Sunday, 18 October 2026
LITE

ด่วน!! ‘แฝดหมอยง’ เปิดสอนโค้ดดิ้งด้วยไพทอน ‘เรียนสนุก-เข้าใจง่าย’ เหมาะกับเด็กวัย 8-12 ปี 

น้องๆ คนไหนอยากเก่งภาษาไพทอน (Python) หรือเจ้าภาษาเปลี่ยนโลกที่ใช้สำหรับการเขียนโปรแกรมเป็นภาษาสคริปต์ สร้างโดย กีโด ฟาน รอสซัม (Guido van Rossum) เมื่อปี พ.ศ. 2533 และปัจจุบันดูแลโดย มูลนิธิซอฟต์แวร์ไพทอน ซึ่งมีโครงสร้างคำสั่งที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย สามารถทดสอบการทำงานตามคำสั่งและตรวจสอบผลลัพธ์ได้ทันที และสามารถนำไปใช้ในการเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนมากขึ้นในการทำงานจริงในอนาคตได้

ตอนนี้ สามารถสมัครเรียนได้กับกูรูตัวจริง หลังจากล่าสุด รองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวไทย (ฝาแฝดหมอยง) ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับคลาสนี้ ระบุว่า…

เรียนโค้ดดิ้งด้วยไพทอน สำหรับนักเรียน 8-12 ปี...
.
ชวนบอกต่อถึงน้องที่สนใจครับ ปิดเทอม ช่วงวันที่ 17 - 19 มีนาคม 2565 ผมจะมีโอกาสจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษา Python (ไพทอน) สำหรับน้องเล็ก อายุ 8 - 12 ปี ด้วยชุดคำสั่งควบคุมตัวละครไปบนหน้าจอที่สนุกและเข้าใจได้ง่าย 

ผมจะเป็นผู้สอนหลัก โดยคิวบิกครีเอทีฟจะเป็นผู้ดำเนินการ และเป็นผู้ช่วยวิทยากรให้ผม รายละเอียดดูได้จาก >> https://www.facebook.com/cubiccreative

นึกย้อนไป ตั้งแต่ปี 2526 ผมมีโอกาสจัดค่ายเยาวชน เริ่มด้วยชื่อค่ายทักษะ ปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นค่ายเยาวชนสมองแก้ว และหลังจากนั้นก็จัดเรื่อยมาเกือบทุกปี ผ่านมา 30 กว่าปี กับกิจกรรมสมองแก้วสำหรับน้องเล็ก

ในช่วงปีแรกๆ เป็นยุคของเครื่อง ‘แอปเปิลทู 8 บิต’ ผมและทีมงานใช้ ‘ภาษาโลโก’ เป็นกิจกรรมหลักของค่าย ได้จัดทำหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม ‘ภาษาโลโก’ เป็นภาษาที่ ‘เอ็มไอที’ ออกแบบมาได้ดีมาก สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กวัยเริ่มต้น ที่สนุก เรียนรู้ง่าย พัฒนาวิธีคิดเป็นระบบ เชื่อมโยงการคิดแบบคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหา จากจินตนาการ จากนามธรรมสู่รูปธรรม คิดแบบ Top-down โลโกเป็นภาษาเชิงกระบวนความ (Procedural Language) โดยประสบการณ์ พบว่าเป็นภาษาที่เหมาะกับการเรียนรู้ของน้องเล็กมาก

วันนี้เมื่อปี 2545 ‘พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ออกแบบอาคารโดย เฮลมุต ยาห์น (Helmut Jahn) สถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน
 

‘ได๋ ไดอาน่า’ อึ้งไอเดีย เด็ก 14 จากเชียงราย เสนอ 3 ขั้นตอน แก้ปัญหา ‘หมูแพง’ 

เด็กยังคิดได้!! ชาวเน็ตแห่ชื่นชม เด็ก 14 จากเชียงราย เสนอไอเดีย แก้ปัญหา ‘หมูแพง’ ผ่านรายการ “นินทาประเทศไทย” ชี้ได้รับผลกระทบ ที่บ้านทำแต่ผัดผัก อาหารที่โรงเรียนลดหมูลง

ในรายการ “นินทาประเทศไทย” EP.1 ดำเนินรายการโดย น้าเน็ก พร้อมผู้ร่วมรายการอย่าง หมึก วิโรจน์ ควันธรรม สุดยอดดีเจยุค 70’s, ได๋ ไดอาน่า จงจินตนาการ นักแสดงชื่อดัง และทิดเอก อดีตพระมหาไพรวัลย์ วรวัณฺโณ ร่วมพูดคุยกับผู้ชมทางบ้าน ในประเด็น ‘หมูแพง’ ผ่านทางช่อง NANAKE555

ซึ่งในช่วงหนึ่งของรายการ มี น้องเฟิร์ส วัย 14 ปี จาก จ.เชียงราย โทรเข้ามาร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็น ที่ทำเอาพิธีกรทั้งรายการอึ้งไปตามๆ กันพร้อมใจกันปรบมือชื่นชม โดยเฉพาะ ได๋ ไดอาน่า ถึงกับตะลึงไอเดียเด็ก 14

โดยน้องเฟิร์ส บอกว่า ได้รับผลกระทบจากหมูแพง กับข้าวตอนเช้า ปกติที่บ้านจะมีผัดผักใส่หมู ทุกวันนี้กลายเป็นผัดผักเพียวๆ บางทีอาหารที่โรงเรียนหมูก็ลดลงด้วย เพราะค่าหมูมันแพงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องทำใจ เพราะไม่ได้เป็นคนที่จัดการเรื่องนี้โดยตรง อีกอย่างบ้านเป็นโรงสีคงไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้

ในฐานะเด็ก 14 ถ้าสามารถแก้ได้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะแรก จะชดเชยเกษตรกร ซึ่งตอนนี้ขายหมูแล้วขาดทุน และเร่งส่งเสริมการสร้างรายได้จากหมู ทั้งเรื่องแม่พันธุ์

ระยะกลาง คือ ให้เกษตรกรกู้เงินระยะสั้น เอาไปพัฒนาฟาร์มหมูให้สามารถป้องกันโรคได้ รวมถึงสั่งหมูมาจากต่างประเทศ

ระยะสุดท้าย ส่งเสริมบูรณาการทุกอย่างให้เป็น Smart Farmer ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการ รวมถึงส่งเสริมคุณภาพหมู คุณภาพสินค้า รวมถึงพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ

‘บุ๋ม ปนัดดา’ จัดรถรับ-ส่งผู้ป่วยโควิดฟรี วอนอย่าขึ้นรถโดยสารสาธารณะ หวั่นแพร่เชื้อ

"บุ๋ม ปนัดดา" ออกประกาศ วอนขอความร่วมมือผู้ป่วยโควิด-19 อย่าขึ้นรถโดยสารสาธารณะ เสี่ยงแพร่เชื้อ แจง "กรุณาโทร 094-885-9111 ทางองค์กรทำดี เรานำส่งฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย"

"ปุ๋ม ปนัดดา" ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือสังคมในหลายๆ ด้าน อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 ทั้งบริการรับจากบ้าน ไปส่งที่โรงพยาบาล หรือสถานรักษาอื่นๆ รวมทั้งอาหาร สิ่งของสำหรับจำเป็น โดยองค์กรทำดี "บุ๋ม ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ประธานองค์กร

ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวระบุไว้ว่า 

"ขอความร่วมมือจากผู้ติดเชื้อโควิดทุกท่านและต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหรือฮอสพิเทล กรุณาอย่าขึ้นรถโดยสารสาธารณะ ที่ไม่ได้ถูกจัดไว้สำหรับผู้ป่วยโควิด เพราะสิ่งที่คุณทำคือการแพร่เชื้อที่น่ากลัวมาก กรุณาโทรแจ้ง 0948859111 พี่แว่น ทาง #องค์กรทำดี เรานำส่งฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ"

‘สมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ทรงกระทำยุทธหัตถี และมีชัยชนะต่อ ‘พระมหาอุปราชา’ ของพม่า

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 18 แห่งราชอาณาจักรศรีอยุธยา เสด็จพระราชสมภพที่เมืองพิษณุโลก ปีเถาะ พ.ศ. 2098 ทรงมีสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์สุโขทัยองค์แรกที่ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นพระบิดา และมีพระวิสุทธิกษัตรี เป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอีกด้วย

ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า องค์พระนเรศวรได้ถูกนำเป็นองค์ประกัน ณ เมืองหงสา และได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ ความสามารถต่างๆ เพื่อรอวันที่จะได้กลับมากู้ชาติกู้แผ่นดินอีกครั้ง แต่ด้วยความกตัญญูของสมเด็จพระนเรศวร ที่มีต่อพระเจ้าบุเรงนอง ที่ชุบเลี้ยงดูแลจนเติบใหญ่ จึงไม่ทำการขัดขืนใดๆ เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรได้กลับมาปกครองยังพระนครกรุงศรีอยุธยา และด้วยวิชาความรู้และความสามารถของพระองค์ ได้ทำการรบข้าศึกต่างๆ และชนะเรื่อยมา จนเป็นที่เกรงกลัวของข้าศึกเป็นอย่างมาก  
 

189 ปี การค้นพบครั้งสำคัญของไทย เมื่อ ‘รัชกาลที่ 4’ ทรงค้นพบ ‘ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง’ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็น ‘มรดกแห่งความทรงจำของโลก’

จารึกพ่อขุนรามคำแหง หรือ จารึกหลักที่ 1 เป็นศิลาจารึกที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยกรุงสุโขทัย ศิลาจารึกนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงค้นพบขณะผนวชอยู่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2376 ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย มีลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม สูง 111 เซนติเมตร หนา 35 เซนติเมตร เป็นหินทรายแป้งเนื้อละเอียด มีจารึกทั้งสี่ด้าน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

เนื้อหาของจารึกแบ่งได้เป็นสามตอน ตอนที่ 1 บรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นการเล่าพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชตั้งแต่ประสูติจนเสวยราชย์ ใช้คำว่า "กู" เป็นหลัก ตอนที่ 2 ไม่ใช้คำว่า "กู" แต่ใช้ว่า "พ่อขุนรามคำแหง" เล่าถึงเหตุการณ์และธรรมเนียมในกรุงสุโขทัย และตอนที่ 3 ตั้งแต่ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย มีตัวหนังสือต่างจากตอนที่ 1 และ 2 จึงน่าจะจารึกขึ้นภายหลัง เป็นการสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตราชอาณาจักรสุโขทัย

จารึกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยยูเนสโกบรรยายว่า "[จารึกนี้] นับเป็นมรดกเอกสารชิ้นหลักซึ่งมีความสำคัญระดับโลก เพราะให้ข้อมูลอันทรงค่าว่าด้วยแก่นหลักหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโลก ไม่เพียงแต่บันทึกการประดิษฐ์อักษรไทยซึ่งเป็นรากฐานแห่งอักษรที่ผู้คนหกสิบล้านคนใช้อยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน การพรรณนาสุโขทัยรัฐไทยสมัยศตวรรษที่ 13 ไว้โดยละเอียดและหาได้ยากนั้นยังสะท้อนถึงคุณค่าสากลที่รัฐทั้งหลายในโลกทุกวันนี้ร่วมยึดถือ”
 

118 ปี กำเนิด ‘โรงเรียนช่างไหม’ โดยกระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งพัฒนาเป็น 'มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์' ในปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ แรกเริ่มเป็น ‘โรงเรียนช่างไหม’ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2447 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม องค์อธิบดีกรมช่างไหม ในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนช่างไหมขึ้น ณ ท้องที่ตำบล ทุ่งศาลาแดง กรุงเทพมหานคร ในบริเวณเดียวกันกับสวนหม่อนและสถานีทดลองเลี้ยงไหม 

โดยจัดการศึกษาหลักสูตร 2 ปี สอนเกี่ยวกับวิชาการ เลี้ยงไหมโดยเฉพาะ ต่อมาใน พ.ศ. 2449 ได้ขยายหลักสูตรเป็น 3 ปี โดยเพิ่มวิชาการเพาะปลูกพืชอื่นๆ เข้าในหลักสูตรตลอดจนได้เริ่มสอนวิชาสัตวแพทย์ด้วยและได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียน เป็นโรงเรียนวิชาการเพาะปลูกต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนการเพาะปลูก 

โดยในปี พ.ศ. 2451 กระทรวงเกษตราธิการ ได้รวมโรงเรียนที่อยู่ในสังกัด 3 โรงเรียนคือ โรงเรียนแผนที่ โรงเรียนกรมคลอง และโรงเรียนวิชาการเพาะปลูก เป็นโรงเรียนเดียวกัน เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการในกรมกองต่างๆ ของกระทรวงเกษตราธิการ โดยใช้ชื่อโรงเรียนว่าโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ และย้ายสถานที่ตั้งมารวมกัน ณ พระราชวังสระปทุม พร้อมกับได้ให้เรียบเรียงหลักสูตรใหม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักสูตรระดับอุดมศึกษาวิชาการเกษตรศาสตร์ หลักสูตรแรกของประเทศไทย

พิธีเปิด “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” โดยได้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับพระเทวาภินิมมิต ประติมากรเลื่องชื่อในสมัยนั้น

15 มกราคม พ.ศ. 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมาได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของ ย่าโม โดยได้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับพระเทวาภินิมมิต ประติมากรเลื่องชื่อในสมัยนั้น นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรีคนแรกของประเทศ 

เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา

องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมาได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2510 

States TOON EP.44

คนรวยสมัยนี้

ติดตามการ์ตูนอัปเดตได้ทุกสัปดาห์

มรดกแห่งธากา รู้จัก ‘เมราเดีย’ ตลาดเก่าแก่แห่งบังกลาเทศ หล่อเลี้ยงชีพชนถิ่นมากว่า 200 ปี

ธากา/บังกลาเทศ - ตลาดเมราเดีย ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เป็นตลาดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี 

ภาพจำของตลาดดังกล่าวในอดีต คือ ร่มเงาภายใต้ ‘ต้นไทรขนาดใหญ่’ ที่เติบโตแต่เก่าก่อนมากมาย ซึ่งได้รับความนิยมต่อลูกค้าที่ได้พบเห็นในแต่ละวัน ถึงแม้ในปัจจุบันภาพเหล่านั้นจะเริ่มจางหายไปตามกาลเวลาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ความคลาสสิกของตลาดเมราเดีย คือ เส้นทางสู่ตลาดแห่งนี้ ผ่านทาง ‘แม่น้ำนารายณ์’ (คลองรามปุระ) ซึ่งสมัยก่อนเคยเป็นทางเดียวที่จะมาที่แห่งนี้ และลูกค้าหลายๆ คนต่างก็ยืนยันว่าพวกเขาเคยไปเดินทางมายังตลาดนี้ทางเรือกันด้วย

สำหรับ ตลาดเมราเดีย นั้น ถือว่าเป็นตลาดโบราณของธากา ที่เรียกว่ารวมไว้ด้วยทุกสิ่งที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้คน 

“ฉันคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับสินค้าประจำวัน อาหาร หรือเสื้อผ้า มีทุกอย่างที่คุณต้องการในตลาดนี้ อีกหนึ่งความงามของสถานที่แห่งนี้คือบรรยากาศรื่นเริงและผู้คนจากทุกระดับชั้นสามารถมาที่นี่เพื่อซื้อของได้ เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” ลูกค้าท่านหนึ่งได้กล่าว

14 มกราคม “วันทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” (National forest Conservation Day)

ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประชาชน ช่วยรักษาความสมดุลของภาวะแวดล้อมและป้องกันภัยธรรมชาติซึ่งนำความเสียหายอย่างร้ายแรง แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สาเหตุที่ทำให้เกิดภัยธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจากการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่าจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าไม้ของชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางภาวะแวดล้อม จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการให้สัมปทานป่าไม้สิ้นสุดลง ทั้งแปลงได้ 
 

‘มากาวา’ หนูฮีโร่ดมกลิ่นกู้ระเบิดในกัมพูชา ลาโลกแล้วอย่างสงบในวัย 8 ปี

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 65 - องค์กรการกุศลอาโปโป (APOPO) เผยว่า “มากาวา” หนูยักษ์แอฟริกา ฮีโร่ผู้ทำหน้าที่ดมกลิ่นตรวจจับกับระเบิดในกัมพูชา ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองด้านความกล้าหาญ เสียชีวิตแล้วในวัย 8 ปี 

อาโปโป ได้ระบุแถลงการณ์ดังนี้

1.) ฮีโร่หนูมากาวาจากเราไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้มันมีสุขภาพแข็งแรงและยังเล่นสนุกตามปกติ แต่เริ่มเชื่องช้าลง งีบหลับมากขึ้น และกินอาหารน้อยกว่าเดิมในช่วงหลังมานี้

2.) มากาวาปฏิบัติภารกิจนาน 5 ปี มันตรวจจับกับระเบิดและวัตถุระเบิดกว่า 100 ชิ้น กลายเป็นฮีโร่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอาโปโป ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ฝึกหนูยักษ์แอฟริกาให้สามารถดมกลิ่นหากับระเบิดและเชื้อวัณโรคเพื่อช่วยชีวิตผู้คน

3.) การเสียสละของ “มากาวา” ทำให้คนในหลายชุมชนในกัมพูชาสามารถดำเนินชีวิต ทำงาน และเล่นสนุกโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ" 

13 มกราคม ‘วันการบินแห่งชาติ’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ 6 ผู้ก่อกำเนิดการบินของไทย

ปี พ.ศ. 2454 ที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงความจำเป็นและประโยชน์ของเครื่องบินที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย คือ พลอากาศโทพระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส

ในระหว่างที่นายทหารทั้ง 3 นายเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรกจากฝรั่งเศส มาจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง เข้าไว้ประจำการ นอกจากนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ยังได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้ราชการไว้ใช้งานอีก 1 เครื่อง ด้วยเห็นว่าเครื่องบินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ทำให้ในยุคแรก ประเทศไทยมีเครื่องบินประจำการ จำนวน 8 เครื่อง

หลังสำเร็จการศึกษานายทหาร นักบินทั้ง 3 นาย ได้กลับมาทดลองบินครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ซึ่งนายทหารนักบินทั้ง 3 นาย สามารถขับเครื่องบินและร่อนลงจอดได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ชมจำนวนมากที่มารอชม เนื่องจากในสมัยนั้น การขึ้นบินบนท้องฟ้าถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถขับเครื่องบินได้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ และถือเป็นเกียรติประวัติที่ควรได้รับการสรรเสริญ

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาแผนกการบินขึ้นในกระทรวงกลาโหม เป็นผลให้กิจการการบินไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ จากนั้น ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรการบิน โดยมีนายทหารนักบินขึ้นแสดงการบินถวายและโปรยกระดาษถวายพระพรชัยมงคล ในการนี้ก็มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และประชาชนมาร่วมเฝ้าเสด็จและชมการแสดงการบินในครั้งนี้ด้วย

ในอดีตกิจการบินของไทยได้เจริญก้าวหน้าถึงขั้นสามารถสร้างอากาศยานใช้ในราชการได้ และหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การบินของไทยก็ได้ช่วยสร้างประโยชน์มากมาย อาทิ เช่น ป้องกันประเทศ (สงครามอินโดจีน ฯลฯ) ช่วยเหลือผู้ป่วย, ช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบภัยพิบัติ (โรคระบาด อุทกภัย ฯลฯ) และช่วยทำให้เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม การเดินทาง ขนส่งไปรษณีย์ และสินค้าได้รวดเร็วจนพัฒนามาเป็นสายการบินระหว่างประเทศ
 

มนุษย์ไร้หัวใจคนแรกของโลก ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากชีพจร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มอบสิ่งวิเศษให้กับเรามากมายไม่ว่าจะเป็นวัคซีนป้องกันโรคระบาดหรือแม้แต่วิธีรักษาโรคมะเร็งที่แสนจะเหลือเชื่อ

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปีค.ศ. 2011 สองนายแพทย์จากสถาบันหัวใจเท็กซัสได้คิดค้นหัวใจเทียมที่เป็นเครื่องสามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโดยปราศจากอวัยวะที่สำคัญมากที่สุดของร่างกาย

ดร.บิลลี่ คอร์น และ ดร.บูส ฟาซิเออ ได้คิดค้นเครื่องจักรที่สามารถสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้สำเร็จ เขาได้เริ่มใช้มันครั้งแรกกับลูกวัวอายุ 8 เดือน โดยพวกเขาได้ถอดหัวใจของมันออกมาหลังจากนั้นก็ได้ใช้เครื่องจักรที่มีลักษณะคล้ายหอยโข่งสองอันประกบกันเข้าไปแทนที่แทนหัวใจเดิมและในที่สุดพวกเขาก็สามารถชุบชีวิตลูกวัวตัวดังกล่าวได้สำเร็จ “ลูกวัวตัวนั้นเติบโตมาเป็นวัวที่แข็งแรง มีความสุข แถมยังขี้เล่นมากๆ อีกด้วย” ดร.บิลลี่กล่าว

หลังจากนั้นพวกเขาได้นำเครื่องจักรดังกล่าวไปลองใช้กับมนุษย์เป็นครั้งแรก ทั้งสองได้เลือกนายเคร็ก ลูอิส ผู้ป่วยโรคอะไมลอยด์ (amyloidosis) เกิดจากการผิดปกติของระบบผลิตโปรตีนในร่างกายเป็นสาเหตุให้หัวใจตับและไตล้มเหลวเฉียบพลันและยังมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงอีกด้วย

‘น้องเฟิร์น’ สาวน้อยออทิสติกหัวใจแกร่ง ขอเป็นตัวแทนคนพิการ บนเวทีนางสาวไทย

สร้างปรากฏการณ์บนเวทีการประกวดนางสาวไทยเมื่อ “เฟิร์น พรนภาพรรณ” สาวน้อยออทิสติกถึงตัวจะพิการแต่ใจสู้ขอลงประกวดสักครั้งในชีวิต ! 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 ที่กองประกวดนางสาวไทยประจำปี 2565 ได้มีการจัดรอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหานางสาวไทยในปีนี้ มีสาวน้อยคนหนึ่งได้สร้างความประทับใจในรอบคัดเลือกนี้อย่างมาก 

นั่นคือ “เฟิร์น พรนภาพรรณ สังวาลทอง” สาวน้อยวัย 21 ปี จากคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้พิการออทิสติก ได้เข้ามาลงประกวดชิงมงกุฎในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเฟิร์นนั้นเป็นออทิสติก ประเภท A TYPE ลักษณะเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร การทำความเข้าใจเรื่องการตีความ รวมไปถึงการเข้าสังคม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top