Saturday, 18 July 2026
POLITICS

‘สุทิน’ เตรียมซักฟอก ม.152 มัดความล้มเหลวรัฐบาล เย้ย!! รัฐอย่ากลัว ถือเป็นโอกาสแจงผลงานรอบ 4 ปี 

(28 ธ.ค.65) ที่รัฐสภานายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่า ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติดังกล่าวต่อนายชวน หลีกภัย สภาผู้แทนราษฎร ในบ่ายวันนี้ (28 ธ.ค.) ซึ่งจะมีความแตกต่างจากครั้งที่แล้ว ทุกเรื่อง รวมการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ว่าอะไรที่เป็นปัญหา อะไรที่ทำให้ทำไม่ได้ แล้วเวลาที่เหลือจะแก้ไขอย่างไร การอภิปรายครั้งนี้ตนขอเรียกว่า ‘ยุทธการถอดหน้ากากคนดี’ ก็คือ ใส่หน้ากากมา 4 ปีก็จะถอดให้ประชาชนดู

‘อนุทิน’ วอนอย่าจับผิดภูมิใจไทย ปม ส.ส.ไหลเข้า ชี้!! ใครไปใครมา ไม่เคยด้อยค่า มีแต่ให้กำลังใจกัน

‘อนุทิน’ ขอมีน้ำใจนักกีฬาอย่าจับผิดแต่ ภท. ยันส.ส.ไหลเข้าออกไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ วอนหยุดด้อยค่ากันเองด้วยคำว่า ‘เนรคุณ’ เพราะเท่ากับด่าประชาชน ชี้นักการเมืองต่างตอบแทนกันหมดแล้ว ถามกลับอายุเยอะแล้ว จะทะเลาะกันทำไม

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงพรรคภูมิใจไทยในช่วงหลังปีหน้าจะมีนักการเมืองทยอยมาเข้าร่วมกับพรรคมากกว่าคราวเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาหรือไม่ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ถ้าการเมืองถึงคราวเปลี่ยนวาระหรือทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง สมัยก่อนปี 2535 คนวิ่งเข้าพรรคประชาธิปัตย์  ปี 2538 วิ่งเข้าพรรคชาติไทย ปี 2539 วิ่งเข้าพรรคความหวังใหม่ ปี 2544 วิ่งเข้าพรรคไทยรักไทย แล้วปี 2566 ถ้าคนจะวิ่งเข้าพรรคภูมิใจไทยมันแตกต่างจากอดีตตรงไหน 

“ไม่เห็นเป็นเรื่องใหม่หรือนวัตกรรมใหม่ แต่ถือเป็นเรื่องปกติ พรรคภูมิใจไทยมีทั้งคนเข้าและออก ที่เป็นส.ส. หรือผู้สมัครส.ส.ออกไปจากพรรคก็มี ทำไมตรงนี้ไม่มองว่าเป็นงูเห่าหรือพลังดูดบ้าง ไม่เห็นพูดถึง แต่พอมีคนเข้ามาพรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องเลย” นายอนุทิน ระบุ

‘ก้าวไกล’ ถามรัฐพร้อมรับมือจีนเปิดประเทศแค่ไหน แนะ!! วางแผน ศก. ควบคู่ความเชื่อมั่นคนไทยให้ดี

‘หมอเก่ง-เพชร’ ประสานเสียงถามรัฐบาล รับมือยังไงจีนเปิดประเทศหลังปีใหม่ ย้ำ ต้องเปิดเศรษฐกิจควบคู่สร้างความมั่นใจประชาชน แนะเช็กผลฉีดวัคซีน-ใช้แอปติดตามตัว

(28 ธ.ค. 65) กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่จีนประกาศเปิดประเทศและเตรียมอนุญาตให้ประชาชนเดินทางออกนอกประเทศได้ ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศจีนที่ยังน่ากังวลว่า การที่จีนเปิดประเทศ เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของประเทศไทย ในแง่โอกาส เช่น ให้คนจีนมาฉีดวัคซีน mRNA ที่ประเทศไทยโดยมีค่าใช้จ่าย ออกแบบแอปพลิเคชันติดตามและให้นักท่องเที่ยวแจ้งเมื่อป่วย หรือเตรียมสินค้าด้านการดูแลสุขภาพที่คาดว่าเป็นที่ต้องการของชาวจีน

เชื่อว่าหากวางแผนอย่างรัดกุม ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่รวมถึงการขายสินค้า และการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม ตนไม่แน่ใจว่าประชาชนจะคาดหวังกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลได้แค่ไหน เมื่อดูจากการรับมือสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา

‘คิงก่อนบ่าย’ ซบ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้งประจวบฯ​ เขต 1 ขอบคุณผู้ใหญ่ให้โอกาส แม้ไม่ใช่ทายาทนักการเมือง

เมื่อวันที่ (27 ธ.ค. 65) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร) นายณภัทร ชุ่มจิตตรี หรือ คิงก่อนบ่าย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 พปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเข้าร่วมกับ พปชร. ว่า เดิมทีบทบาทของเราคนก็รู้จัก เราพูดอะไรก็เหมือนเป็นคอลเอาต์ จึงคิดว่าควรเอาตัวเองมาพูดในสภา เพื่อสะท้อนปัญหาของชาวบ้านในสภา ขณะเดียวกัน ตนได้มาติดตามการทำงานของ พปชร. และตอนที่แม่เลี้ยงกับญาติโดนแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร. ได้เข้ามาช่วย 

ทุกวันนี้เห็นแล้วว่าเครือข่ายเหล่านี้ค่อย ๆ ถูกทลายลง เราเห็นถึงการทำงานว่ามาเห็นแต่ปัญหาตัวเองไม่ได้ แต่เป็นภาพใหญ่ของประเทศ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ร่วมมือกันหลาย ๆ ฝ่าย   

นายณภัทร กล่าวอีกว่า เมื่อได้ติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. จะเห็นว่าต่างกับในข่าว และเมื่อตนมีความใฝ่ฝันที่จะลงการเมือง นายชัยวุฒิได้ให้ความเมตตา ทำให้ตนมองว่าแม้เป็นลูกชาวไร่ ไม่ได้เป็นเชื้อสายนักการเมือง ไม่มีต้นตระกูลเป็นนักการเมือง แต่ พปชร.ให้โอกาสเราเป็นผู้สมัคร ส.ส. มองว่านี่คือจุดใหม่ เป็นการจุดประกายให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทนักการเมือง ไม่ต้องเป็นลูกคนรวย ขอแค่มีจิตใจที่อยากพัฒนาบ้านเกิด ก็สามารถเข้ามาเป็นนักการเมืองได้ จึงตัดสินใจมาลงสมัครกับ พปชร.

'ชัยวุฒิ' ชี้!! ตัดคะแนนกันเป็นเรื่องปกติ หาก 2 ป. แยกเดิน เปรย!! ไม่มีคำว่าพันธมิตรในสนามเลือกตั้งอยู่แล้ว

'ชัยวุฒิ' มอง 2 ป.แยกกันเดิน ตัดคะแนนกันถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีคำว่าพันธมิตรในสนามเลือกตั้ง กั๊กตอบจะอยู่กับ 'บิ๊กตู่' หรือ 'บิ๊กป้อม' ย้ำ!! นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ไม่มีหาเสียง เพียงแค่ติดตามงานเท่านั้น

(27 ธ.ค. 65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึง กรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดนครปฐมเมื่อวานนี้ ว่า เป็นการติดตามงาน สร้างการรับรู้ให้ประชาชน ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับนัยยะทางการเมือง อย่างที่ท่านไปเชียงราย ก็ไปติดตามงานของรัฐบาล เป็นงานในหน้าที่ ไม่มีเรื่องการเมืองเลย ไม่มีเกี่ยวกับเรื่องการรับสมัครเลือกตั้งใดๆ ทั้งสิ้น "เท่าที่ผมดูท่านนายกฯก็ไปทำงาน" ชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ในความหมายของการหาเสียง ต้องมีผู้สมัคร ส.ส. มีการปราศรัย "แต่นี่ไม่มี'  

ส่วนนายกฯ จะเริ่มหาเสียงได้เมื่อไหร่นั้น นายชัยวุฒิระบุว่า ตนไม่ทราบ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายชัยวุฒิจะตัดสินใจว่าจะไปอยู่กับป.ไหน นายชัยวุฒิ ตอบว่า ตนตัดสินใจไปแล้ว ว่าจะทำงานอย่างที่เห็นนี่แหละ 

‘สมศักดิ์’ ยังอุบย้ายพรรคหรือไม่ ลั่น ยังมีเวลาให้ตัดสินใจถึง 7 กุมภาฯ

'สมศักดิ์' เผยยังมีเวลาตัดสินใจทางการเมืองตามกรอบ 7 ก.พ. ลั่นกลุ่มสามมิตรไม่มีพลิกขั้ว บอก 'ธนกร' ไม่ต้องมาจีบไปอยู่กับนายกฯ ตัวเองรู้จักทุกคนอยู่แล้ว

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงข้อมูลในการตัดสินใจของกลุ่มสามมิตร หลังนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนทางการเมืองว่า ข้อมูลก็มีเพิ่มขึ้น แต่จะให้ตนตัดสินใจอย่างไรได้ เพราะว่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนอยู่ด้วยและบริหารร่วมกันด้วยก็ต่างเป็นที่เคารพรักทั้งนั้น ถ้าตนพูดอะไรไปอย่างหนึ่งการทำงานที่ต้องทำอยู่ก็อาจต้องอึดอัดใจ ดังนั้นอย่าให้ตนพูดเลยว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไรในทิศทางและแนวทาง แต่ยืนยันว่าตนมีทิศทางที่สามารถทำงานให้กับผู้ที่สนับสนุนและเลือกเรามาได้ หรือโหวตเตอร์ต่างๆ ยืนยันว่าไม่มีปัญหา ขอสื่ออย่าเพิ่งถามตนเลยว่าตัดสินใจตรงไหน วันนี้ยังพอมีเวลาที่ตนต้องทำงานในฐานะเป็นรมว.ยุติธรรมอยู่ จึงขอร้องสื่อมวลชน การที่ใครจะขยับหรือพูดว่ารักใครชอบใคร ท่านแสดงออกกันมาได้ แต่ว่าผมมีมาตรฐานของผมเช่นนี้ ก็คิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะต้องพูด

เมื่อถามย้ำว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ถึงจะพูด เพราะเคยบอกว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะบอก นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลอยู่ครบเทอมคนที่จะขยับขยายก็ต้องก่อนวันที่ 7 ก.พ. ซึ่งทุกคนรับทราบอยู่แล้ว ดังนั้นบุคคลที่เขาร้อน ก็ต้องไปหรือย้ายให้ทันรถรางเที่ยวสุดท้าย แต่ว่าตนไม่ได้ร้อนรนเช่นนั้น ยังมีเวลาอยู่

‘ก้าวไกล’ ยัน ไม่จับมือพรรคสืบทอดอำนาจทหาร ย้ำ!! ขอถอนรากถอนโคนทั้ง ‘ประยุทธ์-ประวิตร’

(27 ธ.ค. 65) รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นต่อกรณีมีกระแสข่าวตั้งคำถามว่าพรรคก้าวไกลพร้อมจับมือกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อล้ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ซึ่งรังสิมันต์ กล่าวว่า พรรคก้าวไกลไม่มีวันจับมือกับพรรคที่สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ

‘ณัฐชา’ ชี้ ฉายานายกฯ ‘แปดเปื้อน’ เรื่องเล็ก ฝาก ‘บิ๊กตู่’ ละอายใจบ้าง ทำปชช.มืดแปดด้าน

(27 ธ.ค. 65) ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล กล่าวถึงฉายารัฐบาล 2565 จากผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลว่า ฉายานายกฯ ‘แปดเปื้อน’ ยังน้อยไป เพราะตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยและพี่น้องประชาชนยังต้องตกอยู่ในสถานการณ์มืดแปดด้านกับอนาคตของประเทศ 

นอกจากนี้ มองว่าการตั้งฉายาให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีไม่ใช่สีสันทางการเมือง แต่เป็นการรวบยอดคำจำกัดความของการทำงานที่ผ่านมา จึงขอฝากไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่า กรุณาละอายใจต่อเสียงสะท้อนของสังคมเสียบ้างไม่ว่าจากสื่อมวลชนหรือพี่น้องประชาชน

'ชัยวุฒิ' ออกตัวแทน นายกฯ หลังได้รับฉายา ตอกกลับสื่อ "ให้มองรอยเปื้อน ไม่ใช่รอยที่เกิดจากความตั้งใจหรือความผิดพลาด แต่เป็นข้อจํากัดบางอย่าง ก็อาจจะไม่ถูกใจปชช.ทุกคน"

เสื้อผ้าที่ใช้มานานๆ หลายปี มันก็มีรอยเปื้อนบ้าง แต่อยากให้มองว่ารอยเปื้อน มันไม่ใช่รอยที่เกิดจากความตั้งใจหรือความผิดพลาด แต่เป็นข้อจํากัดบางอย่าง ก็อาจจะไม่ถูกใจประชาชนทุกคน

‘เสี่ยหนู’ แง้ม เปิดรับทุกคนร่วมบ้านภูมิใจไทย พร้อมตั้งเป้าเป็นพรรคขนาดใหญ่ มีทิศทางชัดเจน

(27 ธ.ค. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 66 และการเปิดตัวบิ๊กเนมที่จะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยว่า คงเป็นไปตามขั้นตอน เราไม่ได้ปิดกั้นอะไร พรรคพร้อมเสมอสำหรับผู้ที่จะมาร่วมงานกับพรรค ด้วยนโยบาย ประสบการณ์ และความสำเร็จของพรรค เราเปิดกว้างไม่ได้ปิดประตูใส่ใครแม้แต่คนเดียว 

เมื่อถามว่า ช่วงนี้หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง และการเมืองในปีหน้าจะเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ปีหน้าก็มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ตั้งใจจะมาเป็นตัวแทนของประชาชนคงต้องทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการนำนโยบายไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทั้งการเตรียมตัวเลือกตั้ง 

“มันเป็นเรื่องใหญ่นะ แผ่นป้าย แผ่นพับ ต้องทำ รูปแบบการปราศรัยแตกต่างกันไป บางพรรคปราศรัยใหญ่ บางพรรคปราศรัยย่อย บางพรรคใช้วิธีการเคาะประตู ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง” นายอนุทิน กล่าว

‘เสี่ยหนู’ ชี้!! ‘บิ๊กตู่’ ลงพื้นที่ทำเพื่อปชช. วอนสื่อ!! อย่ามองเป็นการแข่งขันห้ำหั่นกัน

(27 ธ.ค. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนตั้งฉายาในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ‘ภูมิใจดูด พูดแล้วดอย’ ว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่แรงจะเป็นข่าวหรือไม่ ส่วนตัวมองเป็นสีสัน มั่นใจผู้สื่อข่าวไม่ได้จริงจังอะไร เมื่อถามย้ำการให้คะแนนฉายา ‘ภูมิใจดูด พูดแล้วดอย’ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า ‘ไม่ได้เรท’

ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดหน้าลงพื้นที่เป็นนักการเมือง ทำให้กระแสพรรครวมไทยสร้างชาติดีขึ้น พรรคภูมิใจกังวลหรือไม่ นายอนุทิน มองว่า ต่างคนต่างแข่งขันกัน ต่างทำความดี ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจก็มีทิศทาง มียุทธศาสตร์ของพรรค อย่าไปมองว่าเป็นการห้ำหั่นกัน 

‘อนุทิน’ ตอบข้อครหาใช้เงินดูด ส.ส. เข้าพรรค ชี้!! พรรคมีแต่ผลงาน ยิ่งทำงาน ยิ่งมีแรงดูด

(27 ธ.ค. 65) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ในประเด็นการย้ายเข้าของนักการเมืองจำนวนมากจนถูกตั้งข้อครหาว่าเป็นเครื่องดูด ว่า

ในอดีตอาจจะมีพรรคการเมืองที่มีทุนหนา ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ เพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่พรรคภูมิใจไทย เราอายุ 10 กว่าปีแล้ว เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เราเป็นพรรคที่ยืนหยัดในถนนการเมืองอย่างมั่นคง เราทำงานเต็มที่ ค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ ให้ประชาชน เราก้าวอย่างระมัดระวัง ส่วนคำว่าดูด เป็นคำที่ใช้กันเพื่อสร้างความน่าสนใจให้ประเด็น เวลามีการย้ายพรรค ก็ใช้คำว่าดูด 

"ผมไม่เคยไปบอกว่าให้ใครมาอยู่กับเรา แลกกับเงินทอง สิ่งที่เรามีคือผลงาน และนโยบายที่เราทำสำเร็จ นโยบายของเราไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และทำได้จริง ถ้าชอบแบบนี้ ก็มาคุยกัน" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว

'ปิยบุตร' ฟันธง! ‘ก้าวไกล’ จะได้ส.ส.ลดลง เพราะกระแสไม่เอา 'ประยุทธ์' เทคะแนนแลนด์สไลด์

27 ธ.ค.2565- นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล หัวข้อ พรรคก้าวไกลกับการเลือกตั้ง 2566 โดยระบุรายละเอียดดังนี้

1 –
สู้ในระบบเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลเสียเปรียบ

พรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาลและพรรคใหญ่ฝ่ายค้านมีฉันทามติร่วมกันว่าต้องแก้ไขระบบเลือกตั้ง จากเดิมทุกคะแนนมีความหมายนำไปคำนวณเป็นที่นั่ง ส.ส.และจำนวนคะแนนเสียงทั่วประเทศสอดคล้องกับจำนวนที่น้่ง ส.ส. มาเป็น แข่งกันในเขตเลือกตั้งเอาที่หนี่งคนเดียวรวม 400 ที่นั่ง เหลืออีก 100 ที่นั่งมาจากการคำนวนคะแนนสัดส่วนทั่วประเทศ

พรรคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกับการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งครั้งนี้ คือ พรรคก้าวไกล เพราะ ฐานคะแนนของผู้นิยมพรรคก้าวไกลกระจายออกไปทั่วประเทศ ไม่ได้ฝังอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งใดเลือกตั้งหนี่งโดยเฉพาะ และส่วนใหญ่ ผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรคก้าวไกล น่าจะเป็นเรื่องเชิงประเด็น นโยบาย มากกว่าตัวบุคคลผู้สมัครในพื้นที่ นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลเป็นพรรคใหม่ ผ่านการเลือกตั้งมาหนึ่งครั้ง ไม่ได้มีเครือข่ายหัวคะแนนหรือเครือข่ายเชิงอุปถัมภ์ในพื้นที่ ดังนั้น การชนะเลือกตั้งในเขตในจำนวนมาก กวาดยกจังหวัด กวาดหลายๆเขตหลายๆจังหวัดในภาคต่างๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรคก้าวไกลมีลักษณะเช่นนี้ หากใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่ทุกคะแนนมีความหมาย ถูกนำมาคำนวณเป็นที่นั่ง ส.ส. แบบปี 62 ก็ดี หรือแบบ MMP ของเยอรมนีก็ดี พรรคก้าวไกลย่อมมีโอกาสได้ ส.ส.ทะลุ 100 ที่นั่งก็เป็นได้

แต่เมื่อระบบเลือกตั้งเปลี่ยนไปคล้ายแบบปี 2544/2548 ที่ ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน โดยแยกการคำนวณขาดออกจากกัน น้ำหนักคะแนนที่ส่งผลต่อจำนวนที่นั่ง สส ก็ไปอยู่ที่เขตเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลอาจได้คะแนนรวมทั่วประเทศไม่น้อยกว่าที่พรรคอนาคตใหม่ได้ในปี 62 แต่เมื่อพิจารณารายเขต อาจมีหลายเขตที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนจำนวนมาก แต่ไม่มากพอที่จะได้ลำดับที่ 1 ในเขตเลือกตั้งนั้น และคะแนนเหล่านั้นทั้งหมดต้องถูก “ทิ้งน้ำ” ไป

แล้วพรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร?

ในฐานะพรรคการเมืองในระบบ พรรคก้าวไกลต้องพร้อมต่อสู้กับการเลือกตั้ง ต้องพร้อมปรับวิธีการต่อสู้ในทุกระบบการเลือกตั้ง

หากพิจารณาเฉพาะเรื่องคะแนนเสียง เดิมพันของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ก็คือ

หนึ่ง การได้คะแนนรวมทั่วประเทศมากกว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนรวมทั่วประเทศประมาณ 6.3 ล้านเสียง การเลือกตั้งในปี 2566 พรรคก้าวไกลต้องทำให้ได้มากกว่าเดิม ส่วนจะคำนวณเป็น ส.ส.แล้วได้กี่ที่นั่งนั้น แน่นอนว่าจำนวนน้อยลงกว่าเดิมอยู่แล้ว เพราะ ระบบเลือกตั้งเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยๆพรรคก้าวไกลต้องทำให้ได้คะแนนรวมทั่วประเทศมากกว่าครั้งก่อน ไปให้ถึงร้อยละ 20 หรือร้อยละ 25 เพื่อยืนยันว่า ยังมีผู้นิยมแนวทางของพรรคก้าวไกลอยู่ถึง 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 4 ของประเทศ แม้กลไกรัฐจะพร้อมใจกันบดขยี้พรรคอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคก็ยังสามารถยืนระยะต่อไปได้

การเลือกตั้งครั้งที่สองสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งแรก

ครั้งแรก หากไม่ได้ตามเป้า ได้มาน้อย เรายังอธิบายได้ว่าเราเป็นพรรคใหม่ กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้คนก็พอจะเข้าใจและเอาใจช่วยต่อไป

แต่ครั้งที่สอง หากไม่ได้ตามเป้า คะแนนรวมทั้งประเทศน้อยลงกว่าเดิม สิ่งซึ่งจะตามมา จะมีมากมายสารพัด ไล่ตั้งแต่ ข้อวิจารณ์ว่าแนวทางที่พรรคใช้นั้นผิดพลาด นโยบายหาเสียงก้าวหน้าเกินไป ยุทธศาสตร์การสื่อสารผิดพลาด ความขัดแย้งกันในหมู่แกนนำและผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ความท้อแท้สิ้นหวัง เป็นต้น

พรรคก้าวไกลต้องพิสูจน์ให้ได้ในการเลือกตั้ง 2566 ว่า ประเทศนี้ สังคมนี้ ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยให้การสนับสนุนพรรคก้าวไกล

สอง การเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตให้มากขึ้น

พรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส.เขต 30 ที่นั่ง เกจิอาจารย์กูรูทางการเมืองต่างบอกว่านี่คือเซอไพรส์ ผู้สมัครที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ไม่เคยลงเลือกตั้ง ไม่มีเครือข่ายหัวคะแนน แต่สามารถใช้ “กระแส” ของธนาธร จนชนะในเขตเลือกตั้งได้ถึง 30 คน ถึงกระนั้น ก็มีบางฝ่ายเห็นว่าส่วนหนึ่งมาจากอานิสงส์ที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับจากกรณีพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบพรรค ทำให้หลายเขต ไม่มีผู้สมัครทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้ประชาชนหันมาเลือกพรรคอนาคตใหม่แทน

การเลือกตั้งในปี 2566 คงไม่มีอุบัติเหตุแบบกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ และทุกพรรคการเมือง “เอาจริง” ไม่มีใครประมาทพรรคก้าวไกลอีกแล้ว การต่อสู้ในระบบแบ่งเขต 400 คน จะเข้มข้นมากกว่าเดิม แต่ละพรรคมุ่งหวังกับการมี สส เขต เพราะ หากไปลุ้นบัตรใบที่สองให้มี สส แบบบัญชีรายชื่อ ก็ไม่มีหลักรับประกันแน่นอนว่าจะได้หรือไม่ ได้มาจำนวนเท่าไร

ประกอบกับพรรคเพื่อไทยชูคำขวัญ “แลนด์สไลด์” ย่อมทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีชื่อประยุทธ์อีกต่อไป แม้พวกเขาอาจเอาใจช่วยพรรคก้าวไกลอยู่ แต่ก็พร้อมที่จะเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นว่า มีความเป็นไปได้มากกว่าที่พรรคเพื่อไทยจะชนะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากไม่เทคะแนนให้พรรคเพื่อไทย สุดท้าย เราจะไม่ได้เปลี่ยนรัฐบาล ไม่ได้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี

ปัจจัยเหล่านี้ ย่อมทำให้ การต่อสู้ในเขตเลือกตั้งรอบนี้ พรรคก้าวไกลเหนื่อยกว่าพรรคอนาคตใหม่หลายเท่า
พรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร?

จะตีโพยตีพายกับการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสีย การเลือกตั้งครั้งหน้าก็เป็น 400:100

จะใช้ยุทธวิธีสู้ด้วยกระแสภาพใหญ่แบบเดิม? ครั้งนี้ก็ไม่มีธนาธร และไม่สามารถสร้างกระแสได้เทียบเท่า “ธนาธรฟีเวอร์” แล้ว

จะหันเหไปใช้การเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่ การเมือง “บ้านใหญ่” แบบพรรคอื่นๆ? ก็เป็นสนามที่ตนเองไม่ถนัด ทำให้ตายก็ไล่ตามเขาไม่ทัน และยังจะทำให้คนที่เลือกพรรคก้าวไกลเพราะต้องการการเมืองแบบใหม่ผิดหวังด้วย

นักการเมืองผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะต้องไม่ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ แต่ต้องควบคุมสถานการณ์เพื่อกำหนดชะตากรรมตนเอง

การเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลมีเดิมพันสำคัญ นอกจากต้องมี ส.ส.เขตให้มากกว่าเดิมแล้ว ยังต้องสร้างโมเดล ส.ส.เขตแบบก้าวไกล ขึ้นมาให้ได้

2 –
ส.ส.เขตแบบก้าวไกล
การเลือกตั้งในปี 2566 พรรคก้าวไกลต้องทดลองสร้างโมเดล ส.ส.เขตในแบบก้าวไกลขึ้นมา มีลักษณะที่แตกต่างจาก ส.ส.เขตของพรรคอื่นๆ แต่ก็พร้อมเข้าใจและสามารถทำงานกับวัฒนธรรมการเมืองแบบดั้งเดิมได้ด้วย

แม้เราต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการการเมืองแบบใหม่ แต่ในสนามการเลือกตั้งยังคงมีวัฒนธรรมการเมืองแบบดั้งเดิมฝังอยู่ ความสัมพันธ์ทางอำนาจในพื้นที่ เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ ยังคงมีอยู่มาก การต่อสู้กับการเลือกตั้งเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหารสูตรส่วนผสมให้กลมกล่อม มีความใหม่ แต่เป็นใหม่ที่พร้อมทำงานในโครงสร้างแบบเดิม และโครงสร้างแบบเดิมก็ไม่อาจกลืนกินลบล้างความใหม่ของเราไปได้

ส.ส.เขตแบบก้าวไกล ต้องมีส่วนผสมสองข้อ

หนึ่ง ความขยันขันแข็งในการเข้าหาประชาชนในพื้นที่เขตเลือกตั้ง

ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่มาพรรคก้าวไกล ต่างก็ทราบกันดีว่า ที่นี่ ไม่เหมือนที่อื่น ที่นี่ ไม่มีกลไกหัวคะแนน ที่นี่ ไม่มีกลไกกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/อสม/ข้าราชการในพื้นที่ สนับสนุนเท่าไรนัก ที่นี่ ไม่มีเงินทอง ทรัพยากรให้มากมายในการ “ทำพื้นที่” ที่นี่ ไม่มีระบบ “วิ่งแย่งหางบประมาณแผ่นดิน” มาลงพื้นที่ตนเอง
ต่อให้ทำแบบที่อื่น ก็ไม่มีทางที่จะทำได้เท่ากับหรือเหนือกว่าที่พรรคอื่นๆเขาทำกันมา

แต่ในเมื่อประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้ทั่วถึงทั่วประเทศ และการกระจายอำนาจและงบประมาณไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับหน้าที่เรื่องเหล่านี้ ก็ยังคงไปไม่ถึงไหน เมื่อประชาชนมาร้องเรียน หรือเดือดร้อน ผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ส.จึงต้องร้บบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน

ในเมื่อไม่มีเงิน ทรัพยากร อำนาจกลไกรัฐ แล้วผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร?

ต้องทดแทนด้วยความขยัน มานะพยายามมุ่งมั่น เข้าถึงประชาชน ประชาชนเข้าถึงง่าย

เดินพบปะพี่น้องประชาชนให้มาก ให้เวลากับพี่น้องประชาชน นำปัญหาของพี่น้องประชาชนมาติดต่อประสานหาหนทางช่วเหลือ

อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กร่าง ไม่เบ่ง เคารพประชาชน รับฟังประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

สอง มีความรู้ในงานนิติบัญญัติ งานสภา นโยบายพรรค และมีจุดยืนมั่นคงชัดเจนตามอุดมการณ์แนวทางพรรค

ภารกิจของ ส.ส. คือ การตรากฎหมาย การอภิปราย การตรวจสอบรัฐบาล ส.ส.จึงไม่อาจเชี่ยวชาญเฉพาะในงานพื้นที่เขตเลือกตั้งได้เท่านั้น แต่ต้องทำงานในระดับชาติ มีภารกิจในภาพใหญ่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วย

ผู้สมัคร ส.ส.เขตแบบก้าวไกลโมเดล ต้องหมั่นฝีกฝนค้นคว้าหาความรู้ในประเด็นต่างๆ ทั้งนโยบายพรรค ความรู้รอบตัวเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์การเมืองไทย นโยบายสาธารณะ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ติดตามข่าวสารให้ทันโลก

ผู้สมัคร ส.ส.เขตแบบก้าวไกลโมเดล ต้องอภิปรายในสภาได้ มิใช่ ทำงานพื้นที่ดี แต่ไม่เคยพูดอะไรเลยในสภา

ผู้สมัคร ส.ส.เขตแบบก้าวไกลโมเดล ต้องยึดมั่นในแนวทางอุดมการณ์ของพรรค มิใช่ ย้ายพรรคทุกการเลือกตั้ง เพียงเพราะ ต้องการหาที่ลง ส.ส. หรือหาที่ให้ประโยชน์ทรัพยากรและอำนาจแก่ตนเอง

สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ ส.ส.เขตแบบก้าวไกลโมเดล มีจุดเด่นที่แตกต่างจาก ส.ส.เขตแบบเดิม และทดแทนสิ่งที่เราสู้เขาไม่ได้

3 –
ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบก้าวไกล

ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาสู่พรรคก้าวไกล ส.ส.แบบบัญชี่รายชื่อ ไม่ต้องจ่ายเงินให้พรรค ไม่ต้องเป็นหัวหน้ามุ้ง ส.ส. ไม่ต้องเป็นนักการเมืองอาวุโสหลายพรรษามาก่อน

ภายหลังเลือกตั้ง มีนาคม 2562 นักการเมืองอาวุโสหลายคนได้ปรารภกับผมว่า ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ คือ “สามล้อถูกหวย” ได้เป็น ส.ส.เพราะธนาธร

ระบบเลือกตั้งในปี 2566 เหลือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่มาจากการคำนวณคะแนนสัดส่วนทั่วประเทศ เพียง 100 คน จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้ง 66 ย่อมหายไปเกินครึ่ง จะให้ได้ 25 ที่ ก็ยากแสนสาหัส

ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้เอง ย่อมนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งกันภายในพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะประเด็นการแย่งชิงเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในลำดับปลอดภัย 1-20 หรือ 1-25

ผมมีความเห็นและข้อสังเกตฝากไปถึงแกนนำและผู้มีอำนาจตัดสินใจการคัดเลือกและจัดลำดับผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล 3 ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง Set Zero ลำดับใหม่ทั้งหมด

การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต้องไม่ยึดกับลำดับบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ตอนปี 62 และต้องไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติให้ลำดับที่ดีแก่ผู้อาวุโสก่อน (ทั้งในแง่อายุ และในแง่เป็น ส.ส.ในปี 62 มาก่อน)

สมัยพรรคอนาคตใหม่ เรามีโอกาสในการคัดเลือกผู้สมัครน้อยมาก ปัจจุบัน พรรคก้าวไกลมีชื่อเสียงและความนิยมมากกว่าเดิม คนมีความรู้ความสามารถอาจเข้ามาเสนอตัวมากขึ้น มีโอกาสไปทาบทามคนมีความรู้ความสามารถหน้าใหม่ๆให้มาลงสมัครได้มากขึ้น

การ Set Zero จึงช่วยเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆที่มีความรู้ความสามารถ ช่วยหาคะแนนให้พรรคได้มากขึ้น หากสร้างธรรมเนียม “ผู้มาก่อนได้ก่อน” ขึ้นมา เมื่อผ่านการเลือกตั้งไปหลายครั้ง ก็จะเกิด “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” นั่งทับลำดับต้นๆไว้ตลอด จนเหลือลำดับสำหรับคนใหม่ๆได้ไม่กี่คน แบบที่พรรคเก่าแก่หลายพรรคกำลังเผชิญปัญหาอยู่

ประการที่สอง ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและจัดลำดับ 5 ข้อ ได้แก่

ข้อแรก การอุทิศตนให้พรรค

เช่น การทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน ไม่เทงาน

การไปช่วยหาเสียงทั่วประเทศ ไปแล้วได้คะแนนเสียง มิใช่ไปแล้วสร้างภาระให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตและทีมงานในจังหวัดต่างๆ

ความสามารถในการระดมทุนหรือทรัพยากรให้พรรค

การขับเคลื่อนแบกพรรคได้ในภาพรวม มิใช่สร้างภาระให้พรรค หรือให้พรรคต้องตามแบกให้ เป็นต้น

ข้อสอง ความสามารถในการทำงานทางการเมือง

ได้แก่ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในงานสภาและการบริหารราชการแผ่นดิน มีความรู้ความเชี่ยวชาญในประเด็นของตนเอง สามารถอภิปรายในที่สาธารณะ สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ริเริ่มด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้พนักงานพรรคมาแบกมาก

‘ส.ส.โจ้’ จองกฐินอภิปราย ‘บิ๊กตู่-ชัยวุฒิ’ ปมตั้งอธิบดีอุตุฯ - ลั่นทหารเรือต้องไม่ตายฟรี

‘ส.ส.โจ้’ จองกฐินอภิปรายนายกฯ ตู่-ชัยวุฒิ ปมตั้งอธิบดีกรมอุตุฯ ลั่นทหารเรือต้องไม่ตายฟรี ด้าน ‘ธีรรัตน์’ ขอบคุณคนไทยหนุน ‘อุ๊งอิ๊ง’ เป็นนายกฯ 

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ระบุไม่มีส่วนสนับสนุนแต่งตั้ง น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ มาเป็นอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และไม่ใช่คนสนิทของนายชัยวุฒิ อีกทั้ง น.ส.ชมภารี เป็นบุคคลมีความรู้ ความสามารถ เป็นนักบริหาร ทำงานตรงไหนก็ได้ว่า น.ส.ชมภารี ได้รับการโปรโมต รวดเร็วแบบสายฟ้าแลบเหมือนจรวดฮาร์พูน (พื้นสู่พื้น) ที่ติดตั้งบนเรือหลวงสุโขทัย เพราะหลังคำสั่งโปรดเกล้าฯ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการดีอีเอส เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เพียง 23 วัน นายชัยวุฒิก็เสนอชื่อ น.ส.ชมภารี เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ขึ้นอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้ง ๆ ที่มีลูกหม้อกรมอุตุฯ ที่เก่ง ๆ ทำงาน ที่กรมอุตุฯ มาทั้งชีวิต กลับไม่แต่งตั้งให้ไปเป็นอธิบดี และยังย้ายลูกหม้อกรมอุตุฯ ออกไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงฯ หมด

ตนจะไม่ยอมให้ทหารเรือต้องมาตายฟรี และเรือหลวงสุโขทัย มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ต้องมาจม เพราะการแต่งตั้งในครั้งนี้ และในเดือน ม.ค. 65 ตนจะเช็กบิล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายชัยวุฒิ จะไม่ยอมให้ทหารเรือต้องมาตายฟรี และเรือหลวงสุโขทัยต้องมาจมอย่างแน่นอน ขอเรียกร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ อย่าชิงยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 ก็แล้วกัน

‘โรม’ จี้ ‘สมศักดิ์-กรมราชทัณฑ์’ ต้องมีคำตอบ กรณี ‘ประสิทธิ์ เจียวก๊ก’ หลบหนี

(26 ธ.ค. 65) นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ผู้เคยอ้างตัวเป็นจิตอาสาทำความดีเพื่อแผ่นดิน แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงความเสียหายรวมนับพันล้านบาท ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้ก่อเหตุพยายามหลบหนีระหว่างเข้าพิจารณาคดีที่ศาลอาญา

นายรังสิมันต์กล่าวว่า กรณีนี้ร้ายแรงและต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าการจะกระทำเช่นนี้ได้ต้องมีผู้ให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ก่อเหตุได้รับกุญแจให้ไขโซ่ข้อเท้าออกไปได้ ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์อ้างว่ากุญแจนี้มีแค่ 2 ชุดเท่านั้น ชุดหนึ่งอยู่กับเรือนจำ อีกชุดหนึ่งอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัว ดังนั้นแล้วงานนี้จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์เองเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ตามรายงานข่าว ทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุว่าจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top