Wednesday, 15 July 2026
LITE

‘วันอาภากร’ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

วันอาภากร ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงได้รับสมัญญาเป็น องค์บิดาแห่งกองทัพเรือ ซึ่งทหารเรือยกย่องและเทิดทูนพระเกียรติคุณอย่างสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงริเริ่มวางรากฐานกิจการทหารเรือและนำความเจริญมั่นคงและรุ่งเรืองมีสมรรถภาพสู่กองทัพเรือเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ทำให้ทัพเรือไทยทันสมัยมีมาตรฐาน และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศ กองทัพเรือจึงกำหนดให้ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันอาภากร ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน

พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อ 19 ธันวาคม 2423 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง

ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศอังกฤษ ทรงมีจุดประสงค์แรงกล้าจะฝึกให้ทหารเรือไทยเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และสามารถรบทางเรือได้ เนื่องจากอดีตประเทศไทยต้องว่าจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้บังคับการเรือโดยตลอด

ชุมชนในตำนานฉากหลักของหนังอินเดียสุดปัง “Gangubai Kathiawadi หญิงแกร่งแห่งมุมไบ”

พาไปรู้จักกับ “กามธิปุระ” ย่านโสเภณีชื่อดังในเมืองมุมไบ ที่เป็นฉากหลักในหนังอินเดียสุดปังเรื่อง “Gangubai Kathiawadi หญิงแกร่งแห่งมุมไบ” ซึ่งกำลังโด่งดัง มีคนแต่งตัวเลียนแบบคังคุไบกันว่อนโซเชียล

“Gangubai Kathiawadi” เป็นหนึ่งในภาพยนตร์บอลลีวูดของยุคนี้ พ.ศ.นี้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักไปในหลายประเทศทั่วโลก

Gangubai Kathiawadi (คังคุไบ กฐิยาวาฑี) หรือที่ภาษาไทยใช้ชื่อว่า “หญิงแกร่งแห่งมุมไบ” เป็นหนังอินเดียยุคใหม่สร้างขึ้นมาจากนิยายเรื่อง “Mafia Queen of Mumbai” เขียนโดย “ฮุสเซน ไซดี” (Hussain Zaidi) ซึ่งได้อ้างอิงเรื่องราวชีวิตจริงของ “Gangubai Harjeevandas” (คังคุไบ ฮาร์จีวันดัส) โสเภณีคนดังแห่งเมืองมุมไบ ที่เป็นทั้ง “แม่พระ” และ “มาเฟีย” ในคน ๆ เดียวกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวประมาณ 150 นาที เข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังเบอร์ลินเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่อินเดียเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และสามารถกวาดรายได้เบื้องต้นไปเกือบ ๆ 900 ล้านบาท จากต้นทุนประมาณ 500 ล้านบาท

จากนั้นหนังเรื่องนี้มาตอกย้ำความปังไปอีกขั้น หลังถูกนำมาออกอากาศทาง Netflix ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง มีคนสนใจในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในบ้านเรา ชนิดที่ว่ามีการแต่งคอสเพล์ยเลียนแบบคังคุไบกันว่อนโซเชียล

Gangubai Kathiawadi นำเสนอเรื่องราวของ “คังคุไบ” ตั้งแต่ในวัยเยาว์ที่เติบโตมากับความฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ทว่า...เธอกลับถูกสามีหลอกไปขายให้กับซ่องโสเภณีในมุมไบตั้งแต่มีอายุเพียง 16 ปี เพื่อแลกกับเงินไม่กี่ร้อยบาท

แต่คังคุไบก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเธอต่อสู้ฟันฝ่าจากโสเภณี ไต่เต้าขึ้นมาเป็นแม่เล้า จนกลายเป็นหญิงเจ้าของซ่องผู้ร่ำรวย และมีอิทธิพลคนหนึ่งของอินเดีย จนได้ชื่อว่า “ราชินีมาเฟียแห่งมุมไบ”

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ เจ้าชายนักประพันธ์ สิ้นชีพิตักษัย ในต่างแดน

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ ประสูติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2448 ณ ตำบล สามเสน เป็นโอรสองค์ที่ 6 ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กับหม่อมอ่อน 

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และศึกษาต่อชั้นมัธยม 4 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่สอบตกชั้นมัธยม 7 จึงทรงออกจากโรงเรียน เสด็จไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่สำนักมิดเดิ้ลเทมเปิ้ล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความที่ไม่โปรดในเรื่องกฎหมาย จึงทรงคลุกคลีอยู่กับหมู่นักหนังสือพิมพ์อังกฤษ จนล้มเหลวในเรื่องการศึกษา แต่โชคดีที่ได้รับพระราชทานทุนจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไปศึกษาวิชาการต่างประเทศ ที่เมืองจอร์จทาวน์ สหรัฐ แต่ประชวรหนักทำให้ต้องเสด็จกลับประเทศไทย

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงเข้ารับราชการในกรมไปรษณีย์โทรเลข และกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ทรงสนทัยในการประพันธ์มาตั้งแต่ครั้งศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยทรงร่วมกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ ทำหนังสือในห้องเรียน เมื่อมาทำงานที่กรมสาธารณสุข ได้นิพนธ์นวนิยายเรื่องแรก คือ "ละครแห่งชีวิต" โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ประทานเงินทุนในการจัดพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. 2472 แม้ว่าจะมีราคาสูงถึงเล่มละ 3.50 บาท แต่ปรากฏว่าขายหมดทั้ง 2,000 เล่ม จนต้องมีการพิมพ์ครั้งที่สอง

วันนี้ เมื่อ 58 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนภูมิพลอย่างเป็นทางการ

โครงการสร้างเขื่อนภูมิพล เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดยในระยะแรกนี้ใช้ชื่อว่า "เขื่อนยันฮี" ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งและเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ แห่งแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้เป็นชื่อเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนภูมิพล"

ลักษณะของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในขณะนั้น สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตรความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462  ล้านลูกบาศก์เมตร

16 พฤษภาคม 2558 หลวงพ่อคูณ ละสังขาร สิริรวมอายุ 92 ปี

พระเทพวิทยาคม นามเดิม คูณ ฉัตร์พลกรัง หรือที่รู้จักในนาม หลวงพ่อคูณ พระเกจิอาจารย์ดัง อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 และอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ที่ลูกศิษย์ยกย่องเป็น ‘เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด’

หลวงพ่อคูณ ถือกําเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 2466 มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณเสียชีวิตลงในขณะที่ลูกๆ ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้องๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ได้เรียนหนังสือกับพระที่วัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ยังได้สั่งสอนวิชาคาถาอาคมให้ด้วย

หลวงพ่อคูณอุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอําเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ" หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้วท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สํานักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา หลวงพ่อคูณได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งให้การศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณได้ออกธุดงค์ จาริกอยู่ในเขต จ.นครราชสีมา รวมทั้งธุดงค์ไปไกลถึงประเทศลาว และกัมพูชา

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากกัมพูชากลับมายังประเทศไทย เดินข้ามเขตด้าน จ.สุรินทร์ สู่ จ.นครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดําเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ. 2496 โรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านโดยรอบดีขึ้นด้วย

วันนี้ในอดีต 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระราชวงศ์และเสนาบดีมีมติเห็นชอบให้ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงได้ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ไปเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่พระองค์ตรัสว่า ถ้าจะถวายพระราชสมบัติแก่พระองค์จะต้องอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นครองราชย์ด้วย เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นผู้ที่มีพระชะตาแรง ต้องได้เป็นพระมหากษัตริย์

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น พระองค์ได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฏว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎสุทธิ สมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหารสุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมลศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฏิสาธุ คุณวิบุลยสันดาน ทิพยเทพวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษ สุตพุทธมหากระวี ตรีปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสาร สัสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพพิเศษ สิรินธรมหาชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตวิไชย สกลมไหศวรินมหาสยามินทร มเหศวรมหินทร มหาราชาวโรดม บรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 9

ในช่วงสมัยของรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีที่สืบมาแต่โบราณหลายอย่างจากที่เลิกร้างไปนับตั้งแต่ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หนึ่งในพระราชพิธีนี้คือ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จัดให้มีขึ้นครั้งแรก พ.ศ. 2500 เนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จากนั้น พ.ศ. 2502 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราชลมารค และจัดในพิธีสำคัญวโรกาสต่างๆ รวม 17 ครั้งในรัชกาล

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

นับตั้งแต่มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเมื่อคราวฉลองพระนครครบ 150 ปี พ.ศ. 2475 ในรัชกาลที่ 7 แล้ว ไม่ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอีกเลย จนในปี พ.ศ. 2500 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระปณิธานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้สืบต่อเนื่องยาวนาน พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูประเพณีเสด็จพระราชดาเนินถวายผ้าพระกฐิน

‘บีม’ ปรับคอนเทนต์ เน้นเหมาะสม ไม่กระทบใคร หลัง ‘พลังใบ’ ทำพิษ ‘ตำรวจ-อัยการ’ ฟ้อง 7 ข้อหา

พลังใบให้บทเรียน “บีม ศรัณยู” เปิดใจ ขอปรับรูปแบบคอนเทนต์ เน้นเหมาะสม เป็นตัวเองแต่ต้องไม่กระทบใคร ขอบคุณภรรยาที่ช่วยเตือนสติและทำให้ตนปรับ Mindset 

จากประเด็นดราม่าที่เคยทำคลิปขับรถและขับเรือสุดหวาดเสียว ทั้งการขับรถขึ้นไปเกาะกลางถนน, ไลฟ์ขับรถด้วยความเร็ว, ขับรถมือเดียวเอามืออีกข้างจับโทรศัพท์, ใช้เข่าขับรถ, ขับเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยความเร็ว จนเป็นกระแสสังคมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้นักแสดงหนุ่ม “บีม ศรัณยู” หรือฉายาใหม่ “บีมพลังใบ” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทย์ ยื่นฟ้องรวมทั้งสิ้น 7 ข้อหา ซึ่งเจ้าตัวนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิตและทำคอนเทนต์ลงในสื่อออนไลน์

ล่าสุด (12 พ.ค. 65) “หนุ่มบีม” เปิดใจในงานเเถลงข่าวละครเรื่องบุพเพร้อยร้ายที่ตนได้ร่วมเเสดง ว่าตนเอง “ได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ทั้งจ่ายค่าปรับ รวมถึงทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก็มีการปรับตนจำนวน 5,000 บาทด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีการโฆษณาเกินจริง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าในอีกทาง ทั้งยังมีการปรับเรื่องคอนเทนต์ที่ไม่โผงผางเกินไป และใช้คำพูดที่เหมาะสม รวมถึงไปในสถานที่ที่ไม่กระทบ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น แต่ยืนยันว่ายังเป็นตัวของตัวเองเหมือนเดิม มองว่าคำพูดไม่เท่าการกระทำที่ทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งคนที่ช่วยเตือนสติและทำให้ตนปรับ Mindset คือภรรยาสุดที่รัก “ชาช่า ทามาดะ” ที่บอกว่าจะทำอะไรให้คำนึงถึงคนอื่นด้วย 

เด็กไทยฉลาดขึ้น!! กรมสุขภาพจิต เผยผลสำรวจ เด็ก ป 1. ไทยฉลาดขึ้น ไอคิวเฉลี่ย 102.8 ไอคิวสูงเกิน 130 มากกว่าละ 10

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2565 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงผลการสำรวจไอคิว อีคิว "เด็กไทย" ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปี 2564 ภายในงาน “เดินหน้า...สร้างเด็กไทยไอคิวดี” พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลที่ร่วมดำเนินงานพัฒนาเด็กไทยและพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยดีเด่น จำนวน 18 รางวัล

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการสำรวจระดับสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประจำปี 2564 ทั่วประเทศ พบว่า มีระดับสติปัญญา (ไอคิว) เฉลี่ย 102.8 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและผ่านเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดให้เด็กไทยมีไอคิวไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 100 และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 พบว่า เด็กไทยมีไอคิวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 4.5 จุด ส่วนเด็กที่ไอคิวต่ำกว่า 90 ลดลงจาก 31.8% เหลือ 21.7% สะท้อนความสำเร็จจากความร่วมมือของทุกฝ่ายในการพัฒนาเด็กไทยให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีไอคิวในเกณฑ์บกพร่อง ต่ำกว่า 70 อยู่ถึง 4.2% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดให้ไม่เกิน 2% แสดงว่ายังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่ส่งผลต่อสติปัญญาในช่วงแรกเกิดถึง 5 ปี ซึ่งพบในกลุ่มขาดโอกาสทางสังคม เช่น ครอบครัวที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เด็กที่เกิดจากมารดาวัยรุ่น ครอบครัวขาดความพร้อมในการเลี้ยงดูเด็กขณะที่ตั้งครรภ์

สำหรับเด็กที่มีระดับสติปัญญาในเกณฑ์ฉลาดมาก คือ "ไอคิวสูง" มากกว่า 130 พบสูงถึง 10.4% เป็นผลจากได้รับการส่งเสริมศักยภาพอย่างเต็มที่จากครอบครัวและสังคม ซึ่งทุกหน่วยงานควรนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งประเทศ

ส่วนผลสำรวจความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) พบอยู่ในเกณฑ์ปกติ 83.4% แสดงว่าเด็กยังมีความสามารถในการรู้จัก เข้าใจ ควบคุมอารมณ์ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เอาชนะอุปสรรคในชีวิต และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จและความสุขในอนาคต

“การที่เด็กไทยมีระดับไอคิวสูงขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีนในเด็ก ทำให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยมากขึ้น จึงขอให้กรมสุขภาพจิตและกรมอนามัยเพิ่มเรื่องความรอบรู้ด้านไอโอดีนให้แก่ อสม. เพื่ออธิบายต่อกับชาวบ้านถึงความสำคัญในการให้เด็กได้บริโภคอาหารที่มีสารไอโอดีน” นายอนุทินกล่าว

วันพืชมงคล วันอันอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ เหมาะแก่การทำพิธีแรกนา

วันพืชมงคล คือ วันที่กำหนดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีเก่าแก่มาตั้งแต่โบราณ พิธีนี้ทำเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ รวมถึงเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้วย 

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ ในส่วนของวันประกอบพิธีของวันพืชมงคลนั้นจะต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ซึ่งเป็นวันอันอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ ซึ่งในตามตำราของโหราศาสตร์จะประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม และวันนี้จะต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาที่จะได้เตรียมทำนากัน

พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีทำขวัญพืชพรรณธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งข้าวที่นำเข้าพิธีนั้นจะเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพืชต่าง ๆ รวม 40 อย่าง

ในปัจจุบันการประกอบพิธีในวันพืชมงคลนั้นจะถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวง จะมีการทำนายปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงโดยมีพระยาแรกนาจะทำหน้าที่เลือกผ้า 3 ผืนที่มีความยาวต่างขนาดกัน ถ้าพระยาแรกนาเลือกผืนที่ยาวที่สุดก็ทายว่า ปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมีน้อย ถ้าเลือกผืนที่สั้นที่สุด ทายว่า ปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมาก และถ้าเลือกผืนที่มีความยาวปานกลาง ทายว่า มีปริมาณน้ำฝนพอประมาณ หลังจากนั้นพระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นที่ท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัลสีแดงและสีทอง ซึ่งลากโดยพระโคผู้สีขาว ตามขบวนด้วยเทพีทั้ง 4 ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือก 

รู้จัก 'เทพ เหวย' !! นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ จาก ม.ปักกิ่ง ผู้ปฏิเสธจดหมายเชิญเรียนป.เอก ของฮาร์วาร์ด

เหวย ตงอี้ หนุ่มมาดเซอร์ ผมยุ่ง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องไม่เคยสนใจเรื่องแฟชั่น อาจไม่ใช่สเปกของสาวๆ แต่สำหรับชาวมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยแถวหน้าของจีน เหวย ตงอี้ คืออัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ขั้นเทพ จนทุกคนพร้อมใจกันเรียกเขาว่า "เหวย เฉิน" หรือ "เทพ เหวย" โดยพร้อมเพรียง

เทพ เหวย เกิดมาพร้อมความสามารถด้านคณิตศาสตร์ระดับสูง ที่ฉายแววไกลมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนได้เป็นหนึ่งในตัวแทนทีมชาติจีนเข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก และสามารถคว้าตำแหน่งอันดับ 1 เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครั้งที่ 49 และ 50 ได้ถึง 2 ปีติดต่อกัน แล้วยังกวาดรางวัลการแข่งขันคณิตศาสตร์อื่นๆ มาแล้วแทบทุกสำนัก

ด้วยความสามารถระดับนี้ ทำให้เหวย ตงอี้ สามารถเข้าเรียนต่อในภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เลยโดยไม่ต้องสอบ 'เกาเข่า' หรือการสอบระดับชาติเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของจีน 

ซึ่งภาควิชาคณิตศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้น ชื่อเสียงก็ไม่ธรรมดา เป็นหนึ่งในคณะเสาหลักที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกให้แก่สถาบัน และยังเป็นแหล่งรวมเด็กนักเรียน และอาจารย์ชั้นหัวกะทิของจีน ที่หากใครไม่แน่จริง คืออยู่ไม่ได้ 

แต่สำหรับ เหวย ตงอี้ แล้ว ที่นี่เป็นสถาบันที่ส่งเสริมให้เขาฉายแววยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากเข้าเรียนได้ไม่นาน เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในการฝึกสอนให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งหน้าที่ของผู้ช่วยศาสตราจารย์เหวย กลายเป็นมุกตลกในภาควิชาคณิตศาสตร์ไม่น้อย เมื่อศาสตราจารย์เจ้าของวิชาแนะนำผู้ช่วยคนใหม่ให้นักศึกษาในชั้นว่า 

"นี่คือผู้ช่วยคนใหม่ของผม หากพวกคุณสงสัยโจทย์ข้อไหน ให้มาถามผม ถ้าผมตอบไม่ได้ ผมจะถามผู้ช่วยของผมอีกที แต่ถ้าถึงขนาดที่ผู้ช่วยของผมยังตอบไม่ได้หล่ะก็ แสดงว่าโจทย์นั้นผิด" 

'ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล' ผู้บุกเบิกด้านการพยาบาลสมัยใหม่ เป็นที่มาของ ‘วันพยาบาลสากล’

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) สตรีชาวอังกฤษผู้บุกเบิกด้านการพยาบาลสมัยใหม่ เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2363 ในครอบครัวเศรษฐีชาวอังกฤษที่กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

ด้วยความศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งเธอกล่าวว่าได้ยินเสียงจากพระองค์ให้เธอช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในปี พ.ศ. 2380 ซึ่งสมัยนั้นสังคมยังกำหนดบทบาทให้ผู้หญิงเป็นเพียงแม่บ้านและภรรยาเท่านั้น เธอปฏิเสธความเชื่อดังกล่าว เริ่มออกช่วยรักษาคนป่วยที่ยากจน ในปี พ.ศ. 2389 เธอเดินทางไปศึกษาพยาบาลที่เมืองไคเซอร์เวิร์ธ (Kaiserswerth) ประเทศเยอรมนี และเริ่มอาชีพพยาบาลตั้งแต่ปี 2394

ในช่วง สงครามไครเมีย (Crimean War) ประเทศตุรกี ระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศสและอังกฤษ หลังจากพบว่ามีทหารล้มตายและบาทเจ็บจำนวนมาก โดยไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง เธอจึงรวมตัวกับเพื่อน 38 คนเป็นพยาบาลอาสาตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวในสนามรบ โดยใช้มาตรฐานอย่างเข้มงวด ทั้งการรักษา สุขภาพอนามัย และอาหาร เธอดูแลคนป่วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ในยามมืดค่ำ เธอยังคงรักษาคนไข้ใต้แสงตะเกียง จนได้รับการยกย่องว่า “สตรีผู้ถือตะเกียง” (The Lady with the Lamp)

วันนี้เมื่อ 211 ปีก่อน คือ วันถือกำเนิดของแฝดสยามคู่แรกของโลก

ย้อนไปเมื่อ 211 ปีก่อน ในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2354 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ฝาแฝดอิน-จัน ได้ถือกำเนิดในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีบิดาเป็นชาวจีนอพยพแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ชื่อ นายที มารดาเป็นคนไทยชื่อ นางนาก (บันทึกของชาวตะวันตกเรียกว่า นก (Nok)) ซึ่งฝาแฝดคู่นี้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ แตกต่างไปจากแฝดติดกันคู่อื่น ๆ ที่มักเสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน 

เนื่องด้วยเกิดที่ประเทศสยาม แฝดอิน-จัน จึงได้รับการขนานนามว่า “แฝดสยาม (Siamese Twins)” ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และยังเป็นคำเรียกฝาแฝดที่เกิดมามีตัวติดกันอีกด้วย 

โดยในปี พ.ศ. 2367 นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ หรือที่คนไทยสมัยนั้นเรียกว่า "นายหันแตร" ได้พบแฝดคู่นี้กำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ ด้วยความประหลาดและน่าสนใจ นายฮันเตอร์จึงคิดที่จะนำฝาแฝดคู่นี้ไปแสดงโชว์ตัวที่สหรัฐอเมริกา จึงเข้าทำความสนิทสนมกับครอบครัวของฝาแฝดอยู่นานนับปี จนพ่อแม่ของทั้งคู่ไว้วางใจ ในที่สุดนายอาเบล คอฟฟิน กัปตันเรือสินค้า เดอะ ชาเคม (The Sachem) ซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาทำการค้าในประเทศไทย ได้เป็นผู้นำตัวคู่แฝดออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2372 ขณะนั้นอิน-จัน อายุได้ 18 ปี จากนั้นเมื่อถึงอเมริกา คู่แฝดได้ออกเดินทางแสดงทั่วอเมริกาและยุโรปนานนับ 10 ปี 

กระทั่ง เมื่ออายุได้ 28 ปี ใน พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) ทั้งคู่ก็ได้ลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านแทรปฮิลล์ (Traphill) เขตชานเมืองวิลส์โบโร (Wilkesboro) เคาน์ตีวิลส์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยลงทุนซื้อที่ดิน 11 เอเคอร์ พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน โดยใช้ชื่อว่า เอ็ง-ชาง บังเกอร์ (Eng and Chang Bunker) พร้อมกับได้แต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน อินสมรสกับ Sarah Ann Yates (1822 - 1905) และจันสมรสกับ Adelaide Yates Bunker (1823 - 1917) และมีลูกด้วยกันหลายคน จัน 10 คน อิน 11 คน ซึ่งระหว่างที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น มีความพยายามหลายครั้งจากหลายบุคคลที่จะทำการผ่าตัดแยกร่างทั้งคู่ออกจากกัน แต่ท้ายที่สุดก็มิได้มีการดำเนินการจริง ๆ

ถ่ายยังไงให้น่ากลัว เทคนิคถ่ายภาพผีด้วย iPhone 13 Pro ใน ‘ผี ตาม คน’ หนังสั้นจากผู้กำกับไทย ‘ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ’ 

ที่ผ่านมาแอปเปิล (Apple) จะเข้าไปทำงานร่วมกับช่างภาพ และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังในหลากหลายประเทศ เพื่อนำเสนอผลงานทั้งภาพนิ่ง และภาพยนตร์สั้นที่ถ่ายทำด้วย iPhone แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ถูกปรับปรุงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในคราวนี้ถึงเวลาที่ผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยอย่าง ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังอย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ ‘แฝด’ ‘สี่แพร่ง’ และ ‘ห้าแพร่ง’ ที่เลือกนำเรื่องราวของผีตาโขน กลับมาถ่ายทอดในอีกมุมมองผ่านเลนส์ของกล้อง iPhone 13 Pro

โดยผลงานเรื่อง ‘ผีตามคน’ นับเป็นภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับผีเรื่องแรกของ Apple และถือเป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 4 ปี เล่าถึงเรื่องราวของ 2 โจรวัยรุ่นที่หนีตำรวจมาพบกับร้านหน้ากากผีตาโขน และนำมาเป็นบทเรียนเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม

นอกจากนี้ ภาคภูมิ ยังยกให้ความสามารถของ iPhone 13 Pro ที่สามารถเก็บรายละเอียดในที่แสงน้อย และโหมดภาพยนตร์ (Cinematic) เป็นไฮไลต์เด่นของ iPhone 13 Pro ที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้อย่างประทับใจ แฝงกลิ่นอายความหลอน และน่ากลัวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ใครที่ใช้งาน iPhone แล้วอยากตามไปถ่ายภาพแบบหลอนๆ ลองใช้งานเทคนิค และโหมดพิเศษที่มีอยู่แล้วใน iPhone ไปลองทำตามกันได้แบบง่ายๆ โดยเฉพาะการถ่ายภาพในที่แสงน้อยที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ iPhone 13 Pro

1.) ที่แสงน้อย ใช้มุมกว้างช่วย
ด้วยระบบการถ่ายภาพในที่แสงน้อยของ iPhone 13 Pro ซึ่งถูกออกแบบให้คำนวณสภาพแสงในเวลานั้น และปรับความเร็วชัตเตอร์ในการถ่ายภาพให้เหมาะสม ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังสามารถเก็บรายละเอียดได้อยู่ รวมถึงในโหมดถ่ายภาพบุคคลด้วย

ดังนั้น ถ้าใครอยากได้ฟีลบรรยากาศมืดๆ สลัวๆ ลองหยิบ iPhone 13 Pro ขึ้นมา แล้วเลือกปรับลดชดเชยแสงลงสักเล็กน้อย มองหามุมหลอนๆ อย่างการถ่ายภาพผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดสีขาว ต้องได้ภาพที่น่าสนใจแน่นอน

ถ้ายังไม่น่ากลัว ลองปรับมุมมองเพิ่มเติมด้วยการใช้เลนส์ Ultra Wide หรือเลนส์มุมกว้าง แล้วถ่ายเสยขึ้น ที่จะทำให้ตัวแบบมีความยิ่งใหญ่ขึ้น ช่วยเปลี่ยนฟีลของภาพให้น่ากลัวขึ้นไปอีก

2.) ถ่ายให้เกิดเงาผีด้วย Long Exposure
อีกลูกเล่นน่าสนใจที่พลาดไม่ได้คือการถ่ายภาพติดวิญญาณ หรือบรรดาภาพถ่ายติดเงาผีทั้งหลาย ที่จะเล่นกับแบบที่มีการเคลื่อนไหว พร้อมนำโหมดอย่าง Long Exposure มาใช้งาน

วิธีการถ่ายก็ง่ายมากๆ แค่ปรับการชดเชยแสงลงให้ได้บรรยากาศสลัวๆ เลือกจับโฟกัสไปในจุดที่ต้องการบันทึกภาพ หลังจากนั้นนับคิวกับแบบให้ขยับในช่วงเวลาที่กดชัตเตอร์

หลังจากนั้น เปิดเข้าไปดูภาพในอัลบั้ม แล้วเปลี่ยนจาก Live view ที่มุมซ้ายบนให้กลายเป็น Long Exposure ก็จะได้ภาพถ่ายติดวิญญาณมาให้ได้เล่นกันแล้ว แน่นอนว่าโหมดนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ถ่ายเส้นสายไฟ หรือน้ำตก เพื่อให้ภาพได้ฟีลที่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ด้วย

3.) Cinematic ปรับอารมณ์ให้หลอนขึ้น
ความสามารถใหม่ที่มาใน iPhone 13 Pro เกี่ยวกับการบันทึกวิดีโอ คงหนีไม่พ้นโหมด Cinematic ที่เปิดให้เราสามารถเลือกสลับโฟกัสระหว่างจุดได้อย่างง่ายดาย แม้ในเวลาถ่าย หรือหลังจากถ่ายแล้วก็สามารถปรับแต่งทีหลังได้

แน่นอนว่าเมื่อนำมาถ่ายวิดีโอผีๆ การเลือกปรับจุดโฟกัสที่แนบเนียนจะช่วยเพิ่มบรรยากาศของความหลอนเข้าไปอีก รวมถึงช่วยนำสายตาในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจมากขึ้นด้วย ใครยังไม่ได้ลองเล่นโหมดนี้ห้ามพลาด

วันนี้เมื่อ 38 ปีก่อน ‘สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2’ ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทย

วันนี้เมื่อ 38 ปีก่อน เป็นอีกวันสำคัญไม่เพียงกับ ‘คริสตชนไทย’ แต่ยังหมายรวมถึงชาวไทยทั้งประเทศในมิติที่ว่า ‘สมเด็จพระสันตะปาปา นักบุญ จอห์น ปอล ที่ 2’ หรือ ‘ประมุขแห่งวาติกัน’ ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทยครั้งแรกและอย่างเป็นทางการ อันนับเป็นหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยกับนครวาติกัน ครั้งสำคัญอีกด้วย

ทั้งนี้ ชาวไทยยุคสมัยหนึ่งคงจำกันได้กับภาพประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น นับแต่ที่คนไทยได้ทราบข่าวการเสด็จเยือนประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้มีวาระการเสด็จเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2527


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top