เสียง ซึ่งเป็นกติกาที่เอื้อต่อชัยชนะในการเลือกตั้งและการเข้าสู่อำนาจรัฐของพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ แต่ก็หาใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะชนะขาดลอยด้วยกติกาที่ตนเองเป็นผู้กำหนดไว้แต่อย่างใด

กลับกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ กลับนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่มีกติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐหรือกติกาในการเลือกตั้งเฉกเช่นรัฐธรรมนูญในปี 2540 หรือมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบและมีจำนวน ส.ส.เขตถึง 400 คนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 100 คน โดยเป็นกติกาที่เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่และเกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองหรือที่เราเรียกกันในทางวิชาการว่า Political Polarization ซึ่งจะทำให้ ‘พรรคเล็กพรรคน้อย’ หรือ ‘พรรคปัดเศษ’ ไม่มีโอกาสได้เกิด และก็ไม่ใช่การเลือกตั้งในระบบปันส่วนผสมอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ เป็นการเอาคะแนนเล็กคะแนนน้อยนั้นเททิ้งน้ำไปให้หมด

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากว่าเหตุใดพรรคพลังประชารัฐ ถึงเสนอร่างรัฐธรรมนูญกลับไปเป็นกติกาการเลือกตั้งและการเข้าสู่อำนาจรัฐเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีข้อพิสูจน์แล้วว่าระบอบทักษิณจะชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย และเข้ามาคุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนอาจจะเกิดเผด็จการรัฐสภาอีกรอบก็เป็นได้

พูดกันตามตรงรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะเอื้ออำนวยให้พรรคพลังประชารัฐเข้าสู่อำนาจรัฐอย่างได้เปรียบพรรคการเมืองฝ่ายค้านมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาแต่อย่างใดการลงคะแนนมติต่างๆ ต้องใช้กำลังและการล็อบบี้อย่างหนัก

น่าสงสัยว่าพรรคพลังประชารัฐเอาความมั่นใจและความทะนงองอาจหรือความประมาทเลินเล่อใดมาตัดสินและคิดว่าการกำหนดกติกาการเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ทักษิณชินวัตรหรือระบอบทักษิณเคยเอาชนะมาได้อย่างถล่มทลายนั้น จะทำให้ตนเองชนะหรือเข้าสู่อำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกันกับที่ระบอบทักษิณได้เคยกระทำมา

การที่พรรคพลังประชารัฐเป็นผู้กุมอำนาจรัฐและอาจจะมีทุนเพียงพอ เรียกว่าอาจจะมีทั้งกระสุนเงินและกระสุนปืนในการเลือกตั้ง เลือกวิธีการนี้ อาจจะเป็นเหตุให้พรรคพลังประชารัฐประมาทเลินเล่อหรือทะนงองอาจในตนมากเกินไปหรือไม่ เปรียบเหมือนกับ ‘ราชสีห์ขนทอง’ ที่หันไปเลือกกติกาศัตรูอย่าง ‘เตียชุ่ยซัว’ และปราชัย ทั้งๆ ที่ตนเองได้เปรียบกว่าแทบทุกประการ

พรรคพลังประชารัฐไม่แปลกใจบ้างเลยหรือว่า เหตุใดศัตรูในทางการเมืองของตนหรืออาจจะไม่ใช่ศัตรูแล้ว จึงหันมาร่วมมือและต้องการกำหนดกติกาแบบเดียวกัน โดยที่เห็นดีเห็นงามด้วย แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยคิดว่าตนเองจะได้เปรียบในการเลือกตั้งและเข้าสู่อำนาจรัฐได้ง่ายหากเรื่องตั้งด้วยกติกาการเลือกตั้งเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในปี 2540 ที่พรรคพลังประชารัฐกำลังจะแก้ไขให้เป็นไปตามนี้

>> การลงไปเล่นในเกมที่เป็นกติกาหรือพื้นที่ที่เขาชำนาญกว่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีโอกาสพ่ายแพ้สูงมาก!!

หากมีการเลือกตั้งจริงแล้วด้วยกติกาซึ่งเป็นการเลือกตั้งมากถึง 400 เขตเลือกตั้ง ที่เขตเลือกตั้งมีขนาดเล็กลงไปมากและเป็นเขตเลือกตั้ง 1 คน 1 เขตที่เลือกส.ส.ได้เพียง 1 คนก็จะทำให้อิทธิพลทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบหัวคะแนนหรือการจัดตั้ง ตลอดจนการใช้กระสุนเงินหรือการซื้อเสียงเลือกตั้งสามารถทำได้โดยง่ายขึ้น

ผมไม่คิดว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีฝีมือและความสามารถในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง 400 เขตได้เก่งเท่ากับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นมีระบบหัวคะแนนที่แน่นหนามากและดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอดมีฐานเสียงที่มั่นคงและมีลูกค้าขาประจำที่มีความรักต่อพรรคเพื่อไทยและทักษิณไม่เสื่อมคลาย

ด้วยการกำหนดกติกาที่เอื้อกับศัตรูเช่นนี้ อาจจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นและระบบทักษิณก็จะกลับคืนมาครอบงำปกครองประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์

 

 

อ้างอิง: https://mgronline.com/daily/detail/9640000061302


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"ณัฐชา" อัด "กองทัพบก" ต้องกราดยิงอีกศพ จึงจะปฏิรูปกองทัพได้สำเร็จ ชี้ หน่วยงานที่ใช้งบสูงสุดของประเทศ ควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตปชช.มากกว่านี้

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์  ส.ส.กทม. ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ก่อเหตุกราดยิงผู้ป่วยในรพ.สนามภายในสถาบันธัญญารักษ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นอดีตพลอาสาฯ หน่วยรบพิเศษ กองพันจู่โจม โดยคนร้ายเปิดเผยว่าถูกผู้บังคับบัญชาและรุ่นพี่ในหน่วยรบพิเศษทำร้ายร่างกายและให้ร้ายใส่ความตนเอง และสาเหตุที่เข้าไปในโรงพยาบาลสนามดังกล่าว เนื่องจากเคยมีเรื่องยาเสพติดและอ้างว่ามีอดีตผู้บังคับบัญชาเกี่ยวข้องด้วย ว่า ตนนึกถึงเหตุการณ์กราดยิงในห้างดัง ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปีแล้ว ปัญหาการกดขี่จากผู้บังคับบัญชาที่กระทำต่อพลหารไม่เคยหายไป และเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นที่เข้าใจตรงกันว่านี่คือวัฒนธรรมของกองทัพไทย วัฒนธรรมที่กดผู้อื่นให้ด้อยค่าเพื่อสนองตัณหาของความยิ่งใหญ่ในตำแหน่งของตน 

"ผมขอถามไปยังผู้บัญชาการทหารบก กองทัพไทยจะปล่อยให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีกกี่ครั้งจึงจะมีระบบป้องกันที่ดี มีระบบการดูแลสวัสดิภาพกำลังพล และใส่ใจความปลอดภัยของประชาชนเสียที ข้อร้องว่าอย่าอ้างว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียงผู้มีปัญหาทางจิต หรือเป็นกำลังพลที่ปลดไปแล้วไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ หน่วยงานที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดของประเทศนี้ควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนให้มากกว่านี้ ผมในฐานะอดีตพลทหารที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าความกดดันภายใต้จิตใจของผู้ก่อเหตุมีต้นเหตุจากกองทัพ จึงขอเรียกร้องให้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำการสืบสวนสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด และอย่าปฏิบัติต่อผู้ก่อเหตุเป็นเพียงผู้ก่อเหตุหรือคนร้ายที่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วประเทศไทยก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ หวังว่ากองทัพจะนำข้อผิดพลาดในอดีตไปปรับปรุงแก้ไขในเชิงระบบ เพื่อให้ทั้งกำลังพลและประชาชนมีความปลอดภัย" นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอภาพใหญ่ในการปฏิรูปกองทัพที่พรรคก้าวไกลเสนอมาโดยตลอด เพื่อให้กองทัพเป็นกองทัพที่ทันสมัย กำลังพลมีศักยภาพ สร้างความเป็นธรรมในหน่วยงาน ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบและผลประโยชน์ที่มาจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้กองทัพเป็นกองทัพมืออาชีพ อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคม ให้เป็นกองทัพของประชาชนที่แท้จริง 

"ถึงเวลาที่ผมจะขอทวงถามสัญญาที่ผู้นำกองทัพได้ให้ไว้หลังเหตุกราดยิงโคราชในการปฏิรูปกองทัพ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงและไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ทั้งการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปัดตกร่างกฎหมายยกเลิกเกณฑ์ทหาร รวมทั้งคำสัญญาที่ล้มเหลวของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพบก ในการยกเลิกกองทัพพาณิชย์ ปฏิรูประบบผลประโยชน์ในกองทัพ จะต้องเกิดเหตุกราดยิงอีกกี่ครั้ง ประชาชนสูญเสียอีกกี่ศพ ถึงจะปฏิรูปกองทัพได้สำเร็จ" นายณัฐชา กล่าว 

"พรรคกล้า" ชี้สถานการณ์โควิด-19 "หมอไม่พอ-เตียงไม่มี" ขอ รมว.สาธารณสุขยอมรับสถานการณ์ อย่าจมอยู่กับระบบล้าหลัง ย้ำข้อเสนอ พบผู้ติดเชื้อกักตัวแยกครอบครัว ให้ยาต้านไวรัสทันทีที่พบเชื้อ อย่าปล่อยลุกลามต้องเลือกว่าใครจะอยู่ ใครจะไป เหมือนต่างประเทศ 

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมาย และผู้เสนอตัวสมัครรับเลือกตั้งเขตคลองสามวา พรรคกล้า, ทพ.กันตพงศ์ ดีชัยยะ คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคกล้า กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วง การแพร่ระบาดโควิด-19 สูงต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อใหม่ยังคงสูง 3,000-4,000 กว่าคน ผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ที่ 30 ถึง 50 คน เสียงเรียกร้องเตียงรักษามากขึ้นเรื่อยๆ นายแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ยังบอกว่าสถานการณ์เตียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤต อธิบดีกรมการแพทย์ ลดวันรักษาในโรงพยาบาลเหลือ 10 วัน หวังจะเพิ่มเตียงว่างอีก 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ศูนย์กล้าสู้โควิดของพรรคกล้า ได้รับแจ้งหาเตียงด่วน เมื่อวานนี้วันเดียวเกือบ 20 ราย และในพื้นที่ต่างๆ อีกหลายสิบราย เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าจำนวนเตียงเพื่อเข้ารับการรักษา เข้าขั้นวิกฤตแล้วจริงๆ 

"ตอนนี้เข้าสู่สถานการณ์ หมอไม่พอ เตียงไม่มี บุคลากรทางการแพทย์ 1 คน ต้องรองรับผู้ป่วย เฉลี่ยถึง 60 คน บางพื้นที่ผู้ป่วยรอ ไม่ได้เตียง จนเสียชีวิตคาบ้าน คนในครอบครัวทั้งติดเชื้อ ทั้งทุกข์ระทม ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป แต่กลับมีข่าวจากรัฐมนตรีสาธารณสุขว่า ไม่ได้รับการรายงานเรื่องเตียงไม่พอ เรื่องแบบนี้สะท้อนระบบราชการล้าหลัง สถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่จะบอกเล่าเพื่อตำหนิการทำงานของบุคคลใด แต่อยากจะสะท้อนให้รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไขโดยเร็ว" นายณัฐนันท์กล่าว 

นายณัฐนันท์ ยังย้ำข้อเสนอของพรรคกล้า ที่พยายามบอกมากกว่า 2 สัปดาห์แล้วว่า หากพบผู้ป่วยติดเชื้อ ให้นำไปกักตัวแยกจากครอบครัวทันที เพื่อป้องกันการระบาดแบบทวีคูณภายในครอบครัว จาก 1 ไป 5 ไป 10 ไป 20 โดยรัฐบาลควรเร่งหาสถานที่กักตัวจำนวนมาก เพื่อแยกผู้ที่ทราบผลติดเชื้อออกมาเร็วที่สุด โดยใช้อาสาสมัครดูแลแทนหมอและพยาบาลไปก่อน และควรให้ยาต้านไวรัสทันทีที่เข้าหลักเกณฑ์ โดยไม่ต้องรอเข้าสู่กระบวนการรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม เพราะทางแก้ที่ดีที่สุดคือการได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด แต่ทุกวันนี้ผู้ป่วยนอนรอเตียงหลายวัน ไม่ได้รับการจ่ายยาตามหลักเกณฑ์ จึงเกิดปัญหาขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

ส่วน ทพ.กันตพงศ์ ย้ำว่า มาตรการนี้จะลดการติดเชื้อทวีคูณได้ จะลดจำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ ลดภาระของแพทย์ พยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ จึงอยากให้ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข เปลี่ยนวิธีคิด เร่งปรับระบบราชการดำเนินการโดยเร็ว ให้ตอบสนองทันต่อสถานการณ์ เพื่อป้องกันการระบาดทวีคูณและนำไปสู่สถานการณ์ที่วิกฤตกว่านี้ อย่าให้สถานการณ์บานปลาย ที่ต้องเลือกว่าใครจะอยู่ใครจะไป เหมือนอิตาลีกับอินเดีย

“บิ๊กป้อม” ประชุม กมช. ติดตามความคืบหน้ามาตรการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ อนุมัติแผนปฏิบัติการรองรับยกระดับการป้องกัน สั่ง ดีอีเอส เร่งขับเคลื่อน ต่อเนื่องภายใต้กม.ที่เป็นธรรม  มุ่งให้ปชช.ได้ประโยชน์-ปลอดภัย

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุม ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ห้วง ม.ค. ถึง มิ.ย. 64 ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยง จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวม 35 เหตุการณ์ และความคืบหน้า การพัฒนาบุคลากร ซึ่งได้ทำการเปิดโครงการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ และกำลังคนด้าน Cyber Security ทั้งภาครัฐ เอกชน และนิสิตนักศึกษาแล้ว จำนวน 2,250 คน  

จากนั้น กมช.ได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง)นโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2565-2569 และ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ.2565-2569 เพื่อเป็นกรอบนโยบาย และแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติในการเตรียมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยทางเทคโนโลยี มาโดยตลอด จึงได้กำชับ รมว.ดศ. ให้กำกับ และเร่งรัดคณะทำงานให้ดำเนินงาน อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กม.ที่กำหนด เพื่อยกระดับมาตรการป้องกัน และลดความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และประเทศชาติ มีความปลอดภัยต่อไป

“บิ๊กตู่" ไม่ห่วงความสัมพันธ์ “ส.ว.-พปชร." ปมคว่ำร่างรธน. ลั่นไม่เป็นไร มีนายกฯคนเดียวกัน โยนเป็นเรื่องของสภา

ที่บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลงมติร่วมรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ร่าง แต่ผ่านเพียง 1 ร่าง ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า “จบแล้ว เป็นเรื่องของในสภา”

ผู้สื่อข่าวถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ว. กับ พรรคพลังประชารัฐ หลัง ส.ว. คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ พปชร. ขณะที่พปชร. ก็โหวตปิดสวิตช์ ส.ว. โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพียงว่า "ไม่เป็นไร นายกฯ คนเดียวกัน"
 

“รองโฆษกปชป.” ขอบคุณ ส.ว.โหวตให้ร่างแก้รธน.ของ 3 พรรคร่วมรัฐบาลถึง 201 เสียง ชี้สัดส่วนส.ส.เขต 400 ปาร์ตี้ลิสต์ 100 เหมาะสมแล้ว  จะไม่ถูกตราหน้าเป็น “ส.ส.ปัดเศษ” 

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากผลการลงมติของสมาชิกรัฐสภา ที่ได้ลงมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ร่างที่13 ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมกันเสนอให้แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ด้วยคะแนนเสียง 552 เสียง โดยมี ส.ว ลงคะแนนให้ถึง 210 เสียง ซึ่งเนื้อหารายละเอียดในการเสนอแก้ไข คือให้มี ส.ส. เขต 400 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบและวิธีคำนวณระบบบัญชีรายชื่อ ต้องขอขอบคุณทางสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน โดยเฉพาะทางฝั่งของ ส.ว. ที่คำนึงถึงความเป็นจริงว่า สัดส่วน ส.ส.เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญฯ ที่ใช้อยู่ ไม่มีความสมดุลกัน เพราะการให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คน นั้น ทำให้ ส.ส. บางส่วนไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่และมีจิตสำนึกความเป็น ส.ส. เท่าที่ควร อีกทั้งยังถูกตราหน้าว่าเป็น ส.ส.ปัดเศษ เพราะไม่มีมาตรฐานในการคิดคำนวณอย่างชัดเจน 
          
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการแก้ไขเพื่อให้กลับไปเป็นเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 ถือว่าเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะการที่มีส.ส.เขตเป็นจำนวนมาก จะทำให้ได้บุคคลที่มีความรักและความเข้าใจปัญหาในพื้นที่นั้นๆ มาเป็น ส.ส. ส่วนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ก็จะได้รับเกียรติจากประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ในวงงานวิชาการหลากหลายสำนัก ได้ชี้ถึงปัญหาของการเลือกตั้งในระบบปัจจุบันขอรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้เห็นแล้ว

“บิ๊กตู่” เรียกด่วน ทีมแพทย์ - ศปก.ศบค. ถก กระแสล็อกดาวน์กทม.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกประชุมศูนย์ปฎิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. และ ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขศูนย์โควิด-19 ที่มีนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน และคณะ เข้าหารือถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด - 19 และเรื่องวัคซีน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียด ที่แพทย์และหลายฝ่ายต้องรองรับสถาการณ์โควิด-19

ในขณะที่หลายโรงพยาบาลปิดรับห้องฉุกเฉิน และห้อง ICU ก็เต็มไปหมดแล้ว รวมไปถึงโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่ง และโรงพยาบาลสนามบุษราคัมจะหมดสัญญาเช่า ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันมีจำนวน 3,000-4,000 ราย ติดต่อกันมาหลายวันและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นทำให้บรรดาอาจารย์แพทย์หลายคนเสนอให้ที่ประชุมศบค.พิจารณา ถึงเรื่องการล็อกดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชาชน ไม่ให้เกิดการกระจายเชื้อไปยังต่างจังหวัด
 

“เลขาฯสมช.” รอสธ.ชงล็อกดาวน์กรุงเทพฯ ชี้ สุดท้ายให้ “นายกฯ” เคาะ ยันคำนึงกระทบสาธารณสุข-เศรษฐกิจ เผย ใช้มทบ.11 แจ้งวัฒนะเพิ่ม100เตียง รับคนไข้หนัก-ปานกลาง พร้อมรับ ห่วงม็อบชุมนุม 

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเรียกร้องให้ล็อกดาวน์กทม.ว่าเรื่องนี้ต้องรอให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาและเสนอมา แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะแจ้งเมื่อไหร่ใด เมื่อเสนอมามาแล้ว ต้องรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค.พิจารณาว่าจะมีการล็อกดาวน์หรือไม่ ที่ผ่านมานายกฯ ก็รับฟังทุกส่วน และเรื่องนี้จำเป็นต้องนำเข้าศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาด้วย ทั้งนี้สถานการณ์ขณะนี้มีความเป็นห่วงทั้งการแพร่ระบาดและเตียงรองรับผู้ป่วยที่ไม่เพียงพอ และห่วงคนทำมาหากิน หากจะล็อกดาวน์จะดูแลอย่างไรที่จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เราห่วงทุกอย่างจึงต้องดูให้รอบด้าน 

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากออกมาทำมาหากินแล้วเสี่ยงติดโรคจะหนักกว่าเดิม พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ศบค.ดูอยู่ ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เหตุเกิดที่ไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน ส่วนจุดที่ประชาชนทำมาหากินทั่วไปยังไม่พบเท่าไหร่ ดังนั้นการพิจารณาต้องรอบคอบทุกด้านไม่ใช่รับฟังด้านใดด้านหนึ่ง 

เมื่อถามว่ากระทรวงสาธารณสุขมีเหตุผลที่กังวลเรื่องใดมากที่สุดที่ต้องการให้ล็อกดาวน์กทม.พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องเตียงที่จะรองรับผู้ป่วยเพื่อรักษาพยาบาล ซึ่งทางศปก.ศบค.ได้ประสานทุกแห่ง ทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเรื่องเตียงให้มากขึ้น วันนี้คืบหน้ามากเพราะมีเอกชนเข้ามาช่วยด้วย 

เมื่อถามย้ำว่าจะใช้เวลาพิจารณาว่าจะล็อกนานเท่าใด เพราะเวลานี้รพ.ศิริราช รพ.จุฬาฯรพ.ราชวิถี ขอหยุดรับผู้ป่วยเนื่องจากไม่มีเตียงแล้ว พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเสนอมาก็จะพิจารณา ตอนนี้แค่รอสาธารณสุขเสนอมา เมื่อถามว่าถ้าเตียงไม่พอจะต้องรับรักษาเป็นรายกรณีหรือไม่ เพราะมีคนรอเตียงจำนวนมาก พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า พยายามเร่งอยู่ เราทำอย่างเต็มขีดความสามารถ เบื้องต้นจะใช้มณฑลทหารบกที่ 11 แจ้งวัฒนะ ที่รพ.เอกชน เสนอมาดำเนินการรับผู้ป่วยสีแดง ที่อาการหนักประมาณ 50 เตียง และสีเหลือง 50 เตียง คาดว่าภายใน 7 วัน จะปฎิบัติการได้และพอจะคลี่คลายสถานการณ์ได้ โดยใน 1-2 วันนี้ รพ.สนามพลังแผ่นดินของรพ.มงกุฏวัฒนะ จะอาสารับผู้ป่วยไว้ส่วนหนึ่ง และจะประสานส่วนอื่นๆ โดยคณะที่ปรึกษาณ ที่มีนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร กำลังหารือเพิ่มในจุดอื่นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะประสานขอบุคลากรการแพทย์ในต่างจังหวัดเข้ามาช่วยด้วยหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องขอ เพราะถ้าเพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลก็ต้องขอสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์จากกระทรางสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม ตามที่นายกรัฐมนตรี สั่งการไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าล็อกดาวน์กทม.จะมีแผนรองรับประชาชนที่จะกลับต่างจังหวัดอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องพิจารณาทั้งประเทศ เวลาออกมาตรการที่หนึ่งต้องดูภาพรวมทั้งหมด และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อื่นด้วย ไม่ได้มองเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล 

เมื่อถามว่ามองไปถึงภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่จะเปิดแต่สวนทางกลับกรุงเทพฯที่จะปิดหรือไม่ หรือไม่ เลขาฯสมช.กล่าวว่า ต้องพิจารณาทั้งหมด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ เมื่อวันที่24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อรับผิดชอบตรงนี้ขอพูดในมิติการระบาดไม่ใช่การเมืองก็ยอมรับว่ากังวลเป็นธรรมดา เพราะมีความเสี่ยงมาก แต่เห็นว่าทุกคนที่มาระมัดระวังตัวดี

ก.แรงงาน นำนวัตกรรม e-Testing วัดทักษะรวดเร็ว โปร่งใส แม่นยำ

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนแรงงานทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ด้วยระบบ e-Testing ประสิทธิภาพสูง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนต่อยอดค่าจ้างฝีมือแรงงาน นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานโดยนายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ตามมาตรฐานฝีมือ พร้อมทั้ง สร้างโอกาสการมีงานทำให้แก่แรงงานทุกกลุ่ม ทั้งแรงงานใหม่ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างผู้ว่างงาน นักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เพื่อเป็นแรงงานที่มีคุณภาพเหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน 

นายธวัช กล่าวต่อไปว่า กพร.ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ประกอบภารกิจด้านต่างๆ มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ที่มีการทดสอบภาคความรู้ และทฤษฎี ซึ่งเดิมการสอบภาคความรู้เป็นระบบเอกสารทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจ ประเมิน และอาจมีความผิดพลาดขึ้นได้จึงมีการปรับปรุงการทดสอบฯ โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการคลังข้อสอบ (Test Bank) และระบบการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ (ภาคความรู้) ด้วยระบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Testing System) ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล การรายงานผล การเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลผู้เข้ารับการทดสอบในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส ถูกต้อง และแม่นยำ มีหลักเกณฑ์การใช้ข้อสอบที่สามารถสุ่มเลือกซึ่งมีระบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน สร้างความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงานของผู้ทดสอบ และผู้เข้ารับการทดสอบ

การนำระบบ e-Testing มาใช้ในกระบวนการทดสอบก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของภารกิจดังกล่าว แรงงานได้วัดทักษะฝีมือด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ นายจ้างและสถานประกอบกิจการ ใช้เป็นเกณฑ์คัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน เข้าปฏิบัติงานในองค์กร หรือเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แรงงานหรือนายจ้างที่สนใจเข้ารับการทดสอบ ติดต่อสอบถามได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ซึ่งพัฒนาให้บริการด้วยระบบ e-Testing แล้วทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 หรือ สำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน 02 2454837, 02 2451707 ต่อ 718 อธิบดี กพร.กล่าวทิ้งท้าย
 

ดร.เสรี วงษ์มณฑา สมน้ำหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลังเหิมเกริมแก้รัฐธรรมนูญ มาตราที่ปราบโกง ลั่นถ้าไม่มี 'บิ๊กตู่' ก็ไร้มนตรา เรียกคะแนน

วันที่ 25 มิถุนายน 2564 ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า สมน้ำหน้าพรรคพลังประชารัฐที่เหิมเกริมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่ปราบโกงไม่ให้ สส. ยุ่งเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและการไม่ให้รัฐมนตรี สส. ยุ่งเรื่องการโอนย้ายราชการ

นึกว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้กระนั้นหรือ แค่นี้ก็คงได้บทเรียนแล้วสินะ พรรคพลังประชารัฐ ถ้าไม่มีพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็ไม่ได้มีมนตราอะไรมากมายเลย

เลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ถ้าไม่มีพลเอกประยุทธ์เป็นชื่อ candidate นายกฯ จะไม่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากมายอะไร ส่วน สส. เขต พวกสีเทาอย่าหวังว่าจะได้รับเลือกตั้ง

พรรคเล็กเกิดยาก สส. ปัดเศษคงจะไม่มี พรรคที่คะแนน สส. เขต จะไม่มีส้มหล่นจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคที่เสียงแน่นอย่างเพื่อไทย ได้ประโยชน์ทั้ง สส. เขต และบัญชีรายชื่อ

พรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคเก่าแก่ที่เป็นผู้เสนอเรื่องบัตรสองใบนั้นจะฟื้นหรือไม่ก็ต้องดู รักษาระดับเดิมให้ได้ก็แล้วกัน อย่าตกต่ำกว่านี้นะ


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ตู่” ประกาศยุติการชุมนุมกลุ่มไทยไม่ทน เผย อาจมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์ นัดชุมนุมใหม่อีกครั้งเสาร์นี้ เวลาเดิม

ที่สี่แยกนางเลิ้ง หลังแกนนำสลับขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ระยะหนึ่ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ประกาศยุติการชุมนุม โดยขี้แจงว่า เนื่องจากเวลานี้มืดแล้ว เกรงว่าจะมีคนเข้ามาสร้างสถานการณ์ โดยได้รับแจ้งจากนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ว่ามีรายงานจะมีคนเข้ามาสร้างสถานการณ์ในบริเวณที่ชุมนุม จึงขอยุติการชุมนุมก่อน และนัดรวมตัวกันอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 26  มิ.ย.เวลา 16.00 น. พี่สะพานผ่านฟ้าลีลาศที่เดิมและมีแนวโน้มว่าจะค้างคืนเพื่อขับไล่ประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง

“วันนี้เรายุติการชุมนุมทั้งฝ่ายของเรา และฝ่ายของทนายนกเขาก็ยุติการชุมนุม เพราะเราเป็นผู้ใหญ่แล้วผ่านอะไรกันมามาก เห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ในการเตรียมสร้างสถานการณ์ จึงไม่อยากประชาชนเดือดร้อนและไม่ปลอดภัย เพราะวันนี้เรามากันเองด้วยความสงบ แต่คอยดูว่าเมื่อเรากลับไปแล้วก็จะเกิดตูมตามขึ้นมา เพราะทางทนายนกเขาและผมก็เห็นเช่นกัน เพราะได้มีการส่งคนเข้าไปอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งเราไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ และจะเร็วแบบนี้ เพราะมากันดีๆ และครั้งหน้าเราก็จะมากันดีๆเช่นนี้อีก ยืนยัน จะใช้สันติวิธีในการชุมนุม”นายจตุพรกล่าว

“โฆษกรัฐบาล” เผย ปชช.แจ้งเบาะแส ร้องทุกข์จากโควิด-19 กว่า5 เดือน ยุติเรื่องได้กว่า 2.4 แสนเรื่อง 

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดให้ประชาชนรับแจ้งเบาะแส ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ สอบถามข้อมูล เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่าน 5 ช่องทาง 1111 ของรัฐบาล ว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. - 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการแจ้งข้อมูลทั้งหมด 249,448 เรื่อง แบ่งเป็น

1.) แจ้งเบาะแสบ่อนการพนัน จำนวน 652 เรื่อง  

2.) แจ้งเบาะแสไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย จำนวน  432 เรื่อง และ 3.ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ สอบถามข้อมูล เสนอความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโควิด-19 จำนวน 248,364 เรื่อง 

ขณะนี้สามารถยุติเรื่องได้แล้ว จำนวน 248,166 เรื่อง และรอผลการพิจารณาอีก 1,282 เรื่อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ โดยเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย และเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและคำติชมด้วยตนเอง หรือผ่านทางจดหมาย โทรศัพท์ โทรสาร และทางเว็บไซต์ www.1111.go.th ซึ่งเป็นช่องทางการให้บริการประชาชน ที่มีความสะดวกและรวดเร็ว สามารถให้บริการได้ตลอดเวลา

“โฆษกรัฐบาล” เผย ตั้งเป้าส่งออกสินค้าฮาลาลโต 3 เปอร์เซ็นต์ มูลค่ากว่าแสนล้าน เจาะตลาดประเทศมุสลิม ชี้ ใช้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เป็นผู้นำการผลิต สร้างมาตรฐานคุณภาพ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเห็นโอกาสการผลิตและการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลและผลผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานที่โตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ไปสู่ตลาดกลุ่มประเทศมุสลิม และประเทศที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก เช่น อินเดีย จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา คาดว่ามีประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคน มูลค่าตลาดประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางกระทรวงพาณิชย์ จึงตั้งเป้าการส่งออกสินค้าฮาลาลทุกประเภทไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม ของปี 2564 ไว้ที่ 1.22 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 1.18 แสนล้านบาท โดยประเทศไทยได้เปรียบที่สามารถผลิตสินค้าหลากหลาย มีมาตรฐาน ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดี และขณะนี้มีบริษัทที่ได้รับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลประมาณ 5,000 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองฮากว่า 160,000 รายการ จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทย มีศักยภาพเป็นประเทศผู้นําในการพัฒนา ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลใช้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อขับเคลื่อนการเป็นผู้ผลิตในตลาดโลก โดยร่วมกับหลายภาคส่วน ให้ครอบคลุมเพิ่มศักยภาพหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาล ใช้เทคโนโลยีทันสมัยตรวจสอบพร้อมสร้างองค์ความรู้ในการผลิต การบริหารจัดการตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค และพัฒนาฐานข้อมูลฮาลาล เป็นต้น นอกจากนั้นมีกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการตลาดฮาลาลสู่สากล อาทิ จัดอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตสินค้าฮาลาลที่ถูกต้องตามหลักศาสนา และคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างค้าปลีก ซุปเปอร์สโตร์ชั้นนำ จับคู่เจรจาค้าสินค้าอาหารฮาลาลออนไลน์ ในอาเซียน จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าฮาลาลไทย และการสร้างความร่วมมือที่ดีกับผู้เกี่ยวข้องกับสินค้าฮาลาลในตลาดประเทศมุสลิม เป็นต้น ทั้งนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่มีความสนใจตลาดสินค้าฮาลาลที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคตามวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน 

พลังประชาชาติไทย ยันจุดยืนพรรค 5 ข้อ

นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงจุดยืนของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า พรรครปช.มีจุดยืน 5 ข้อ ดังนี้

​1.) พรรคยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นประเพณีการปกครองประเทศอันนับเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จุดยืนของพรรค รปช. ในเรื่องรัฐธรรมนูญ จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับเนื้อหาสาระแห่งบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่จะต้องดำรงเจตนารมย์ดังกล่าวนี้อย่างแท้จริง

​2.) ข้อพิจารณาของพรรคอยู่ที่ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังที่ได้มีการเสนอกันอยู่ในขณะนี้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนส่วนใหญ่อย่างไรคือคำถามที่สังคมได้ตั้งไว้กับตัวแทนของพวกเขา

​3.) ในสถานการณ์ปัจจุบันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงความประสงค์ของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของนักการเมืองและพรรคการเมือง

​4.) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องมีจุดมุ่งหมายให้ระบบการเมืองดีขึ้น สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนในเรื่องการปฏิรูปการเมือง และยกระดับคุณภาพของนักการเมืองให้ดีขึ้น ไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถกลับไปประพฤติปฏิบัติแบบเก่าๆ เดิมๆ จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติทางการเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา

​5.) รัฐธรรมนูญจะต้องไม่เปิดโอกาสให้เกิดการบิดเบือนการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คือต้องมีดุลยภาพแห่ง 3 อำนาจอธิปไตยของปวงชน และต้องธำรงหลักประกันแห่งความยุติธรรม จริยธรรม หลักธรรมาภิบาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

“ผมมีเจตนารมณ์ที่อยากจะเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านเเละประชาชนคนไทยทุกคนร่วมกันพิจารณาญัตติด่วน 13 ร่างของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปพร้อมกันด้วยความเคารพทุกความคิดเห็นที่อาจจะเหมือนและแตกต่างกันออกไป” นายเขตรัฐ กล่าว

เอกชนถก “บิ๊กตู่” เสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวภายหลังคณะเอกชนได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือ โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ว่า นายกฯ ยืนยันช่วยเหลือเอสเอ็มอีโดยรับขอเสนอทั้งหมดไปทำต่อ ทั้งการขอพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6-12 เดือน และตั้งกองทุนฟื้นฟู เอ็นพีแอล เพื่อช่วยพยุงกิจการเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งยังเสนอให้รัฐแก้เงื่อนไขกองทุนประกันสังคม 3 หมื่นล้านบาท ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงง่ายขึ้น โดยรมว.แรงงานยืนยันกำลังปรับแก้ไขแล้ว รวมทั้งแก้ไขเงื่อนไขซอฟต์โลนให้เข้าถึงสะดวกขึ้น

นายแสงชัย กล่าวว่า ตอนนี้มีเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ในระบบคิดเป็นวงเงินถึง 2.4 แสนล้านบาท แถมยังมีกลุ่มไฟเหลืองที่จวนเจียนจะเป็นหนี้เสียอีก 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งถ้ารวม 2 ส่วนนี้ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบที่มีอยู่ 3.5 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มไฟเหลืองถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะปรับเพิ่มขึ้นมาจากก่อนที่เกิดโควิดมีวงเงินอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท แต่เมื่อเกิดโควิดขึ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 4.4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ นายกฯ ยังรับข้อเสนออื่นๆ จากภาคเอกชนอีก โดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ได้เสนอให้ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีผ่านผู้ประกอบการค้าปลีก ขอให้ปลดล็อคให้ลูกหนี้ที่ติดเครดิตบูโร หรือเป็นหนี้เสียเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในดุลพินิจกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย และอยากให้หาทางกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยอยากให้ปรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่มีวิธีการมากมาเป็นโครงการที่คล้ายกับช้อปดีมีคืน ที่คนเข้าไปใช้ได้ง่ายกว่า

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรอบเวลาในการช่วยเหลือนั้น จากการหารือยังไม่มีกำหนดออกมา แต่คิดว่าอยู่ในกรอบที่นายกฯ วางไว้ 120 วันที่จะเปิดประเทศอยู่แล้ว จึงขอรีบช่วยในช่วงเวลานี้ พอถึงเวลาเปิดประเทศจะได้มีเงินไหลเข้ามาทำธุรกิจต่อไปได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top