Saturday, 29 August 2026
LITE

ลูกฮิปโปศรีสะเกษได้ชื่อแล้ว! เรียกหนูว่า ‘น้องหอมแดง’ พร้อมพ่วงชื่อพระราชทาน ‘สาวศรี’ จากทูลกระหม่อมฯ

(1 พ.ย. 67) น้องหอมแดง – ได้ชื่อแล้ว ‘น้องหอมแดง’ หลังเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตนามเรียกขานของลูกฮิปโปโปเตมัสเกิดใหม่ แห่งสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ ลูกสาวของพ่อสมศรีและแม่เกศริน ที่ความน่ารักเริ่มฉายแสงมากขึ้นทุกวันๆ

โดยเปิดให้โหวตเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม จนถึงเวลา 24.00 น. ประกอบด้วย 5 ชื่อ คือ 1.น้องลำดวน ความหมายมาจากชื่อต้นไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ 2.น้องศรีเกษ ความหมาย มาจากพ่อชื่อสมศรี แม่ชื่อเกษริน และชื่อจังหวัดศรีสะเกษ 3.น้องสาวศรี ความหมาย สาว มาจาก สาวสวย เป็นการกลบเสียงบูลลี่ว่าน้องน่าเกลียด ส่วนคำว่า ศรี คือ ศรีสะเกษ เมืองที่น้องเกิด 4.น้องหอมแดง ความหมาย คือพืชเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ น้องตัวสีน้ำตาลแดงเหมือนหอมแดง 5.น้องหมูกระเทียม ความหมาย คือ พืชเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ และหมูกระเทียมอร่อย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน มีรายงานว่า มีประชาชนร่วมโหวตชื่อให้ลูกฮิปโปศรีสะเกษ รวม 4 วัน 83,931 คน โดย น.ส.ชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ชื่อที่มีคนโหวตมากที่สุด อันดับ 1 คือ น้องหอมแดง ซึ่งมียอดการโหวตจากประชาชนทั่วไปถึง 52,045 โหวต

นอกจากนี้ ยังมีชื่อพระราชทานจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี คือ ชื่อ สาวศรี ทำให้ น้องฮิปโป มีทั้งหมด 2 ชื่อ คือ หอมแดง ซึ่งมาจากผลการโหวต และสาวศรี ชื่อพระราชทาน

สอดคล้องกับที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “ชาวศรีสะเกษ ได้ชื่อน้องฮิปโปแล้วนะครับ น้องหอมแดง”

วันเดียวกัน ที่สวนสัตว์ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ น.ส.ชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ แถลงข่าวว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ลูกฮิปโปคลอดออกมานั้น ทำให้ยอดผู้มาเข้าชมสวนสัตว์พระศรีนครินทร์ศรีสะเกษเพิ่มมากขึ้น จากเดิมวันละ 70-80 วัน เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2,000-3,000 คน ยิ่งช่วงวันหยุดพุ่งขึ้นวันละ 4,000 คนเลยทีเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ทั้งนี้ มีการจับรางวัลให้กับผู้โชคดีที่โหวตชื่อได้อันดับ 1 ซึ่ง 3 คนแรกผู้โชคดี จะได้รางวัลเป็นกระเป๋าสุดพิเศษ นอกจากนี้ยังจับรางวัลอีก 150 รางวัลกับผู้ร่วมโหวต คือเสื้อน้องฮิปโปศรีสะเกษ จำนวน 150 ตัว โดยผู้โชคดีทั้งหมดสามารถมารับได้ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ หรือ รอรับทางไปรษณีย์ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 67

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้จัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของไทย

วันนี้ เมื่อ 135 ปีก่อน เป็นวันก่อตั้ง โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงพยาบาลคนเสียจริตขึ้นที่ปากคลองสาน รับผู้ป่วยไว้รักษาครั้งแรก 30 คน 

ทั้งนี้ ในระยะแรกใช้ชื่อว่า 'โรงพยาบาลคนเสียจริต' ต่อมาในปี 2475 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น 'โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี' ภายหลังในปี 2497 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 'โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา' 

ปัจจุบัน โรงพยาบาลแห่งนี้ นอกจากให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวชแล้ว ยังให้บริการบำบัดรักษาโรคทางสมอง และเป็นสถาบันฝึกอบรมจิตแพทย์และพยาบาลจิตเวชอีกด้วย

รายการตีสิบประกาศยุติบทบาทบนจอแก้ว หลังสร้างความบันเทิงให้ชาวไทยกว่า 40 ปี

(31 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ตีสิบเดย์ At Ten Day’ ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า

40 ปี ที่โลดแล่น แดนโทรทัศน์
วิทวัจน์ ขอเกษียณ หยุดสรวลเส
หยุดรายการ 27 ปี ตีสิบเดย์
จึงขอเซย์ กู๊ดบาย ปลาย พอ.ยอ.
#ตีสิบเดย์ เทปสุดท้าย 30 พ.ย. 67
#ไม่ไปต่อ #ไม่มีดราม่าอะไรนะจ๊ะ

ยกเลิกคอนเสิร์ต Micheal Learn to Rock แฟนเพลงครวญ โปรโมทไม่ดีทำให้ซื้อไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ไทยทิกเกตเมอเจอร์ได้ประกาศยกเลิกการจัดคอนเสิร์ต ไมเคิล เลิร์นส์
ทู ร็อค 'Take Us To Your Heart Tour' ที่กรุงเทพฯ

เราเสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบว่า ด้วยสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ไมเคิล เลิร์นส์ ทู ร็อค 'Take Us To Your Heart Tour' ที่กรุงเทพฯ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ที่ยูเนี่ยนฮอลล์ กรุงเทพมหานคร จะไม่เกิดขึ้นตามแผนอีกต่อไป

หากคุณซื้อตั๋วผ่านแพลตฟอร์มตั๋วอย่างเป็นทางการ thaiticketmajor.com การคืนเงินจะดำเนินการตามวิธีการชำระเงินเดิมของคุณระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2024

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บูธไทยทิคเก็ตเมเจอร์ 11 บูธ หรือ
Facebook: thaiticket major, Line: @thaiticket major หรือ call center
โทร. 02-262-3456 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 19.00 น.

ขณะนี้เรากำลังมองหาทางเลือกในการกำหนดตารางการแสดงใหม่ในวันถัดไป และหวังว่าจะนำประสบการณ์นี้มาสู่แฟน ๆ ในกรุงเทพฯ ในอนาคตอันใกล้นี้

เราขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นและขอขอบคุณในความอดทนและความเข้าใจของคุณ

ขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของคุณ

โดยมีแฟนเพลงเข้ามาคอมเมนต์เสียดายในการประกาศข่าวครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เช่น ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะมีคอนเสิร์ตนี้, ประกาศยกเลิกดังกว่าประกาศจัดคอนเสิร์ต เป็นต้น 

31 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ขณะทรงผนวช เสด็จฯ ทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะทรงพระผนวช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 08.55 น. และเสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 09.35 น.

หลังจากนั้น ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่ทรงดำรงสมณเพศ ในตอนเช้าทรงปลูกต้นสัก 1 ต้นที่ข้างพระตำหนักปั้นหยา และทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่หน้าพระตำหนักทรงพรต และในเวลา ในเวลา 10.15 น. เสด็จออกพระตำหนักปั้นหยาในพระราชพิธีลาผนวช 

CEO HYBE ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แดนกิมจิ รุด ขอโทษ หลังเอกสารบูลลี่ศิลปิน-อุตสาหกรรม K-Pop หลุด

(30 ต.ค. 67) CEO ของ HYBE Lee Jae-Sang ได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณชนหลังจากที่รายงานภายในของบริษัท 'Weekly Music Industry Report' ได้รั่วไหลออกมาบางส่วน ซึ่งรายงานดังกล่าวได้อวดอ้างถึงสิ่งที่บางคนเรียกว่าคำพูดที่ดูหมิ่นอุตสาหกรรม K-pop ซึ่งรวมถึงศิลปินรุ่นใหม่ด้วย

จดหมายดังกล่าวมีที่มาจากการพิจารณาคดีในวันพฤหัสบดี (24 ต.ค.) เกี่ยวกับการตรวจสอบของ HYBE ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของสมัชชาแห่งชาติเกาหลีใต้ The Korea Herald รายงานว่า Min Hyung-bae ได้เปิดเผยเอกสารรายสัปดาห์ดังกล่าวในระหว่างการประชุม โดยมีรายงานว่าเอกสารดังกล่าวมีความยาวประมาณ 18,000 หน้า 

สส. Min ตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารดังกล่าวมีข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันและบางครั้งก็มีการวิจารณ์ที่รุนแรงต่อศิลปินที่อายุน้อยมาก รวมถึงผู้เยาว์ โดยมีคำกล่าวอ้างว่า “พวกเขาเดบิวต์ในช่วงอายุที่พวกเขาไม่น่าดึงดูดที่สุด” และ “น่าแปลกใจที่ไม่มีใครสวยเลย” 

เพื่อตอบสนองต่อการรั่วไหลของจดหมาย ลีได้โพสต์บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทในวันอังคาร (29 ต.ค.) เสนอคำขอโทษ "ถึงศิลปิน ผู้ถือผลประโยชน์ในอุตสาหกรรม และแฟน ๆ" ที่ไม่พอใจต่อการเปิดเผยดังกล่าว

"เอกสารนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการรวบรวมปฏิกิริยาย้อนหลังและความคิดเห็นของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวโน้มและปัญหาในอุตสาหกรรม" ลีเขียนชี้แจงว่ามีการแบ่งปันเอกสารนี้กับ 'ผู้นำจำนวนจำกัด' เท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า "ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง" ที่เอกสารจะมี "การแสดงออกที่ยั่วยุและชัดเจนที่มุ่งเป้าไปที่ศิลปินเคป๊อป" และเสริมว่า "ในฐานะตัวแทนของบริษัท ผมยอมรับข้อผิดพลาดทั้งหมดและรับผิดชอบเต็มที่"

ลีกล่าวเสริมว่า HYBE "กำลังติดต่อแต่ละบริษัทต้นสังกัดโดยตรงเพื่อขอโทษ" และกล่าวต่อว่า "ผมขอแสดงความขอโทษอย่างเป็นทางการอย่างจริงใจต่อศิลปินทุกคนของ HYBE Music Group ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากบริษัท" 

นอกจากนี้ ลียังสัญญาว่า “จะกำหนดแนวทางปฏิบัติและเสริมการควบคุมภายในเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก” และเสริมว่าบริษัทได้หยุดการจัดทำเอกสารดังกล่าวแล้ว เมื่อใกล้จะสิ้นสุด เขาได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ HYBE ต่อความเป็นอยู่ที่ดีของศิลปินทุกคนและการเคารพแฟนๆ โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปเพื่อมีส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรม K-pop ในเชิงบวก

อ่านคำชี้แจงฉบับเต็ม (พร้อมคำแปลที่จัดทำโดย Soompi) ด้านล่างนี้:
ในฐานะซีอีโอของ HYBE ฉันขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจเกี่ยวกับเอกสารการตรวจสอบของ HYBE เกี่ยวกับเอกสารการตรวจสอบของเราที่ได้รับการเน้นย้ำในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ฉันขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อศิลปิน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม และแฟน ๆ

เอกสารนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเพื่อรวบรวมปฏิกิริยาและความคิดเห็นของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวโน้มและปัญหาในอุตสาหกรรมย้อนหลัง แม้ว่าจะตั้งใจให้แบ่งปันกับผู้นำจำนวนจำกัดเท่านั้นเพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกของตลาดและแฟน ๆ แต่เนื้อหาดังกล่าวไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง 

เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่ยั่วยุและชัดเจนที่มุ่งเป้าไปที่ศิลปิน K-pop รวมถึงความคิดเห็นส่วนตัวและการประเมินของผู้เขียน และถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ในฐานะตัวแทนของบริษัท ฉันยอมรับข้อผิดพลาดทั้งหมดและรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ฉันรู้สึกเสียใจและวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งกับความสงสัยที่ไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับการตลาดแบบไวรัลย้อนกลับ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและอันตรายต่อศิลปินและบุคคลที่บริสุทธิ์

ฉันขอโทษอย่างเป็นทางการและด้วยความเคารพต่อศิลปินภายนอกที่กล่าวถึงในเอกสารซึ่งได้รับความเสียหายและความทุกข์ยาก นอกจากนี้ เรายังติดต่อแต่ละเอเจนซี่เป็นรายบุคคลเพื่อขอโทษโดยตรง นอกจากนี้ ฉันยังขอโทษอย่างเป็นทางการอย่างจริงใจต่อศิลปินทุกคนของ HYBE Music Group ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากบริษัท

ฉันยอมรับว่าผู้บริหารที่ได้รับเอกสารดังกล่าวขาดความตระหนักรู้ และในฐานะซีอีโอ ฉันได้หยุดการสร้างเอกสารตรวจสอบดังกล่าวทันที ฉันสัญญาว่าจะกำหนดแนวทางปฏิบัติและเสริมการควบคุมภายในเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก 

ฉันขอโทษศิลปิน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม แฟน ๆ และทุกคนที่รักและสนับสนุน K-pop สำหรับความเจ็บปวดที่เกิดจากเหตุการณ์นี้ ในฐานะตัวแทนของบริษัท ฉันมุ่งมั่นที่จะไตร่ตรองและตรวจสอบตัวเองอย่างถี่ถ้วนเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตและให้ความสำคัญกับสิทธิของศิลปิน K-pop ทุกคนและการเคารพแฟน ๆ เราจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาอย่างแข็งแรงของอุตสาหกรรม K-pop

ขอบคุณ
อีแจซัง ซีอีโอ HYBE

30 ตุลาคม พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์คุณหญิงโมเป็น ‘ท้าวสุรนารี’

30 ตุลาคม พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ คุณหญิงโม ภริยาของพระยามหิศราธิบดี (พระยาปลัด) ที่ปรึกษาราชการแห่งเมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น "ท้าวสุรนารี” จากวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับทหารลาวของ เจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งก่อกบฏยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมา หลังจากเจ้าอนุวงศ์ยึดเมืองนครราชสีมาสำเร็จ และได้กวาดต้อนชาวโคราชไปเป็นเชลย รวมทั้งคุณหญิงโมด้วย 

ระหว่างการเดินทางคุณหญิงโมได้ออกอุบายขอมีดพร้าจอบเสียมจากทหารลาว ว่าจะนำไปตัดไม้ทำที่พักแรม แต่แท้จริงได้นำมาเสี้ยมไม้เก็บซ่อนไว้เป็นอาวุธ ทั้งยังหลอกล่อให้การเดินทางล่าช้า เพื่อรอกำลังสนับสนุนจากรุงเทพฯ จนเมื่อเข้าเขตทุ่งสัมฤทธิ์ เมืองพิมาย 

คุณหญิงโมจึงวางแผนโจมตีกองทัพของเจ้าอนุวงศ์จนได้รับชัยชนะ ต้องล่าถอยออกไป ก่อนที่ทัพจากกรุงเทพฯ จะมาสมทบ จากความดีความชอบครั้งนี้ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ คุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี พร้อมเครื่องยศทองคำ เช่น ถาดทองคำ จอกหมาก กู่ ตลับทองคำสามใบ เต้าปูนทองคำ คนโทน้ำทองคำ ขันทองคำ เป็นต้น นับเป็นสตรีสามัญชนในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรสตรีของชาติ 

29 ตุลาคม ของทุกปี วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ ร่วมตระหนักในคุณค่ามรดกทางภูมิปัญญาของไทย

วันที่ 29 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวัน 'ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ' เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่ทรงจารึกตำราแพทย์แผนไทยให้เป็นภูมิปัญญาของชาติ

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม แก่ปวงชนชาวไทยนานัปการ พระราชกรณียกิจที่สําคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาเผยแพร่ในวงกว้าง ทําให้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็นรากฐานของชาติไทย และตามหลักฐานจารึกแผ่นศิลาว่าด้วยการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ครั้งรัชกาลที่ 3 จ.ศ. 1193 ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2374

ตามหลักฐานจารึกแผ่นศิลาว่าด้วยการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร และได้ทอดพระเนตรเห็นพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง กุฏิเสนาสนะต่าง ๆ ชำรุดปรักหักพังมาก จึงมีพระราชศรัทธาจะปฏิสังขรณ์และขยายพื้นที่ให้มากกว่าเดิมและมีพระบรมราชโองการให้รื้อพระอุโบสถเดิม และก่อเสนาสนะสงฆ์ต่าง ๆ มีการจารึกตำราการแพทย์แผนไทยติดประดับไว้ตามศาลาราย เช่น แผนฝีดาษ ฝียอดเดียว แผนชัลลุกะ แผนลำบองราหู แผนกุมารและแม่ซื้อ อีกทั้ง มีการจัดสร้างรูปฤๅษีดัดตน ตั้งไว้ศาลาละ 4-5 รูป รวม 16 หลัง 

ซึ่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรองให้ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้การแพทย์แผนไทยมีความเจริญ รุ่งเรือง เกิดคุณูปการแก่ประชาชนในวงกว้าง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและแสดงถึงความกตัญญูกตเวที กระทรวงสาธารณสุขจึงเห็นสมควรถวายพระราชสมัญญา 'พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย' แด่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า และกำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคม ของทุกปี เป็น 'วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ'

28 ตุลาคม พ.ศ. 2539 สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จฯเยือนไทย ร่วมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันนี้ เมื่อ 28 ปีที่แล้ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานพระราชอาคันตุกะ ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้การถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 เนื่องในโอกาสปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ห้วงเวลาแห่งความทรงจำ!! ครบรอบ 7 ปี พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดขึ้น ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 

โดยวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง ทางคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ประชาชนร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของสยาม

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรเวชศาตรบัณฑิต (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแพทยศาสตรบัณฑิต) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของไทยที่มีการพระราชทานปริญญาบัตร ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ (ตึก 1 คณะอักษรศาสตร์ปัจจุบัน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่ห้องประชุม พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร-เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน คือ

1.) บัณฑิตชั้นโท (มหาบัณฑิตในปัจจุบัน) ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชา(หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการ (อธิการบดีในขณะนั้น)

2.) บัณฑิตชั้นเอก (ดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่ศาสตราจารย์ น.พ. A.G.Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ (ต่อมาเป็นอธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2478-2479)

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานประกาศนียบัตร (ปริญญาบัตรในปัจจุบัน) แก่เวชบัณฑิตชั้นตรี จำนวน 29 คน ประกอบด้วยผู้สอบได้บัณฑิตชั้นตรีในปี 2471 จำนวน 18 คน และปี 2472 จำนวน 16 คน

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชโชวาทแก่บัณฑิตในครั้งนั้น ตอนหนึ่งว่า “…ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาให้ปริญญาแก่นักเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในวันนี้ นับว่า เป็นวันสำคัญสำหรับประวัติการของมหาวิทยาลัย และโดยเหตุนั้น นับว่าเป็นวันสำคัญสำหรับประวัติการของประเทศสยามด้วย เพราะว่าไม่ว่าประเทศใดๆ ความเจริญของประเทศนั้นย่อมวัดด้วยความเจริญของการศึกษานั้นอย่างหนึ่ง…”

อนึ่ง ในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือเชิญผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมยุทธศึกษาทหารบก, กรมยุทธศึกษาทหารเรือ, สภากาชาดสยาม, วชิรพยาบาล, มหามงกุฎราชวิทยาลัย, ราชบัณฑิตยสภา, โรงเรียนกฎหมาย, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงต่างๆ เอกอัครราชทูตของประเทศที่มาประจำประเทศไทย ฯลฯ มาร่วมพิธีด้วย

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 สถาปนา ‘องค์การสหประชาชาติ’ ด้วยจำนวนสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้ง 51 ประเทศ

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 องค์การสหประชาชาติ หรือ ‘ยูเอ็น’ (United Nation : UN) ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ จึงถือเอาวันที่ 24 ตุลาคม ของทุกปีเป็น ‘วันสหประชาชาติ’

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 องค์การสหประชาชาติ หรือ 'ยูเอ็น' (United Nation : UN) ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง โดยมีประเทศสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้ง 51 ประเทศ นำโดยประเทศมหาอำนาจของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และจีน ลงนามให้สัตยาบันรับรอง 'กฎบัตรสหประชาชาติ' (United Nations Charter) ซึ่งเป็นธรรมนูญของสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ 

ยูเอ็นเป็นองค์การระหว่างประเทศ ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ทั่วโลกเกิดสันติภาพและความยุติธรรม มีความมั่นคงระหว่างประเทศ พัฒนาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและประสานงานของชาติต่าง ๆ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 192 ประเทศ (เกือบทุกประเทศในโลก) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก และถือเอาวันที่ 24 ตุลาคม ของทุกปีเป็น 'วันสหประชาชาติ'

๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี) เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ' ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมขุนพินิตประชานาถ' บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว'

เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน

เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี

ในรัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า 'พระปิยมหาราช' หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น 'วันปิยมหาราช'

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร

ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีทรงผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่จะทรงผนวชแก่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราช ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แจ้งข้อพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบท และขอให้ทุกฝ่ายสมัครสมานกันรักษาประเทศ ทรงขอบใจรัฐบาลที่รับภาระเตรียมการบรรพชาอุปสมบท

ครั้นเสร็จพระราชพิธีภายใน พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยแล้ว จึงเสด็จฯ มายังพระที่นั่งสุทไธสวรรค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงได้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริ ที่จะบรรพชาอุปสมบทให้อาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน

อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวของข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคําสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพรียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเลื่อมใสยิ่งนัก  ข้าพเจ้าเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวยก็น่ารักได้อุปสมบทในพระศาสนาตาม ประเพณีสักเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมอีกโสดหนึ่งด้วย 

และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่จะทําตามความตั้งใจไว้นั้นได้แล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงมีพระคุณูปการในส่วนตัวข้าพเจ้าได้หายประชวรในครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก มาคํานึงเห็นว่า ถ้าในการที่ข้าพเจ้าจะอุปสมบทนี้ ได้พระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา เคารพ ของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในพระองค์ท่านได้อย่างเหมาะสมด้วยอีกประการหนึ่ง อาศัยเหตุเหล่านี้จึงได้ตกลงใจจะอุปสมบทในวันที่ 22 เดือนนี้

ส่วนกิจการบ้านเมืองนั้นก็หวังว่า ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าบวชนี้คงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขัดข้อง โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระราชินีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบสุขในกิจการบ้านเมืองของเราให้ดําเนินไปด้วยดีเถิด

ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ได้อภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีความสุขสวัสดี ขอทุกๆ ท่านจงมีส่วนได้รับกุศลความดีงามอันจักพึงมีจากการที่ข้าพเจ้าเข้าอุปสมบทในพระศาสนาครั้งนี้โดยทั่วกัน เทอญ”

สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชในครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจาก ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top