Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

‘ถาวร’ ออกแรงเชียร์หลานชาย ‘ภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม’ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ลงชิงเก้าอี้สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจประชาชนสนับสนุนหลังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘ถาวร เสนเนียม’ อดีต สส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.มหาดไทย รมช.คมนาคม ออกแรงเชียร์หลานรัก น้องภู ลูกชายของ วินัย เสนเนียม อดีต สส. สงขลา ด้วยการโพสต์ไล่ยาวถึงคุณงามความดี ความรู้ความสามารถของน้องภู โดยระบุว่า

‘ลุงถาวร เสนเนียม’ เป็นปลื้มกับหลานภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม เสนอตัวรับใช้พี่น้องประชาชน ด้วยการเสนอตัวสมัคร สส. ปชป. เขต 4 สงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู) ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปชป. เขต 4 สงขลา – มือสะอาด รุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน ลงพื้นที่เต็มที่ทุกวัน

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู)ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ 27 ปี เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2541 บุตรของ นายวินัย เสนเนียม และ แพทย์หญิงวนิดา เสนเนียม

ประวัติการศึกษาและการทำงาน
ประถมศึกษา: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ป.1-ป.6)
มัธยมศึกษา: โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย (โครงการ SMA) (ม.1-ม.6)
ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว อพาร์ทเม้นท์ พร้อมประสบการณ์การบริหารจัดการและความเข้าใจปัญหาของชุมชน

ลงพื้นที่พบประชาชน – ตอบโจทย์ความต้องการชาวสงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 4 จังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน พร้อมเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน ประชาชนจำนวนมากชื่นชมแนวคิดการทำงานของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด มีความรู้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน

ผู้คนต่างยกย่องว่า นายสิทธิ์พัฒน์ เป็นผู้แทนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนจริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แนวคิดและนโยบาย – มือสะอาดเพื่อประชาชน

ยึดหลัก ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความซื่อสัตย์สุจริต ในการทำงานทุกขั้นตอน

ฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อนำมาวางนโยบายตอบโจทย์ความต้องการจริง

มุ่งเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่

สนับสนุน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและงานให้ชุมชน

ผู้แทนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน – มือสะอาดโปร่งใส

ด้วยวิสัยทัศน์ของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด นายสิทธิ์พัฒน์ เชื่อมั่นว่าการเลือกผู้แทนที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน จะนำมาซึ่งการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ให้สงขลาก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและมีโอกาสเท่าเทียม

ประชาชนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่า นายสิทธิ์พัฒน์ ภู เสนเนียม จะเป็นผู้แทนที่ ทำงานจริง ใส่ใจจริง และสะอาดจริง เพื่อทุกคนในพื้นที่

ปธน. สีจิ้นผิงกราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข่าวดีประเทศไทย เผย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

‘เดชอิศม์’ เบนเข็มอาจไม่ไป ‘กล้าธรรม’ จ่อซบ ‘ลุงป้อม’ หลังร่วมโต๊ะอาหาร แต่ขอนั่งตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรค’ ขณะ ‘อนุมัติ อาหมัด’ หวน พปชร.อีกครั้ง

อย่าเพิ่งเชื่อว่า นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะไม่ย้ายไปไหนจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวกำลังเจรจาจะย้ายมาอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) 

แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจาก ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางไปร่วมบุญกฐิน ที่วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี มีนักการเมืองหลายคนเข้าร่วมด้วย

ประเด็นสำคัญ หลังเสร็จงานบุญกฐิน ลุงป้อมเดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ท่าเรือใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา

รับประทานอาหารมื้อไม่ธรรมดา เพราะมีนายกฯชาย ร่วมวงด้วย แค่นั้นยังไม่พอยังมี ‘อนุมัติ อาหมัด’ อดีต สว.สงขลา เจ้าของท่าเรือร่วมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าวงอาหารมื้อนี้เป็นวงการเมืองอย่างแน่ชัด ลุงป้อมขอให้อนุมัติกลับมาช่วยพลังประชารัฐอีกครั้ง หลังจากเคยร่วมมือกันเมื่อปี 2562 สร้างความสำเร็จในระดับน่าพอใจให้พลังประชารัฐ

แต่อนุมัติได้เฟดตัวเองออกไปหลังจาก รอ.ธรรมนัส เข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ แต่วันนี้ไม่มี รอ.ธรรมนัสในพลังประชารัฐแล้ว ลุงป้อมจึงขอให้อนุมัติกลับมา ซึ่งอนุมัติก็ไม่ขัดข้องยินดีเข้ามาช่วยงาน

มีการทาบทาม เจรจากับนายกฯชายด้วยให้มาอยู่กับพลังประชารัฐ แต่นายกฯชายมีเงื่อนไขขอเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งยังเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ หลังจากสันติ พร้อมพัฒน์ ถอยออกไปอยู่ภูมิใจไทย ซึ่งลุงป้อมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ขอหารือกับสมาชิกคนอื่นก่อน

เป้าหมายของสองคนนี้ จะจับมือกันดัน ‘สุภาพร กำเนิดผล’ (ภรรยานายกฯชาย) สู้เพื่อชนะน้องโบ๊ต อนุกูล พฤกษาศักดิ์ และเล็งไกลไปถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นย่านชายแดนสะเดาด้วย

ทั้งนี้ ‘อนุมัติ’ ได้รับมอบหมายให้ดูแลสงขลา เขต 6 เป็นหลัก และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

ถึงเวลานี้จึงอย่าเพิ่งสรุปถึงทิศทางที่แน่ชัดของนายกฯชาย จนกว่าจะหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวเอง

ไทย-กัมพูชา: เกมสื่อสารที่ไทยแพ้ราบคาบ เมื่อ "ความไว" กลายเป็นอาวุธทางการทูต อีกฝ่ายชิงสร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน ส่วนไทยยังตื่นช้าเกิน - ตามเกมไม่ทัน

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการทูตสมัยใหม่ ที่ "ความเร็วในการสื่อสาร" และ "การครอบงำกระแสข่าว" สำคัญกว่าความจริงหรือเหตุผล ไทยกำลังเผชิญกับฝีมือการเล่นเกมการทูตของกัมพูชาที่ชำนาญกว่า โดยเฉพาะการใช้ "ความไว" เป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ แล้วรีบ "ฟ้องชาวโลก" ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับมือและอธิบาย ซึ่งในโลกของการสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ ผู้อธิบายมักจะแพ้ผู้กล่าวหาเสมอ

กลยุทธ์ "สร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน"

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า กัมพูชาเชี่ยวชาญในการ "สร้างความไว" ในประเด็นที่ดูเล็กน้อย แล้วขยายให้กลายเป็นวาระชาติ รูปแบบที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

กรณีคำพูดของนักการเมืองไทย - เมื่อมีนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะไทยพูดถึงกัมพูชาในลักษณะที่อาจตีความได้หลายทาง กัมพูชาจะรีบ "จับประเด็น" ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อาณาเขต หรือแม้แต่วัฒนธรรม

การขยายผลอย่างเป็นระบบ - ไม่ใช่แค่รัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาประณาม แต่จะมีการระดมทั้ง "สื่อรัฐ" "กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล" และ "อินฟลูเอนเซอร์" พร้อมกันในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ—แต่จริงๆ แล้วมีการประสานงานอย่างแน่นหนา

การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ - กัมพูชาเข้าใจดีว่าในยุคดิจิทัล "ความรู้สึก" สำคัญกว่า "ข้อเท็จจริง" พวกเขาจึงสร้างคอนเทนต์อารมณ์ (emotional content) ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติของคนกัมพูชา และสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่าย "รังแก" หรือ "ดูถูก"

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กัมพูชาทำได้ดีมากคือ การ "ฟ้องชาวโลก" ก่อนที่ไทยจะได้อธิบาย ทุกครั้งที่มีประเด็นขัดแย้ง กัมพูชาจะรีบ:
- แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศทันที โดยเฉพาะสื่อตะวันตกและสื่อระดับภูมิภาค
- ส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยและเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลาเดียวกัน
- ระดมพูดถึงในเวที ASEAN, UN และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
- ใช้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศต่างๆ เป็น "ทูตประชาสัมพันธ์" ออกสื่อท้องถิ่นอธิบายจุดยืนของกัมพูชา

ผลคือ เมื่อไทยออกมาอธิบาย "กระแสแรก" ถูกครอบงำโดยกัมพูชาไปแล้ว และการอธิบายของไทยกลายเป็นเพียง "การแก้ต่าง" ซึ่งในสายตาสาธารณะมักดูอ่อนแอกว่า

3. เล่นบทบาท "ชาติเล็กที่ถูกรังแก"

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังเล่นบท "ประเทศเล็กที่กำลังถูกเพื่อนบ้านใหญ่กดขี่" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารสนับสนุน ที่โลกชอบ ซึ่งพวกเขาเล่นบทบาทนี้อย่างชำนาญ โดย
- เน้นย้ำประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาเคยสูญเสียดินแดนให้ไทย (ตามที่พวกเขาอ้าง)
- เล่าเรื่องความเจ็บปวดจากยุคเขมรแดงและการฟื้นฟูประเทศ เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าไทย "ไม่เห็นใจ"
- ใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นเหยื่อ เช่น "bullying" "disrespect" "insult" ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารสากลให้ความสำคัญ

ไทยแพ้เกมการสื่อสารอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ "ตื่นช้า" ทุกครั้งที่มีประเด็น ไทยมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้กระทั่งหลายวันกว่าจะออกมาชี้แจง ในขณะที่กัมพูชาออกมา "ฟ้อง" ภายในชั่วโมงแรก

สาเหตุมาจาก:
- ระบบราชการที่ซับซ้อน - ต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากระดับสูงก่อนแถลงข่าว
- ความระมัดระวังมากเกินไป - กลัวพูดผิดหรือเสียมารยาท จึงใช้เวลานานในการเตรียมคำแถลง ซึ่งเมื่อออกมาก็ "สายเกินแก้"
- ขาดทีมรับมือวิกฤตที่พร้อม - ไม่มีทีม "war room" ที่ monitor สถานการณ์ตลอดเวลาและสามารถตอบโต้ทันที

อีกทั้ง เมื่อไทยออกมาชี้แจง มักใช้ภาษาที่ "นุ่มนวลและเป็นทางการ" มากจนดูอ่อนแอ เช่น "เสียใจที่มีความเข้าใจผิด" "ขอชี้แจงว่า..." "ไม่ได้มีเจตนา..."

ในขณะที่กัมพูชาใช้ภาษาที่ "หนักแน่นและชัดเจน" เช่น "unacceptable" "violation" "demand apology" ซึ่งฟังแล้วมีน้ำหนักและแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

ผลคือ ในสายตานานาชาติ กัมพูชาดูเหมือน "มีหลักการและยืนหยัด" ขณะที่ไทยดูเหมือน "ไม่แน่ใจและอ่อนข้อ"

และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา ไทยเล่นแต่ฝ่ายรับ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ
- ไม่มีการทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษอธิบายจุดยืนของไทยให้นานาชาติเข้าใจ
- ไม่มีการใช้ influencers หรือ opinion leaders ระดับภูมิภาคมาช่วยสื่อสาร
- ไม่มีการสร้าง counter-narrative ที่แข็งแกร่ง เช่น การชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเองก็มีประเด็นที่ละเมิดไทยเช่นกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้างระบบตอบโต้เร็ว "ศูนย์สั่งการในช่วงวิกฤต" ที่พร้อมตอบสนองทันที ภายใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่ 1-2 วัน ต้องมี:
- ทีมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- อำนาจในการอนุมัติคำแถลงอย่างรวดเร็ว
- โฆษกที่สามารถพูดได้หลายภาษา พร้อมออกสื่อทันที

ใช้ภาษาที่เข้มแข็งและชัดเจน เลิกภาษา "ขอโทษ-อธิบาย" เปลี่ยนเป็น "ยืนยัน-เรียกร้อง" เมื่อไทยถูกต้อง ต้องพูดให้ชัดว่า "ไทยไม่ได้ทำผิด" ไม่ใช่ "ไทยเสียใจที่มีความเข้าใจผิด"

ที่สำคัญ รัฐบาล นักการเมือง สื่อ และประชาชน ต้อง "พูดเสียงเดียวกัน" ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและสถานที่

แน่นอนว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรือประวัติศาสตร์ แต่เป็น "สงครามการสื่อสาร" ที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระแสข่าวและความคิดเห็นของสาธารณะได้

และต้องยอมรับว่า กัมพูชาเข้าใจเกมนี้ดีกว่าไทย พวกเขาใช้ "ความไว" เป็นอาวุธ สร้างสถานการณ์เอง แล้ววิ่งไปฟ้องชาวโลกก่อน ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับและอธิบาย

ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่แพ้เพราะ "ตื่นช้า พูดนุ่ม และไม่มีกลยุทธ์" ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในโลกของการทูตสมัยใหม่ ผู้ที่ "พูดก่อน พูดเร็ว และพูดดัง" มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไทยต้องหยุดเล่นแต่ฝ่ายรับ เริ่มเล่นเชิงรุก สร้างกระแส กำหนดวาระ และครอบงำการสนทนา มิฉะนั้น ไทยจะแพ้เกมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความถูกต้องจะอยู่ฝ่ายเราก็ตาม

‘ทนายไพศาล’ สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ แย้มขอลงชิง สส. จังหวัดระยอง หลังโดนใจแคมเปญใหม่ของพรรค "ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้"

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายจูรี ทักทายทนายไพศาล ด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง พอดีผมฟังแคมเปญ ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมก็เลยมาท่านรอง ต้อนรับผมไหม ผมหัวใจสีฟ้า ผมดูท่านมาตลอดแล้วก็นั่งคิดทุกคืนที่บ้าน มาสมัครสมาชิกปชป.ด้วยตัวเอง ด้วยแคมเปญนี้เลย” ด้าน นายจูรี กล่าวว่า “ต้อนรับอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อยากให้มาช่วย มาเป็นกำลังหลักของพรรค เป็นความหวังของคนทุกรุ่นทุกวัยของยุคนี้ ที่เขาเบื่อการเมือง”

มีรายงานว่า นายไพศาล ได้ยื่นขอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระยอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

'ชัช เตาปูน' ย้ำจุดยืน "ทำเพื่อชาติ-ไม่หวังยิ่งใหญ่" พร้อมจับมือ 'พีระพันธุ์' ขับเคลื่อน รทสช. ลั่นขอสู้ต่อเพื่ออนาคตลูกหลาน ต้านคนขายชาติเอาประโยชน์ส่วนตน

‘ชัช เตาปูน’ ครบรอบ 82 ปี ย้ำจุดยืน "รักชาติ-ตรงไปตรงมา - ไม่หวังยิ่งใหญ่" ยก "พีระพันธุ์" ดีเอ็นเอคล้ายกัน พร้อมจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 บรรยากาศที่บ้านพักย่านบางซื่อเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของนายชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบุคคลหลากหลายวงการและมวลชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมอวยพรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรีฐวิภาค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค

นอกจากนี้ยังมี นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจารึก ศรีอ่อน อดีต สส.จันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ต.อ.ศรายุทธ มั่งเรือน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต สส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธนวัฒน์ งามผิว ผู้บริหารบริษัท PROMMES SHIPPIRO SERVICE และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 10.45 น. มีการประกอบพิธีทางสงฆ์ โดยพระสงฆ์จากวัดพุทธพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 5 รูป นำสวดมนต์ประกอบด้วย บทสวดนโมการอัฏฐกคาถา (นะโม 8 บท) และบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ ได้มีการสวดด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งทั้งสองบทครอบคลุมเรื่องความสิริมงคลและปกป้องคุ้มครอง

นายชัชวาลล์ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคงไม่ลืมกัน โดยระบุว่าทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่มาจากทางใต้ ทางเหนือ และทางอีสาน ทำให้ตนรู้สึกดีใจที่มีความผูกพันและได้รับความรู้สึกที่ดีจากทุกคนเสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ความผูกพันนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดี และพร้อมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

นายชัชวาลล์ได้กล่าวถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเปิดเผยว่า ทราบว่านายพีระพันธุ์รู้สึกประทับใจในตน เนื่องจากเป็นคนที่มีความมั่นคงและตรงไปตรงมา นายชัชวาลล์ยืนยันว่าในฐานะผู้ชาย เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ทำให้ผู้คนที่คบหาไม่ต้องระแวงและสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งชี้ว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่มีความรู้สึกรักชาติ รักประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ตนและนายพีระพันธุ์มีความรู้สึกและดีเอ็นเอที่คล้ายกัน นายชัชวาลล์ยืนยันว่าตนต้องทำงานร่วมกับนายพีระพันธุ์เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป เพราะเห็นว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนตนเองก็ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 กว่าปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเช่นนี้จึงต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานการเมืองในวัยนี้ นายชัชวาลล์ย้ำถึงจุดยืนที่หนักแน่นว่า ตนทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาหลายปีแล้วและไม่เคยคิดจะหยุดทำ การที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะความห่วงใยประเทศชาติ ตนมองว่าปัจจุบันผู้คนมีความเห็นแก่ตัวกันมาก ไม่รักประเทศชาติ และมุ่งหวังแต่จะเข้ามากอบโกย ในขณะที่คนไทยเองก็ยังทะเลาะกัน ตนต้องการเข้ามาเพื่อทำให้เกิดความถูกต้อง และจะร่วมมือกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อความยิ่งใหญ่ เพราะการอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับตนอยู่แล้วและยังมีพรรคพวกมากมาย แต่ตนไม่อาจปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายหรือให้คนรุ่นหลังอยู่กันอย่างลำบากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวเอาประโยชน์ส่วนตน ไม่ละอายที่จะขายชาติ ขายแผ่นดิน เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ

นายชัชวาลล์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง โดยจะต้องสอนให้เด็กรุ่นหลังรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีไทย เนื่องจากปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมีมาก และแม้แต่เรื่องศาสนาพุทธก็ยังเสื่อมลง โดยยกตัวอย่างความประพฤติของเด็กไทยบางส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งกระดิกเท้า ไม่ฟังครูบาอาจารย์ หรือเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจำเป็นต้องนำความเป็นไทยกลับมา และสอนควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขามีความกตัญญูและรู้คุณธรรม นายชัชวาลล์กล่าวว่าประเทศชาติที่ไม่มีคุณธรรมจะอยู่ไม่ได้ จะมีแต่การเอาเปรียบกัน ดังนั้นการทำงานเพื่อชาติจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการอวยพรเนื่องในวันเกิด แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมาถึงบ้านพักย่านบางซื่อในวันนี้ นายชัชวาลล์กล่าวว่าสามารถอวยพรผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ทั้งหมด และแสดงความปลื้มปริ่มและภูมิใจที่คนไทยที่มีความรู้สึกรักชาติเหมือนกันเข้ามาร่วมอวยพรให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีโอกาส ตนก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

‘ทูตรัศม์’ กังขา ทำไม ‘อนุทิน’ ชอบพูดเข้าทางกัมพูชา หลังท้าทายมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากมหาอำนาจ ผลักกัมพูชาให้ใกล้ชิดสหรัฐฯ

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กล่าวถึงคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อันตราย หลังก่อนหน้านี้ ออกมาระบุไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า

ในวันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ยังออกมาพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากคำพูดนี้คือ “กัมพูชา” เพราะคำพูดนี้ นอกจากจะเป็นการโดดเดี่ยวประเทศไทย ออกจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจของโลกแล้ว ในทางกลับกัน ยังเท่ากับเป็นผลักดันให้กัมพูชาใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วยโดยปริยายด้วย

นายรัศม์ ยังระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องปากท้องประชาชน ก็อาจถูกกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี จากคำพูดท้าทายโดยไม่จำเป็นจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนัก และพร้อมรับผิดชอบหรือไม่

“แน่นอนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตคนไทย และต้องเพิ่มมาตรการทางทหารที่เข้มแข็งเพื่อการนี้ และการตอบโต้กัมพูชาก็ดำเนินการไป แต่การไปท้าทายพันธมิตรอย่างสหรัฐฯนั้น พูดไปเพื่ออะไร ไทยจะได้มากกว่าเสียหรือ?” นายรัศม์ กล่าว

นายรัศม์ ยังเห็นว่า ทั้งคำพูดก่อนหน้า และล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำพูดดังกล่าวคือ “กัมพูชา” จึงเป็นที่น่ากังขาว่า นายกรัฐมนตรีไทย มีเจตนาใดแน่

'ปราชญ์ สามสี' ชี้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดกลางแผ่นดินไทย! ตั้งคำถาม “สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด” — ชี้จุดเกิดเหตุห้วยตามาเรียลึกในเขตไทย เท่ากับกัมพูชารุกราน

(12 พ.ย. 68) เพจ ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย  เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด....ห้วยตามาเรียอยู่แผ่นดินไทย ลึกเข้ามาจากเส้นเขตแดนมาก แบบนี้เท่ากับกัมพูชา รุกราน ประเทศไทยแล้ว

วิบากกรรม 'ชนนพัฒฐ์' สะเทือนภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่ หลังถูกปปง.ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้าน ปมถูกกล่าวหาพัวพันพนันออนไลน์ วัดใจ 'ธรรมนัส' ให้ไปต่อหรือพอแค่นี้

คดีพนันออนไลน์ เกมชี้ชะตาอนาคต ‘ชนนพัฒฐ์-กล้าธรรม’ วัดใจ ‘ธรรมนัส’

น่าสนใจยิ่งต่อวิบากกรรมของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. กฤต” หลังถูก สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้านบาท ตามคดีพนันออนไลน์

ภูมิหลังและฐานะทางการเมือง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 จากพรรคพรรคกล้าธรรม เขาแจ้งเกิดทางการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ จากการเขียนไปเบียด ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ที่เป็น สส.เขตนี้อยู่ด้วยวิธีการใด ไม่อาจทราบได้ ซึ่งถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ในภาคใต้ที่ถูกจับตาอย่างมาก

ถูกจับตามอง เพราะชื่อเสียงของเราโด่งดังในทางลบกับข้อครหาพัวพันพนันออนไลน์ไม่แก๊งเด็กรุ่นใหม่ในแวดวงการเมืองด้วย ซึ่งเป็นรุ่นทายาทของนักการเมืองหลายคน

นอกจากนี้ยังมีบทบาททางธุรกิจหลายด้าน ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงงานผลิตเสื้อกีฬา อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงธุรกิจเรือท่องเที่ยว เขาเป็นคนนครศรีฯ บ้านเกิดอยู่ ต.ท่าเสม็ด อ.ชะอวดเขาจึงเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ดด้วย 

ด้วยบทบาททั้งการเมืองและธุรกิจ ทำให้เขามีภาพลักษณ์ทั้ง “นักการเมืองไฟแรง” และถูกตั้งข้อสงสัยในแง่ความโปร่งใส ซึ่งกลายมาเป็นจุดที่ถูกกระบวนการกฎหมายและสื่อจับตามองเป็นพิเศษมาตลอด เขาเคยถูกรวบคาสนามบินดอนเมืองมาแล้ว คดียังไม่จบยังอยู่ในมือของตำรวจ ซึ่งผกก.สภ.หาดใหญ่เตรียมสั่งคดีไม่เกิน 15 พฤศจิกายนนี้ 

คดีของ สส.กฤต ในชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจชุดจับกุมสองนายกลับคำให้การ และสำนวนอ่อน และด้วยกลยุทธ์ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง และมีอัยการสองคนถูกย้าย และถูกตั้งกรรมการสอบด้วย

เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เห็นแย้ง สำนวนจึงถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด กำลังรอว่าอัยการสูงสุดจะสั่งคดีว่าอย่างไร หลังสั่งให้ตำรวจสอบเพิ่มอีก 8 ประเด็น

กล่าวสำหรับข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวน ของ ปปง.เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของปปง. มีมติ ยึด-อายัดทรัพย์สินของชนนพัฒฐ์และพวกรวม 69 รายการ มูลค่าประมาณ 159 ล้านบาท เนื่องจากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เช่น “gini88.com”, “gimi44.com”, “ts911goal.com” และอื่นๆ

รายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกอายัด ได้แก่ เงินสด รถยนต์ ที่ดิน เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเงินฝากธนาคารหลายบัญชี

คดีของเขาถูกตั้งข้อหาในหลายมิติ เช่น ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์, ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการพนัน, โอน-จำหน่าย / ซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

ผลสอบของตำรวจ พบว่า พนักงานสอบสวนบางส่วนของคดีดังกล่าวมีความบกพร่อง เช่น เอกสารและการสอบพยานคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ครบถ้วน

บทบาทของ ปปง. และการยึดอายัดทรัพย์ ปปง.ระบุว่า ตามมติ ครม. เมื่อ 21 ต.ค. 2568 เรื่อง “การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้มีการขยายผลเรื่องพนันออนไลน์และฟอกเงินอย่างจริงจัง การยึดอายัดนั้นเป็นมาตรการ ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน เพื่อให้ได้เวลาตรวจสอบทรัพย์สินว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามมาตรา 3(9) ของ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (ปปง.) หรือไม่

ผู้ถูกยึดหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 30 วัน พร้อมหลักฐานว่า “ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด”

ผลกระทบทางการเมืองและภาพลักษณ์สำหรับชนนพัฒฐ์แล้ว คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ถูกสอบ” แต่เป็น การทดสอบความโปร่งใสของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เคยถือว่าเป็นพื้นที่อิทธิพลทางการเมืองสูง ภาพลักษณ์ที่เขาสร้างไว้ว่าเป็น “นักธุรกิจการเมืองรุ่นใหม่” ถูกท้าทายอย่างหนักเมื่อข่าวยึด-อายัดทรัพย์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง

ฝ่ายคู่แข่งและสื่อใช้กรณีนี้เป็น “สัญญาณ” ของการเมืองภาคใต้ที่มีเครือข่ายธุรกิจ–พนันออนไลน์–เงินทุนที่ซับซ้อน ซึ่งอาจเป็น “รอยแผล” ในระบบการเมือง

ไม่ควรลืมว่า การเข้ามาแจ้งเกิดของชนนพัฒฐ์ เป็นการเข้ามาเบียดแทรกเจ้าถิ่นเดิม เจ้าถิ่นจึงจ้องจะเอาคืน เมื่อจังหวะมาถึงเขาจึงถูกถล่มแบบไม่ยั้งมือ

ชนนพัฒฐ์เองก็เคยเปิดเกมแรงท้าชนนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง แบบไม่มีใครยอมใคร ยิ่งมีข่าวนายกฯชายจะมากล้าธรรม ชนนพัฒฐ์เองก็ออกแรงกีดกันหนัก ข้ามไปถึงเขต 6 ที่ภรรยานายกฯชายเป็น สส.อยู่ด้วย 

กระบวนการสอบสวนที่ได้รับการวิจารณ์ว่า “บกพร่อง” ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เกิดข้อสงสัยว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความ “เสมอภาค” หรือไม่ หรือมีอะไรมาบังตาพนักงานสอบสวน จึงทำให้สำนวนบกพร่อง หรือถึงขั้นจับกุมเองกลับคำให้การเอง

5. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและจุดที่ต้องจับตา

การยึด-อายัดทรัพย์ของปปง. เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ลุย“เครือข่าย”เว็บพนันออนไลน์ยังต้องถูกขยายผลถึงโครงข่ายทั้งหมด  

ในทางการเมือง ผลของคดีนี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรม และโอกาสทางการเมือง ของชนนพัฒฐ์เองที่หวังผลสูงถึงตำแหน่งรัฐมนตรี

‘ประชาธิปัตย์’ ชูแนวคิด Co-Design Policy ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างนโยบายแห่งอนาคต ผ่านเวที Youth Policy Hackathon 2025 เชื่อ!! เมืองที่ดีสร้างได้จากมือคนรุ่นใหม่

ปชป. เปิด 'Youth Policy Hackathon 2025' ท้าคนรุ่นใหม่ 18-35 ปี ร่วมสร้าง "นโยบายแห่งอนาคต" ชู 'Co-Design Policy' เปลี่ยนไอเดียสู่การขับเคลื่อนประเทศจริง

(11 พ.ย.68) – นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี (เนเน่) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชิญชวนผู้มีอายุระหว่าง 18–35 ปี มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ ผ่านเวที “Youth Policy Hackathon 2025” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ 'Co-Design Policy' เพื่อเปลี่ยนพลังทางความคิดให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่ความท้าทายของประเทศมีความซับซ้อน การเมืองจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิม และเปิดรับมุมมองที่หลากหลายจากคนทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ Policy Hackathon 

"เราเชื่อว่านโยบายที่ดีที่สุดต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม (Co-Design) แคมเปญนี้จึงอยากเชิญชวนให้มา 'Hack' ความคิดและเปลี่ยนพลังของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนประเทศได้จริง" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้ "ฟังจริง คิดจริง ทำจริง" เปิดโอกาสให้นำเสนอ “Policy Pitch” ต่อหน้าคณะกรรมการที่มีประสบการณ์บริหารประเทศโดยตรง อาทิ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรับฟังการเปิดมุมมองเศรษฐกิจจาก นายกรณ์ จาติกวณิช ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ทันต่อสถานการณ์ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่า "การเมืองที่ดี...สร้างได้จากมือของเรา"

สำหรับไฮไลต์ของงาน จะมีกิจกรรมสนุกตลอดวัน — ฟังจริง คิดจริง ทำจริง!
09.30 | What is wrong with the world today โดย พี่กรณ์ จาติกวณิช
10.30 | How to create Public Policy โดย กูรู รับเชิญพิเศษ
11.30 | Workshop สุดมัน เลือกทีม 6 กลุ่ม เพื่อลุยสร้างนโยบายที่ใช่ในแบบของคุณ
13.00 | Meet the Mentors!

พบพี่ ๆ รุ่นใหม่สุดเจ๋ง!
• พี่อ้อ การดี เลียวไพโรจน์
• พี่อาร์ท วีระพงษ์ ประภา
• พี่เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี
• พี่เอิร์ท พงศกร ขวัญเมือง
• พี่จ๊อบ อิสรา สุนทรวัฒน์
• พี่จูรี นุ่มแก้ว

15.00 | Policy Pitch
นำเสนอ “นโยบายเด็ด ๆ สด ๆ จากน้อง ๆ” กลุ่มละ 7 นาที ต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้มีประสบการณ์บริหารประเทศ!!

16.00 | ประกาศผลและมอบรางวัล โดย ลุงชวน หลีกภัย และ พี่มาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พิเศษสุดสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน...จะรับใบประกาศนียบัตร พร้อมโอกาส Meet & Greet ใกล้ชิด กับผู้นำในดวงใจ ...ถ่ายรูป เซ็นชื่อ เก็บโมเมนต์ได้ไม่จำกัดช็อต
(เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2568 รับจำนวนจำกัด)
https://docs.google.com/.../1FAIpQLScZHLpac.../viewform...

‘สว.อังคณา’ ประณามการรื้อลวดหนามฝังทุ่นระเบิดใหม่ ชี้ขัดอนุสัญญาออตตาวา

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 68 เกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดอีก 1 นาย ซึ่งเป็นครั้งที่ 7 ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา

ล่าสุด (11 พ.ย. 68) นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  “การลักลอบรื้อลวดหนาม เพื่อเข้ามาฝังทุ่นระเบิดใหม่ถือเป็นการผิดข้อตกลง”

“ปฏิญญาร่วม 26 ตุลา และขัดอนุสัญญาออตตาวา ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียหายและครอบครัวค่ะ”

เหตุทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดชายแดน สั่งการประท้วง คณะ IOT เอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมอนุมัติระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย - ความปลอดภัยของกำลังพล

จากกรณีเมื่อช่วงเช้า 10 พ.ย. 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด 1 นาย บาดเจ็บอีก 1 นาย บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องแล้ว และแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก มีคำสั่งการที่ "เด็ดขาด" ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยกำชับให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กระทรวงกลาโหม (กห.) พิจารณาดำเนินการ "ประท้วง" อย่างเป็นทางการไปยัง คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว

"นายกฯ เน้นย้ำให้การดำเนินการประท้วงครั้งนี้ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของกำลังพลไทย" นายสิริพงศ์ ระบุ

พร้อมกันนี้ยังได้กำชับไปยังกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เร่งดูแลและ รักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 นาย อย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังกำลังพลทุกนายที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่บริเวณชายแดน และสั่งการให้มีการรายงานความคืบหน้าของทั้งการประท้วงและการดูแลกำลังพลอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

ด้านพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 2 คาดว่า จะเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อผลการลงนามในปฏิญญา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตนจึงได้ขออนุมัติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้หยุดการปฏิบัติตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน

ขณะที่ หนังสือประท้วง ก็ได้ทำตามลำดับแล้วไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และจะมีการตรวจสอบอีกต่อไป แต่ถ้ามีพบว่า เป็นท่าทีที่รุกล้ำอธิปไตยก็จะต้องมีการปฏิบัติมากกว่านี้ 

พร้อมระบุว่า ขณะนี้คณะผู้สังเกตการณ์หรือ AOT ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตนขอยืนยันว่า ขอหยุดการปฏิบัติการลงนามตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน ที่นายกรัฐมนตรีไทยไปลงนามกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว 

หนุนแนวคิด ‘พีระพันธุ์’ ย้ำ กฎหมายต้องทันสมัยในยุคดิจิทัล แก้ปัญหาสแกมเมอร์-ทุนเทาได้จริง เร่งสร้างเกราะคุ้มครองประชาชน

นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ “ดีเจเคนโด้” รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมายืนยันและขยายความแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้กล่าวทั้งในรายการ สัปดาห์วิจารณ์ ช่องสยามรัฐ และเวทีบรรยายโครงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายระดับอาเซียน โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ALSA RPCA) ถึง ปัญหา “กฎหมายล้าสมัย” ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะปราบทุนเทา จีนเทา หรือสแกมเมอร์ได้อย่างไร ถ้ากฎหมายยังไม่รองรับ?”

พร้อมชี้ว่า รัฐสภาในปัจจุบัน—ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา—ควรกลับไปทำหน้าที่หลักคือการบัญญัติกฎหมาย มิใช่ทำตัวเป็นเพียง “นักสืบ” ที่ตรวจสอบแต่ไม่สร้างระบบรองรับให้สังคมเดินหน้า

ด้าน ดีเจเคนโด้ ในฐานะผู้ติดตามการทำงานและรองโฆษกพรรค กล่าวเสริมว่า แนวคิดของหัวหน้าพรรคสะท้อนปัญหาที่ประชาชนเจอมาจริง โดยตนเองเคยพบเหตุเดือดร้อนในกรณี “คดีฌาปนกิจสงเคราะห์” และ “แชร์ลูกโซ่” ที่ชาวบ้านถูกหลอกเพราะ กฎหมายอ่อน ใช้มาตั้งแต่ยุคแชร์แม่ชะม้อย ไม่สอดคล้องกับกลวิธีการหลอกลวงในยุคดิจิทัล

“ทุกวันนี้คนโกงลอยนวลเพราะกฎหมายไม่เข้มพอ ไม่มีเครื่องมือทันยุค เราจำเป็นต้องมีนักการเมืองที่เข้าใจกฎหมายจริง ๆ อย่างพี่พีระพันธุ์ ที่รู้ว่าจะแก้อย่างไรถึงจะได้ผล”

ดีเจเคนโด้ยังฝากถึงประชาชนว่า อย่าฝากความหวังไว้กับคนที่ “ทำงานไม่เป็น” แต่ต้องสนับสนุนคนที่เข้าใจระบบกฎหมายและลงมือทำได้จริง

“พีระพันธุ์” เปลี่ยนเวทีการเมือง เป็นห้องปฏิบัติการกฎหมาย

แนวคิดของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามต่อระบบ แต่เป็นการ วางกรอบใหม่ของ “การเมืองเชิงกฎหมาย” ที่มุ่งให้รัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง — คือ “บัญญัติกฎหมายที่ทันโลก” ไม่ใช่เพียงการอภิปรายหรือจับผิดฝ่ายตรงข้าม

ในภาวะที่สังคมไทยเผชิญภัยจาก “ทุนเทา-สแกมเมอร์-อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งข้ามพรมแดนและใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า การมีกฎหมายที่ล้าหลังเท่ากับ “ไม่มีเกราะคุ้มครองประชาชน”

คำถามของพีระพันธุ์ว่า

“มีกฎหมายรองรับหรือยัง?”
เป็นคำถามที่ตีแสกหน้าฝ่ายนิติบัญญัติทุกพรรค

ส่วนบทบาทของดีเจเคนโด้ในฐานะคนทำงานภาคสนาม ทำให้เสียงสนับสนุนนี้ไม่ใช่แค่การเมืองบนโพเดียม แต่เป็นเสียงจาก “ของจริง” ที่ประชาชนเจอมาแล้ว

รวมไทยสร้างชาติ จึงพยายามวางภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่ “ไม่พูดลอย ๆ” แต่เข้าใจกลไกของกฎหมายในเชิงปฏิบัติ นำโดยหัวหน้าพรรคที่มีพื้นฐานนักกฎหมายมืออาชีพ และทีมสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

“นี่คือการเมืองแบบปฏิบัตินิยม” — ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนการโต้เถียง แต่บนการแก้ปัญหาด้วยกฎหมายที่ใช้ได้จริง
 

กลางศึกไทย–กัมพูชา จุดกระแสถามหา “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ปูดมี ‘ผู้ใหญ่’ สั่งให้หยุด สู่บททดสอบ “อธิปไตยกับการเมือง” อีกครั้ง

การที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือที่ประชาชนเรียกขานด้วยความชื่นชมว่า "แม่ทัพกุ้ง" หรือ "แม่ทัพมนต์แคน" ออกมาเปิดเผยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่า ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกับกองทัพกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เขาได้รับคำสั่งจาก "ผู้ใหญ่" ให้หยุดยิง แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุด และขู่ว่าหากถูกบังคับให้หยุด เขาจะเปิดเผยชื่อผู้ที่สั่ง ซึ่งมีโทษถึงประหาร นับเป็นการเปิดเผยที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและทหารไทยอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตามมาคือสังคมต้องการรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น “ไอ้โม่ง” สั่งให้หยุดยิง

ย้อนที่มาของ คำสั่งหยุดยิงใน 6 ชั่วโมงแรก – ใครสั่งและทำไม ซึ่งเกิดขึ้นในงานบรรยาย "สานต่อความดี : รับมอบรางวัลเชิดชูเกียรติอันทรงเกียรติ พลังขับเคลื่อนการบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่" ที่พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยพลโท บุญสิน ได้เปิดเผยว่า :

"วันแรกที่มีการปะทะกับกัมพูชา โดย 6 ชั่วโมงแรกได้มีคำสั่งให้หยุด แต่ผมขอไม่หยุด เพราะได้สตาร์ทแล้ว โดยผมได้ขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุด และได้ต่อรองไปหลายวัน"

"ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา"

พร้อมกับสำทับว่า "ถ้าหยุดผมจะเปิดเผยชื่อคนสั่งหยุด ซึ่งมีโทษถึงประหาร"

แม้ว่าพลโท บุญสิน จะไม่ระบุชื่อผู้ที่สั่งให้หยุดยิงอย่างชัดเจน แต่จากบริบทและสายการบังคับบัญชาของกองทัพไทย สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีผู้ที่อาจมีอำนาจในการสั่งการดังกล่าว ได้แก่:

ผู้บัญชาการทหารบก - เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของแม่ทัพภาคต่าง ๆ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด - มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งหมด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือนที่ควบคุมกองทัพ
นายกรัฐมนตรี - เป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีข้อมูลภายหลังที่แสดงให้เห็นว่าเธอมีการติดต่อสื่อสารกับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา อย่างใกล้ชิด หลังปรากฏ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จ ฮุน เซน ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ก่อนหน้าการปะทะครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม

ในคลิปเสียงดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้กล่าวถึงกองทัพไทยในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ของรัฐบาล และยอมรับกับฮุน เซนว่ารัฐบาลของเธอมีปัญหากับกองทัพ รวมถึงกล่าวว่า "คนของฝ่ายตรงข้ามหมดเลย" ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในกองทัพ โดยเฉพาะพลโท บุญสิน

แต่ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า คำสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกนั้น น่าจะมาจากความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง โดยมีเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ:

หลีกเลี่ยงความสูญเสียชีวิต - ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
รักษาความสัมพันธ์ทางการทูต - พยายามแก้ปัญหาผ่านการเจรจามากกว่าการใช้กำลัง
หลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายรุก - กลัวว่ากัมพูชาจะนำเรื่องขึ้นศาลโลก อ้างว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารโดยเฉพาะพลโท บุญสิน มองว่าการหยุดยิงในขณะนั้นจะเป็นการเสียเปรียบทางยุทธวิธี และอาจทำให้กัมพูชาได้โอกาสในการเสริมกำลังหรือใช้เป็นข้ออ้างในเวทีระหว่างประเทศก็ได้ จึงขอเดินหน้าต่อ

ซึ่งเรื่องนี้ ร้อนถึง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือบิ๊กเล็ก รมว.กลาโหม ต้องออกมายืนยันว่า พลเอกณัฐพล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ไม่ได้เป็นคนสั่งให้หยุดยิง โดยระบุว่า ตอนนี้กำลังมีขบวนการตัดต่อคลิป พยายามบ่งชี้ว่า “ใครสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง” แน่นอนมันเป็นการดิสเครดิตตัว ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกลาโหมเกี่ยวข้อง 

พร้อมได้นำคำพูดของ บิ๊กเล็ก ที่ได้สนทนากัน มายืนยันด้วยว่า “พี่ตอบอาจารย์จริง ๆ นะ พี่สาบาน พี่ไม่เคยโทรไป หรือสั่งการใดๆ กับกุ้ง หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. เลย พี่เป็นทหารทำไมจะไม่รู้”

ส่วนใครจะเป็นคนสั่งนั้น บิ๊กเล็ก ย้ำว่า “ไม่ก้าวล่วง และเข้าไม่ถึง…ด้วย” นั่นทำให้ชื่อคนสั่งหยุดยิงยังเป็นปริศนาต่อไป

แต่ต่อมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ก็ได้ออกโพสต์เฟซบุ๊ก พุ่งเป้าไปที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้ออกมาชี้แจง เรื่องที่มีการขอให้แม่ทัพกุ้งหยุดยิง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กต่อยกัน แล้วมีผู้ใหญ่มาขอให้หยุด ซึ่งการรบกับเขมรนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย เรื่องดินแดน เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จะปล่อยให้ใครเข้ามาแทรกแซงไม่ได้

อย่างน้อยท่านที่ปรึกษา ของพลเอกณัฐพล ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่เกี่ยว ไม่เคยโทรไปหาแม่ทัพกุ้ง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจ และสังคมกำลังเคลือบแคลง ก็ควรจะออกมาชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

ซึ่งการออกมาตอกย้ำของ นพ.วรงค์ ต่อประเด็นที่พลโท บุญสิน ได้เปิดไว้ ทำให้สังคมต้องติดตามและจับตากันต่อไปว่า จะมีใครออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนหรือไม่ และเชื่อว่า คำถามนี้จะย้อนกลับไปสู่ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ซึ่งจะโดนจี้ให้ตอบคำถามให้กระจ่างอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่อยากได้คำตอบ
 

ซัด ‘อ.ไชยันต์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมวิถีกระสุนคดี 6 ศพวัดปทุม ชี้ มีทั้งคลิป–คำพิพากษายืนยันชัด แต่ทำตัวเป็น “โอโม่ฟอกขาวอภิสิทธิ์”

(10 พ.ย. 68) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า แม้แต่คดี 6 ศพ วัดปทุม ในเฟส อ.ไชยันต์ ไชยพร ยังปั่นว่าไม่ได้มาจากวิถีกระสุนของทหารบนรางรถไฟฟ้า โดยอ้างคำพูดจากหมอพรทิพย์ว่าวิถีกระสุนมาจากแนวราบ 

นี่ขนาดมีคลิปวิดีโอโจ่งแจ้งทั้งในเหตุการณ์ทหารบน BTS วัดปทุม และสไนเปอร์บนสะพานลอยแถวสีลมก่อนหน้านี้ที่มีทหาร 2 คนยิงแล้วตะโกนบอกว่า "ล้มแล้ว ๆ"  ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการยิงประชาชนที่มีอยู่จริง

ทำไมคนที่เรียนและสอนปรัชญาระดับนี้ ถึงไม่สามารถยอมรับความจริงพื้น ๆ แบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ศาลได้ไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว พบว่าเป็นกระสุนที่มีขนาดเดียวกัน

ผมแปะลิงก์ไว้ใน Comment ว่าศาลสรุปว่ายังไง การโต้แย้งของไชยันต์อ่อนชนิดเหลือเชื่อ ทำตัวเป็นโอโม่ฟอกขาวให้อภิสิทธิ์ขนาดนั้นเลย



 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top