Saturday, 18 July 2026
POLITICS

‘เปลวสีเงิน’ มองไทย ยุค ‘8 ปี นายกฯ ลุงตู่’ พัฒนาไกลลิ่ว เทคโนโลยีก้าวหน้า-ต่างชาติยอมรับ-โครงสร้างพื้นฐานยอดเยี่ยม

(31 ม.ค. 66) เปลวสีเงิน ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ ไทย ‘พัฒนาไกลเกินมอง’ โดยระบุว่า…

‘ประเทศไทย’ ยุค ‘๘ ปี นายกฯ ประยุทธ์’ นี่

หลาย ๆ ด้าน ....

มันพัฒนา "เกินหน้า-เกินตา" ประเทศเพื่อนบ้านเขาเร็วมากไป

จึงค่อนข้าง "วางตัวยาก" ในหมู่เพื่อนบ้าน อย่างเช่น เขมร เวียดนาม แม้กระทั่งกับสิงคโปร์ก็เถอะ!

เพราะไทยเรา เดี๋ยวติดอันดับประเทศคนมาท่องเที่ยวมากที่สุดบ้าง เดี๋ยวเป็นประเทศน่าอยู่-น่าลงทุนที่สุดบ้าง

เดี๋ยวเป็นประเทศที่ค่าเงินเสถียรที่สุดบ้าง

เดี๋ยวเป็นประเทศที่คนใจดี-น่ารักที่สุดบ้าง เป็นประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโทรคมนาคม สะดวก-เร็ว ที่สุดบ้าง

เพื่อนบ้านเขาจึง "มองค้อน"!

ยิ่งตอนนี้ "การรถไฟ" ร่วมมือกับ "สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง"

ผลิตหัวรถไฟพลังงานแบตเตอรี่ออกทดลองวิ่งที่ "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" นำหน้าในอาเซียน

ภาพการทดลองวิ่งปรากฏออกไปเท่านั้้นแหละ

เวียดนาม "กินไม่ได้-นอนไม่หลับ"!

นักรบคีย์บอร์ดออกมากระแนะ-กระแหนด้วยฤทธิ์แรงริษยา ประเทศเขาตะหาก ที่จะเป็นเจ้า EV ในอนาคต

ส่วนเพื่อนเขมร กางแผ่นหินนครวัด "เคลมทุกอย่าง" ในโลก ว่าลอกเลียนไปจากเขมรทั้งนั้น

ตอนนี้ชักจะล้ำเส้นเกินไปซักหน่อย

เคลมมวยไทยเป็น "กุน ขแมร์" ก็พอจะทำให้คลายเครียด แต่การนำ "ครุฑ" ตราแผ่นดินของไทย ไปปักกางเกงนักมวยเขานี่ซี

"ผู้หลัก-ผู้ใหญ่" ฝ่ายไทย-ฝ่ายเขมร น่าจะคุยกัน ไปเตือนทั้งสองฝ่าย ว่าเอาพอหอมปาก-หอมคอ "อยู่ในกรอบ" พอรับกันได้เถอะ

แต่ถ้า "ล้นกรอบ" มากไป

อย่างเอา "ตราแผ่นดิน" ของไทยไปใช้ไม่เหมาะสมอย่างนั้นน่ะ...มันเกินไป 

ฝรั่งว่า เรื่องอย่างนี้ Sensitive เรื่องเล็กมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ

ควรห้ามปราม อย่าปล่อยให้ไฟในเตา กระเด็นออกมาเป็นไฟลามบ้าน-ลามเมืองเลย

ก็พอรู้แหละ....
ว่ามีคนปั่นจิ้งหรีด หวังให้ "ไทย-เขมร" กินใจ ต้องการให้ไปถึงขั้นบาดหมาง "ระดับประเทศ"

เมื่อรู้ ก็ควรรีบคุยกันแต่เนิ่นๆ ให้มันอยู่แค่ "มวย" พอแล้ว

ขืนปล่อยให้ลามปามไปถึงขั้น "ตราแผ่นดิน" ไม่มีคนไทยคนไหนจะวางเฉยได้หรอก

ก็เตือนสติกันไว้ กับเรื่องที่ "ไวต่อความรู้สึก"

"มวยไทย" น่ะ คือศาสตร์ที่ดึงเอาส่วนกายกับส่วนจิตในความเป็นสัญชาตญาณ พัฒนาให้ความคิดและความรู้สึกผนึกรวมเป็นศิลป์ ผ่านความเป็นแม่ไม้มวยไทยเปี่ยมปัญญา-เปี่ยมสปิริต

มวยไทย ใครๆ ก็ "ครูพักลักจำ" ได้

แต่จะให้เข้าถึงศาสตร์และศิลป์ด้วยจิตวิญญาณ ถ้าไม่เรียนด้วยตัวเอง ไม่มีทางเข้าถึงได้

เพราะอย่างนั้น "มวยไทย" จึงต้อง "ไหว้ครู"

เพราะ "มวยไทย" มีครู

นักมวยไทยทุกคน จึงได้รับการขนานนามว่า "ศิษย์มีครู"

"มวยไทย" จึงไม่ใช่สัตว์ ที่เขา "จับใส่กรงให้กัดกัน"

เพราะมวยไทย ครูสอนให้ลูกศิษย์ รู้จักคำว่า "สุภาพบุรุษ"

คำว่า "สุภาพบุรุษสังเวียน" จึงคู่กับ "มวยไทย" มาแต่อ้อน-แต่ออก!

ด้วยความลึกซึ้งของมวยไทยที่ "หลายชาติ" เข้าไม่ถึง

จึงใช้ความหยาบฉกฉวยรูปแบบมวยไทยไปทางธุรกิจการค้า โดยตั้งชื่อเลี่ยงไปต่างๆ นานา

อย่างสิงคโปร์ ก็จากมวยไทย ด้วยหัวการค้า พลิกแพลงเอามวยไทยผสมมวยมนุษย์ยุคหิน

ให้ค่าตัวแพงๆ มวยไทยก็แห่ไปฟัดกับมวยต่างชาติเป็นการล่ารางวัล

สำหรับผม ดูแล้วไม่เห็นมีตรงไหน ที่เรียกว่า "ศาสตร์และศิลป์" เลย

ไม่ต่าง "จับสัตว์ขังกรง" ให้กัดกัน

มันจึงมีแค่คำว่า "สัตว์ป่า" เข้ามาแทนคำว่า "สปิริต"!

นี่ "มวยสิงคโปร์"

แต่เขาเก่ง เขาไม่ได้เคลมมวยไทยด้วยอิจฉา แต่เขาใช้หัวการค้าประยุกต์ "ทำการตลาด" จึงเกิดเป็น "ธุรกิจคนกัดกัน"

ส่วน "มวยเขมร" อะไรนั่น จะกุน ขแมร์ ก็กุนไป ไม่มีใครว่า แต่การเคลมว่ามวยไทยว่าก๊อบไปจากมวยเขมร

ก็ไม่รู้จะไปหาเหตุผลจากคนตะแบงไปเพื่ออะไร สู้มองไปในทาง "ตลกคลายเครียด" จะสบายใจกว่า              

"มวยไทย" เป็นที่รู้จักและยอมรับเป็น "สากลโลก" ไปแล้ว

มันเลยจุดต้องมานั่งเล่นจ้ำจี้กับเพื่อนเขมรแล้ว!

เมื่อวาน อ่าน "การพยากรณ์เรื่องที่จะเกิดในโลกอนาคตที่" ดร.วรศักดิ์ กนกนุกูลชัย" โพสต์เฟซ และอาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา นำมาแชร์

ดร.วรศักดิ์สรุปจากที่ศาสตราจารย์ "Yuval Noah Harari" เขียนเป็น ๑๓ หัวข้อ ในหัวข้อที่ ๘ มีว่า

8.ในที่สุดมนุษยชาติจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้น ได้แก่                    

-กลุ่มชนชั้นสูง (Super Elite Class) ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุม AI

และการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติ (เพื่อให้ฉลาดขึ้น หรือ อายุยาวขึ้น)

-กลุ่มชนที่ไร้ประโยชน์ (Useless Class)

ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงกำลังพลทางทหาร (กำลังพลจะไร้ความหมาย เพราะกองทัพในอนาคต จะใช้เทคโนโลยี AI แทน)

ถามว่า "โลกอนาคต" ที่ว่านี่ หมายถึงเมื่อไหร่?

ก็ราวๆ ๒๐-๓๐ ปี ต่อจากนี้ พูดชัดๆ คือศตวรรษที่ ๒๑ ใครมีลูกตอนนี้ ก็รุ่นลูกโตเป็นหนุ่ม-เป็นสาว นั่นแหละ

ผมอ่าน แล้วประเมินจากสังคมปัจจุบัน ประเด็นที่ท่านศาสตราจารณ์ Yuval Noah Harari เขียนไว้

มีความน่าจะเป็น ระดับ ๙๙.๙๙%

-กลุ่มชนชั้นสูง (Super Elite Class) ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุม AI ก็เห็น และเป็นอยู่ขณะนี้

-การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติ (เพื่อให้ฉลาดขึ้น หรืออายุยาวขึ้น)

ข้อนี้ ไม่ต้องมองหาที่ไหน ...

ณ วันนี้ ขณะนี้ คนไทย ด้วย "วิจัย-พัฒนา" วิทยาการไทยไปถึงระดับเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติสำเร็จแล้ว!

ไม่ใช่สำเร็จอยู่ใน "ห้องทดลอง" นะครับ

เป็นผลิตภัณฑ์ Life Science วางขายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่ยา แต่เป็นอาหารเสริม

เป็นคนละเรื่อง-คนละอย่างกับ "อาหารเสริม" ที่เราเรียกกันเปรอะทั่วไป

แต่นี่เป็นผลิตภัณฑ์ Life Science "วิจัย-พัฒนา" ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพชั้่นสูง สู่ความยั่งยืนของมนุษย์

หลักๆ คือ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพนี่แหละ จะทำให้ยุคต่อไปนี้ มนุษย์ตายช้า คืออายุยืนขึ้น ไม่เจ็บ-ไม่ป่วย แถมฉลาดยิ่งขึ้น

คงจำกันได้ เมื่อปีที่แล้ว ผมเคยนำมาเล่าว่า ปตท.เขาดิสรัปท์ "ข้ามสายพันธุ์" จากประเทศมั่นคงทางพลังงาน ไปสู่สายพันธุ์ "มั่นคงทางยา"

โดยเฉพาะด้าน "ชีววิทยาศาสตร์" หรือ Life Science ตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด "ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ" เป็นประธาน

แป๊บเดียวร่วม ๒ ปี

‘ศุภชัย’ ยกคำวินิจฉัย กกต. ตอกหน้า ‘แพทย์ชนบท’ หลังจะยื่นฟ้อง ‘ลุงหนู’ ปมขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์หน้า รพ.

‘ศุภชัย’ ยกคำวินิจฉัย กกต.ตอก ‘เพจแพทย์ชนบท’ ปมดราม่า ‘ป้ายอนุทิน’ ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการปฏิบัติภารกิจในอำนาจหน้าที่ทางราชการ!

จากกรณีที่เพจแพทย์ชนบท ให้ กกต. สอบเรื่องการขึ้นป้ายหน้าโรงพยาบาล ที่ปรากฏหน้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บนป้ายประชาสัมพันธ์นโยบายดูแลผู้สูงอายุอาจเข้าข่ายการหาเสียง ซึ่งผิดกฎหมาย

ล่าสุด (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suphachai Jaismut’ โดยนำรูปภาพเอกสารการพิจารณาของ กกต.ฉบับหนึ่ง พร้อมข้อความว่า

“ไม่ผิดกฎหมายครับ

เรื่องที่เพจแพทย์ชนบท จะยื่น กกต. เพราะสงสัยว่า การที่โรงพยาบาลขึ้นภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สธ. อาจเข้าข่ายหาเสียง เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นั้น

ผมอยากจะเรียนว่า เรื่องการขึ้นป้ายนั้น ไม่ผิดกฎหมายครับ

และผมไม่ได้พูดลอย ๆ แต่ผมได้เอาคำวินิจฉัยของ กกต. แนบมาให้อ่านโดยทั่วกัน

เปลวสีเงิน แนะ ‘หมอฮา’ ลงพรรค ‘ก้าวไกล’ ได้นั่ง ‘รมว.สธ.’ เมื่อไร ย้ายได้ทุกตำแหน่ง

(30 ม.ค. 66) เปลวสีเงินในนำเสนอบทความ ในหัวข้อ ในคราบ 'แพทย์ชนบท' ความว่า…

‘นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ’ คุณอยู่แก๊ง ‘แพทย์ชนบท’ ตอนนี้เป็น ‘ประธานแก๊ง’ ก็ต้องบอกว่า…

‘ดี-เด่น-ดัง’ ใน ‘คราบหมอ’ อย่างที่คุณเป็น มันก็สุด ๆ ตามประสาที่คุณเป็นอยู่แล้ว อย่าทระนงตนถึงขั้น ‘หมอเทวดา’ อยู่เหนืออำนาจบริหารกระทรวงสาธารณสุข จนใคร ‘แตะต้อง-สั่งย้าย’ ไม่ได้แบบนั้้นเลย เห็นบอก อยู่โรงพยาบาลจะนะ พัฒนาจนโรงพยาบาลจะนะก้าวหน้า มีความพร้อมทุกอย่าง ก็ดีนี่ อนุโมทนาด้วย

ในเมื่อสถิตอยู่จะนะจนรากงอกใกล้จะหุ้มโรงพยาบาลมิดเหมือน ‘ปราสาทตาพรหม’ ที่เขมรอยู่แล้ว เขาอยากให้หมอสุภัทรหรือที่เรียกกันในขบวนการเอ็นจีโอ, ในขบวนการสามนิ้วล่มชาติด้วยกัน ว่า ‘หมอฮา’ นั่นไม่ใช่ย้ายด้วยกลั่นแกล้ง หรือย้ายด้วยการเมือง

เป็นการย้ายด้วยยกย่อง ให้เกียรติหมอฮา ตรงตามปรัชญา ‘แพทย์ชนบท’ โดยตรง ที่มุ่งอุทิศตนเพื่อชาวบ้านตามชนบทที่ห่างไกล อยู่สร้างความเจริญ ความก้าวหน้า ให้โรงพยาบาลจะนะและนำชุมนุมต่อต้านโครงการต่าง ๆ จนเป็นเอ็นจีโอแถวหน้าระดับ ๕ ดาวแล้ว เขาให้ไปใช้ศักยภาพ ๕ ดาว พัฒนา ‘โรงพยาบาลสะบ้าย้อย’ ให้เจริญ ด้วยพัฒนาให้เหมือน ‘โรงพยาบาลจะนะ’ บ้าง

แล้วมันไม่ดี ผิดหลักการ ‘แพทย์ชนบท’ ตรงไหน?
เป็นการย้ายผิดปกติ เป็นเรื่องการเมือง ตรงไหน?
หรือหมอฮามีอะไร ‘นั่งทับ’ ไว้ที่จะนะ จึงไม่อยากลุก?

อย่าทำตัวเป็น ‘หมอเทวดา’ เลย หมอฮา! เห็นมาหลายต่อหลายหมอแล้วในแก๊งชนบทที่เป็นแบบนี้ สุดท้าย ‘ลายหมอลอก’ ก็ไปไหนไม่รอด ต้องเป็น ‘เหลือบอีแอบ’ อยู่ในคราบ ‘หมอคนดี’ เกาะสังคมกินแบบทุเรศไปจนแก่ตาย!

ถามจริงๆ เถอะ หมอฮา...
คุณคิดว่า ทุกวันนี้ คนไทยทั้งประเทศโง่เป็นควาย จนไม่รู้ว่า ฉากหลัง ‘นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ’ ทำอะไรอยู่กับแก๊งเอ็นจีโอ แก๊งสามนิ้ว และพรรค ‘ก้าวไกล’ เลย อย่างนั้นใช่มั้ย?

ขอถามอีกคำ...
ระหว่างที่จะนะกับที่กรุงเทพฯ เดือน ๆ ตัวคุณอยู่ที่ไหนมากกว่ากัน? ยิ่งตอนแก๊งสามนิ้ว ‘จลาจลกรุง’ ในปฏิบัติการ ‘ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์’ เชี่ยวจัด ตอนปักหมุดคณะราษฎรที่ท้องสนามหลวง เมื่อกรกฎา.๖๓ ธนาธรฮึกเหิม ถึงขั้นประกาศ ‘ประตูบานแรกเปิดแล้ว’! นั่นน่ะ ช่วงบู๊ล้างผลาญ-ละเลงเมือง ที่เรียกว่า ‘จุดติด’

ผมเห็นหน้าหมอฮาผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่กับแก๊งแดงส้ม ‘สามนิ้ว’ ล่มชาติ-ล้มสถาบัน แทบไม่เว้นแต่ละสัปดาห์
นั่นคือการ ‘ลา-มาราชการ’ หรือบังหน้ามาร่วมขบวนการ หรือกลั้นปัสสาวะจากจะนะ...นั่งเรือบินมาปัสสาวะที่กรุงเทพฯ แล้วบังเอิญเดินผ่านหน้ากล้องของพวกช่างภาพหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ จึงมีเงาหมอฮาติดประจำ?

ที่ผมคุยมาทั้งหมด ไม่ต้องไปสน เพราะเป็นเพียง ‘ภาพจำ’ ของผมเกี่ยวกับหมอคนนี้ ‘เท่าที่เห็น’ เท่านั้น แต่นี่...กับ ‘หมอด้วยกัน’ น่าสนใจกว่า…

เมื่อ ๒๘ มกรา ‘นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ’ ที่ปรึกษากมธ.สาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซทีเดียว ๒ โพสต์รวด ผมว่า หมอฮา น่าจะอ่านนะ

หมอเอก Ekkapob Pianpises
คนบาปในคราบนักบุญ !!!
ตอนที่องค์การเภสัชกรรมจัดซื้อ ATK เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งสุดท้ายการจัดซื้อในครั้งนั้น ได้กระจายการเข้าถึงชุดตรวจ ATK สำหรับประชาชน และได้กดดันให้ตลาดลดราคา ATK จาก 200-300 บาทต่อชุด มาเหลือเพียง 30-40 บาทในปัจจุบัน

จากข้อมูลที่องค์การเภสัชกรรมนำเสนอต่อกรรมาธิการการสาธารณสุขน่าสนใจมากๆ...

มีผู้สังเกตการณ์จาก สปสช. (แพทย์ชนบท 2 ท่าน) ได้ให้ข้อมูลที่ดูเหมือนตั้งใจจะเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทบางบริษัท ที่ต้องการขายในราคา 120 บาทต่อชุด มีความพยายามที่จะปรับรายละเอียด TOR เพื่อล็อกสเปกให้กับบริษัทนี้ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ เพราะองค์การเภสัชฯ และกระทรวงสาธารณสุขไม่เล่นด้วย

จุดที่น่าสงสัยต่อไป ซึ่งกรรมาธิการการสาธารณสุขขอให้ ผอ.โรงพยาบาลจะนะส่งรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างชุดตรวจ ATK ของโรงพยาบาลมาให้ตรวจสอบ แต่ทาง ผอ.ปฏิเสธที่จะส่งมาให้ตรวจสอบ เท่ากับว่า ยอมรับข้อกล่าวหา โดยไม่โต้แย้ง ว่ามีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ด้วยอำนาจของ ผอ.แบบพิเศษ ในราคาและยี่ห้อที่น่าจะเป็นยี่ห้อเดียวกับทางกลุ่มเครือข่ายนั้นได้พยายามผลักดัน และการจัดซื้อนั้น ถูกนำมาใช้ในการคัดกรองในกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้มีจำนวนการจัดซื้อที่มาก

‘ชาวจะนะ’ จึงควรตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณในตอนนั้นว่า ทั้งการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มาตรวจในกรุงเทพฯ แทนที่จะใช้กับคนในพื้นที่ และการใช้เวลาราชการ ‘ทิ้งพื้นที่’ ซึ่งกำลังประสบปัญหาการระบาดของโควิด นั้น สมควรแล้วหรือไม่?

เครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์ที่เกาะกินฝังรากลึก ในกระทรวงสาธารณสุข จะต้องถูกกำจัด เพื่อให้งบประมาณของสาธารณสุขเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด

‘เพื่อไทย’ ซัด ‘บิ๊กตู่’ ใช้อำนาจเล่นงานเยาวชน แต่กลับไม่ตรวจสอบ ‘ทุนจีนสีเทา’ บ่อนทำลายชาติ

(30 ม.ค. 66) นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่านายทุนจีนสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย สร้างความเสียหายทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง แต่น่าประหลาดใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กลับไม่ให้ความสำคัญ ไม่เคยสั่งการให้ดำเนินการกับกลุ่มทุนผิดกฎหมายอย่างจริงใจ ทั้ง ๆ ที่กลุ่มทุนนอกกฎหมายกลุ่มนี้ทำลายเศรษฐกิจ ทำลายประเทศชาติ ทำลายเกียรติภูมิประเทศชาติมาก เพราะกลุ่มทุนนี้ขนเงินผิดกฎหมายมาฟอกขาวในประเทศไทย ผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว รถทัวร์ 

นอกจากนี้ที่น่าเป็นห่วงคือมีเว็บไซต์ในประเทศจีน ลงเกี่ยวกับการเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย หากต้องการความสะดวก ได้สิทธิพิเศษ ต้องติดต่อผ่านช่องทางไหน แต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าส่วนราชการ สามารถที่จะหยุดยั้งความเสียหายได้ แต่เลือกที่จะเพิกเฉยกับกรณีดังกล่าว

‘เพื่อไทย’ อัด ‘ประยุทธ์’ ทำลาย ศก.ไทยพังยับ ชี้!! ที่ผ่านมาเอื้อแต่นายทุน - ไม่ช่วยเกษตรกร

(30 ม.ค. 66) นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ได้รับเสียงสะท้อนถามกลับมาว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้ง อยากเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เพราะหากยังเป็นรัฐบาลนี้ประชาชนคงอดตายแน่ ๆ ทั้งนี้ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือก ขายข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ซื้อมาม่ากินไม่ได้ ราคาข้าวเปลือกที่โรงสี รับซื้ออยู่ที่ 6,500-7,000 บาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูกพุ่งเกิน 6,500 บาทต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนตั้งแต่ขาย ปัจจัยสำคัญมาจากการที่รัฐบาลปล่อยให้ต้นทุนสินค้าจำเป็นในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวปรับขึ้นไปหลายเท่าตัว โดยเฉพาะราคาปุ๋ยจาก 600 บาทต่อกระสอบปรับราคาขึ้นไป 3 เท่าตัวไปอยู่ที่ราคา 1,800 บาทต่อกระสอบ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปีไหนเลยที่เกษตรกรมีความสุข  เพราะรัฐล้มเหลวในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร 

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล บริหารแบบข้าเก่งที่สุด ไม่ฟังใคร ผลที่ออกมาคือเศรษฐกิจพังพินาศ นโยบายของรัฐบาลไม่สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้เลย เอสเอ็มอีปิดกิจการนับหมื่นราย หลายพื้นที่ถูกขายให้ต่างชาติ จนไม่เหลือผู้ประกอบการ ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น เพราะนายทุนตักตวงผลประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลที่ประกาศออกมา ระบบการเงินหมุนเพียงรอบเดียว ส่งผลให้กระแสเงินสดในประเทศไหลเข้าสู่นายทุนเจ้าสัว ไม่หมุนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผิดหลักการเศรษฐศาสตร์มาก ยิ่งหมุนน้อยค่าของเงินก็ลดลง

‘ลุงหนู’ จ่อชง ครม. แก้กฎกระทรวงเพิ่มโทษยาบ้า หวังแก้ปัญหายาเสพติดเกลื่อนเมือง

‘ลุงหนู’ จ่อชง ครม. แก้กฎกระทรวงเพิ่มโทษยาบ้า หวังแก้ปัญหายาเสพติดเกลื่อนเมือง 

‘อนุทิน’ จ่อชงครม.แก้กฎกระทรวง ครอบครองยาบ้า 1 เม็ด เป็นผู้เสพ 2 เม็ด เป็นผู้ค้า หวังแก้ปัญหาผู้ค้าเลี่ยงกม. ลั่น ต้องมีมาตรการ จัดการเด็ดขาด

(30 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 10.20 น. ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์กำหนดการครอบครองยาบ้าเกิน 1 เม็ดเป็นผู้ค้าว่า ตนได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่ากำลังจัดเตรียมประกาศอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากคณะกรรมการการบำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และจะมีการนำเสนอให้ตนได้ลงนาม ขณะนี้กำลังเตรียมเอกสารอยู่ ซึ่งมาตรการนี้เป็นร่างของกฎกระทรวง ซึ่งจะต้องนำเสนอให้ครม.เห็นชอบด้วยก่อนประกาศในราชกิจานุเบกษาฯ

‘ตรีชฎา’ อัด ‘บิ๊กตู่’ ปราศรัยชุมพรมัดคอตัวเอง แซะ!! ‘พลิกคว่ำประเทศ’ มากกว่า ‘พลิกโฉม’

(30 ม.ค. 66) น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การปราศรัยครั้งแรกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ที่ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้ต่างไปจากการปราศรัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่พูดไปแล้วสร้างปัญหา ขาดตรรกะ เหตุผล เช่น “พูดว่าทำไปหลายอย่างมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาหลายพรรคหลายปีและหลายเท่าด้วยซ้ำ” ซึ่งหลายรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างถึง รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์พรรคร่วมรัฐบาลที่เคยยกมือโหวตพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ พรรคพลังประชารัฐที่อาศัยใต้ร่มในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือหลงลืมอดีต เข้าตำราขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะเมื่อพูดออกไปจะโดนสวนกลับให้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย การย้ายสังกัดพรรคขณะที่ยังเอาขาเกี่ยวอยู่อีกพรรคการเมืองหนึ่ง ทำลายหลักการประชาธิปไตย ขีดความรับผิดชอบของพรรคการเมืองและการเป็นนายกฯ หมดสิ้น

‘รศ.หริรักษ์’ ชำแหละ เจ้าของพรรคแลนด์ไลด์ ตั้งลูกสาวนั่ง ‘หัวหน้าครอบครัว’ หวังกรุยทางกลับบ้าน

(30 ม.ค. 66) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปีนี้ เราน่าจะได้เห็นการยุบสภาก่อนครบวาระในเดือนมีนาคม การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีการคาดคะเนกันว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่จะมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดที่สุดระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และจะมีการใช้เงินกันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ด้วยระบบการเมืองและนักการเเมืองที่มีอยู่เป็นอยู่ในขณะนี้ พรรคการเมืองที่ได้เปรียบย่อมเป็นพรรคที่มีเงินทุนมาก ดังนั้น พรรคที่ประกาศว่าจะชนะเลือกตั้งแบบ landslide คงต้องทุ่มทุกอย่างจนสุดตัว ใช้ทุกวิธี เพื่อที่จะให้ชนะเลือกตั้งแบบ landslide ให้ได้

พรรคการเมืองพรรคนี้ ใครที่เป็นหัวหน้าพรรคเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด เพราะแทบจะไม่มีอำนาจตัดสินใจในระดับนโยบายเลย ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งยังมีการสร้างตำแหน่งขึ้นใหม่ในพรรค เป็นตำแหน่งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือตำแหน่ง 'หัวหน้าครอบครัว' เพื่อให้ลูกสาวเจ้าของพรรคเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ และจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป หัวหน้าพรรคต้องคอยเดินตามหลัง ค้อมคำนับให้หัวหน้าครอบครัวที่มีอายุคราวลูก ยืนอยู่ข้างหลังเวลาหัวหน้าครอบครัวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และจะต้องทำหน้ายิ้มแย้มด้วยความชื่นชม ยากเหลือเกินสำหรับการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคของพรรคการเมืองพรรคนี้

หัวหน้าครอบครัวประกาศว่า จะต้องได้ชัยชนะแบบ landslide และจะนำพ่อกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน พูดเช่นนี้คอการเมืองก็เข้าใจทันทีว่า ที่ต้องการชนะแบบ landslide เพราะต้องการเป็นรัฐบาลที่สามารถคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้พ่อได้กลับบ้านโดยไม่ต้องเดินเข้าคุกนั่นเอง เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะให้พ่อกลับบ้านแบบเท่ ๆ ได้

ทั้งเจ้าของพรรคและหัวหน้าครอบครัวดูจะมีความมั่นใจมากว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชียร์ตัวเองแบบไม่ลืมหูลืมตา จีงกล้าประกาศเช่นนั้น แต่มาวันนี้น่าจะเห็นแล้วว่า คนไทยไม่ได้เชียร์พ่อตัวเองอย่างไม่ลืมหัวลืมตาแล้ว แน่นอนคนแบบนั้นยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนอื่นๆ ที่เคยเลือกพรรคนี้เป็นจำนวนมากเริ่มไม่สบายใจที่จะเลือกพรรคนี้เพื่อให้ไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อคนเพียงคนเดียว หากเลือกพรรคนี้ก็จะมีความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาแน่ ๆ และอาจจะมีความรุนแรงกว่าเมื่อครั้งออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยเสียอีก

ล่าสุดเจ้าของพรรคซึ่งประกาศว่าตัวเองจะกลับบ้านมาทุกปีเป็นเวลาหลายปีแล้ว ยังคงกลับไม่ได้ จึงออกมาพูดนำทางแก้เกี้ยวว่ายังกลับบ้านไม่ได้เพราะครอบครัวกลัวจะไม่ปลอดภัย (ว่าเข้าไปนั่น) แต่เมื่อจะกลับ จะไม่ต้องออกฎหมาย ไม่ต้องเกี้ยเซี๊ยกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ต้องใช้พรรคเพื่อไทย หลังจากนั้นหัวหน้าครอบครัวผู้เป็นลูกสาวก็ให้สัมภาษน์นักข่าวว่า จะมุ่งทำงานให้ประชาชน เรื่องนำพ่อกลับบ้านยังไม่คิด กลับลำซะงั้น เสมือนไม่เคยพูดว่าต้องการชนะแบบ landslide เพื่อพาพ่อกลับบ้านมาก่อนเลย

‘พิธา’ ยัน!! ‘ก้าวไกล’ ไม่เคยเสนอลดบำนาญ ขรก. ย้ำ!! มีแต่แนะรัฐเพิ่มรายได้ - ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

(30 ม.ค.66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีมีข่าวปลอมกลับมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์อีกครั้ง บิดเบือนว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายลดเงินเดือนหรือบำนาญของข้าราชการ

โดยนายพิธากล่าวว่า พรรคก้าวไกลขอยืนยันอีกครั้ง ว่าเราไม่มีและไม่เคยมีนโยบายลดเงินเดือนหรือบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่เราเสนอคือให้ลดงบประจำ ที่ไม่ใช่เงินเดือนของข้าราชการ เช่นการไปดูงานเมืองนอก โครงการอบรมสัมมนา โครงการที่ซ้ำซ้อน รวมถึงลดงบกลางที่เป็นเงินสำรองที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลเอาไปใช้ได้ตามใจชอบ โดยไม่เกิดประโยชน์ พรรคก้าวไกลเสนอว่าควรโยกเงินเหล่านี้มาจัดสวัสดิการที่ดี ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้

'บิ๊กตู่' เตรียมลงพื้นที่ 'จ.นครสวรรค์ - จ.พิจิตร' ตรวจความคืบหน้าหลายโครงการ - รับฟังปัญหา ปชช.

(29 ม.ค.66) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดพิจิตร ในวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2566 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการ และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล โดยมีกำหนดการ ดังนี้

โดยช่วงเช้านายกรัฐมนตรีมีกำหนดตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืนและเพื่อการเกษตรสมัยใหม่ ณ สันฝายเก่าบึงบอระเพ็ด ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะไปติดตามการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้าในระดับพื้นที่ ณ วัดดงแม่ศรีเมือง ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย และตรวจติดตามการพัฒนาความมั่นคงด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ณ โรงพยาบาลบรรพตพิสัย ตำบลเจริญผล อำเภอบรรพตพิสัย  

'ก้าวไกล' ลงพื้นที่ กทม.เปลี่ยนแผงหวยเป็นแผงขายนโยบาย ชี้!! กาก้าวไกล ปากท้องดี มีอนาคต เหมือนถูกรางวัลที่ 1

‘ก้าวไกล’ ลุยประตูน้ำ-ตลาดจตุจักร งัดลูกเล่นใหม่ เปลี่ยนแผงหวยเป็นแผงขายนโยบาย ประชาชนตอบรับคึกคัก ด้านพิธาย้ำ ‘กาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต’ พร้อมเป็นนายกฯ แกนนำปิดสวิตซ์ 3 ป.

(29 ม.ค.66) พรรคก้าวไกลลงพื้นที่พบปะประชาชนและแนะนำนโยบายหลักของพรรค 'กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต'

โดยช่วงเช้าไปที่ศูนย์การค้าแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ เอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตใกล้เคียง 

พิธากล่าวว่า หลังการประชุมสามัญ วันนี้พรรคก้าวไกลต้องการเดินหน้าต่อเนื่อง นำนโยบายที่ได้ประกาศมาเสนอต่อประชาชน โดยเฉพาะนโยบายปากท้องดี เนื่องจากศูนย์การค้าแพลทินัมเป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เราคาดหวังว่าการลงพื้นที่วันนี้ จะอธิบายให้ประชาชนเห็นภาพมากขึ้นว่านโยบายของพรรคก้าวไกลจะทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายหวย SME ซื้อของรายย่อยได้ลุ้นเงินล้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยในการแข่งขันกับทุนใหญ่

‘นพดล’ ลั่น ไม่มีจับมือพรรคใดพา ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน เย้ย!! ไอโอกุเรื่องบิดเบือน ไม่กระทบแลนด์สไลด์

เพื่อไทยเชื่อมั่น ประชาชนต้องการรัฐบาลใหม่มาแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ปฎิบัติการไอโอจับคู่เพื่อไทยกับพรรคอื่นหรือบิดเบือนแลนด์สไลด์เพื่อนำอดีตนายกฯ กลับบ้านไม่กระทบแลนด์สไลด์

(29 ม.ค.66) นายนพดล ปัทมะ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทุกพรรคเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ปี่กลองการเมืองดังขึ้น การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเริ่มทำงาน ยิ่งกระแสพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์แรงขึ้น ก็เป็นปกติที่ต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองมากขึ้น เพราะที่นั่ง ส.ส.มี 500 ที่นั่ง เมื่อมีคนได้ที่นั่ง ก็จะมีคนเสียที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้วิเคราะห์กันไม่หยุดว่าเพื่อไทยจะจับมือกับพรรครัฐบาลปัจุบันตั้งรัฐบาล และพรรคเดินหน้าแลนด์สไลด์เพื่อเอาอดีตนายกฯ ทักษิณกลับบ้าน ซึ่งในประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทยก็มีแถลงการณ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่จับมือกับพรรคการเมืองใดโดยมุ่งเดินหน้าแลนด์สไลด์ เพื่อขอโอกาสตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งแก้ปัญหาให้ประชาชน และการเดินหน้าแลนด์สไลด์ก็เพื่อมีเสียง ส.ส.มากพอที่จะเอาชนะเสียง ส.ว.ตอนโหวตตัวนายกฯ ในรัฐสภาและผลักดันนโยบายพรรคได้เต็มที่โดยไม่ต้องพะวงการเจรจาต่อรองนโยบายรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่แลนด์สไลด์เพื่อเอาอดีตนายกฯ กลับบ้านตามที่มีคนพยายามด้อยค่าความตั้งใจดีของพรรคอย่างต่อเนื่อง

'หมอเอก' เตือน 'หมอสุภัทร' อย่าตีโพยตีพายปมโยกย้าย แนะ!! ให้ความร่วมมือแจงเรื่องจัดซื้อ ATK ที่ค้างคาดีกว่า

เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.66) นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงการย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จะนะ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่เห็นต้องออกมาตีโพยตีพาย ‘เล่นใหญ่’ เพราะมีข้อกล่าวหา หลายเรื่องมีพรรคการเมืองมาออกแถลงการณ์เรื่องย้าย ผอ.โรงพยาบาล ยิ่งน่าสงสัยไปกันใหญ่ว่าใครกันที่โยงการเมือง

"ไม่เห็นว่าการที่ ผอ. โรงพยาบาลซักคนจะย้ายแปลกตรงไหน การที่ย้ายแล้วตีโพยตีพายเล่นใหญ่นี่น่าสงสัยมากกว่า เวลากรรมาธิการสาธารณสุขเชิญมาให้ข้อมูล เชิญมาชี้แจง เห็นบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาโดยตลอด แต่ชอบเหลือเกินเวลาโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ชอบเวลาออกข่าวโจมตีกระทรวงสาธารณสุข"

นพ.เอกภพ กล่าวว่า เรื่องที่ค้างสอบสวนอยู่เพราะไม่เคยได้รับความร่วมมือในการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเช่น การจัดซื้อ ATK ด้วยวิธีพิเศษ แล้วนำมาใช้ตรวจให้คนที่กรุงเทพ, การเบิกจ่าย ค่ารักษาผู้ป่วย home isolation ด้วยการตั้งเบิกที่มีข้อสงสัยหลายประเด็น, เรื่องที่วิจารณ์การโยกย้ายผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุข ที่น่าสงสัยว่าพวกพ้องตัวเองไม่ได้ประโยชน์เลยตีโพยตีพาย

"ไหนๆ ก็ชอบโพสต์ชอบพูดเรื่องการเมืองอยู่แล้วก็มาลงสมัครรับเลือกตั้งไปเลยก็ได้" นพ.เอกภพ กล่าว

‘อุ๊งอิ๊ง’ ลั่น!! เพื่อไทยไม่แก้ปัญหาไปวันๆ พร้อมสานต่อสิ่งที่เสนอจนสำเร็จ

(28 มกราคม 2566) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย กล่าวกลางงานปราศรัย ‘แลนสไลด์เพื่อไทยเท่านั้น’ เวทีตลาดคลองถม อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ท่ามกลางพี่น้องประชาชนกว่า 2 หมื่นชีวิตแน่นเต็มพื้นที่ 

แพทองธาร กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยเข้าใจปัญหาของพี่น้องชาวหนองคายตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ว่ามีหนี้เพิ่มขึ้น ทางแก้คือเลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคให้เข้ามาแก้ปัญหาที่คาราคาซัง เพราะพรรคเพื่อไทยรู้จักหนองคายดี ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการวางแผนให้หนองคายเป็นฮับโลจิสติกส์สำคัญ มีรถไฟความเร็วสูง แต่ถูกรัฐประหารไปเสียก่อน 

“แทนที่จะได้รถไฟ เราก็ได้เรือดำน้ำมาแทน” แพทองธารกล่าว พร้อมย้ำว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องอีกครั้ง เราจะทำให้นโยบายดีๆ เกิดขึ้น

ภาคเอกชนหนองคาย ฝากความหวัง ‘เพื่อไทย’ ผลักดันรถไฟความเร็วสูง - สนามบิน ดันเป็นฮับโลจิสติกส์ เพิ่มรายได้ประชาชน-การส่งออก

(28 ม.ค.66) พรรคเพื่อไทย นำโดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รวมทั้ง ผู้บริหาร, ส.ส.หนองคาย และสมาชิกพรรค ลงพื้นที่ด่านศุลกากรจังหวัดหนองคาย เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการค้าชายแดน และรถไฟความเร็วสูง พร้อมทั้งร่วมหารือ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นด้านศักยภาพการค้าและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมให้จังหวัดหนองคายเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งสินค้าของจังหวัดหนองคายร่วมกับผู้ประกอบการ และนักธุรกิจภายในจังหวัดที่ทำการค้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลายสิบปี 

โดยตัวแทนผู้ประกอบการมองว่า จังหวัดหนองคายมีความสำคัญเรื่องของการค้าชายแดน เพราะมีลาวเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงของลาวนั้น อยากให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลเร่งดำเนินการเชื่อมเส้นทางให้มาถึงหนองคาย หากมีรถไฟจะเพิ่มผู้คนที่มาท่องเที่ยว และสามารถเพิ่มระยะเวลาความเร็วของการขนส่งสินค้าได้ ส่วนในด้านการส่งออกและการนำเข้า ผู้ประกอบการขอให้แก้ไขปัญหาเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าหน้าด่านศุลกากร และเรื่องค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งพบว่าประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงไม่เข้าช่องทางด่านศุลกากร หวังลดต้นทุนค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งอยากให้ผลักดันให้มีสนามบินหนองคาย เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

จากนั้นนายแพทย์ชลน่าน และนางสาวแพทองธาร พร้อมคณะ ได้พบปะ หารือ กับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรจังหวัดหนองคาย เพื่อศึกษาการค้าชายแดนด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top