Thursday, 16 July 2026
POLITICS

‘ชัยธวัช’ ไม่เห็นด้วย ‘ศปปส.’ ใช้ความรุนแรง หลังปะทะ ‘กลุ่มทะลุวัง’ ชี้!! เห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา แนะเจรจาเพื่อลดช่องว่าง ขจัดความขัดแย้ง

(11 ก.พ.67) นายชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับกรณีเหตุปะทะกันระหว่าง ‘กลุ่มทะลุวัง’ และ ‘ศปปส.’ ที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจาก ศปปส. ไม่เห็นที่กลุ่มทะลุวัง จัดทำโพล ‘ขบวนเสด็จฯ’ โดยระบุว่า…

จากกรณีที่หลายฝ่ายมีความเห็นในหลากหลายทิศทาง ต่อการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มกิจกรรมทะลุวัง ที่กำลังเป็นประเด็นขณะนี้ ผมมีความเห็นว่า อันดับแรก เราต้องหันกลับมาทบทวนหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตย นั่นคือธรรมชาติของทุกสังคม ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องความเห็นต่อบ้านเมือง แต่ความเห็นที่แตกต่างกันเหล่านั้น ต้องไม่ถูกจัดการด้วยการใช้กำลัง การล่าแม่มด หรือการผลักไสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้มีความคิดความเชื่อต่างกันให้มากขึ้น แต่ต้องใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย เพื่อลดช่องว่างทางความเข้าใจโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ในกรณีกลุ่มทะลุวัง ผมเข้าใจดีถึงความคับข้องใจที่พวกเขาแสดงออก แต่ขณะเดียวกัน ผมเชื่อว่าพวกเราทราบดี ว่าเนื้อหาสาระกับวิธีการแสดงออก เป็นสองสิ่งที่สำคัญควบคู่กัน การเลือกวิธีแสดงออกแบบใดแบบหนึ่ง ย่อมมีทั้งฝ่ายที่พอใจ/ไม่พอใจ เข้าใจ/ไม่เข้าใจ จึงพึงพิจารณาว่าการแสดงออกทางการเมืองเช่นนั้น สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและเหตุผลภายในใจไปยังประชาชนกลุ่มอื่นในสังคม ให้รับรู้และเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของผู้แสดงออกได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าวิธีการที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายเลือกใช้คืออะไร เส้นที่เรา ‘ต้อง’ ไม่ข้ามไป คือการใช้ความรุนแรงตอบโต้ หรือเจตนาทำลายล้างคนที่คิดไม่เหมือนตนให้หมดไปจากสังคม การกระทำของกลุ่ม ศปปส. ที่สยามพารากอนในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผมเห็นว่าสังคมไทยทุกฝ่ายต้องเรียนรู้จากความรุนแรงทางการเมืองในอดีต การปลุกระดมสร้างความเกลียดชังจนนำมาสู่การใช้ความรุนแรง ไม่อาจคลี่คลายความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืน มีแต่จะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันในสังคม ให้ยากจะหันหน้ามาคุยกันได้ เวลานี้เป็นเวลาที่ต้องใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ การมีกระบวนการที่โอบรับทุกฝ่ายให้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อพูดคุยและพร้อมรับฟังกันและกันอย่างเปิดใจ คือหนทางเดียวที่จะพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งนี้

ผมเชื่อว่าเรายังพอมีความหวัง สัญญาณของการพาสังคมออกจากความขัดแย้งยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างน้อยผมเห็นความพยายามจากหลายฝ่ายในการพูดถึงกระบวนการที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในหนทางเพียงไม่กี่อย่าง ที่จะสร้างพื้นที่ให้เราหันหน้ามาคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ รับฟังกันอย่างมีเหตุผลและอย่างจริงใจ ผมเชื่อว่าการนิรโทษกรรมจะเป็นการ ‘เจาะหนอง’ ระบายความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง ให้ทุกฝ่ายเย็นลงมากพอที่จะมานั่งคุยกัน หาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมายาวนาน

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ที่ลานประชาชนรัฐสภา เครือข่าย #นิรโทษกรรมประชาชน จะมีการจัดพื้นที่พูดคุยเพื่อนำไปสู่การลดความขัดแย้งของสังคม ผมจะเข้าร่วมกิจกรรมด้วย จึงอยากเชิญชวนให้ทุกฝ่ายลองเริ่มต้นมาพูดคุย เปิดใจรับฟังเสียงของกันและกันครับ

‘เพจดัง’ ประณาม!! ‘กลุ่มทะลุวัง’ ใช้ความรุนแรง หลังปะทะ ‘ศปปส.’ ฟาด!! ‘ก้าวไกล’ เคยออกหน้าหนุน พอเกิดเรื่องกลับปัดปัญหาพ้นตัว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 67 แนวร่วมเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ได้โพสต์แถลงการณ์แนวร่วมเพจเฟสบุ๊ก เรื่อง ประณามความรุนแรงและการย่ำยีหัวใจคนไทย โดยกลุ่มทะลุวังและพรรคก้าวไกล หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่าง ‘กลุ่มทะลุวัง’ และ ‘ศปปส.’ ที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เนื่องจาก ศปปส. ไม่เห็นที่กลุ่มทะลุวัง จัดทำโพล ‘ขบวนเสด็จฯ’ ซึ่งสืบเนื่องจากกรณี ‘ตะวัน ทะลุงวัง และเพื่อน’ ทำการบีบแตรใส่และรบกวนขบวนเสด็จฯ โดยระบุว่า…

#ทุกคนคะ
แถลงการณ์แนวรวมเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร

เรื่อง ประณามความรุนแรงและการย่ำยีหัวใจคนไทย โดยกลุ่มทะลุวัง และพรรคก้าวไกล

ในวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ลานน้ำพุ พารากอน กลุ่มทะลุวัง จัดทำโพล ‘ขบวนเสด็จฯ’ โดยอ้างว่า เป็นกิจกรรมตามสิทธิ์และเสรีภาพ แต่กิจกรรมลักษณะนี้ ผิดต่อคำสั่งศาลที่ให้ประกันตัว เป็นการย่ำยีหัวใจคนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน เป็นการตอกย้ำให้คนในสังคมแตกแยกมากยิ่งขึ้น และครั้งนี้ไม่ได้แค่ทำโพล แต่เตรียมชายฉกรรจ์และอาวุธมาด้วย จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดในที่สุด

ในส่วนพรรคก้าวไกล ถูกตัดสินเป็นพรรคการเมืองที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพรรคก้าวไกลมีส่วนร่วมกับกลุ่มทะลุวัง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งเรื่องช่วยการประกันตัว ม.112  กิจกรรมยืนหยุดขัง กดดันศาล รวมถึงนำเรื่องกลุ่มทะลุวังไปอภิปรายในสภา สร้างภาพให้กลุ่มทะลุวัง คือ ‘ฮีโร่’ ของคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ความจริงคือการรวมตัวของกลุ่มลูซเซอร์

แต่เมื่อกลุ่มทะลุวังมีเรื่องเสียหาย พรรคก้าวไกลกับแสดงท่าทีไม่รู้จัก ไม่สนิทสนมกัน เล่นละครออกอากาศ โกหกรายวัน เป็นการกระทำอันน่ารังเกียจ ขาดจริยธรรมของนักการเมือง และหากใครเห็นต่างจะถูกด้อยค่าว่าเป็นไอโอ ถูกจ้างมา เห็นประชาชนไม่เท่ากัน ดูถูกประชาชน 

ดังนั้น หากพรรคก้าวไกลและกลุ่มทะลุวัง ยังร่วมกันจัดกิจกรรมที่ย่ำยีหัวใจประชาชนคนไทยอีก ทางแนวร่วมเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร จะใช้สิทธิและเสรีภาพทางรัฐธรรมนูญ ปกป้องสถาบันจนถึงที่สุด พวกเราไม่จำเป็นต้องทนต่อพฤติกรรมเหล่านี้ แต่เราควรจัดการปัญหาให้เด็ดขาด ไม่ให้สังคมต้องแตกแยกอีกต่อไป

แนวร่วมเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร

‘ก้าวไกล’ แจง!! พิธา’ ไม่ได้เป็นนายประกันของ ‘ตะวัน ทะลุวัง’ แล้ว หลังเจ้าตัวยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเอง เมื่อต้นปี 66 ที่ผ่านมา

(10 ก.พ. 67) พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความใน X ถึงกรณีที่มีการสอบถามถึงสถานะของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะนายประกันของ ‘ทานตะวัน ตัวตุลานนท์’ หรือ ‘ตะวัน ทะลุวัง’ ว่า ขอชี้แจงว่าแม้ปัจจุบัน ในแง่กฎหมาย พิธาไม่ได้เป็นนายประกันของคุณทานตะวัน เนื่องจากคุณทานตะวันยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเองเมื่อต้นปี 2566 แต่พรรคก้าวไกลและพิธา ในฐานะนักการเมืองและในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่มีความห่วงใยบ้านเมืองและอนาคตของคนรุ่นใหม่ รู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พรรคก้าวไกลทราบว่า การแสดงออกของคุณทานตะวัน อาจสร้างความไม่สบายใจต่อประชาชนจำนวนไม่น้อย รวมถึงทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของการแสดงออก และเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิธีการต่างๆ ในการเพิ่มแนวร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องมองเรื่องนี้โดยไม่แยกขาดจากภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน นั่นคือความขัดแย้งทางการเมือง และความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ถึงต้นตอของปัญหาและการสร้างพื้นที่สำหรับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกอย่างมีวุฒิภาวะและคลี่คลายความขัดแย้งในปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศไทยให้เท่าทันโลก

‘วิโรจน์’ ซัด!! ‘ก๊วนทะลุวัง’ ปมบีบแตรใส่-รบกวน ‘ขบวนเสด็จฯ’ เตือน!! ป่วนมาตรการอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นเรื่องไม่ควรกระทำ

(10 ก.พ. 67) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า…

“กรณี การบีบแตรใส่ และกระทำในลักษณะรบกวน #ขบวนเสด็จ ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความปรารถนาดี ดังนี้

1.) ยังไม่ต้องคำนึงถึงว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จ หรือไม่ก็ได้ แต่โดยปกติแล้วทุกประเทศ ย่อมต้องมีมาตรการในการอารักขาบุคคลสำคัญระหว่างการเดินทาง

บุคคลสำคัญ อาจจะเป็นผู้แทนจากต่างประเทศ หรือพระราชอาคันตุกะ ก็ได้ ซึ่งรัฐฯ จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างเดินทางมิได้

2.) ดังนั้น การที่มีใครเข้าไปรบกวน กระบวนการในการอารักขาบุคคลสำคัญ ที่ดำเนินการตามมาตรการของรัฐฯ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ผมเข้าใจดีว่า ความคิดเห็นของผมบางท่านก็อาจจะไม่เห็นด้วย ซึ่งก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ผมได้

แต่ในฐานที่ผมมีความปรารถนาดีหากจำเป็นต้องสะท้อนถึงสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องกล้าที่จะสะท้อนแบบตรงๆ แม้ว่าจะทราบดีว่าอาจจะเป็นความเห็นที่ไม่อยากฟัง ก็ตาม

ผมเชื่อว่า หลายท่านจะเข้าใจความปรารถนาดีของผมจริงๆ ความปรารถนาดี ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่อง

ในบางเรื่องที่เห็นต่าง ก็ควรจะต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมา ถึงจะเป็นความปรารถนาดีที่แท้จริง”

'วราวุธ' ปลื้ม!! มดชนิดใหม่ของโลกชื่อ 'มดท็อป' เปรียบเหมือนชาติไทยพัฒนา ขยัน-ทำงานเป็นทีม

(9 ก.พ. 67) ที่กระทรวงพม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้ามอบป้ายข้อมูลอนุกรมวิธาน ‘มดท็อป’ โดยนายวราวุธ เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2567 วารสาร Far Eastern Entomologist ค.ศ. 2024 ตีพิมพ์การค้นพบมดชนิดใหม่ของโลก ซึ่งต้องขอบคุณทางกรมอุทยานและผู้เชี่ยวชาญทุกคน เพราะมดชนิดใหม่ที่เจอนี้เขาเรียกกันว่า ‘มดท็อป’ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘Plagiolepis silpaarchai sp. n.’ ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และทีมงานทุกๆ คนที่ให้เกียรติกับครอบครัวศิลปอาชา ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล และทุ่มเทการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภายใต้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมอุทยานฯ เพราะมดชนิดใหม่นี้ได้มีการค้นพบในช่วงตอนปลายที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่พอดี

“และที่สำคัญผมดีใจมากที่มีมด ชื่อมดท็อป เพราะมดเป็นตัวแทนของความเป็นทีมเวิร์ก พวกเราคงไม่มีใครเคยเห็นมดอยู่ตัวเดียว เวลามดทำงาน จะทำงานกันเป็นทีม และมดเป็นงานก็จะขยันทำงาน มีการสร้างโครงข่าย สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากภายในป่า ดังนั้น การได้มีชื่อมดท็อปนั้น จะสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของผมเอง และทีมงานเราทำงานคนเดียวไม่ได้ เราทำงานกันเป็นทีม เป็นท็อปทีม แล้วสะท้อนถึงการทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เราเป็นมดงาน เพราะหัวหน้าพรรคในตอนนี้เป็นมดท็อปแล้ว” นายวราวุธ กล่าว

จับตา!! ก้าวใหม่ ‘นายกฯ เศรษฐา’ ปรับแก้เงินดิจิทัลฯ ข้ามกับดัก ป.ป.ช.

ด้วยการทำหน้าที่ประธานวิป ครม. กับรัฐสภาอย่างแข็งขันของ ‘รัฐมนตรีเดือน’ มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ด้วยการปรับวิธีคิดวิธีมองของเจ้าตัว และด้วยแรงเชียร์ของ สส.พรรคเพื่อไทย ทำให้เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่าน นายกรัฐมนตรีสูงยาวถุงเท้าแดง…นายกฯ คนที่ 30 นาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ย่างสามขุมไปตอบกระทู้ถามสดกลางสภาฯ

คนถามเป็นอดีตนายกฯ คนที่ 20 นาม ‘ชวน หลีกภัย’ อีกคนคือ อดีตรมว.คมนาคม จากค่ายภูมิใจไทย นาม ‘โสภณ ซารัมย์’

ประธานสภาฯ  วันมูหะหมัดนอร์ มะทา เอ่ยปากขอบคุณและชื่นชมนายกฯ และ ครม. อยู่พักใหญ่

‘เล็ก เลียบด่วน’ นั่งฟังอยู่กลางสี่แยกไฟแดงพอดี ต้องบอกตรง ๆ ว่าขอกดไลก์ให้นายกฯ สักครั้ง ทั้งการตัดสินใจไปตอบกระทู้และเนื้อหาตอบกระทู้ที่ฟังดูมีความเร่าร้อนที่จะแก้ปัญหา...ก็โอเค…

สายข่าวพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า...บัดนี้นายกฯ เศรษฐาพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าเข้าสู่โหมดผู้นำที่จะลืมตาดวงโตทั้งสองข้างเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต…เริ่มตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นวันที่ 15 ก.พ. หรือถ้าติดขัดก็เป็นสัปดาห์ต่อไป...เพื่อหาบทสรุป และจะได้รู้กันว่ากรรมการแต่ละคนคิดอ่านกันอย่างไร...ก่อนที่จะได้สรุปและนำเสนอ ครม. ต่อไป หากว่าไม่มีบทสรุปเป็นอย่างอื่น…

ว่ากันตามเนื้อผ้าก็ระทึกใจดี เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คำเตือนจากป.ป.ช. ภายใต้บทสรุป ‘4 ความเสี่ยง 8 ข้อเสนอแนะ’ นั้น อ่านแล้วอาจจะไม่เห็นด้วยแต่มันก็ชวนหลอกหลอนอยู่ไม่น้อย ‘เล็ก เลียบด่วน ขอคัดลอกข้อเสนอแนะข้อที่ 8 ข้อสุดท้าย มาเป็นตัวอย่างไว้ ณ ที่นี้

“7.8 หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลควรช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่มีฐานะยากจน ที่เปราะบาง ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น โดยแจกจากแหล่งเงินงบประมาณปกติ มิใช่เงินกู้ตามพระราชบัญญัติเงินกู้ และจ่ายในรูปเงินบาทปกติในอัตราที่เหมาะสม เพื่อพยุงการดำรงชีวิตของกลุ่มประชาชนที่ยากจน โดยการกระจายจ่ายเงินเป็นงวด ๆ หลายงวด ผ่านระบบแอปเป๋าตังที่มีประสิทธิภาพ และมีฐานข้อมูลครบสามารถทำได้รวดเร็ว การดำเนินการกรณีนี้หากใช้แหล่งเงินงบประมาณปกติ มิใช่จากการกู้เงินตามพระราชบัญญัติเงินกู้จะลดความเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ขัดพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และขัดพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ประการสำคัญ ไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ในระยะยาว”

ก็ต้องตามไปดูว่าจะมีการปรับแก้อะไรกันบ้างก่อนจะเดินหน้าก้าวข้ามไปให้ได้....เพราะนาทีนี้ถ้าถอยหลังต้องบอกว่าเสียรังวัด เสียฟอร์มพรรค ที่ว่า ‘คิดใหญ่ทำเป็น’

แต่ก็นั่นแหละผู้สันทัดกรณีชี้ว่า…งานนี้พรรคเพื่อไทยลุยพรรคเดียวก็ไปไม่ได้ ต้องถามพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นด้วย วันไหนนำเข้า ครม. วันนั้นจะได้รู้กัน...แต่ถ้าถามภายใต้เงื่อนไขวันนี้ วันที่ยังไม่มีการปรับแก้อะไรกัน ‘เล็ก เลียบด่วน’ ฟันธงให้ได้เลยก็ได้ว่า...

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าค่ายรวมไทยสร้างชาติ...ไม่เอาด้วยแน่นอน… 

ดังนั้นจะแก้อะไรก็รีบแก้ พูดเป็นอย่างเดียวไม่พอ คิดดีอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำเป็นด้วย..

วันนี้มาเอาใจช่วยนายกฯ ให้โชคดี เฮงๆ หลังตรุษจีนครับ

‘ดร.หิมาลัย’ ยัน!! รทสช. ไม่เกี่ยวข้องพฤติกรรม ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ชี้!! ‘ถูก-ผิด’ ต้องว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

(9 ก.พ. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ TOP NEW Talk กรณีนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เข้าไปพัวพันกับขบวนการตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของคุณเจ๋ง ดอกจิก ซึ่งทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่มีเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่าตนเป็นคนชักชวนเจ๋ง ดอกจิก เข้าพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้หากคนที่ติดตามการเมืองมาตลอด จะทราบว่า เจ๋ง ดอกจิก อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง และเมื่อช่วงใกล้จะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทางเจ๋ง ดอกจิก ได้เข้ามาที่พรรคฯ เพื่อขอร่วมงานทางการเมืองด้วยกันกับทางพรรค โดยได้ยกประเด็นเรื่องการสลายสีเสื้อเพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งตรงกับแนวทางนโยบายของพรรคพอดี

ดร.หิมาลัย ย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีคนของพรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค เนื่องจากเป็นการกระทำส่วนตัว และที่สำคัญคือพรรครวมไทยสร้างชาติ และ ท่านพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคฯ ได้เน้นย้ำเสมอถึงความซื่อสัตย์สุจริต แม้แต่โครงการต่าง ๆ ที่สส.ของพรรคต้องการผลักดัน ถ้าโครงการนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท่านก็จะให้ดำเนินการตามระเบียบของราชการ หากกฎเกณฑ์เป็นอย่างไรก็ให้ทำตามนั้น

ส่วนเรื่องที่มีการกล่าวหาว่า ท่านพีระพันธุ์ ปลด เจ๋ง ดอกจิก จากคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือให้ได้รับโทษน้อยลงนั้น ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะท่านพีระพันธุ์ เป็นคนทำงานเที่ยงตรงและโปร่งใส แต่ทางคุณเจ๋งเอง ที่ได้มาขอลาออกก่อนหน้านี้ เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งได้แนะนำให้แต่งตั้งพิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ หรือคุณการ์ตูน แทนตนเอง โดยให้เหตุผลว่าเคยเป็นผู้สมัครสส.ของพรรคมาก่อน อย่างไรก็ดี หนังสือแต่งตั้งที่ท่านพีระพันธุ์ ลงนามไปนั้น เป็นเพียงร่างคำสั่งแต่งตั้งเท่านั้น และคำสั่งนั้นก็ยังอยู่บนโต๊ะเจ้าหน้าที่ ยังไม่ได้ประกาศออกไป เพราะท่านลงนามในช่วงเที่ยง ๆ จากนั้นเวลาประมาณบ่ายสองโมง ก็มีข่าวเรื่องตบทรัพย์ออกมา จึงมีการระงับร่างคำสั่งนั้นไว้ก่อน

“การที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าท่านพีระพันธุ์ ปลดคุณเจ๋ง ดอกจิก ออกจากคณะทำงาน เพื่อช่วยให้รับโทษน้อยลง เรื่องนี้ผมยืนยันได้ว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะจากการทำงานกับท่านพีระพันธุ์ มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่าท่านเป็นคนทำงานตรงไปตรงมา เปรียบดังไม้บรรทัดก็ว่าได้ ทุกอย่างยึดตามหลักเกณฑ์ตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ เพราะฉะนั้นหากคุณเจ๋ง ทำผิดจริง ท่านไม่มีทางช่วยคนผิดอย่างแน่นอน และในวันที่เกิดเรื่อง ทางคุณเจ๋งจะเข้ามาลา แต่ท่านก็ไม่ให้เข้าห้องทำงาน แต่ท่านออกมาพบข้างนอก พร้อมกับบอกให้ไปต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมาย และอธิบายให้สังคมฟัง จากนั้นก็ได้ให้เชิญทั้ง 2 ท่านนี้ออกจากที่ทำงานของท่านทันที” 

ฤกษ์ดี!! 'สุวัจน์' เปิดบ้านเนื่องในวันเกิดครบ 69 ปี 'นักการเมือง-ภาคธุรกิจ-วงการกีฬา' เข้าอวยพรแน่น

(9 ก.พ. 67) ที่บ้านถนนราชวิถี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดบ้านเลขที่ 333 ราชวิถี จัดพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปี 9 ก.พ.67 

โดยในช่วงเช้าสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีสงฆ์ ซึ่งมีครอบครัว และบุคคลในวงการการเมือง และภาคธุรกิจ เข้าร่วมอวยพร พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ และผลไม้โดยเฉพาะส้ม ซึ่งวันนี้เป็นวันตรุษจีนด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองที่เดินทางมาอวยพรนายสุวัจน์มากมาย อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกวุฒิสภา, นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายชาญกฤช เดชวิทักษ์, นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขานายกรัฐมนตรี, พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึงยังมี สส. อดีต สส.กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติพัฒนากล้า เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

‘แนวร่วมเพจดัง‘ ร้องสภาฯ สอบจริยธรรมร้ายแรง ‘พิธา’ กรณีเป็นนายประกัน ‘ตะวัน’ ลามปล่อย ‘ป่วนขบวนเสด็จ’

(9 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ นายนิยม นพรัตน์ หรือเค สามถุยส์ นางกัลยาณี จูปรางค์ หรือป้าอยุธยา กลุ่มสีดาจะไม่ทน นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ในฐานะแนวร่วมเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร‘ เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เพื่อสอบจริยธรรมที่มีความร้ายแรงของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายประกัน และผู้กำกับดูแล น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน แกนนำกลุ่มทะลุวัง ในการกระทำอันเป็นการแสดงพฤติกรรมมิบังควรต่อขบวนเสด็จ 504 การให้สัมภาษณ์ให้ร้ายประเทศไทย และการพูดโกหก

โดยนายแทนคุณ กล่าวว่า เนื่องจากนายพิธาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายประกัน และผู้กำกับดูแลน.ส.ทานตะวัน ผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง จนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงการกระทำที่ต่อเนื่อง มีส่วนสนับสนุนและสัมพันธ์กันและกัน ของนายพิธา พรรคก้าวไกลและผู้ที่เคลื่อนไหว ซึ่งนายพิธา ได้แถลงต่อศาลอาญาในการรับเป็นนายประกันให้นางสาวทานตะวัน ว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ปฏิบัติตนตามเงื่อนไขของศาล และจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายรับรองไว้ 

“บัดนี้ พบว่า น.ส.ทานตะวัน หนึ่งในการกระทำอันเป็นการแสดงพฤติกรรมมิบังควรต่อขบวนเสด็จ 504 โดยการพยายามขับรถยนต์ด้วยความเร็ว เพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จ จนตำรวจต้องสกัดกั้น มิให้แทรกเบียดเข้าไปในขบวน อันอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ รวมทั้งการแสดงกิริยาก้าวร้าว มีพฤติการณ์ไม่สมควร ในการบีบแตรรถเสียงดังยาวนาน การตำหนิมีปากเสียง และต่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้คนไทยทุกหมู่เหล่า” นายแทนคุณ กล่าว

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า รวมทั้ง กรณีที่นายพิธา ได้เคยอภิปรายในสภา ในลักษณะยกย่องนางสาวทานตะวัน ว่า  “มองตาแล้วเห็นพิพิมลูกสาวผมอยู่ในนั้น” ย่อมเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองโดยมิชอบกับเด็ก ไม่เว้นแม้แต่บุตรสาวของนายพิธาเอง ยังทำร้ายลูกสาวได้ลงคอ เพราะรอยพิมพ์ดิจิทัลจะเป็นสิ่งที่สร้างตราบาปให้กับเด็กที่ถูกอ้างอิงตลอดไป

"ดังนั้น การกระทำดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายและจริยธรรม รวมทั้งพฤติการณ์ที่ชอบพูดโกหกซ้ำซาก และการสัมภาษณ์ในลักษณะให้ร้ายประเทศของนายพิธาหลายเรื่อง ที่กระทบต่อศีลธรรม และภาพลักษณ์อันดีของสภาผู้แทนราษฎร เช่น การให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อสื่อต่างประเทศ การกลับมางานศพพ่อไม่ทัน การติดสติกเกอร์ช่องยกเลิก ม.112 การวาดภาพลอกเลียนแบบงานของโมเมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการนำเด็กเยาวชนขึ้นเวทีปราศรัย ในลักษณะมีข้อความเกลียดชังอีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน และประชาชนทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิเชษฐ์ ไม่ได้ลงมารับหนังสือของแนวร่วมเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร‘ จึงต้องไปยื่นหนังสือผ่านระบบสารบรรณสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแทน

'ลอรี่' ชี้!! ป่วนขบวนบุคคลสำคัญในต่างแดน โทษระดับก่อการร้าย หากไปทำคล้ายๆ กันที่ 'สหรัฐฯ' เสี่ยงรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

(9 ก.พ. 67) จากเหตุการณ์ เยาวชนที่เป็นผู้ต้องหา คดี 112 แต่ยังขับรถไปป่วนขบวนเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ บีบแตร และมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามากั้น โดยการเสด็จนี้ใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่วินาที และไม่ได้เป็นการปิดถนนการจราจรทั้งเส้นแต่อย่างใด

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ 'ลอรี่' รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำระรานคนอื่น แต่เปรียบตัวเองเป็นฮีโร่ สร้างบรรทัดฐานสังคมผิดๆ ยัดเยียดความรุนแรงในสังคม โดยใช้เสรีภาพคำกล่าวอ้าง เป็นใบผ่านทาง พร้อมระบุว่า...

เยาวชนท่านนี้ ควรเอาเวลาไปเรียนให้จบ จะได้ตาสว่างอย่าเป็นเบี้ยของใครง่ายๆ โดยเฉพาะเครือข่ายต่างๆ กลุ่มการเมืองที่จ้องดิสเครดิตสถาบันฯ เพราะน้องทำวันนี้ เพื่อเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม หรือด้วยค่าขนม แต่โทษอาญาติดอยู่กับเราไปตลอดชีวิต หมดอนาคต กว่าจะรู้ก็สาย...

บ้านเมืองเราที่น้องๆ โดนกล่อมอยู่ตลอด ว่าไร้สิทธิเสรีภาพ ไม่ทราบว่า เคยรู้หรือไม่ว่ากฎหมายของเราเปิดพื้นที่ให้แสดงออกมากกว่า และโทษต่อประมุขของรัฐ ยังเบากว่า ประเทศเสรีอย่างฝรั่งเศส หรือ สหรัฐอเมริกา

ถ้าน้องทำรูปแบบเดียวกัน คือขับรถโฉบซิ่งเข้าไปป่วนขบวนประธานาธิบดีสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อยากจะนึก อาจจะไม่ได้อยู่รอดปลอดภัย เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสามารถลงมือรุนแรงเพื่อป้องกันภัยได้

โดยข้อหาที่เกิดขึ้นของไทย อาจเข้าข่ายเดียวคือก่อความไม่สงบ กฎหมายอาญา “มาตรา110 กระทําการประทุษร้ายต่อกษัตริย์ วงศาคณาญาติ มีโทษจําคุกตั้งแต่ 16-20 ปี”

ส่วนถ้าน้องไปก่อเรื่องนี้ในสหรัฐอเมริกา น้องจะเสี่ยงโดนจำคุกตลอดชีวิต จาก 4 ข้อหานี้ รวมกัน

1. ขัดขวางการทำงานจนท.รัฐ (Obstruction of official duties) ผิดกฎหมายระหว่างรัฐ จำคุก 5 ปี

2. คุกคาม/ ประทุษร้าย (Assualt) จำคุก 2 ปี

3. จราจล/ ก่อความไม่สงบ (Disorderly Conduct) จำคุก 6 เดือน

4. เข้าข่ายก่อการร้าย (Terrorism) หากเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมือง หรือสร้างภัยต่อความมั่นคงชาติ โทษจำคุกตลอดชีวิต

จึงอยากเตือนสติน้องๆ การเรียกร้อง และแสดงสิทธิเสรีภาพ ต้องตั้งอยู่บนกรอบ การเรียกร้องความสนใจ จนเกินเลยขอบเขตกฎหมายเช่นนี้ สร้างความเกลียดชัง และเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่รุนแรง อย่างที่เห็นคดีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธจนถึงแก่ความตาย ขณะที่สื่อมวลชนทั้งหลายควรนำเสนอข้อมูลด้วยจรรยาบรรณสากล ว่าด้วยเรื่อง 'No Notoriety' ไม่สร้างตัวตนฮีโร่กับผู้ก่อเหตุ และขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่เข้ากำกับดูแลความเรียบร้อยด้วยความใจเย็นทุกคน

'ชวน' ถาม ‘เศรษฐา' ปมย้าย 'อุเทนถวาย' นักศึกษา ‘เก่า-ใหม่’ จะไปเรียนที่ไหน?

นักศึกษาเก่า-ใหม่จะไปเรียนที่ไหน?! ‘ชวน’ ทวงถามปม ‘อุเทนถวาย’ เตรียมคืนพื้นที่ให้ ‘จุฬาฯ’ ตามคำพิพากษาศาลฯ ด้าน ‘นายกฯ’ รับห่วงปัญหา ‘ศึกวิวาท 2 สถาบัน’ กำชับฝ่ายมั่นคงดูแลเป็นพิเศษ รับปากดูแล-ยกระดับ-จัดหาสถานที่ให้เหมาะสม ขณะที่ ‘รมว.อว.’ เปิด ‘4 พื้นที่รองรับ’ ยันยังเปิดรับนศ.ปี 1 แต่ปรับแผนรองรับไปที่วิทยาเขตอื่น เร่งผนึกหน่วยเกี่ยวข้องจัดทำงบฯ

(8 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสด โดยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และน.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรณีข้อขัดแย้งระหว่างสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันว่า แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวความคิดการให้สัมภาษณ์ของน.ส.ศุภมาส เกี่ยวพันถึงนายกฯ ซึ่งตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุน 2 สถาบันนี้ มาตั้งแต่สมัยตนเป็นรมว.ศึกษาธิการ จนตนมาเป็นนายกฯ ก็ได้แก้กฎหมายยกระดับจากที่มีการสอนในระดับปวช. ปวส. มาเป็นการสอนในระดับอุดมศึกษา ตนภูมิใจว่าสถาบันทั้ง 2 นี้เป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นผลผลิตด้านการช่างจนถึงระดับวิศวกรให้ประเทศ ทำหน้าที่ให้กับบ้านเมืองตลอด ดังนั้นเราจะต้องไม่ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนไม่กี่คน ทำลายชื่อเสียงของสถาบันทั้ง 2

“ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.การอุดมศึกษาฯ ที่ได้มีคำสั่งงดรับนักศึกษาใหม่ อาจจะเพื่อต้องการให้จำนวนนักศึกษาลดน้อยลง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 สถาบันได้ง่ายขึ้น แต่ผลที่ตามมาคือ สถาบันการศึกษาจะไม่สามารถรับนักศึกษาใหม่ประมาณ 600 คนเข้ามาเรียนได้ จะเป็นการสูญเสีย นอกจากนี้ผมอยากเรียนไปยังนายกฯ ว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีคำสั่งงดรับนักศึกษา ไม่ว่าสถานการณ์ชาติบ้านเมืองจะมีสงครามหรือเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น อย่างมากที่สุดคือ ส่งไปเรียนในที่ที่ไม่มีปัญหา ดังนั้นประเด็นที่รมว.การอุดมศึกษาฯ ให้สัมภาษณ์ไปนั้นทำให้เกิดความสับสนขึ้นพอสมควร แต่หลังจากสมาคมนักศึกษาฯ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต้องเปิดรับนักศึกษาใหม่ รัฐมนตรีจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งว่าสามารถให้อุเทนถวายรับนักศึกษาใหม่ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องส่งนักศึกษาที่รับไปศึกษาที่อื่น ผมจึงขอถามว่า ตกลงจะรับนักศึกษาใหม่หรือไม่ ต้องไปเรียนที่ไหน และนักศึกษาปี 2 ปี 3 ปี 4 และปี 5 จะต้องไปศึกษาที่ใด นอกจากนี้การย้ายสถานที่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่อุเทนถวายต้องย้ายออก และคืนพื้นที่ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เตรียมสถานที่ใหม่ รวมถึงงบประมาณแล้วหรือไม่” นายชวน กล่าว

ด้านนายเศรษฐา ชี้แจงว่า ในฐานะที่เป็นพ่อคน ตนเห็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสถาบันทั้ง 2 ที่มีการทะเลาะวิวาทตีกัน จนส่งผลกระทบไปถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ประสบเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องสะเทือนใจ รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อไปในการแก้ไขปัญหานี้ที่เรื้อรังมานาน ยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนในแง่ของการที่สถาบันได้ผลิตบัณฑิตที่ตรงกับสายงานที่มีความต้องการกับแรงงานมาหลาย 10 ปี ให้ประโยชน์กับประเทศอย่างเหลือล้น โดยเฉพาะด้านช่าง ด้านวิศวกร ประเทศเรามีความต้องการสูงจากการที่รัฐบาลต้องเจรจาเพื่อชักชวนต่างชาติมาลงทุน หากไม่มี 2 สถาบันนี้บัณฑิตของเราก็จะไม่ตรงกับสายงานที่ตลาดต้องการ

“จากปัญหาความขัดแย้งของ 2 สถาบันที่อยู่ใกล้กัน เราพยายามจะย้ายวิทยาเขตตรงนี้ ทางรมว.การอุดมศึกษาฯ ได้หารือกับรมช.คลังที่กำกับกรมธนารักษ์ เพื่อจัดหาพื้นที่รองรับที่จะมีการย้ายออกต่อไป ส่วนที่นักศึกษา 2 สถาบันตีกัน เราได้มีการตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุเฝ้าระวังระงับเหตุร้ายในสถาบัน ผมเองก็ได้กำชับฝ่ายความมั่นคง ให้ดูแลเป็นพิเศษ เพิ่มกำลังเป็นพิเศษในวันที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการทะเลาะกัน ยอมรับว่า มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการป้องกัน แต่ไม่ได้แก้ที่วัฒนธรรมความเชื่อของนักศึกษาที่สืบทอดกันมาเป็นค่านิยม ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรายืนยันว่า เป็นค่านิยมที่ผิด ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เราต้องตัดปัญหาโดยการย้ายสถานที่ ลดการกระทบกระทั่ง ปรับลดค่านิยมรุ่นพี่แกนนำปลูกฝังรุ่นน้อง ตัดวงจรวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง ก็จะได้กำชับให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ดำเนินการต่อไป” นายกฯ กล่าว

ขณะที่ รมว.การอุดมศึกษาฯ ชี้แจงประเด็นที่มีการงดรับนักศึกษาใหม่ของอุเทนถวายว่า ยืนยันว่าอุเทนถวายยังคงเปิดรับนักศึกษาใหม่เหมือนเดิม แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนให้สอดรับกับแผนการย้ายไปยังสถานที่ใหม่เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฯ ที่จะต้องย้ายออก และคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ และเปิดรับนักศึกษาใหม่ในวิทยาเขตอื่นๆ แทน ซึ่งทางอุเทนถวายได้ทำแผนการย้ายเข้าที่ประชุมที่มีตนเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีข้อเสนอร่วมกันให้อุเทนถวายย้ายสถานที่ไปยัง 1.วิทยาเขตบางพระ จ.ชลบุรี 2.วิทยาเขตจักพงษภูวนารถ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. 3.พื้นที่ที่มีผู้ที่สนใจจะบริจาคให้ บริเวณมีนบุรี และ 4.พื้นที่ราชพัสดุ ในจ.สมุทรปราการ ขณะที่ในเรื่องงบประมาณ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ประสานกับอุเทนถวายจัดทำรายละเอียดในการจัดทำคำของบฯ และประสานสำนักงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่างๆ รวมถึงประสานกับจุฬาฯ ในด้านการจัดการศึกษา รวมถึงการชำระค่าเสียหายจากการขนย้ายสถานที่อีกด้วย

ขณะที่นายกฯ ลุกขึ้นกล่าวอีกครั้งว่า ตนขอบคุณนายชวน ที่ได้ย้ำให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาไทย ยืนยันว่า รัฐบาลต้องการยกระดับการศึกษา และจะพยายามจัดหาสถานที่เรียนอย่างเหมาะสม ที่ผู้ดูแลโดยกรมธนารักษ์ ซึ่งตนในฐานะรมว.คลัง จะรับไปดูให้เป็นพิเศษ ตนขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ และข้อเตือนใจทุกข้อ

'พล.ท.นันทเดช' เผย 6 เหตุผล 'ก้าวไกล' จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม? ชี้!! หากเป็นสมัยลุงตู่อาจเป็นไปได้ เพราะท่านสนแต่พัฒนาประเทศชาติ

(8 ก.พ.67) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก้าวไกล จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม

ความฝันของแกนนำก้าวไกลหลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดแล้ว ก็ออกมาปลอบใจสาวกว่า ‘จะตายสิบเกิดแสน’ นั้น ถ้าสมัยรัฐบาลลุงตู่คงอาจเป็นไปได้ เพราะลุงแกเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครตั้งหน้าตั้้งตาพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจจนมาอยู่ลำดับ 1 ในอาเชียนแล้ว แต่ก็ต้องพลาดเรื่องการจัดการปัญหาทางสังคมไปบ้าง ก้าวไกลจึงใช้โอกาสนั้นเข้ามาแทรกแซงครอบงำเด็กๆ ได้ค่อนข้างมาก โดยมีอบายมุข (เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และ SEX ) มาช่วย จนแพร่กะจายได้อย่างสะดวก แต่ในรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นไปได้ยากหน่อย เพราะ

1️.จุดที่เด็กๆ จะกลายเป็นพวก 3 นิ้ว ส่วนใหญ่แล้วมาจากการมั่วสุมในเรื่องสุรนารี แต่ปัจจุบันก็ถูกคุณอนุทิน (รมว. มท.) บุกทำลายสถานที่กินเหล้า ที่เปิดให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ แอบเข้าบาร์ หรือผับโต้รุ่งเหล่านี้ไปถึง 6 แห่งแล้ว บางแห่งมีคนมั่วสุมเกือบ 2000 คน มีเด็กต่ำกว่า 18 ปีร่วม 800 คน ก็มี และยังเป็นการทำลายอย่างต่อเนื่องแบบที่กระทรวงมหาดไทยชุดเดิม ไม่เคยทำมาก่อนเลย ผับ- บาร์เหล่านี้คือ ตัวสร้าง ‘เด็ก 3 นิ้วขึ้นมา’ เป็นจำนวนมาก จึงเริ่มหายไป

2.แบบเรียนของ ศธ.ที่ออกมาใช้ในสมัยก่อน ถูกควบคุมดูแล โดยนักวิชาการที่เลือกข้าง นอกจากไม่เสริมสร้างกระบวนการคิดแล้ว เรื่องที่เด็กควรรู้ควรเข้าใจก็ขาดหายไป ซึ่งปัจจุบัน ทาง ศธ.ก็ตื่นตัวออกมาเริ่มจะแก้ไขแล้ว

3.ในสถาบันการศึกษา ซึ่งกลุ่มอาจารย์บ้าคลั่งลัทธิ พยายามสอนและออกข้อสอบให้เด็กจำเป็นต้องตอบข้อสอบตามที่อาจารย์ต้องการนั้น เด็กส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้ทันแล้ว ยังมีเจ้าหน้ารัฐ ที่แอบเข้าไปฟังอีก ก็ไม่สะดวกนักในการปลุกระดม อาจจะเสี่ยงคุกได้ เพราะอาจารย์พวกนี้เก่งแต่จะส่งเด็กไปติดคุกแทน ส่วนตัวเองยุๆๆๆเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาตัวให้รอด เพื่อคอยแต่จะสมัครเป็นอธิการบดี หวังรวยกันทั้งนั้น (คงต้องถามต่อว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีกระบวนการคัดกรองอาจารย์ผู้สอนอย่างไรด้วย)

4.ส่วนอาจารย์แก่ๆ กลุ่มหนึ่ง แต่ยังมีกิเลสอยู่ คอยยุยงเด็กๆ อยู่นอกมหาวิทยาลัยนั้น ก็เริ่มแพ้ภัยตัวเองไปตามๆ กัน อย่าให้พูดถึงว่าแพ้อย่างไรเลยครับ

5.คนของพรรคการเมืองหลายแห่งเริ่มตื่นตัวต่อการรุกในพื้นที่ชนบทของก้าวไกล และมูลนิธิก้าวหน้า ซึ่งมูลนิธินี้ก็แปลก ดันไปทำหน้าที่ เหมือนกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นมูลนิธิ (ฝากคุณอนุทินเข้าไปดูด้วยครับ) เพราะ กกต.ก็คุมไม่ได้ ถ้า มท.ลงไปดูแล การเข้าไปปลุกระดมในพื้นที่ของก้าวไกลก็จะยากขึ้น

6.ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้กันบ้างแล้วว่า พรรคอะไรโกหกได้ติดต่อกันเกือบทุกวัน ขนาดมีคนตั้งเพจ ชื่อว่า ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ เด็กตามสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มตื่นตัว ถ้าไม่มีเหล้า ยา และ SEX แล้ว ก้าวไกลก็ไม่ค่อยจะมีอะไรหรอกครับ

ข้อสรุป : ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบก้าวไกลเพิ่มขึ้นหรอกครับ แต่เป็นเพียงพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ยังห่วงเรื่องผลประโยชน์ จนทิ้งพื้นที่ไป ที่หาเสียงอยู่ก็หาเสียงแบบโบราณมาก เช่น งานศพก็เอาหรีดราคาถูกให้ตัวแทนเอาไปวาง จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเวลาวันเกิด หรือพาหัวคะแนนไปเที่ยวทะเล ฯลฯ

ความล้าหลังของวิธีหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลน่ะ

ล้าหลังเอามากๆ จริงๆ ครับ ถ้าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตื่นตัว จริงๆ ก้าวไกลก็ไปได้ไม่กี่ก้าวหรอกครับ อยากมากก็ตายสิบ เกิดสิบ เท่านั้น

‘หมอวรงค์’ โพสต์เฟซแสดงตน #saveขบวนเสด็จ  หลังแก๊ง 3 นิ้วหน้าเดิมๆ ออกป่วน ทำคนเข้าใจผิด

(7 ก.พ.67) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า #saveขบวนเสด็จ การที่มีการป่วนขบวนเสด็จ ของสามนิ้วหน้าเดิม ที่สำคัญพยายามสร้าง content พูดย้ำ ๆ ว่า “ปิดทำไม ปิดทำไม” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการปิดถนน แถมตนเองเป็นคนขับรถ ที่จะแซงขบวนเสด็จ และมีการบีบแตรใส่ขบวน

ผมถึงอยากบอกว่า สันดานคนพวกนี้ใช้วิธีการ พูดสื่อสารให้ร้าย ไม่ตรงกับความจริง ทั้ง ๆ ที่ความจริงนั้นคนละเรื่อง เพราะเขาต้องการขาย content ให้คนเข้าใจผิด เหมือนที่ผมเคยเจอ ในเวทีดีเบตแห่งหนึ่ง

เขาเอาคลิปที่หยกทิ้งตัวลงกับพื้นให้ผมดู แล้วตำรวจหญิงไปอุ้ม คนเหล่านี้ก็จะพูดออกสื่อตลอดว่า เห็นไหม “ตำรวจทำร้ายประชาชน” และพูดซ้ำให้คนเข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ในคลิปจริงไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด เป็นภาพการทิ้งตัวลงไปกับพื้น และมีตำรวจหญิงช่วยอุ้มขึ้นมา

นี่คือชุดในตัวละคร ของขบวนการล้มล้างการปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และ ngo ต่างประเทศ ถ้าหากเขาถูกดำเนินคดี พวกพรรคการเมืองและ ngo ต่างชาติ ก็จะออกมาว่า รังแกเยาวชน

ผมอยากจะบอกว่า จัดการทั้งที ต้องตัดเส้นทางการเงินให้ได้ นั่นคือตัวแม่ที่เป็น ngo ต่างชาติ ที่เอาเงินมาสนับสนุน อ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ ถ้าจัดการไล่ ngo ต่างชาติได้ คนไทยด้วยกันเองจัดการไม่ยาก

'นักวิชาการ' ฟาดสื่อไทยเลือกปฏิบัติ พอ 'พิธา' โกหกสารพัด ไม่ถูกเล่นงาน

(7 ก.พ.67) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

ความอยุติธรรมของสื่อมวลชนไทย การเลือกปฏิบัติกรณีพี่เอ้กับทิมพิธาโป๊ะแตก

พี่เอ้ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อาจจะขี้โม้สักหน่อย พูดว่าตัวเองเป็นลูกศิษย์ของหลานอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ครั้งเดียว แล้วทุกคนจับโป๊ะได้ว่าไม่เป็นความจริง พี่เอ้ โดนสื่อทุกช่องทางเล่นข่าวนี้จนพี่เอ้ไม่ได้ผุดได้เกิดในทางการเมืองเลยจนบัดนี้

ส่วนกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกจับโป๊ะแตกว่าขี้โม้โกหกสารพัด แต่สื่อส่วนใหญ่เลือกปฏิบัติไม่นำเสนอเล่นงานนายพิธา ไม่เหมือนกับกรณีของพี่เอ้ โป๊ะแตกของนายพิธามีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

1. กลับจากเมืองนอกมางานศพพ่อไม่ทัน
2. บ้านของคุณยายเป็นจวนของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่พระตะบอง ในกัมพูชา
3. ติดสติ๊กเกอร์ยกเลิก 112 แต่บอกว่าไม่ต้องการยกเลิก 112 แค่ต้องการแก้ไข
4. ถูกส่งไปเรียนที่นิวซีแลนด์ตอนอายุ 11
5. จบปริญญาตรีสองใบจากธรรมศาสตร์ และ University of Texas at Austin
6. เคยขึ้นสแตนด์เชียร์ รร.กรุงเทพคริสเตียน ในงานฟุตบอลจตุรมิตร
7. ไม่เคยสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์
8. ภาพวาดลอกเลียนแบบงานของโมเนต์
9. เขียนอีเมลหารุ่นพี่ MIT เจ้าของไฟเซอร์ที่ตายไปแล้วเกือบร้อยปี
ฯลฯ อะไรอีกก็ไม่รู้

ทั้งหมดนี้แค่จะบอกว่าสื่อไทยไม่ยุติธรรม เล่นงานพี่เอ้จนแหลกเละทางการเมือง แต่ไม่เล่นงานพิธา ทั้งๆ ที่โป๊ะแตกกว่าพี่เอ้มากมาย

ผู้อาวุโสสูงสุด 'ตระกูลอภัยวงศ์' ชี้ชัด!! 'พิธา-ก้าวไกล' ไม่ใช่ญาติ-คนในตระกูล

(7 ก.พ. 67) จากกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกขุดคุ้ยที่เคยโพสต์รูปตึกจวนของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในจังหวัดพระตะบอง กัมพูชา ว่า เป็นบ้านของคุณยาย เคยอยู่อาศัยเมื่อร้อยปีก่อน ทำคนสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘ตระกูลอภัยวงศ์’ หรือไม่อย่างไร จนกระทั่งนายพิธา ได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกไปจากอินสตาแกรมเรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เกาะติดเรื่องดังกล่าว โดยเผยแพร่ภาพที่ระบุว่าเป็นแชทของ นายคฑา อภัยวงศ์ หรือคุณต๊ะ ปัจจุบันอายุ 88 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความผ่านกลุ่มไลน์ประจำตระกูลที่มีสมาชิก 97 คน โดย ผศ.ดร.อานนท์ โพสต์ข้อความระบุว่า…

ผู้อาวุโสสูงสุดในตระกูลอภัยวงศ์ แหก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ไม่ใช่ญาติ

เข้าใจว่า คุณคฑา อภัยวงศ์ บุตรชายของคุณควง อภัยวงศ์ อายุ 88 ปี น่าจะเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดในตระกูลอภัยวงศ์ในเวลานี้นะครับ

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เป็นบิดาของนายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และนายควง อภัยวงศ์ เป็นบิดาของคุณคฑา อภัยวงศ์

ไลน์ของคุณคฑา อภัยวงศ์ที่ส่งถึงลูกหลานในห้องไลน์ของตระกูลอภัยวงศ์ กรณีของนาย Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อ้างว่าคุณยายเคยอาศัยในจวนของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่เมืองพระตะบอง มีดังนี้ครับ

“…เรื่องคุณพิธา ถ้ามีใครถาม ตอบได้เลยว่า

1. ไม่ใช่บุคคลในตระกูลอภัยวงศ์
2. การแอบอ้างว่าเคยอยู่ในตึกในภาพ เป็นการโอ้อวดสร้างภาพฐานะ ตามปกตินิสัยเขมร เพราะแม้แต่เคยอยู่ในบริเวณจวนเจ้าเมืองก็ยังไม่มี
3. ตึกที่พระตะบอง เป็นที่ทำการของฝรั่งเศส มากว่า 120 ปี คุณยายเกิดแล้วหรือยัง…”

ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะได้ข้อยุติแล้วในระดับหนึ่งนะครับ ถ้าผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลอภัยวงศ์ท่านออกมาสั่งลูกหลานเองเช่นนี้ครับ

โปรดช่วยกันแชร์ต่อไปให้ถึงมวลชนคอนด้อมส้มสามกีบด้วยนะครับ

อีกทั้ง ผศ.ดร.อานนท์ ยังเผยแพร่โพสต์ของ ‘ตรีดาว อภัยวงศ์’ ที่ระบุว่า...

เรื่องคุณพิธา กับคำกล่าวที่ว่า #บ้านเก่าคุณยาย “My grandmother used to live in this house almost 1 century ago” และถ่ายภาพตึกที่เป็นของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ต้นตระกูล ‘อภัยวงศ์’ ทำเอา 2 วันนี้ ตรีดาวและญาติๆ ชุลมุนกันมากว่าจะตอบคำถามที่มีคนมาถามว่า “เป็นญาติกันหรอ อย่างไร สายไหน”

เลยขออธิบายแบบนี้นะคะ

1. คุณยายคุณพิธา ชื่ออะไร นามสกุลเดิมอะไร ถ้าทราบก็พอจะเชื่อมโยงได้ เนื่องจากตอนนี้หากัน (ยัง) ไม่เจอ ไม่มีใครรู้จักคุณพิธา
2. คุณยายเคยอาศัยที่บ้านหลังนี้เมื่อไหร่ ด้วยสถานะอะไร
3. เนื่องจากตึกนี้ถูกรัฐบาลกัมพูชา ในปกครองของฝรั่งเศสยึดไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนไทยต้องยอมเสียมณฑลบูรพา อันได้แก่ พระตะบอง เสียมราช ศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสในสงคราม รศ 112 (พ.ศ. 2436)
4. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) อพยพครอบครัวกลับมาอาศัยที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2450 โดยยังไม่มีโอกาสได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ท่านยอมกลับมาเพราะไม่ต้องการเป็นข้ารับใช้ฝรั่งเศส คนในตระกูลอภัยวงศ์ ได้รับการสั่งสอน อบรม ให้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มาทุกชั่วอายุคน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณและวางพระราชหฤทัยส่งให้บรรพบุรุษของตระกูลไปปกครองเมืองพระตะบองจนถึงสมัยที่ไทยต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไป

5. ช่วงสงครามอินโดจีน (ระหว่างปี 2484-2489) ไทยได้ดินแดนส่วนนี้ คืนมานายควง อภัยวงศ์ บุตรชายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย นำธงชาติไทยกลับไปชักขึ้นเหนือดินแดนแห่งนี้ด้วยตัวเอง จากนั่นรัฐบาลไทยส่งนายเชียด อภัยวงศ์ หลานของเจ้าพระยาฯ ไปเป็นผู้แทน ซึ่งระหว่างนั้น นายเชียด และครอบครัว ได้กลับไปใช้บ้านหลังนั้นเป็นที่ทำการอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นก็ทรุดโทรมมาก (ภายหลังได้รับการบูรณะจากรัฐบาลกัมพูชา และเปิดใช้สำหรับต้อนรับแขกเมืองเท่านั้น)
6. สมัยสงครามอินโดจีน เรามีผู้แทนราษฎร จังหวัดพระตะบอง ชื่อนายชวลิต อภัยวงศ์ และนายประยูร อภัยวงศ์ เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพิบูลสงคราม (เสียมราชในปัจจุบัน) ทั้งสองจังหวัด อยู่ในประเทศไทย
7. ถ้าคุณยายคุณพิธา อาศัยในบ้านหลังนี้ช่วง 100 ปีที่แล้ว น่าจะรู้จักกับญาติๆ อภัยวงศ์ ที่ไปเป็นผู้แทน และทำงานให้บ้านเมืองในเวลานั้น
8. แม้คนในตระกูลจะไปอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ก็ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า คุณยายของคุณพิธา จะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้
9. หากคุณยายของคุณพิธา เคยอยู่ที่นี่ และเรียกว่าเป็นบ้านของคุณยาย เราก็มีเหตุให้สงสัยว่า คุณยายเป็นใครกัน หรือพวกเราจะไม่รู้เอง คงต้องรอให้คุณพิธามาอธิบายเชื่อมโยงให้คนในตระกูลฟังซะแล้ว

(หากมีอะไรคลาดเคลื่อนไปก็คงเป็นความเขลาหรือไม่รู้ของอีชั้นเองค่ะ)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top