Sunday, 19 July 2026
POLITICS

‘ก้าวไกล’ ฉะ!! นิพนธ์ชิงลาออกหนีถูกชี้มูลผิดคาเก้าอี้ ชี้ หากต้องการแสดงสปิริตควรออกตั้งแต่ป.ป.ช.ชี้มูล

‘ประเสริฐพงษ์-ก้าวไกล’ ฉะนิพนธ์ชิงลาออกหนีถูกชี้มูลความผิดคาเก้าอี้ เรียกร้อง รมช.มหาดไทยคนใหม่เข้ามาสะสางความไม่ชอบมาพากลออกเอกสารสิทธิ์กรมที่ดิน

ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.พรรคก้าวไกล แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงการลาออกจากตำแหน่งของนาย นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย โดยประเสริฐพงศ์กล่าวว่า หากจำกันได้ตนได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยถึงสองครั้ง

ครั้งแรกเป็นชี้ให้เห็นเรื่องการใช้อำนาจดันโครงการอุตสาหกรรมจะนะ ชี้ เอื้อประโยชน์นายทุน หลังพบกว้านซื้อที่ดิน-ออกโฉนดทับที่ทำกินชาวบ้าน พบเครือญาติ-เครือข่าย เอี่ยวการจัดซื้อที่ดินในพื้นที่รวมถึงจ่ายเงินให้บริษัทเอกชนที่ประมูลรถบำรุงทางเอนกประสงค์ของ อบจ.สงขลาในขณะนั้น 

โดยหลังจบอภิปรายไม่ไว้วางใจตนนำหลักฐานในการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. และป.ป.ช.ได้มีการส่งฟ้องต่อศาลอาญาแผนกการทุจริตกลาง ต่อมาพรรคก้าวไกล โดย ณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลได้ยื่นหนังสื่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสถานภาพการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีช่วงกระทรวงมหาดไทย ของนายนิพนธ์ บุญญามณี โดยเหตุการณ์ในวันนั้นมี นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาได้แถลงข่าวว่าการยื่นผ่านประธานสภาในลักษณะนี้ไม่สามารถทำได้และผิดขั้นตอน ทั้งที่ความจริงแล้วตนและพรรคก้าวไกลได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพราะหลังจากนั้น ประธานสภาฯได้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติของนายนิพนธ์ตามที่ตนได้ยื่นคำร้อง 

เหตุการณ์ดังกล่าวชัดเจนว่ามีกระบวนการพยามขัดขวางการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยจากเลขาฯประธานสภาฯ อย่างชัดเจน

ชัดเจนแล้ว!! เปิดเอกสาร 'มีชัย' ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นปม 8 ปีนายกฯ เริ่มปี 60

(6 ก.ย. 2565) จากกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมวินิจฉัยกรณีวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยล่าสุด นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำชี้แจงของพยาน 3 ปากเรียบร้อยแล้ว โดยพยานปากสำคัญคือคำชี้แจงของนายมีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้สำหรับคำชี้แจงของนายมีชัย ที่ส่งเป็นเอกสารถึงศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีทั้งสิ้น 3 แผ่นโดยมีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ความเห็นเกี่ยวกับ มาตรา ๒๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กราบเรียน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

อ้างถึง หนังสือเรียกของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔๐/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งตามหนังสือที่อ้างถึงข้างต้นสั่งให้ข้าพเจ้าในฐานะประธานกรรมการร่างรัฐธรมนูญ จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่กำหนด ซึ่งมีความว่า "ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖o ใช้บังคับ ตามบทเฉพาะกาลมาตรา ๒๖๔ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งรารอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่หรือไม่ และนับแต่เมื่อใด" นั้น

ข้าพเจ้ามีความเห็นในประเด็นดังกล่าว ดังต่อไปนี้

๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการในวรรคห้า และถูกต้องตรงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ผลบังคับจึงมีตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป และไม่อาจมีผลไปถึงการใด ๆ ที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบก่อนวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ใช้บังคับ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

๒. ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติเรื่องคุณสมบัติ (มาตรา ๑๖๐) ที่มา (มาตรา ๘๘) วิธีการได้มา (มาตรา ๑๘๙ และมาตรา๒๗๒) กรอบในการปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา ๑๖๔) ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง (มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่) และผลจากการพ้นจากตำแหน่ง (มาตรา ๑๖๘) ไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา และส่วนใหญ่เป็นไปในทางจำกัดสิทธิและเพิ่มความรับผิดชอบ บทบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้น จึงไม่อาจนำไปใช้กับบุคคลหรือการดำเนินการใดๆ ที่ได้กระทำไปโดยชอบแล้วก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นประการอื่นโดยเฉพาะ โดยหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้นย่อมต้องมุ่งหมายที่จะใช้กับคณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐

๓. อย่างไรก็ตาม การที่จะได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่จะต้องแต่งตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก่อน แต่ประเทศไม่อาจว่างเว้นการมีคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด จึงได้มีบทบัญญัติมาตรา ๒๖๔ บัญญัติขึ้นเป็นการเฉพาะว่า "ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่..." โดยมีบทบัญญัติผ่อนปรนเกี่ยวกับคุณสมบัติและการปฏิบัติหน้าที่บางประการไว้ให้เป็นการเฉพาะ

๔.โดยผลของมาตรา ๒๖๔ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีรวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่เฉพาะในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงเป็นคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตั้งแต่วันที่รัฐชรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ใช้บังคับ คือ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ และโดยผลดังกล่าวบทบัญญัติทั้งปวงของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมทั้งบทเฉพาะกาลที่ผ่อนปรนให้จึงมีผลต่อคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ อันเป็นวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป และระยะเวลาตามมาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ จึงเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้น คือ วันที่ ๖ เมษายน เป็นต้นไป

'เพื่อไทย' ชม 'บิ๊กป้อม' รักษาการฯ เพียงไม่กี่วัน เห็นผลงานโดดเด่น

(6 ก.ย. 65) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนพล.อ.ประยุทธ์ ปรากฎว่าการทำงานของพล.อ.ประวิตร ในเวลาไม่กี่วันกลับทำได้ดีกว่าพล.อ.ประยุทธ์ มาก เข้าใจปัญหาและเข้าถึงใจประชาชนได้มากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ขนาดทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเสียศูนย์ออกมาแสดงอาการหวงตำแหน่งเดิมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยรูปนั่งคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และ รมว. สาธารณสุข นั่งพร้อมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม เพราะโดยตำแหน่งแล้วนายอนุทิน ที่เป็นรองนายกฯ ย่อมมีฐานะสูงกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็น รมว. กลาโหมเท่านั้น ยิ่งแสดงถึงภาพการยึดติดและอิจฉาทำใจไม่ได้ที่มีกับพล.อ.ประวิตร ทั้งที่น่าจะรู้ว่าเวลาของตนเองหมดแล้ว แต่ยังพยายามจะดันทุรัง 

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ กลับเสียคะแนน เพราะนั่งรถกันกระสุนและไม่ยอมเปิดหน้าต่างคุยกับประชาชน โดยอ้างว่าเปิดไม่ได้เพราะเป็นรถกันกระสุน ซึ่งถ้าหากกลัวคนทำร้ายและกลัวตายขนาดนี้ ก็ไม่น่าจะยังดื้อรั้นจะอยู่ตำแหน่งต่อไปอีกเลย ควรออกไปได้แล้ว ทั้งสองเรื่องนี้แสดงถึงความเสื่อมของพล.อ.ประยุทธ์ได้ชัดเจนและพิสูจน์ได้เลยว่าใครเหมาะจะมาเป็นนายกฯ ก็จะทำได้ดีกว่า จากผลงานของพล.อ.ประวิตรเพียงไม่กี่วันมานี้พิสูจน์แล้ว

นายพิชัย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร โชว์ฟอร์มเหนือชั้นกว่าพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ก็อยากให้เร่ง แก้ไขปัญหาของประเทศที่ควรจะเร่งทำทันที อย่าปล่อยให้มีปัญหามากขึ้นเหมือนพลเอกประยุทธ์ ทำโดยนอกจากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ยังไม่ได้ทำแล้ว อยากให้เร่งทำ 8 เรื่องดังนี้…

1.) การแก้ไขหนี้ ทั้งหนี้ธุรกิจและหนี้ครัวเรือน โดยจัดระบบการพิจารณาลดหนี้ ลดดอกเบี้ย ยืดเงินต้น เพื่อให้ประชาชนทำธุรกิจและประคองชีวิตต่อได้ โดยหนี้ไม่ท่วม และวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการต้องเพิ่มรายได้ เพื่อให้ชำระหนี้ได้ เรื่องนี้ควรเร่งทำก่อนดอกเบี้ยจะขึ้นไปอีกมาก

2.) การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ และ ไฟฟ้า เพื่อแก้ไขให้ยุติธรรม อย่าให้บริษัทพลังงานและนายทุนพลังงานเอาเปรียบประชาชน

3.) การเจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา เพื่อให้ได้พลังงานในราคาถูก อีกทั้งยังจะมีรายได้เข้ารัฐสามารถนำไปทำสวัสดิการได้

4.) เร่งก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ หนองคาย-เวียงจันทน์-จีน เพื่อให้ส่งสินค้าไทยไปจีน และนักท่องเที่ยวจีนมาไทยได้

'แสนยากรณ์' หวังรัฐสภา รับหลักการแก้ รธน. ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ย้ำต้องรีบแก้ก่อนเลือกนายกฯ คนต่อไป ไม่งั้นวุ่นแน่ หวังเสียง ส.ว. เป็นทางออกประเทศ

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า ในฐานะคณะรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 กล่าวก่อนเข้าประชุมรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีว่า คาดหวังให้สมาชิกรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไข ม.272 ในวาระ 1 เพราะเป็นเรื่องจะเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องแก้ไขให้สำเร็จ ก่อนการเลือกตั้ง ก่อนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ถ้ายังมีกลไกนี้อยู่ เกรงว่ารัฐบาลชุดต่อไป จะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม  แล้วจะมีปัญหาความขัดแย้งอีกหลายอย่างตามมา

"เราอยากให้ ส.ว. เป็นทางออกให้กับประเทศ ตัดอำนาจนี้ออกไป จะแสดงถึงประชาธิปไตยมากขึ้น ลดสามารถขัดแย้งได้ ขอให้รับหลักการและเป็นทางออกประเทศ" โฆษกพรรคกล้า กล่าว

สำหรับลำดับการอภิปราย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร , นายบุญส่ง ชเลธร เป็นผู้ชี้แจงเปิด จากนั้นให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย โดยนายแสนยากรณ์ จะเป็นผู้ชี้แจงตอบคำถามที่สมาชิกตั้งข้อสังเกต แล้วปิดสรุป โดยนางสาวณัฏฐา มหัทธนา ก่อนการลงมติ

ชาวบ้านปลื้ม!! ปัญหาถนนเป็นหลุมบ่อถูกแก้ไข หลัง 'ลุงตู่' ลงพื้นที่เยี่ยมชม 'โครงการโคกอีโด่ยวัลเล่ย์' 

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 65) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งเรียนรู้พลังงานทดแทน 'โครงการโคกอีโด่ยวัลเล่ย์' โรงเรียนศรีแสงธรรม และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ โคก หนอง นา ที่ วัดป่าศรีแสงธรรม ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564

ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการในการพัฒนาโครงการดังกล่าว ให้เป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนระดับประเทศ เนื่องจากรับทราบปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับเส้นทาง เข้า-ออก พื้นที่โครงการเมื่อฝนตก สภาพถนนจะกลายเป็นโคลน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องนำชุดมาเปลี่ยน

จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยก่อสร้างถนนลาดยาง ตั้งแต่ถนนใหญ่ถึงตำบลห้วยยาง ระยะทาง 7.18 กิโลเมตร ทำให้ประชาชนและผู้เยี่ยมชมโครงการจากองค์กรต่างๆ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติไปพัฒนาชุมชน เดินทางสะดวก

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ผลสำเร็จของโครงการ มาจากการลงพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ ผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา สะท้อนความจริงใจในการทำหน้าที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับ โครงการโคกอีโด่ยวัลเล่ย์ เป็นโครงการที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ศาสตร์พระราชา และโครงการตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินโครงการฯ

โดยเกิดเป็นโครงการพัฒนาแบบร่วมมือกัน ในลักษณะ 'บวร' คือ บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ ซึ่งเป็นการสร้างพลังจากท้องถิ่นที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งจากพื้นที่ รวมทั้งโครงการ โคก หนอง นา นโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) ตามนโยบายของรัฐบาล สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

'อรรถวิชช์' ถอดรหัสขั้นตอน 'กรณ์' ร่วมงาน 'ชาติพัฒนา' วอน!! รอกระบวนการทางกฎหมาย แล้วจะรู้ว่าไม่มีใครทิ้งใคร

พลันที่ข่าว 'กรณ์ จาติกวณิช' เปิดตัวร่วมทัพทีมเศรษฐกิจกับพรรคชาติพัฒนา ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็ทำให้เกิดกระแส 'กรณ์ทิ้งพรรค' กระฉ่อน ไปทั่วยุทธภพ แถมยังหอบหิ้วอดีตรองนายกกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานยุทธศาสตร์ตามไปด้วยให้กระแสสังคมพากันเดือดแบบตามน้ำ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสงสัยในท่าทีครั้งนี้ของนายกรณ์ที่คนในพรรคน่าจะรู้สึกเดือดปุดๆ ที่สุดนั้น ด้านเอ๋ - ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กลับออกมาย้ำชัดว่า ‘กรณ์’ ไม่ทิ้งเพื่อน ทำตรงไปตรงมา ลาออกจากพรรคกล้าไปสมัครชาติพัฒนา โดยมีอดีตรองนายกกอปร์ศักดิ์ ประธานยุทธศาสตร์ตามไปด้วย แต่กฎหมายปัจจุบันห้ามควบรวมพรรค จึงใช้วิธีตามกฎหมายปกติ 

ถอดถ้อยวลีของเอ๋แล้ว กำลังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อย่างยาวนานแบบเชื่อมั่นในพี่ชายคนนี้ ซึ่งเจ้าตัวมักจะบอกกับคนรอบข้างเสมอว่า กรณ์เป็นคนมีความมุ่งมั่น มีความคิดอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพรรคกล้าต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่กรณ์จะทำอะไร ก็จะทำอย่างตรงไปตรงมา อย่างกรณีนี้ก็ทำตามกฎหมาย ด้วยการลาออกจากพรรคกล้าและไปสมัครพรรคใหม่ โดยมีท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ตามไปด้วยนั้น ก็เป็นเพราะกฎหมายปัจจุบันห้ามควบรวมพรรค จึงใช้วิธีตามกฎหมายปกติ...ซึ่งบรรทัดนี้น่าสนใจ

เพราะขณะเดียวกัน เรื่องของการจะรีแบรนด์ ปรับโครงสร้างต่างๆ ในส่วนของชาติพัฒนา เอ๋ก็มองว่า เป็นส่วนของท่านเทวัญ และท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และสมาชิกของพรรคเขา ส่วนตนเองยังสังกัดพรรคกล้า จะไปข้องเกี่ยวไม่ได้ กฎหมายพรรคการเมืองก็ระบุไว้ชัดเจน โดยในส่วนตัวพวกเขา ก็ยังต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการพรรคกล้า เพื่อจัดประชุมใหญ่พรรคในเดือนนี้ให้แล้วเสร็จ

“ที่ผ่านมา พรรคกล้า เรามุ่งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานน้ำมันแพง ค่าไฟแพง และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน 13 ล้านบัญชี รวมถึง การเข้าชื่อเสนอกฎหมายร่วมกับภาคประชาชนยกเลิกอำนาจ ส.ว. เลือกนายกฯ ซึ่งคาดว่าจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาในสัปดาห์นี้แล้ว ต้องรอติดตาม” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ส่วนที่คาดการณ์ว่านายอรรถวิชช์ และผู้บริหารคนอื่น จะทยอยลาออกและไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา แล้วจึงมีการปรับโครงสร้าง ปรับแบรนด์ดิ้งในภายหลังนั้น ดร.อรรถวิชช์ กล่าวสั้นๆ ว่า "วันนี้ตนเองยังรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการพรรคกล้า ผมไปแทรกแซงเรื่องพรรคเขาไม่ได้ ผมยังมีงานที่ยังค้างอยู่"

'บิ๊กป้อม' ลั่น!! รัฐบาลพร้อมดูแลเกษตรกรให้อยู่ดีกินดี อ้อน!! บอกอายุมากแล้ว แต่พยายามทำงานเพื่อปชช.

พล.อ.ประวิตร ติดตามสถานการณ์น้ำ-ปาล์มน้ำมัน ชี้รัฐบาลพร้อมดูแลเกษตรกรให้อยู่ดีกินดี ย้ำใช้ใจบันดาลแรง เพื่อมีกำลังใจช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความสุข อ้อนบอกอายุมากแล้ว แต่พยายามทำงานเพื่อปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่กล่าวต้อนรับ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่ กรมชลประทานนำเสนอแผนการดำเนินการโครงการระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบอ่างเก็บน้ำคลองแห้ง ต.กระบี่น้อย อ.เมือง โดยสรุปภาพรวม ปริมาณฝน จ.กระบี่ สูงกว่าปี 64 ร้อยละ 8 ขณะที่เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำเสนอแผนดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พื้นที่ดำเนินการ ส.ป.ก.จังหวัดกระบี่ บ้านสองแพร่ง หมู่ที่ 9 บ้านหว่างคลองไทย หมู่ที่ 10 ต.กระบี่น้อย อ.เมืองขณะที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นำเสนอสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 

ทั้งนี้ภายหลังการประชุมพล.อ.ประวิตร ได้เยี่ยมชมนิทรรศการสินค้าพื้นบ้าน พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นบ้าน และเซ็นชื่อบนเรือหัวโทงจำลอง บ้ายเกาะกลาง จ.กระบี่ เพื่อเป็นที่ระลึกอีกด้วย 

จากนั้น พล.อ.ประวิตร พบปะกับเกษตรกรชาวสวนปาล์ม โดยมีตัวแทนชาวสวนปาล์มชูป้ายให้กำลังใจ ข้อความว่า "ลุงป้อมสู้ สู้" และ "อสร.กระบี่รักลุงป้อม" โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า วันนี้ตนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและปาล์มน้ำมัน ตั้งใจมาพบพี่น้องชาวสวนปาล์ม เพื่อรับฟังปัญหา ความเดือดร้อนด้วยตัวเอง เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ชาวสวนปาล์มหลายจังหวัดในภาคใต้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะตนเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมัน (กนป.) ที่ทำต่อเนื่องมา 8 ปี มีความห่วงใยชาวสวนปาล์มอย่างมาก ได้พยายามลดต้นทุน ทำราคาให้ดีขึ้น ออกมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ปีนี้มีผลงานออกมาชัดเจน และได้ไปขอบคุณตน อย่างไรก็ตามต้องไม่ให้มีผู้บริโภคเดือดร้อน

'อุ๊งอิ๊ง' นำทัพ 'เพื่อไทย' ลุยถิ่น 'โทนี่' 9-11 ก.ย. นี้ เปิดไฮไลท์นโยบายเกษตร พาประเทศออกจากวิกฤต

เพื่อไทย โหมอีเวนต์ 'สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ' ด้าน ‘อุ๊งอิ๊ง’ หอบคณะลุยเชียงใหม่ 9 – 11 ก.ย. เปิดนโยบายเกษตร รอฟังไฮไลท์หมัดเด็ด พาประเทศออกจากวิกฤต

(5 ก.ย. 2565) ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย แถลงว่า กิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ตอน 'สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ' ในวันที่ 9-11 กันยายน ที่จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นครั้งแรกที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย จะลงพื้นที่ไปปฏิบัติภารกิจทางการเมืองที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นบ้านเกิดของครอบครัวชินวัตร ดังนั้นจึงมีการจัดรูปแบบ เนื้อหาและเวลาสำหรับแกนนำพรรคเพื่อไทยและครอบครัวเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ส.ส.และสมาชิกพรรค ได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสื่อสารความคิด นโยบายและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มที่

โดยวันที่ 9 ก.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำครอบครัวเพื่อไทย จะพบปะพูดคุยรับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตร จะได้มีโอกาสนำเสนอแนวทางและนโยบายในการแก้ปัญหาควบคู่กันไป ช่วงบ่าย จะมีการพบปะนักธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี ที่มีแนวคิดและแนวทางในการพัฒนา ขับเคลื่อนธุรกิจให้มีศักยภาพ ให้เข้มแข็ง โดยการหนุนเสริมของรัฐที่ชัดเจน หลังจากนั้นคณะแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำครอบครัวเพื่อไทยจะร่วมกันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า บริเวณกาดหลวง ซึ่งเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ในทางธุรกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้พี่น้องประชาชนกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา กระทบการประกอบธุรกิจ

ส่วนวันที่ 10 ก.ย.จะมีเวทีครอบครัวเพื่อไทย สะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ โดยแกนนำพรรคและแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ที่จะขึ้นเวทีพูดคุยกับพี่น้องประชาชน นำโดย นพ.ชลน่าน น.ส.แพทองธาร นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยาและประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงตนที่จะได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนด้วย นอกจากนี้จะมีสมาชิกพรรค สมาชิกครอบครัวเพื่อไทย และผู้บริหารท้องถิ่น ที่จะมาร่วมแสดงพลังว่าเรามีศักยภาพและมีความพร้อมในการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน

“ไฮไลต์สำคัญของเวที คือ การประกาศแนวนโยบายด้านการเกษตร แนวทางการแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร โดยนางสาวแพทองธาร ภายใต้แนวคิดตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ รวมทั้งจะมีขบวนกลองสะบัดชัย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือ นำโดย นพ.ชลน่าน จะถือธงนำแสดงพลัง แสดงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของพรรคเพื่อไทย ให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับชม” นายณัฐวุฒิ ระบุ

สำหรับช่วงบ่ายวันที่ 10 กันยายน คณะครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม เพื่อพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจและนักวิชาการศิลปะร่วมสมัย ในประเด็นการปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยนโยบายที่สร้างสรรค์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดในการดึงศักยภาพของคนในแต่ละครอบครัวมาพัฒนาส่งเสริม เพื่อทำให้แต่ละครอบครัวมีตัวแทนที่มีศักยภาพใช้ซอร์ฟเพาเวอร์ ในการยกระดับความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แล้วในช่วงเย็นก็จะมีกิจกรรมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดสันกำแพง

‘บิ๊กป้อม’ ไม่ปรับครม.หลัง ‘นิพนธ์’ ไขก๊อก รอการตัดสิน!! หาก ‘บิ๊กตู่’ อยู่ต่อให้มาทำเอง

‘บิ๊กป้อม’ ย้ำ ไม่สามารถปรับครม.ได้ ต้องรอให้การตัดสินออกมาก่อน หากบิ๊กตู่อยู่ต่อ ให้นายกฯมาทำเอง

5 กันยายน 2565 ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ ถึงกรณีนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เพื่อต่อสู้คดีไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทาง 2 คัน วงเงินรวม 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัท พลวิศว์เทค พลัส จำกัด เมื่อปี 2556 สมัยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) สงขลา ว่า “เดี๋ยวดูก่อน ผมเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ไม่สามารถปรับครม.ได้ ต้องรอให้การตัดสินออกมาก่อน หากนายกฯ อยู่ต่อ นายกฯก็จะมาทำเอง”

'นิพนธ์' ลาออกจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ขอแสดงสปิริตสู้คดี ไม่เอาตำแหน่งมากดดัน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถนนเรียบรางรถไฟ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีที่ป.ป.ช. ส่งฟ้องคดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ตามนัด

โดยเมื่อมาถึงนายนิพนธ์ แจ้งว่าในเช้าวันนี้ได้ แจ้งขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งแจ้งนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเห็นว่าคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจึงตั้งใจที่จะสู้คดี โดยไม่อยากให้มองว่านำตำแหน่งหน้าที่มาเกี่ยวข้องหรือกดดัน 

ทั้งนี้ในการแจ้งต่อพลเอกประยุทธ์ ก็ได้กล่าวชื่นชมต่อการตัดสินใจและให้กำลังใจ  

นายนิพนธ์ ยืนยันการตัดสินใจเรื่องรถอเนกประสงค์ ยึดผลประโยชน์ประเทศ และไม่เสียใจที่เคยตัดสินใจเช่นนั้น

‘อรรถวิชช์’ ย้ำ ‘กรณ์’ ไม่ทิ้งเพื่อน ทำตรงไปตรงมา ลาออกจากพรรคกล้าไปสมัครชาติพัฒนา

‘อรรถวิชช์’ ย้ำ ‘กรณ์’  ไม่ทิ้งเพื่อน ทำตรงไปตรงมา ลาออกจากพรรคกล้าไปสมัครชาติพัฒนา โดยมีอดีตรองนายกกอปร์ศักดิ์ ประธานยุทธศาสตร์ตามไปด้วย กฎหมายปัจจุบันห้ามควบรวมพรรค จึงใช้วิธีตามกฎหมายปกติ 

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า แถลงภายหลังมีข่าวว่านายกรณ์ จาติกวณิช ไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนาว่า ผมกับพี่กรณ์รู้จักกันมานาน รู้จักกันดี พี่กรณ์เป็นคนมีความมุ่งมั่น มีความคิดอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้น พี่เขาก็ยังมุ่งมั่นทำสิ่งนั่นอยู่ ซึ่ง คุณกรณ์ และพี่ๆ น้องๆ ที่พรรคกล้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คุณกรณ์เลือกทำอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย คือลาออกจากพรรคและไปสมัครพรรคใหม่ โดยมีท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ตามไปด้วย

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึง การจะรีแบรนด์ ปรับโครงสร้างต่างๆ ในส่วนของชาติพัฒนา เป็นส่วนของท่านเทวัญ และท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และสมาชิกของพรรคเขา ส่วนเราเองยังสังกัดพรรคกล้า จะไปข้องเกี่ยวไม่ได้ กฎหมายพรรคการเมืองก็ระบุไว้ชัดเจน โดยในส่วนตัวผมก็ยังต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการพรรคกล้า เพื่อจัดประชุมใหญ่พรรคในเดือนนี้ให้แล้วเสร็จ

‘โบว์ ณัฏฐา’ ตอกกลับ!! กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย จะไปทวง ปชต. จากใครได้ เมื่อในใจไม่เคยมี | NEWS GEN TIMES EP.66

✨ ‘โบว์ ณัฏฐา’ ตอกกลับ!! กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย จะไปทวง ปชต. จากใครได้ เมื่อในใจไม่เคยมี 

✨ ลดหนี้ กยศ.!! ‘ไบเดน’ เตรียมออกนโยบาย เอาใจฐานคะแนนเสียงคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่เก็บเงินจ่ายค่าเทอมเต็มจำนวนเอง และผู้เสียภาษีอย่างถูกต้องทั่วประเทศ

✨ ไม่ให้ใช้นางแบบผิวขาว!! ‘ไนจีเรีย’ ออกกฎใหม่ ห้ามใช้นางแบบผิวขาว อ้าง!! เพื่อพัฒนา ‘คน-เศรษฐกิจ’ ของท้องถิ่น

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ในวันที่ ‘อดีตบิ๊กสีกากี’ จ่อผงาด ลือ พปชร.เล็งส่งแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกฯ

วันนี้ (วันที่ 2 กันยายน 2565) เหมือนช่วยกระพือข่าว “ป.ที่4” อีกเสียง หลังจากที่ โทนี วูดซัม หรือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาจ้อผ่านคลับเฮาส์ถึงกระแสข่าวว่ารอบหน้า หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ไปต่อเพราะศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็อาจจะเตรียมดัน ป.ที่4 ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พรรคพลังประชารัฐเคยเสนอชื่อเมื่อตอนเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 

หากมองถึงกระแสการดัน “ป.ที่4” ขึ้นมาก็ต้องยอมรับว่ามีมานานพอสมควร ไม่ใช่เพิ่งมามีเมื่อวันสองวัน “คงไม่ใช่ประยุทธ์แน่ อาจเปลี่ยนจากทหารเป็นตำรวจ” ซึ่งหากจับเฉพาะประเด็นที่นายทักษิณได้พูดถึง ป.ที่4 ตรงนี้ว่าอาจเปลี่ยนจาก “ทหารเป็นตำรวจ” แล้วลองมาไล่ชื่อดูว่ามีบิ๊กสีกากีท่านใดพอจะมีความเป็นไปได้ถึงการเป็น ป.ที่4 ? ชื่อหนึ่งที่พอนึกออกก็คงจะไม่พ้นชื่อของ “ป.แป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ตอนนี้แว่วมาว่ากำลังซุ่มทำพื้นที่อยู่ในภาคอีสาน 

ในแง่ประวัติการรับราชการตำรวจของ “ป.แป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกตรง ๆ ว่า “ครบเครื่อง” มีผลงานให้เห็นมาตั้งแต่ รับหน้าที่เป็นผู้เจรจากับนักโทษในเหตุการณ์จลาจลเรือนจำสมุทรสาคร การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ จนภายหลังมีสถิติการก่อเหตุลดลง ไปจนถึงผลงานด้านสืบสวนสอบสวนที่สามารถปิดคดีสะเทือนขวัญต่าง ๆ ได้ หลายผลงานก็เป็นของ พล.ต.อ.จักรทิพย์

'เด็กพรรคกล้า' โต้!! กระแส 'กรณ์' ทิ้งพรรคซบสุวัจน์ ชี้!! รีเทิร์นทีมศก. ยุควิกฤติแฮมเบอร์เกอร์อีกครั้ง

สืบเนื่องจากวันที่ 2 ก.ย. 65 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้แถลงเปิดตัวนายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า เข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนาเพื่ออาสาทำหน้าที่กอบกู้และแก้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศนั้น ก็เกิดกระแส 'ทิ้งกล้า' ของนายกรณ์แพร่สะพัดตามหน้าสื่อโดยทันที ทั้งที่เรื่องนี้ยังไม่มีการเอ่ยปากจากหัวเรือใหญ่จากทั้ง 2 พรรคแต่อย่างใด

ล่าสุดคนในพรรคกล้าได้ออกมาชี้แจงถึงความจริง อาทิ เทมส์ ไกรทัศน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคกล้า จังหวัดภูเก็ต โพสต์ข้อความชี้แจงถึงกระแสการรวมพรรคกล้ากับพรรคชาติพัฒนาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแพร่สะพัดเป็นอย่างมากในเวลานี้ ว่า...

ผนึกกำลัง!! ไม่ได้ทิ้ง ไม่มีใครซบใคร

ด้วยอุดมการณ์ตั้งแต่เริ่มและใน DNA ของพวกเรา คือ การเข้ามา #ลงมือทำ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง เราให้ความสำคัญ เราตั้งใจทำงานการเมืองเพื่อส่วนรวม ไม่ได้มาเพื่อที่จะรักษาอำนาจหรือผลประโยชน์อะไร

และด้วยกติกาและเหตุผลทางการเมืองหลายปัจจัย พวกเราก็ย่อมต้องมองถึงยุทธศาสตร์เพื่อให้ได้ไปอยู่ในจุดที่โอกาสจะอำนวย ช่วยให้เราได้ทำงานตามปณิธานที่ตั้งไว้ จึงเกิดการจับมือกันของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” และ “กรณ์ จาติกวณิช” ในวันนี้

แน่นอน คุณกรณ์ ชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับด้านเศรษฐกิจ สะท้อนปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของประชาชนอยู่บ่อยๆ และ DNA ของการลงมือทำก็ชัดเจน ส่วน คุณสุวัจน์ เอง ก็เป็นนักการเมืองนักปฏิบัติตัวจริงมาเนิ่นนาน ไม่สนความขัดแย้งใดๆ ที่ทำให้เสียโอกาสการทำงาน 

จับมือกันเพื่อผสานพลังมากขึ้น เห็นภาพความชัดเจน “#ลงมือทำด้านเศรษฐกิจ” และ “#ปฏิบัตินิยม” เดินหน้าแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่เป็นหลักชัย มีเป้าหมายเพื่อนำพาความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งสู่พี่น้องทั้งในชนบทและคนเมือง จากเหนือจรดใต้ จากกลุ่มชนชั้นกลางจนถึงพี่น้องที่ยังมีความยากไร้ ไม่เอาแล้ววังวนความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ฝังลึก การประท้วงที่ยืดเยื้อ สู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง รังแต่จะทำลายเศรษฐกิจ ทำร้ายครอบครัวและชีวิตชาวไทย

หากท่านเห็น #เศรษฐกิจปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ไม่อยากเห็นรัฐบาลที่มุ่งแต่หาผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องและละเลยประชาชนโดยสิ้นเชิง เบื่อลัทธิบูชาตัวบุคคลที่พรรคการเมืองต่างเอามาชูต่อสู้สร้างความขัดแย้งเป็นกว่าสิบๆ ปี เบื่อการจาบจ้วงและการไม่รับฟังคนเห็นต่างอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย และอยากได้ #การเมืองสร้างสรรค์ ความร่วมมือนี้ จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีขึ้นแก่ท่านได้

คุณกรณ์ถามไถ่ผมแล้ว ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือนี้ว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและทำให้เรามีโอกาสทำงานมากขึ้น ส่วนเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายมี และ #ไม่นานก็จะเป็นภาพที่ชัดเจน ครับ… ณ ตอนนี้ ไม่มีทิ้งใคร ไม่มีใครซบใคร ผสานพลังเดินหน้าและลงมือทำต่อไป

ขณะที่ด้านนาย พัสณช เหาตะวานิช เลขานุการส่วนตัวของนายกรณ์ จาติกวณิช ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงความมุ่งมั่นในเป้าหมายและ ยืดหยุ่นในเส้นทาง ไว้ว่า...

หากเราย้อนดูข่าวที่ออกจากปากคุณกรณ์ หรือคุณสุวัจน์ มันจะมีแต่คำว่า “เศรษฐกิจ” - “ปากท้อง” - “ค่าครองชีพ” และ “ประชาชน” 

คุณกรณ์ย้ำตอนแถลงว่า ถึงเวลาของมืออาชีพทางเศรษฐกิจ ที่เข้าใจทั้งมิติการเมือง และเศรษฐกิจเข้ามาทำงานบริหารประเทศ เลยทำให้เราต้องย้อนดูผลของงานที่ทั้งสองทีมทำมา ก็จะพบว่า ประจักษ์ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน 

การจับมือ หรือการร่วมมือกันทำงานในครั้งนี้ คุณกรณ์พูดไว้ตอนแถลงว่า.. ตัดสินใจง่ายมาก แกบอกว่า.. หลักคิดคือ จับมือแล้วเราสองคนช่วยประชาชนมากขึ้นหรือไม่ จับมือ ประชาชนได้ประโยชน์จากการกระทำครั้งนี้หรือไม่ คำตอบคือ แน่นอน!

ไม่มีอะไรสำคัญเท่าผลพิสูจน์จากการ #ลงมือทำ และคุณสุวัจน์เอง แกก็เป็นนักการเมืองสายนี้มานานแล้ว เป็นนักปฏิบัติตัวจริง ไม่สนความขัดแย้งใดๆ ที่ทำให้เสียโอกาสการทำงาน  

สำคัญที่สุดอีกอย่าง ทั้งสองคนทำงานเป็นนักการเมืองของประเทศไทย หลักที่ยึดไว้มั่นที่สุดคือการธำรงไว้ซึ้งสถาบันหลัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หนักแน่นดังเดิม

นายพัสณช ยังโพสต์ต่ออีกว่า ในช่วงปี 2551-2554 คุณกอร์ปศักดิ์ เป็นรองนายกฯ เศรษฐกิจ / คุณกรณ์ เป็นรัฐมนตรีคลัง ทีมคุณสุวัจน์ โดยคุณหมอวรรณรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน 

ถอดรหัส ‘กรณ์-สุวัจน์’ สุญญากาศ ‘ควบรวมพรรค’ กับปัญหาทางกม.ที่สองฝ่ายยังพูดได้ไม่เต็มปาก!

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ย. 65 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เปิดบ้านแถลงข่าว พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำในเป้าหมายและเหตุผลในการ “ทำงานร่วมกัน” ในฐานะมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ 

มีการย้ำเรื่องเศรษฐกิจปากท้องอยู่แทบทุกคำพูด แต่แล้วก็ไม่วายนักข่าวสายดราม่าการเมือง ก็เน้นบี้ถามเอาคำตอบที่จะสร้างข่าวดราม่าได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องอ้ำอึ้ง พูดได้ไม่เต็มปาก

เรามาถอดรหัสกันว่า เป็นเพราะเหตุใด!?

เรื่องมีอยู่ว่า กฎหมายของพรรคการเมืองในการจะทำงานร่วมกันไม่เหมือนกับกฎหมายธุรกิจเหมือน TRUE ควบรวมกับ DTAC เพราะ 2 มาตราหลักนี้คือ

มาตรา28 ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top