Thursday, 16 July 2026
POLITICS

'เทพโจ๊ก' หน้ามืด!! ดับเครื่องชน สู้เททุกเดิมพัน หวังแสงสุดท้าย 'จันทร์ส่องหล้า' พากลับผงาด


ทบทวนไทม์ไลน์เมื่อไม่กี่วันก่อนสักนิด...

18 เม.ย.67 นายกฯ ส่งตัว พล.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล 'บิ๊กโจ๊ก' กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ รักษาการ ผบ.ตร.ลงนามตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน

ที่นายกฯ ต้องส่งบิ๊กโจ๊กกลับ สตช.ก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นปฏิบัติการตามกฎหมายลงนาม

19 เม.ย.67 พนักงานสอบสวนนำสำนวนคดีเว็บพนัน BNK MASTER ที่บิ๊กโจ๊กถูกออกหมายจับข้อหาฟอกเงินไปให้ ป.ป.ช. ตามขั้นตอน-กระบวนการ

22 เม.ย.67 บิ๊กโจ๊กในฐานะอดีต ผบ.ตร.แต่งชุดพลเรือนไปแถลงข่าวและร้องเรียนแบบจัดชุดใหญ่ที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. ประเด็นสำคัญการร้องเรียนตามที่ 'บิ๊กโจ๊ก' แถลงคือ...

- ให้ประธาน ป.ป.ช.ตรวจสอบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.และออกคำสั่งมิชอบให้ตนกลับ สตช.ก่อนถูกสั่งให้ออกจากราชการ
- ขอให้ตรวจสอบการทำกระทำของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดที่ทำคดีเว็บพนันออนไลน์มีอำนาจหน้าที่โดยชอบหรือไม่

ส่วนประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ 'บิ๊กโจ๊ก' ยังไม่แถลงก็คือ กรณีที่เขาทำหนังสือร้องต่อประธาน ป.ป.ช.ให้สอบสวนพฤติกรรมของกรรมการ ป.ป.ช.ชื่อ 'สุชาติ ตระกูลเกษมสุข' ที่บิ๊กโจ๊กกล่าวหาว่า ‘มิชอบ’ และเป็นคู่กัดกับตน เกรงว่าต่อไปตนจะถูกกลั่นแกล้ง...

กรณีให้สอบกรรมการ ป.ป.ช.นี่น่าสนใจ เพราะตามเอกสารที่ว่อนโซเชียลในขณะนี้นั้น 'เทพโจ๊ก' ได้อ้างพยานบุคคลที่ชื่อ 'บิ๊กป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย ทำเอา 'ลุงป้อม' สะดุ้งโหยงปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับนายสุชาติที่เทพโจ๊กอ้างว่าได้พาไปพบลุงป้อมขอให้ช่วยดันเป็นกรรมการ ป.ป.ช.

รวมความนาทีนี้ 'บิ๊กโจ๊ก' ชกสุดหมัดลุยสุดตัวแบบเทเดิมพัน พร้อมประกาศว่าเขาจะกลับมาชิง ผบ.ตร.ได้อย่างแน่นอน...

ผู้สันทัดกรณีแทบทุกรายดูแล้ว…เห็นพ้องกันว่าปีนี้ประตูชิง ผบ.ตร.ของเทพโจ๊กปิดสนิทแล้ว เพราะอย่างไรเสียการสอบวินัยร้ายแรงจะยังไม่แล้วเสร็จ  อย่าว่าแต่ปีนี้เลย อนาคตปีต่อ ๆ ไป ก็มืดมน ...

ประเด็นสำคัญ เรื่องราวของ 'บิ๊กโจ๊ก' ใน พ.ศ.นี้ เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่ถูกเด้งดึ๋งขาดจากตำแหน่งเดิม (ผบช.สตม.) ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกฯ  ซึ่งบิ๊กโจ๊กต่อสู้ทำหนังสือร้องเรียนในหลายกระบวนท่า จน 'บิ๊กตู่' ต้องส่งตัวกลับ สตช. ในปี 2564 และ สตช.เปิดอัตราที่ปรึกษาพิเศษเทียบเท่า ผช.ผบ.ตร.ให้นั้น...

เพราะบารมี 'บิ๊กป้อม' ที่ลุงตู่เกรงใจ...แต่วันนี้ไม่ใช่วันนั้น...

การดับเครื่องชนตั้งแต่ นายกฯ ยัน สตช. และ ป.ป.ช.หนนี้ เดิมพันอนาคตสูงยิ่ง...เสี่ยงที่จะดับวูบเอาง่าย ๆ...ไม่มีหลักประกันใด ยกเว้นกรณีเดียวคือแสงสว่างจาก 'จันทร์ส่องหล้า' ที่อาจพระพริบ ๆ ให้เทพโจ๊กกล้าลุย...

แต่ก็นั่นแหละนาทีนี้...จันทร์ส่องหล้าเองก็มีปัญหาของตัวเองให้แก้ให้ขบคิดเยอะอยู่แล้ว ไม่น่าจะลากเอาคนสีกากีที่พัวพันคดีสีเทาเว็บพนันมาทำให้ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้ออีก..!?

'อดีตรมว.คลัง' ชี้!! แจกเงินดิจิทัล ไม่น่าเป็นพายุหมุนทาง ศก. อาจกระทบอนาคต เป็นได้แค่ลมโชย เพราะไม่ใช่แหล่งเงินใหม่เติมเข้าไปในเศรษฐกิจ

(23 เม.ย.67) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala หัวข้อ ‘ไม่ใช่พายุหมุนแค่ลมโชย’ มีรายละเอียดดังนี้ ไม่ใช่พายุหมุนแค่ลมโชย รัฐบาลประกาศว่า การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตจะสร้างพายุหมุน จะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

>> ถามว่า โฆษณาไว้อย่างไร?

ตอบว่า : 1. รัฐบาลคุยว่า การแจกเงินดิจิทัล 560,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีดีพีปี 2567 ให้ขยายตัวได้ถึง 5% (จากครรลองปกติ 3%) จะเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 3-4% เม็ดเงิน 560,000 ล้านบาท จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 2-3 รอบ ก่อให้เกิดมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านบาท 

2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ประเมินว่า โครงการนี้จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว คาดคะเนว่าเงินจากดิจิทัลวอลเล็ตจะเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจเฉลี่ย 3.7 รอบ หากคิดจากยอดเงินของโครงการที่ 5 แสนล้านบาท จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 2 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย 

3.นักวิชาการผู้นำกลุ่มริเริ่มโครงการบอกว่า "การหมุน จะเกิดขึ้นหลายรอบ ผมคำนวณ 4-5 รอบ และจะเก็บภาษี แวท ได้ตามที่คำนวณในคลิป แต่ที่สำคัญคือ มันไม่ได้หยุดในไตรมาสเดียว มันจะเกิดการหมุนหลายรอบข้ามเวลามากกว่าสี่ไตรมาส Q4/67 ….Q4/68.."

>> ถามว่า แหล่งเงินสำหรับโครงการจะมาจากไหน?

ตอบว่า : เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต ลวรณ ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงรายละเอียดว่า รัฐบาลดำเนินตามกฎหมายทุกประการ โดยใช้แหล่งเงินที่มาจากงบประมาณทั้ง 500,000 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และ 2568 แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท ซึ่งได้มีการขยายงบประมาณในปี 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จากการดำเนินการโครงการจากหน่วยงานของรัฐ 172,300 ล้านบาท โดยใช้มาตรา 28 และมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นผู้ดูแลประชาชนในกลุ่มที่เป็นเกษตรกรจำนวน 27 ล้านคน

3. งบการบริหารจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท

ผมขอบอกว่า ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จะเปลี่ยนจากพายุหมุน ไปเป็นลมโชย ก็เนื่องจากการใช้แหล่งเงินจาก ธ.ก.ส. และจากงบประมาณปี 2567

>> ถามว่า เหตุใดการใช้ 2 แหล่งเงินนี้จะเปลี่ยนจากพายุหมุน ไปเป็นลมโชย?

ตอบว่า : บรรดาผู้ที่แถลงข่าวควรคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจต่อไปนี้

หนึ่ง วิธีก่อพายุหมุนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกู้หนี้สาธารณะ เพราะเป็นการหาเงินใหม่เข้ามาเติมเข้าไปในเศรษฐกิจ แต่เงินจาก 2 แหล่งนี้ไม่ใช่เงินใหม่

สอง เมื่อรัฐบาลให้ ธ.ก.ส. ใช้เงินเพื่อดิจิทัลวอลเล็ต นอกจากผิดกฎหมายเพราะอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์แล้ว ยังเป็นเงินจำนวนสูงมาก จะเป็นอุปสรรคต่อการที่ ธ.ก.ส. จะให้กู้ตามครรลองปกติ

ตัวเลขจีดีพีปกติ ประมาณ 3% นั้น ส่วนหนึ่งหนุนจากการที่ ธ.ก.ส. ให้กู้ตามครรลองปกติ 

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเบียดบังเงินนี้ เอาไปใช้เพื่อการอื่นซึ่งทำให้ ธ.ก.ส. ไม่สามารถให้กู้ได้ตามเดิม ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุนพายุหมุนจึงกลายเป็นลมโชย

สาม การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ให้ได้เงินจำนวน 175,000 ล้านบาทซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลนั้น ย่อมต้องชะลอการใช้จ่ายด้านอื่นรายจ่ายประจำปี 2567 ที่เป็นเงินเดือนและสวัสดิการข้าราขการ รวมถึงบรรดาค่าใช้จ่ายประจำนั้น เดิมผู้รับเงินก็จะเอาไปใช้จ่าย ซึ่งจะหนุนจีดีพีตามแนวโน้มปกติ 3% 

เมื่อรัฐบาลเบียดบังเอาไป ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุน รายจ่ายประจำปี 2567 ที่เป็นโครงการลงทุน เดิมผู้รับเงินก็จะเอาไปใช้จ่าย ซึ่งจะหนุนจีดีพีตามแนวโน้มปกติ 3% แต่นอกเหนือจากนั้น การลงทุนจะเพิ่มความสามารถในการหารายได้ของประเทศในอนาคต

เมื่อรัฐบาลเบียดบังเอาไป ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุน แต่ที่สำคัญคือ จะกระทบความสามารถในการหารายได้ของประเทศไปในอนาคตอีกด้วย

พายุหมุนจึงกลายเป็นลมโชย ทฤษฎีสูบออกสูบเข้า

ทั้งนี้ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรมให้ตัวอย่างอธิบายแบบภาษาชาวบ้านรัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนคนไข้ขาดเลือด ต้องเอาเลือดสูบเข้าร่างกาย แต่เลือดที่จะสูบเข้านี้ ไม่ได้มาจากไหนเป็นเลือดที่รัฐบาลสูบออกไปจากคนไข้นั้นเอง สูบเข้าสูบออกนั้น ไม่สามารถเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

‘กวิน ชาตะวนิช’ ร่วมประชุมใหญ่ รับฟังแนวทาง ‘รทสช.’ พร้อมขอบคุณผู้ใหญ่ ที่ให้เกียรติ-โอกาสในครั้งนี้

(22 เม.ย.67) นายกวิน ชาตะวนิช ประธานกลุ่มศรีสุริโยไท SST PROTECT TEAM อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร โพสต์คลิปวิดีโอผ่านช่องติ๊กต็อก @Kawin5987 หลังตนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมใหญ่ เพื่อรับฟังแนวทางและนโยบายของ พรรครวมไทยสร้างชาติ 

นอกจากนี้ นายกวิน ชาตะวนิช ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า…

“วันนี้ผมได้รับเกียรติจากท่านผู้อำนวยการและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านพันเอกเฟื่องวิชุช์ อนิรุทธเทวา ให้มาร่วมสังเกตการณ์งานประชุมสามัญใหญ่ครั้งแรกประจำปี 2567 และร่วมรับฟังแนวทางรวมถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติครับ

ขอขอบคุณ ผู้พันแซมที่ให้เกียรติและให้โอกาสกระผมเป็นอย่างมากครับ

งานการเมืองเป็นงานที่ผมไม่ได้ตั้งใจทำแต่แรกครับ แต่ผมกลับชื่นชอบ ด้วยว่างานนี้ต้องมีใจรักเสียสละและความตั้งใจจริง ๆ หลังจากที่ผมได้ลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคและสมาชิกพรรคไทยภักดีมาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินต่อบนเส้นทางการเมืองอย่างไร

จนมาวันนี้ผมได้รับความอนุเคราะห์อุปถัมภ์และได้รับโอกาสเป็นอย่างสูงจากท่านผู้พันแซม พันเอกเฟื่องวิชุช์ อนิรุทธเทวาครับ ท่านได้เรียกให้ผมเข้ามา ผมจึงได้รีบเดินทางมาเพื่อสังเกตการณ์และศึกษาดูแนวทางนโยบายของทางพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของผมต่อไปครับ”

'วราวุธ' ยัน!! 'ชาติไทยพัฒนา' เห็นพ้องพรรคร่วมรัฐบาล  ทำประชามติ 3 รอบ แก้รธน. ขอแค่ต้องไม่แตะหมวด 1-2

(22 เม.ย.67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 7 พรรคร่วมรัฐบาลหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำประชามติ 3 รอบ ว่า จากการหารือร่วมกันในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไขโดยที่พวกเราจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 เพราะถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และเป็นนโยบายที่สำคัญของทุกพรรคการเมืองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคชาติไทยพัฒนาเราให้ความสำคัญกับการเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะอย่างไรก็แล้วแต่หมวด 1 และหมวด 2 จะต้องไม่มีการไปกระทบ หรือมีการแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันแล้วเราก็จะเดินหน้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำประชามติ ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ซึ่งแนวทางนี้ทราบว่าในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) รองนายกฯ ภูมิธรรม จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนเห็นพ้องกันไปในทิศทางเดียวกัน เพราะได้มีการพูดคุยกันแล้ว

‘ด้อมพีระพันธุ์’ มั่นใจ!! ผลงาน ‘ลุงตุ๋ย-รทสช.’ ผ่านฉลุย พร้อมดันก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป

แฟนคลับพรรครวมไทยสร้างชาติ - ด้อมพีระพันธุ์ รวมตัว ‘อาสามาด้วยใจ’ ให้กำลังใจเชียร์ร่วมสานฝันดัน ‘ลุงตุ๋ย’ สู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน พร้อมย้ำ เป็นคนที่เหมาะสานงานต่อจาก ‘ลุงตู่’ มากที่สุด  

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.67 ที่สโมสรราชพฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค สส. ตัวแทนสาขาพรรคจากทั่วประเทศ และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

และหนึ่งในไฮไลท์ของงานในวันนั้น คือ การรวมตัวกันของแฟนคลับพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘ด้อมพีระพันธุ์’ ได้ร่วมสร้างกลุ่มที่เรียกว่า ‘อาสามาด้วยใจ’ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพรรคฯ และ นายพีระพันธุ์ เพื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ผลงานและนโยบายต่าง ๆ ของรัฐมนตรีและบุคลากรของพรรค ผ่านช่องทางต่าง ๆ  พร้อมทั้งได้มีตัวแทนของทางกลุ่มอาสามาด้วยใจ ขึ้นเวทีกล่าวความในใจและให้กำลังใจนายพีระพันธุ์ ด้วย

โดยนายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หรือพี่เช็ค อดีตผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดังจากรายการคนค้นคน ที่ช่วงหลังได้ผันตัวมาทำงานจิตอาสา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน ไม่ได้ทำรายการโทรทัศน์ ก็ได้ทำหน้าที่จิตอาสาตามพื้นที่ห่างไกลมาอย่างต่อเนื่อง และได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ความยากลำบาก และปัญหาต่าง ๆ ของชาติบ้านเมือง ดังนั้น ตนจึงตั้งใจอาสาเข้ามาทำงานให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ในนามของจิตอาสา เพราะมองว่าพรรคนี้น่าจะฝากความหวังไว้ได้

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเองได้เห็นความเป็นไปของบ้านเมืองในหลายมิติ แต่ปัญหาต่าง ๆ ที่มีคนอาสาเข้ามาแก้ไข ก็ยังไม่เห็นปัญหาไหนลดลงหรือดีขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ การทุจริต ยาเสพติด และปัญหาอาชญากรรม 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัญหาจะยังไม่ดีขึ้น แต่ก็หวังว่าในอนาคตปัญหาต่าง ๆ จะได้รับการแก้ไข และส่วนตัวมีความรู้สึกว่า ยังไม่เห็นนักการเมืองคนใดที่ควรได้รับความไว้วางใจให้แก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองเท่ากับ คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเลย นั่นจึงเป็นที่มาของการเสนอตัวมาเป็นจิตอาสาช่วยงานพรรคในครั้งนี้

“ผมมีความรู้สึกศรัทธา และเชื่อมั่น ในตัวพี่ตุ๋ย หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และยิ่งได้เห็นการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ผมมีความหวัง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ท่านก็ได้ทำเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำด้วยความรู้ความสามารถ และทำด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติ บ้านเมือง และพี่น้องประชาชน ผมยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอาสาพรรครวมไทยสร้างชาติ และพร้อมที่จะนำเสนอข่าวสารของทางพรรคไปถึงพี่น้องประชาชนต่อไป”

ด้านนารีรัตน์ ว่องไว หรือ ‘แม่ติ้ว ฟิลลกูดส์’ ติ๊กต๊อกเกอร์ด้านการเมือง กล่าวว่า จากเดิมไม่เคยสนใจนักการเมืองมาก่อนเลย เพราะต้องทำมาหากิน และมีความรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้นำเป็นใครก็ตาม แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ยังเป็นเหมือนเดิม ส่วนนักการเมืองก็มาหาคะแนนเสียง พอเลือกตั้งเสร็จก็หายหน้าไป กระทั่งได้มารู้จักลุงตู่ ได้ติดตามการทำงาน และเห็นผลงานจากโครงการต่างๆ มากมาย จึงทำให้ได้รู้ว่าเรามีผู้นำประเทศที่ดี จึงได้ตัดสินใจทำช่องติ๊กต๊อก เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ผลงานของลุงตู่มาตั้งแต่ปี 2565 จนต่อเนื่องมาเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมอาสามาด้วยใจ เพื่อช่วยนำข่าวสารและนโยบายของทางพรรคไปสู่พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะมองว่า เป็นนโยบายที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น และที่สำคัญนับว่าเป็นอนาคตของลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นมา

“การที่ตนเองอาสามาทำงานให้กับทางพรรค เพราะอยากจะให้กำลังใจลุงตู่ ให้กำลังใจพรรครวมไทยสร้างชาติ และท้ายที่สุดอยากให้รวมไทยสร้างชาติไปให้ถึงฝัน นั่นก็คืออยากให้คุณพีระพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รวมไทยสร้างชาติได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศเพื่อดูแลคนไทยทั้งประเทศตลอดไป”

ดร.พราหมณ์อิศรา อินทร์ยา อาจารย์มหาวิทยาลัย อีกหนึ่งอินฟลูเอนเซอร์ทางด้านการเมืองที่มีคนติดตามจำนวนมาก กล่าวถึงการร่วมเป็นอาสามาด้วยใจ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า ตนเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองนัก ซึ่งก็เป็นเช่นประชาชนทั่วไปที่ต้องก้มหน้าทำมาหากิน แม้จะรู้ว่าในช่วงที่ลุงตู่ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องลุงตู่ จากการถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ 

กระทั่งมาถึงจุดที่จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป เมื่อครั้งเกิดกรณีการตบทรัพย์ภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปเอี่ยวด้วย และฝ่ายตรงข้ามพยายามจะโยงไปถึงคุณพีระพันธุ์ให้ได้ ภาพจำเมื่อครั้งที่ลุงตู่ถูกกระทำหวนกลับมาอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้ตนจะไม่ยอมนิ่งเฉยอีกต่อไป เพราะจากที่ได้ติดตามและศึกษาประวัติของคุณพีระพันธุ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า ท่านเป็นคนดีที่อาสามาทำงานเพื่อชาติ บ้านเมือง และประชาชนอย่างแท้จริง

“การที่ผมตัดสินใจเข้ามาเป็นอาสาของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะไม่อยากนิ่งเฉยให้คนดี ๆ ถูกโจมตีฝ่ายเดียวอีกต่อไป ที่ผ่านมาลุงถูกกระทำมาเยอะแล้ว ดังนั้น ผมจึงมองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกมาปกป้องและเก็บคนดี ๆ เอาไว้ทำงานให้ชาติบ้านเมืองบ้าง จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันของแฟนคลับพรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นกลุ่มอาสามาด้วยใจ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ผลงานและนโยบายของพรรค และที่สำคัญคือช่วยให้คนดี ๆ อย่างคุณพีระพันธุ์ ได้มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป”

พร้อมกันนี้ ‘ต้องตา - สุพัตรา รังสิตสวัสดิ์’ หนึ่งในอาสามาด้วยใจ ได้เป็นตัวแทนแฟนคลับมอบเสื้อ ‘ด้อมพีระพันธุ์’ ซึ่งเป็นเสื้อยืดสีน้ำเงิน สีประจำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นายพีระพันธุ์ อีกด้วย

‘จักรภพ’ พร้อมลุยรายงานตัวที่สำนักงานอัยการสูงสุด รับทราบข้อกล่าวหาคดีอาวุธสงครามใน จ.ฉะเชิงเทรา

(22 เม.ย.67) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair’ โดยระบุว่า…

“วันนี้ (22 เม.ย.) ในเวลา 09.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะไปรายงานตัวที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาวุธสงครามที่พบในจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อหลายปีก่อน ส่วนในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ในเวลา 10.00 น. จะเดินทางไปในภารกิจเดียวกันที่สำนักงานอัยการสูงสุด จ. พระนครศรีอยุธยา”

‘พีระพันธุ์’ ขอบคุณ 'ลุงตู่' ผู้สร้างดีเอ็นเอให้พรรค รทสช. ลั่น!! ยืนหยัดสู้ทุกปัญหา เดินหน้าทุกนโยบายเพื่อ ปชช.

(21 เม.ย.67) ที่สโมสรราชพฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค สส. ตัวแทนสาขาพรรคจากทั่วประเทศ และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประชุมใหญ่ครั้งแรกที่สโมสรราชพฤกษ์ วันนี้จึงเลือกใช้สถานที่แห่งนี้จัดประชุมใหญ่ เพราะในวันนั้นได้ประกาศ จะพาสส.เข้าในสภาฯ วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ถือว่าสำเร็จเกินความคาดหมาย ต้องขอบคุณคนสำคัญที่สร้าง DNA ให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติคือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของพวกเรา ในปี 2567 พรรคจะทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนผ่านระบบภาษีในปี 2566 กว่า 4 ล้านบาท เชื่อว่าในปี 2567 จะได้รับบริจาคจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลจากการทำงานหนักขึ้นรวมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค พร้อมกับการทดลองทำโครงการอาสามาด้วยใจ ปรากฏว่า มีคนที่ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองจากทั่วประเทศ มาช่วยทำงานถึง 400 คน เป็นการอาสามาด้วยใจอย่างแท้จริง อยากมาทำงานให้พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งในปี 2567 จะทำกิจกรรมเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น

‘ซูเปอร์โพล’ เผยผลสำรวจล่าสุด ‘ก้าวไกล’ ขึ้นแท่น แต่ยังไม่พอ ที่จะชนะ เป็นรัฐบาลพรรคเดียว 

(21 เม.ย.67) สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ก้าวไกล เพื่อไทย และอื่น ๆ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,154 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 – 20 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า คะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลมากกว่าคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยอยู่ประมาณ 1 เท่าตัว คือ ร้อยละ 37.2 ต่อ ร้อยละ 17.2 อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ที่สุดหรือร้อยละ 45.6 ไม่เลือกทั้งสองพรรค จะเลือกพรรคอื่น

เมื่อแบ่งออกเป็นกลุ่มชายและหญิง พบว่า ชายและหญิงตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไม่แตกต่างกันในผลสำรวจครั้งนี้ คือ ส่วนใหญ่ของชายและหญิง คือร้อยละ 45.1 ของชาย และร้อยละ 46.1 ของหญิง ไม่เลือกทั้งสองพรรค จะเลือกพรรคอื่น แต่ ร้อยละ 37.0 ของชาย และร้อยละ 37.3 ของหญิงจะเลือกพรรคก้าวไกล และร้อยละ 17.9 ของชายและร้อยละ 16.6 ของหญิงจะเลือกพรรคเพื่อไทย

ที่น่าสนใจคือ เมื่อแบ่งออกเป็นช่วงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ของคนอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือร้อยละ 76.2 ของคนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะเลือกพรรคก้าวไกล แต่มีแนวโน้มลดลงตามช่วงอายุที่สูงขึ้นคือ ร้อยละ 48.9 ของคนอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 34.2 ของคนอายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 28.7 ของคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 20.2 ของคนอายุ 50 – 59 ปี และร้อยละ 20.5 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเลือกพรรคก้าวไกล จะเห็นได้ว่า แนวโน้มจะเลือกพรรคก้าวไกลลดลงตามช่วงอายุของคนที่สูงขึ้น

สำหรับ ช่วงอายุของคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยไม่พบแบบแผนของการตัดสินใจจะเลือกคือกระจายคะแนนนิยมออกไปไม่เป็นแบบแผน แตกต่างกับคนที่ระบุว่าจะไม่เลือกพรรคทั้งสอง จะเลือกพรรคอื่น พบว่า ยิ่งมีอายุสูงขึ้นจะยิ่งตัดสินใจเลือกพรรคอื่น ๆ มากขึ้นตามไปด้วย คือ ร้อยละ 14.3 ของคนอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 39.9 ของคนอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 44.5 ของคนอายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 52.8 ของคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 57.5 ของคนอายุ 50 – 59 ปี และร้อยละ 61.6 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จะไม่เลือกทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย แต่จะเลือกพรรคอื่น

ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มอาชีพกับการตัดสินใจจะเลือกพรรคการเมือง คือ นักศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.2 จะเลือกพรรคก้าวไกล และว่างงาน ร้อยละ 43.5 จะเลือกพรรคก้าวไกล ส่วนพรรคเพื่อไทย จะพบมาก แต่ไม่ได้มากที่สุดในกลุ่มเกษตรกร คือร้อยละ 24.6 ของกลุ่มเกษตรกร ที่น่าสนใจคือ กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เกินครึ่งหรือร้อยละ 56.0 ไม่เลือกทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับ กลุ่มเกษตรกรที่เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.2 ที่ไม่เลือกพรรคก้าวไกล และไม่เลือกพรรคเพื่อไทย แต่จะเลือกพรรคอื่น นอกจากนี้ จำนวนมากที่สุดของกลุ่มอาชีพค้าขายอิสระ คือร้อยละ 48.4 และร้อยละ 42.1 ของพนักงานบริษัทเอกชน จะไม่เลือกทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย แต่จะเลือกพรรคอื่น อย่างไรก็ตามจำนวนมากหรือร้อยละ 39.9 ของพนักงานเอกชนจะเลือกพรรคก้าวไกล

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า ผลโพลนี้ วิเคราะห์เจาะลึกลงรายละเอียดของการออกแบบกลยุทธ์ทางการเมืองได้อีกมาก แต่โดยสรุป ถ้าวันนี้เลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคทั้งสองไม่ว่าจะเป็น พรรคก้าวไกล หรือ พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลมีคะแนนสูงกว่าเพื่อไทยอยู่ประมาณหนึ่งเท่าตัว แต่พรรคก้าวไกลก็ยังจะไม่มีคะแนนนิยมมากพอที่จะชนะการเลือกตั้งจนตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ถ้ายังทำงานการเมืองแบบนี้ต่อไป การเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ที่ออกมาเป็นแบบเดิม ๆ ไม่มีอะไรใหม่ ภาพการเมืองแบบเก่า ๆ เหมือนเดิม

ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดผลมีอะไรใหม่ก็ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วยทำงานใน 3 กลุ่มงานคือ 1.เข้าถึง เข้าใจ และตอบสนอง (Insight) ตรงความต้องการของประชาชนระดับพื้นที่ (Localization) มากกว่าใช้นโยบายภาพใหญ่นำ 2. ความมั่นคงชาติและปลอดภัยของประชาชน และ 3. อื่น ๆ เช่น ผสมผสานทำงานการเมืองแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ (Hybrid) เป็นต้น ผลที่ตามมาคือ “ศรัทธาของประชาชน” ต่อการเมืองที่เป็นไปได้คือ เหมือนเดิม หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงเทคะแนนนิยมไปยังพรรคการเมืองที่สามารถปรับตัวทันตามการเปลี่ยนแปลงบนความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

‘พีระพันธุ์’ ยัน ‘เศรษฐา’ ยังไม่ส่งสัญญาณปรับครม. ย้ำ!! รมต.พรรคยังเป็น 4 คนเดิม จับมือกัน ทำงานเพื่อปชช. 

(21 เม.ย.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ดัน นายพีระพันธุ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า เป็นเรื่องธรรมดาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีก็ต้องพูดแบบนี้ ทุกพรรคการเมืองก็ต้องประกาศในความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของพรรคการเมือง แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องของประชาชน เราไม่มีวันรู้อนาคตได้ แต่ที่สำคัญจะเป็นอะไรก็ต้องทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปและการขับเคลื่อนพรรคไม่ง่าย ไม่มีอะไรง่ายแต่ก็ต้องทำ

เมื่อถามว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะยังเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติใช่หรือไม่ นายพีระพันธ์ุ กล่าวว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะนายกรัฐมนตรียังไม่เคยมาพูด ดังนั้นในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเมื่อยังไม่มีการพูดถึงการปรับครม.ก็ถือว่ายังไม่มี ถึงเวลาจริงค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี และไม่ทราบถึงกระแสข่าวว่าจะมีการยืดปรับครม.ออกไปอีก 2 เดือน เพราะวันนี้ตนไม่มีหน้าที่ในเรื่องนี้ คนที่มีอำนาจคือนายกรัฐมนตรี เมื่อยังไม่มีการพูดอย่างเป็นทางการก็ถือว่าไม่มี ฉะนั้น 4 คนนี้ก็ยังอยู่

เมื่อถามว่า กรณีนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปกติทุกพรรคการเมืองจะมีผู้อำนวยการพรรค แต่ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติคนเดิมได้ถูกแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค ทำให้ตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคว่างลง กรรมการบริหารพรรคจึงมีมติแต่งตั้งให้นางพิชชารัตน์ รองเลขาธิการพรรค ไปเป็นรักษาการผู้อำนวยการพรรค แต่ปัจจุบันมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการพรรคคนใหม่ นางพิชชารัตน์จึงหมดหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไร ยืนยันว่า ในพรรคไม่มีปัญหาอะไร

‘ธนกร’ เชื่อปรับทัพ ครม.เศรษฐา 2 ผู้ใหญ่ดูตามเหมาะสม ยัน!! ไม่มีปัญหาภายในพรรค ทุกคนช่วยกันทำงานเพื่อปชช. 

(21 เม.ย.67) ที่สโมสรราชพฤกษ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับ ครม. ว่าสมัยหน้าจะได้เข้าร่วมหรือไม่ นายธนกร เผยว่า ไม่ทราบ ทุกอย่างอยู่ที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ส่วนที่กระแสข่าวว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ยืนยันว่าไม่มี ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ทุกคนก็คุยกันดี ทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสมและผู้ใหญ่ภายในพรรค

เมื่อถามย้ำว่า กระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติมาได้อย่างไร นายธนกร ย้ำว่า ตนไม่เข้าใจว่ามีข่าวนี้ออกมาได้อย่างไร ภายในพรรคไม่ได้มีความขัดแย้ง และแกนนำก็รู้จักกันมานาน สามารถพูดคุยกันได้ ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคเองก็ทำหน้าที่อย่างดี พูดกับสมาชิกเสมอว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ไม่มีใครยึดติดกับตำแหน่ง ทุกอย่างอยู่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรค

มองว่าเป็นการสร้างกระแสตีข่าวขึ้นมาหรือไม่นั้น ตนงงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มี ทุกอย่างพูดจาได้ แต่ละคนที่อยู่ในกระแสข่าวก็เป็นรัฐมนตรีมาหมดแล้ว ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สาระสำคัญ ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องทำงานให้กับประชาชน หลายอย่างดีขึ้น เอาเวลาไปทำงานให้กับประชาชนจะดีกว่า ทั้งนี้ การปรับ ครม. ในช่วงเดือนหน้า ก็ต้องถามกรรมการบริหารพรรค ตนเป็นรองหัวหน้าพรรค ไม่ใช่กรรมการบริหาร

เมื่อถามว่า มองการทำงานของพรรคในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาอย่างไร นายธนกร เผยว่า รัฐมนตรีทั้งสี่คนมีผลงานตลอด รวมถึง นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ ที่ถูกมองว่าไม่มีผลงาน ตนมองว่าท่านก็มี เพราะท่านดูแลในเรื่องของภาคเกษตร รวมถึง หัวหน้าพรรค รมว.อุตสาหกรรม รมช.คลัง ก็มีผลงาน ท่านทำงานดี

เมื่อถามถึงกระแสพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจจะได้โควตารมต.กลาโหม นายธนกร ปฎิเสธว่า ไม่ทราบ

ส่วนจะมีข้อตกลงหรือไม่ว่า จะเป็นสมบัติผลัดกันชมหรือไม่ นายธนกร ย้ำว่า อย่าพูดแบบนั้น ในพรรคเราพูดกันตลอด หัวหน้าพรรคก็บอกตลอดว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีไม่มีใครยึดติดในตำแหน่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมีการสลับสับเปลี่ยน แต่เราไม่ได้เล่นเก้าอี้ดนตรี แค่เปลี่ยนแปลงการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่ทำก็ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมทุกคนก็สามารถเข้าสู่เป้าหมายได้

พร้อมยืนยันว่า ตนยังไม่ได้รับสัญญาณจากผู้ใหญ่ อีกทั้งสุขภาพไม่ค่อยดี ช่วงหลังก็อยู่บ้านติดตามข่าวสารตลอดเวลา ปกติจะลงพื้นที่ตลอด ตนทำงานในสภาก็เต็มที่

‘สรรเพชญ’ แนะรัฐบาลแก้ไขปัญหา ‘ทุเรียน’ อย่างเร่งด่วน ย้ำ!! ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อความยั่งยืน

(21 เม.ย.67) นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับหลักปฏิบัติในการตรวจสอบและรับผลทุเรียน สำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้จะเป็นมาตรฐานบังคับในการรองรับการแข่งขันและปกป้องการส่งออก “ทุเรียน” ให้มีคุณภาพ 

โดยเนื้อหาสาระดังกล่าว เป็นการกำหนดมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพของทุเรียน เช่น ความแก่ การคัดแยกทุเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ การห้ามนำเข้าหรือจำหน่าย อีกทั้งมีการตรวจวิเคราะห์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนที่จะต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด รวมไปถึงการมีผู้ที่มีหน้าที่ในการตรวจวิเคราะห์หรือควบคุมการเก็บเกี่ยว จะต้องมีความรู้ความชำนาญและมีหลักฐานที่แสดงว่าได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี นายสรรเพชญกล่าวว่า การออกกฎกระทรวงในลักษณะนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพของทุเรียนก่อนถึงมือผู้บริโภค

นายสรรเพชญได้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพทุเรียนมากกว่านี้ เนื่องจากทุเรียนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกหลายแสนล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวในประเทศไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนก็มักจะสั่งทุเรียนกลับไปที่ประเทศของตนเองครั้งละหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของทุเรียนไทย ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียนต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายของรัฐบาลที่จะรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ให้ได้ ตนจึงรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุเรียนเท่าที่ควร เพราะรัฐบาลมุ่งแต่จะทำเรื่องกลางน้ำ และละเลยต้นน้ำ คือการให้ความสำคัญกับการเตรียมดิน เตรียมปุ๋ย เตรียมพื้นที่ของเกษตรกร ที่อาจจะถูกละเลยไป ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีการให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพทุเรียน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ คือ พ่อค้า การขนส่ง ปลายน้ำ คือ ผู้บริโภคทั้งภายในและนอกประเทศ เพื่อให้ทุเรียนไทยมีความยั่งยืนทั้งระบบครบวงจร สามารถรักษามาตรฐานของประเทศไว้ได้

ทั้งนี้ นายสรรเพชญกล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ตนได้ยื่นญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการส่งเสริม พัฒนา แก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบ และยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียน ซึ่งขณะนี้ได้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คาดว่าเมื่อเปิดสมัยการประชุมจะได้รับการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนและให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีหลักประกันผ่านกองทุนทุเรียนไทยต่อไป 

‘หมอวรงค์’ โพสต์เฟซบุ๊ก พรุ่งนี้จะไปร้อง ป.ป.ช. ระบุชัด มีหลักฐานสำคัญ ยัน!! เอาเรื่องกรณีช่วยเหลือนักโทษ

(21 เม.ย.67) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า ผมจะไปร้องป.ป.ช. กรณีช่วยเหลือนักโทษป่วยไม่จริงและช่วยเหลือการพักโทษ พร้อมหลักฐานสำคัญ วันจันทร์ที่ 22 เมษายนนี้ เวลา10.30น.

‘ศิริกัญญา’ หนุน ‘พิชัย ชุณหวชิร’ คุมคลังแทน ‘เศรษฐา’ จี้!! ปรับครม. แล้วต้องเร่งทำงานทันที ห้ามมีช่วงฮันนีมูน

(20 เม.ย.67) ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่านายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ จะสร้างความแตกต่างหรือไม่ว่า การที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องที่ไม่สมควรมาตั้งแต่ต้น เพราะไม่สามารถที่จะทำงานเต็มเวลาได้ งานของกระทรวงที่ฝากรัฐมนตรีช่วยไว้ ก็อาจทำไม่ได้เต็มที่ และโดยปกติ นายกฯ จะไม่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง เพราะต้องเป็นผู้เสนอแนะ หรือตักเตือนเรื่องการคลังที่น่ากังวล ดังนั้น เป็นเรื่องที่ดี หากมีรัฐมนตรีคลังมาทำงานเต็มเวลา ส่วนนายพิชัย จะมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น ต้องให้โอกาสเริ่มทำงานก่อน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม นายพิชัยก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่ เพราะเป็นที่ปรึกษานายกฯ ก็น่าจะคุ้นเคยกับระบบบริหารราชการมาระดับหนึ่ง ดังนั้นทางพรรคก้าวไกล คงจะไม่ให้โอกาสในช่วงทดลองงาน เมื่อเข้าทำเนียบก็ต้องทำงานทันที ไม่มีช่วงฮันนีมูนเหมือนรัฐมนตรีคนอื่น เพราะถือว่ารัฐบาลทำงานมา 7 เดือนแล้ว จึงคาดหวังว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ รัฐมนตรีหน้าใหม่คงไม่มาเรียนรู้งานกันใหม่ ขอให้ทำงานเต็มที่ตั้งแต่วันแรก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องให้กำลังใจ นายพิชัยหรือไม่ เพราะต้องมาสานต่อนโยบายเรือธง อย่างดิจิทัลวอลเล็ต น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เข้าใจว่านายพิชัยอยู่ในทีมที่ทำงานเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แต่เข้าใจว่าครั้งนี้จำเป็นต้องใช้ 1 รัฐมนตรี และ 2 รัฐมนตรีช่วย ในการขับเคลื่อนนโยบาย ก็ฝากกำลังใจไปยังกระทรวงฯ และข้าราชการประจำ ที่จะต้องมาแบกรับภาระตรงนี้ เพราะเป็นโครงการที่ใหญ่มาก และมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลคาดหวังไว้

‘ธนกร’ ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหมารวมยกเข่ง ‘ม.110-ม.112’ ย้ำ!! จะขอค้านให้ถึงที่สุด จะให้ผู้ใดมาละเมิด ‘สถาบันเบื้องสูง’ ไม่ได้

(20 เม.ย.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สรุปให้ชัดเจนเกี่ยวกับคำนิยามเรื่อง 'แรงจูงใจทางการเมือง' และความผิด 25 ฐานที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมืองใดว่าเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง ตนขอให้พิจารณาไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับการประทุษร้ายหมิ่นประมาทฯสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ขอให้กมธ.อนุกมธ.พิจารณาให้รอบคอบ เพราะความผิดทั้ง 2 มาตรา เป็นความผิดร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐซึ่งประมุขของประเทศ ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้

นายธนกร กล่าวว่า ทั้งนี้แม้ว่าบางพรรคการเมืองได้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่รวมความผิดเกี่ยวกับมาตราดังกล่าวให้ได้รับการนิรโทษกรรมต่อสภามาแล้วก็ตาม แต่ตนขอย้ำในหลักการกฎหมาย ว่าไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งและขอคัดค้านจนถึงที่สุด เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

“ขอเรียกร้องไปยัง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พิจารณาตามหลักกฎหมายให้ดี ให้ถูกต้อง รอบคอบ เพื่อสรุปกำหนดนิยาม เรื่อง แรงจูงใจทางการเมือง ต้องไม่เหมารวมผู้กระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา110 และ112 ให้ได้รับการนิรโทษกรรม แต่หากกลับกันมีการเหมารวมยกเข่ง เชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้คนทั้งประเทศที่รักเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นออกมาคัดค้านในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอนรวมทั้งผมด้วย“นายธนกร ระบุ

'ก้าวไกล' เต้น!! หลัง 'ชัยวัฒน์' แฉ!! พรรคการเมืองเอี่ยวเผาป่า ท้า!! เปิดหลักฐาน ลั่น!! อย่าผูกขาดความรักป่าไว้เพียงคนเดียว

(19 เม.ย.67) จากกรณีที่คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สื่อสารในช่องทางออนไลน์ส่วนตัวและให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในลักษณะที่ทำให้สังคมเชื่อว่าพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้าน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่า ทำให้เกิดฝุ่นพิษเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ด้าน พรรคก้าวไกล จึงได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นนี้ ว่า...

1.ข้อกล่าวหาดังกล่าว ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลหลักฐาน พรรคก้าวไกลขอให้นำมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย และตามแนวนโยบายของรัฐบาล

แต่หากไม่มีข้อมูลหลักฐาน พรรคก้าวไกลถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

2.ภารกิจหลักในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นพิษเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานราชการ ส่วนพรรคก้าวไกล ภาคประชาสังคม รวมทั้งอาสาสมัครประชาชน ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเครื่องมืออุปกรณ์ กำลังคน อาสาสมัคร การเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดนโยบายที่เหมาะสมที่สุด ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

3.พรรคก้าวไกลยังมีแนวนโยบายและการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติอีกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นพิษระยะยาวอย่างยั่งยืน

สุดท้าย ขอย้ำเตือนไปยังคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ว่ากรุณาเปิดใจให้กว้าง อย่าผูกขาดความรักป่าไว้เพียงคนเดียว มิเช่นนั้นแล้ว จะนำมาสู่ความคิดที่ว่าตนเองดีและสูงส่งกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งอาจนำมาสู่การปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน อย่างที่คุณชัยวัฒน์เคยถูกกล่าวหามาแล้วหลายครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top