Tuesday, 14 July 2026
ECONBIZ

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘นรินทร์ ทิจะยัง’ ชี้ยังมีโอกาสฟื้นท่องเที่ยวไทย ย้ำชัด เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญหนุนสู่ Smart Tourism

นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในงาน GCNT Expo 2025 รวมพลังเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาเพียงวัฒนธรรม มาใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ สู่แนวทาง Smart Tourism และ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ก่อนจะมีโควิด – 19 ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในโลก ติดอันดับ 5 เทียบเท่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส แต่ขณะนี้ตกมาอยู่อันดับ 10 ทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราที่เขาเคยถูกมองว่าอยู่ในคนละลีกอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย แต่หลังจากได้พบปะกับกลุ่ม Travel Tech ต่าง ๆ แล้ว พบว่า ตอนนี้เริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยยังละเลยในจุดนี้ จึงต้องรีบก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีต และเปลี่ยนแนวคิดจาก Volume สู่ Value แน่นอนว่าหากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสู้ประเทศอื่น ๆ ที่เคยมองข้ามก็ได้

“การท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องสู้กันด้วยเทคโนโลยี จะใช้รูปแบบเดิม ๆ อาศัยเพียงวัฒนธรรมอย่างเดิมคงไม่ได้ เพราะคู่แข่งมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เราต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชน เพราะเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ทางภาครัฐก็ยังเข้าไม่ถึง แต่เราจำเป็นต้องทำ ต้องรีบขยับ พร้อมกับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาประเทศได้”

นายนรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็น Top การท่องเที่ยวได้ ต้องใช้เทคโนโลยี เป็น Smart tourism และมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีระบบช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะแค่วัฒนธรรม อาจไม่เพียงพอแล้ว เทคโนโลยี, ข้อมูล และความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางด้านการท่องเที่ยว ก็ให้มองเป็นเรื่องของประเทศชาติ อาจเป็นคำตอบของการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความตกต่ำอยู่ในขณะนี้

‘อมรเทพ จาวะลา’ มอง 7 โอกาสไทยหลังปิดดีลภาษีสหรัฐต่ำเทียบเคียงเพื่อนบ้าน เตือนเร่งสร้างจุดขาย พร้อมหามาตรการเยียวยา SME และผู้ได้รับผลกระทบ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นภายหลังไทยปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 19% ว่า ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ทันวันที่ 1 ส.ค. โดยไทยลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% ในสินค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่ทุกรายการเหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียให้สหรัฐ และไทยน่าเจรจานำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และวางแผนระยะยาวในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้น จนภาษีนำเข้าที่สหรัฐจัดเก็บกับไทยเหลือเพียง 19% ลดลงจาก 36% แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

📌 โอกาสของไทยภายใต้ภาษีสหรัฐที่ต่ำลงเทียบเคียงเพื่อนบ้าน
1. 📦 ส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาด
ไทยน่าได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำลงจนใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน → ทำให้สินค้าไทย "พอจะแข่งขันได้มากขึ้น"
สินค้าที่พอจะแข่งขันได้:
อิเล็กทรอนิกส์
ชิ้นส่วนยานยนต์
ยางรถยนต์
อาหารแปรรูป
ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ

แต่ถึงอย่างไร การเติบโตด้านส่งออกของไทยน่าจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสหรัฐจะลดการนำเข้าโดยรวม (จากการเร่งสต๊อกล่วงหน้า + เศรษฐกิจชะลอจากเงินเฟ้อที่จะขยับขึ้น) ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตของไทยชะลอ การจ้างงาน ชั่วโมงการทำงานและการบริโภคเสี่ยงขยายตัวต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ข่าวดีคือ ยังน่าพอประคองตัวได้ ไม่หดตัวเช่นกรณีถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

2. 🚢 ลดความเสี่ยงจากการ 'สวมสิทธิ' ส่งออก
ภาษีสหรัฐที่เข้มงวดทำให้ transshipment (การลักลอบใช้สิทธิไทย) ลดลง เพราะจะโดนภาษีเพิ่มอีก 40% แต่ไทยต้องระวัง: สินค้าที่มี import content สูง อาจถูกมองว่าไม่ได้ผลิตจริงในไทย
🛠 ทางแก้:
เร่งสร้างฐานการผลิตในสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พวกเซมิคอนดักเตอร์

3. 💼 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อาจเพิ่ม
นักลงทุนย้ายฐานจากจีน มาสู่ไทย ไม่ต้องแย่งเวียดนาม อินโดนีเซียมากนัก
สินค้าเป้าหมาย: กลุ่มที่ถูกเก็บภาษีพอๆกันและเน้นตลาดส่งออกไปสหรัฐ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ

อย่าลืมว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากอัตราภาษีที่ไทยเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ลดลง เช่น ยาและเวชภัณท์ ผลิตภัณท์อาหาร และอาหารสัตว์ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มนี้

⚠️ ข้อควรระวัง:
ไทยยังเสียเปรียบด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวก ESG พลังงานทดแทน

4. 💰 นโยบายการคลังควรเน้นประคองเศรษฐกิจ
ช่วยภาคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมี มาตรการเยียวยาแรงงาน หรือ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

5. 🏦 นโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้
เงินเฟ้อต่ำ → เปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้
เศรษฐกิจโตช้า → เพิ่มสภาพคล่อง เร่งการปล่อยสินเชื่อ
ภาคท่องเที่ยวยังอ่อนแรง → เสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อ

6. 💱 บาทอาจแข็งค่าจากความเชื่อมั่น
นักลงทุนมองว่าไทย "เสี่ยงต่ำ" กว่าเวียดนาม อินโดฯ
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยมากขึ้น
แต่ต้องคุมไม่ให้บาทแข็งเกินไป → กระทบผู้ส่งออก

7. 📉 GDP ไทยรอดภาวะถดถอยทางเทคนิค
แม้เศรษฐกิจไม่หดตัวแรง แต่การเติบโตยังต่ำในมุมไตรมาสต่อไตรมาสความหวังอยู่ที่: ครึ่งหลังของปีหน้า (H2/2026) หากส่งออก-ลงทุนฟื้น และการบริโภคภายในประเทศกลับมาแข็งแรง

✅ บทสรุป
แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ 'ภาษีต่ำลง' เปิดโอกาสให้ไทย รอดได้พร้อมๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้าเข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่นนักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น

จุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอด:
พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ
ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้
ใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ

‘พิชัย’ ชี้ภาษีสหรัฐ 19% ยังช่วยไทยแข่งขันเวทีโลก พร้อมเตรียมมาตรการภาษี เงินอุดหนุน ซอฟต์โลน ดูแลผู้ประกอบการ เกษตรกร

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประกาศ Tariff rate ที่ 19% สะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย–สหรัฐฯ ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ การทำงานยังไม่สิ้นสุด รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพี่น้องเกษตรกร จึงได้จัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งงบประมาณ Soft Loan เงินอุดหนุน มาตรการภาษี และการปฏิรูปกฎระเบียบที่จำเป็น เพื่อยกระดับให้ไทยสามารถปรับตัวและก้าวสู่โลกเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

ผลการเจรจาครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง แข็งแกร่ง และพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกในอนาคต

"ขอบคุณทีมไทยแลนด์สำหรับความทุ่มเทและความพยายามอย่างเต็มที่ในสถานการณ์ที่ยากจะควบคุม แต่เรายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องสู้ต่อไป เพื่อประเทศไทยของพวกเราทุกคน"

สภาทองคำโลก คาดราคาครึ่งปีหลังยังลุ้นไปต่อ ส่วนดีมานด์ทองไทยยังแข็งแกร่ง แม้ราคาพุ่งแรง

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาส 2/68 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ส่งผลมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2/67 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุนทองคำ ETF ทั่วโลกสูงถึง 397 ตัน และเป็นยอดครึ่งปีแรกที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 63

ด้านทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นอีก 307 ตัน ซึ่งรายงานเผยว่า นักลงทุนไทยมีการเติบโตที่โดดเด่นถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน และเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยยังมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่แข็งแกร่งอีกด้วย โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีตัวเลขที่ลดลง ในภาพรวมของภูมิภาค นักลงทุนจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีความต้องการสูงถึง 115 ตัน ในขณะที่นักลงทุนอินเดียยังคงเพิ่มการถือครองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 46 ตัน ในไตรมาสที่สอง ส่วนตลาดตะวันตกแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ต่างจากกัน ยอดการลงทุนสุทธิในยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 28 ตัน ในขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในสหรัฐฯ กลับลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 9 ตัน ในไตรมาสที่สอง

ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องแต่ในระดับที่ชะลอตัวลง โดยเพิ่มขึ้นอีก 116 ตัน ในไตรมาสที่ 2/68 แต่ถึงแม้จะมีการชะลอตัวลง การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ผลการสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี ชี้ให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปริมาณความต้องการจากทั่วโลกที่ลดลง 14% ใกล้แตะระดับต่ำของช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับในจีนลดลง 20% ขณะที่อินเดียหดตัว 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่มูลค่า ตลาดทองคำเครื่องประดับทั่วโลกกลับเติบโตขึ้น โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย ความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยมีปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม ทั้งนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มหันไปนิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ของทองคำที่ต่ำลง

ส่วนอุปทานทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,249 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสที่สอง ด้านการรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากสภาวะราคาที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศไทยมีอุปทานจากการรีไซเคิลทองคำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่มีการเติบโตของอุปทานอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 67

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 68 อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงทำสถิติใหม่ แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยระดับการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการทองคำเครื่องประดับกลับชะลอตัวลง

แนวโน้มราคาครึ่งปีหลังอาจปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

ด้านนายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ราคาทองคำได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีผลการดำเนินการที่เหนือกว่าสินทรัพย์หลักหลายประเภท และด้วยผลการดำเนินการที่น่าประทับใจตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลงในช่วงครึ่งหลังของ 68

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อไป หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือสภาวะภูมิรัฐศาสตร์มีการเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

‘เอกนัฏ’ กดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสด 100% หลังร่วมมือร่วมใจลดเผาอ้อยต่ำสุดในประวัติศาสตร์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/68 โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อนนั้น ซึ่งวันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด 100% จะทยอยได้รับเงินชดเชยในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะจ่ายเงินให้กับเกษตรกรผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐของรัฐบาล

รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/68 มีชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 126,418 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 67.95 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 4,688 ล้านบาท ซึ่งชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือจะต้องสมัครและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ สแกนบัตรประชาชน ณ สถานที่รับจดทะเบียนชาวไร่อ้อยของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นสมาชิก I - Industry กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในวันนี้ (31 กรกฎาคม 2568) เป็นวันแรก มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงิน 77,044 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 55 ล้านตัน เป็นเงิน 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.94% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน

“ผมขอบคุณเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ร่วมมือกันลดการเผาอ้อยได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.86% สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนสำคัญในการลดเผาอ้อย รัฐบาลตั้งใจที่จะสนับสนุนและดูแลชาวไร่อ้อยที่ทำดี ให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับ DGA และ ธ.ก.ส. จะเร่งตรวจสอบข้อมูลชาวไร่อ้อยที่ดำเนินการตามเงื่อนไขข้างต้นให้ครบถ้วน คาดว่าจะสามารถโอนเงินงวดต่อไปได้ในสัปดาห์ถัดไป” รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ กล่าวปิดท้าย

เคทีซี รวม 3 คำถามเอาชนะใจตัวเอง คิดก่อนให้ถ้วนถี่ “เราซื้อของ หรือของซื้อเรา”

(30 ก.ค. 68) เราซื้อของ หรือของซื้อเรา 3 คำถามเอาชนะใจตัวเองก่อนเสียเงิน ในยุคที่การใช้จ่ายเพียงปลายนิ้วสามารถเปลี่ยนยอดเงินในบัญชีให้ลดลงได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ “ซื้อก่อน คิดทีหลัง” ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความสะดวกสบายของเทคโนโลยีและการตลาดในยุคดิจิทัล แม้ผู้บริโภคยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับการออมแต่การซื้อสินค้าโดยไม่ไตร่ตรองอย่างละเอียดก็ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น 

จากการสำรวจของ Deloitte พบว่า กลุ่ม Millennials ไปจนถึง Gen Z มีแนวโน้มใช้จ่ายแบบอิงอารมณ์สูงขึ้น ในขณะที่รายงานจาก McKinsey & Company ระบุว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีความเปราะบางต่อแรงกระตุ้นจากการจัดโปรโมชันลดราคา การรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ และการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในโซเชียล ซึ่งมักนำไปสู่การตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว เคทีซีจึงได้รวบรวม 3 คำถามที่ควรหยิบมาใช้ก่อนกดซื้อทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจใช้จ่ายได้อย่างมีสติ 

1. เราจะใช้สิ่งนี้ภายใน 7 วันหรือไม่
ผู้ประกอบการนิยมใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มยอดขาย อาทิ การจัดโปรโมชันลดราคาแบบจำกัดเวลา การวางสินค้าใกล้จุดชำระเงิน หรือการวางสินค้าที่มักจะซื้อคู่กันไว้ใกล้ ๆ กันเพื่อกระตุ้นให้ซื้อทั้งสองอย่าง ทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อโดยแรงกระตุ้น (impulse buying) การตั้งตัวกรองเวลาก่อนซื้อจะช่วยแยกความอยากได้ออกจากความจำเป็นอย่างชัดเจน หากสินค้าที่ซื้อไม่ได้ถูกใช้งานภายใน 7 วัน หรือไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการซื้อนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอและอาจทำให้เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง

2. พรุ่งนี้เรายังอยากได้อยู่ไหม
ความอยากได้สินค้ามักเกิดขึ้นชั่วคราวและมักจะหายไปอย่างรวดเร็ว การเว้นระยะเวลาก่อนกลับมาตัดสินใจซื้อจะช่วยปรับอารมณ์และทำให้เห็นความจำเป็นของการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น แม้แบรนด์จะใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อเร่งการตัดสินใจ อาทิ ลดราคาวันนี้เท่านั้น หรือเหลือเพียง 3 ชิ้นสุดท้าย แต่บ่อยครั้งสินค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้หมดเร็วอย่างที่โฆษณาไว้ การชะลอจังหวะซื้อจึงไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดในระยะยาว

3. สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกดีได้นานแค่ไหน
ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่สะท้อนตัวตนและอัตลักษณ์บนโลกออนไลน์ จึงเกิดปรากฏการณ์การซื้อสินค้าเพื่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมากกว่าการใช้งานจริง การถามตัวเองถึงระยะเวลาของความสุขหรือความพึงพอใจที่ได้รับจากการซื้อ จะช่วยให้ตัดสินใจใช้จ่ายบนพื้นฐานของคุณค่าที่แท้จริง มากกว่าตอบสนองกระแสชั่วคราวหรือความต้องการแบบฉาบฉวย

บนโลกที่เต็มไปด้วยแรงจูงใจทางการตลาดและความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีทักษะคิดก่อนใช้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น หรือคนรุ่นใหม่ที่ต้องให้ความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการพร้อมกับการมีรากฐานทางการเงินที่มั่นคง เคทีซี พร้อมเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนทุกการใช้จ่ายอย่างมีสติและคุ้มค่าในยุคที่เงินทุกบาททุกสตางค์สามารถแปรเปลี่ยนได้ทั้งความสุข ความมั่นคง และคุณค่าของชีวิต การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนตัดสินใจจะช่วยให้ทุกการใช้จ่ายมีความหมายมากกว่าที่เคย

‘พีระพันธุ์’ แย้มข่าวดี! ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 68 มีแนวโน้มลดลงได้อีกคาดอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย

(30 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเกี่ยวกับแนวโน้มค่าไฟงวดสุดท้ายของปี (งวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2568) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดอัตราเป้าหมายของค่าไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 และงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งสามารถทำได้ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 นั้น ตนได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อหาแนวทางที่จะปรับลดค่าไฟสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปี 2568 ให้ต่ำลงไปอีก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เพราะค่าก๊าซมีแนวโน้มลดลง และมีเงินบางส่วนที่สามารถนำมาช่วย กฟผ. ในส่วนนี้ได้ ล่าสุดมีข้อสรุปจาก กฟผ. ว่า สามารถปรับลดค่าไฟให้ต่ำลงมาได้อีกตามแนวทางที่หารือกับตน โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่ง กฟผ. จะมีหนังสือแจ้ง กกพ. เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดสุดท้ายของปีให้เป็นตามอัตราดังกล่าวต่อไป 

“นอกจากจะสามารถเสนอให้ ครม. อนุมัติกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้ว ผมกำลังพยายามผลักดันให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก ซึ่งจากการหารือกับ กฟผ. ก็ได้ข้อสรุปว่า มีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกปรับตัวลดลง และการนำเงินส่วนที่ กฟผ. กันไว้บางส่วน มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับข่าวดีในเร็ว ๆ นี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

วิกฤตชายแดน ตึงเครียด!! ‘ไทย-กัมพูชา’ เวทีเศรษฐกิจ เพื่ออธิปไตยไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง บั่นทอนต่อความเชื่อมั่น ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

(26 ก.ค. 68) สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ซึ่งจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน-นักท่องเที่ยว 

ยอดนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 17.75 ล้านคน ลดลง 5% ช่วงโลว์ซีซั่นมีโอกาสลดลงหนักกว่าปีที่ผ่านมา เจอข่าวร้ายวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระหน่ำอีกระลอก โรงแรมที่พักแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คงได้รับผลกระทบหนัก

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ แต่กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ โดยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย และ 9% ของกัมพูชาในปี 2567

ในปีที่แล้ว ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน    โดย ‘การค้าชายแดน’ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 เฉลี่ยแล้วคิดเป็นผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ หากดูข้อมูลการส่งออกชายแดนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่า การส่งออกไปกัมพูชาผ่านการค้าชายแดนติดลบแล้ว

‘ตลาดแรงงาน’ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง ในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน รายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดสระแก้ว แจ้งว่า บริเวณหน้าจุดตรวจหนังสือเดินทางขาออกไปยังประเทศกัมพูชา ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีชาวกัมพูชาเกือบ 1,000 คน เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อเดินทางข้ามกลับประเทศ 

ตลาดแรงงานไทยยังพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลักถึง 73% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้อาจเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ นอกจากนี้ การได้รับค่าจ้างที่สูงกว่ายังคงเป็นปัจจัยจูงใจให้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ ยังตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยต่อ หากความขัดแย้งไม่รุนแรงและขยายวงกว้างมากไปกว่านี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางชายแดน โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

2. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

3. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสถานการณ์ด้วย

‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’ ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกภาคส่วน จะช่วยเยียวยา พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่วิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ยังป่วยอยู่ หวังว่าประชาชนชาวไทย คงน่าจะเริ่มรับรู้แล้ว ว่า.. ศักยภาพของผู้นำรัฐบาลในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่าน การแก้ไขปัญหา การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ใครที่แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากัน ??

‘ปตท.สผ.’ เข้าซื้อหุ้นของเชฟรอน เพื่อขยายการลงทุน ในแปลง A-18 พื้นที่พัฒนาร่วม ‘ไทย-มาเลเซีย’

(26 ก.ค. 68) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัท พีทีทีอีพี จอยท์ ดีเวลลอปเมนท์ เอสจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ลงนามสัญญาซื้อขาย (Sale and Purchase Agreement – SPA) เพื่อเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท Hess International Oil Corporation ที่มีบริษัทย่อยถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (Malaysia–Thailand Joint Development Area – MTJDA) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย การซื้อขายดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 450 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทั้งนี้ ผู้ขายคือบริษัท Hess (Bahamas) Limited และ Hess Asia Holdings Inc. ที่มีเชฟรอนเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด จากการควบรวมกิจการระหว่าง Chevron และ Hess

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้มีผลสมบูรณ์แล้ว และจะสามารถเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับบริษัทได้ทันที รวมทั้งยังส่งผลให้ ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีการลงทุนอยู่แล้วในแปลง B-17-01 ในสัดส่วนร้อยละ 50

ปัจจุบัน แปลง A-18 ผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอัตราประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งเข้าประเทศไทยในอัตรา 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 6 ของความต้องการใช้ก๊าซในประเทศไทย และส่งให้กับประเทศมาเลเซียในอัตรา 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

“ปตท.สผ. ยินดีที่สามารถขยายการดำเนินงานเพิ่มเติมใน MTJDA เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียม และมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ รวมถึงการเติบโตให้กับบริษัท นอกจากแหล่งก๊าซฯ ที่มีการผลิตในปัจจุบันแล้ว ยังมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ ใหม่อีกหลายแหล่งในแปลงดังกล่าว และอยู่ระหว่างรอการพัฒนาเพื่อนำพลังงานขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งการถือสัดส่วนการลงทุนของทั้ง 2 แปลง จะส่งผลให้สามารถบริหารจัดการร่วมกันแบบบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของทั้งสองประเทศได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายมนตรี กล่าว

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ บริษัทผู้ดำเนินการมีแผนจะเจาะหลุมผลิตและติดตั้งแท่นหลุมผลิตเพิ่มเติม รวมถึงก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ และคอนเดนเสท เพื่อเร่งพัฒนาและผลิตก๊าซฯ จากแปลงดังกล่าวต่อไป

MTJDA ตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทที่สำคัญของประเทศไทยและมาเลเซีย ปัจจุบันแปลง A-18 ประกอบด้วยแหล่งก๊าซฯ เช่น จักรวาล ภูมี สุริยา บุหลัน และบุหลันใต้ ซึ่งเริ่มการผลิตตั้งแต่ปี 2548 ส่วนแปลง B-17-01 ซึ่งบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ประกอบด้วยแหล่งก๊าซฯ เช่น มูด้า ตาปี ตันจุง อมฤต เจ็งก้า เมลาติ และแอนดาลัส ซึ่งเริ่มการผลิตก๊าซฯ ตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซฯ ส่งเข้าประเทศไทยและมาเลเซียในอัตราประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

'ประชาธิปัตย์' เสนอทีดีอาร์ไอ (TDRI) ยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนพืชไร่เศรษฐกิจ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อัพเกรดศักยภาพใหม่ประเทศไทย

'อลงกรณ์' ย้ำเศรษฐกิจเกษตรต้องแข็งแกร่งไม่ว่าจะเผชิญสงครามหรือสันติภาพในภาวะโลกร้อนโลกรวน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม การสัมมนาจัดโดยทีดีอาร์ไอ(TDRI)ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์

นายอลงกรณ์นำเสนอในการสัมนาว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ12ของโลกมีศักยภาพสูงมากสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจเช่นมันสำปะหลังสามารถผลิตได้เป็นอันดับสามของโลกปีละ 30 ล้านตันจากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ ในกว่า 54 จังหวัดและเป็นประเทศแชมป์โลกในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ ที่มีวัตถุดิบเป็นของตัวเองแต่เกษตรกรยังยากจนและราคาผันผวนตลอดเวลา

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 7 ล้านไร่ มีผลผลิต 4–5 ล้านตันต่อปีแต่มีความต้องการในประเทศ 8.1–8.9 ล้านตันจึงต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านภายใต้ AFTA 1–2 ล้านตันส่วนใหญ่นำเข้าจากเมียนมา 93% และประเทศอื่นๆ แสดงว่ายังมีตลาดในประเทศที่มีความต้องการสูงมากปีละ 3-4 ล้านต้นหากพัฒนาผลิตภาพการผลิตด้วยพันธุ์ที่ดีใช้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มมิ่ง(Smart Farming)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้วางรากฐานไว้เช่นเกษตรอาหารเกษตรพลังงานเกษตรสุขภาพและเกษตรท่องเที่ยวจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตทดแทนการนำเข้าได้อีกมาก

พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เวอร์ชั่นใหม่ นั่นคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ(BioIndustry)และเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไบโอรีไฟนารี่(BioRefinary)สำหรับพืชไร่เศรษฐกิจในกลุ่มจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตหลักเช่น กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ซึ่งประกอบไปด้วยนครราชสีมาชัยภูมิ บุรีรัมย์และสุรินทร์โดยนำวัตถุดิบมาเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้แก่อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม ผงชูรส น้ำตาลเทียม เชื้อเพลิงชีวภาพ(BioFuel) ผลิตภัณฑ์ยา กระดาษ ไบโอพลาสติก ไบโอฟิล์ม ฯลฯ

“นี่คือโอกาสการลงทุนใหม่ๆและการสร้างการค้าใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงขึ้นไม่ใช่การค้าการลงทุนที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้นซึ่งมีราคาต่ำและแข่งขันในตลาดล่าง เราต้องก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ราคาสูง “

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เจ้าของฉายา มิสเตอร์เอทานอลได้ยกตัวอย่าง ผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวกับพืชไร่เศรษฐกิจ กรณี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนายชวนหลักภัยเป็นนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรเป็นเอทานอลใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกว่าแก็สโซฮอลล์ในเดือนกันยายนปี 2543 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนับเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของยกระดับการพัฒนาพืชไร่เศรษฐกิจที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นอ้อย มันสำปะหลังและต่อมามีการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนผสมของวัตถุดิบผลิตเอทานอลเกรดพรีเมี่ยม

นอกจากนี้นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center:AIC)ทุกจังหวัดถือเป็นโครงสร้างหลักด้านเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเมดอินไทยแลนด์ครอบคลุมทั่วประเทศรวมทั้งนโยบายลดโลกร้อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality)และคาร์บอนเป็นศูนย์(Zero Carbon)ตลอดจนการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity)การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนโดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

รวมทั้งนโยบายเกษตรสร้างสรรค์ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ((Creative Economy)ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายปราบทุจริตโดยนายบัญญัต บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคในขณะนั้นจนรัฐมนตรีเกษตรฯติดคุกจากโครงการปุ๋ยปลอมและนโยบายประกันรายได้เกษตรกร(Universal Basic Income)สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ปาล์มและยางพารา 8.13 ล้านครัวเรือนของพรรคประชาธิปัตย์โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงรัฐบาลที่แล้ว 

“นโยบายส่วนหนึ่งเหล่านี้และแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่นำเสนอในวันนี้เป็นเสมือนคานงัดอัพเกรดศักยภาพใหม่ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร(Agroindustry)เพื่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ไม่ว่าในยามที่มีสงครามหรือสันติภาพ เราต้องยืนบนขาของตัวเองให้ได้ในภาวะโลกร้อนและโลกรวน“

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังได้นำเสนอรายงานเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) จากมันสำปะหลังและข้าวโพด: ศักยภาพใหม่พืชเศรษฐกิจไทยศักยภาพใหม่ของพืชไร่ “ต่อที่ประชุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

นอกจากนี้ในการสัมนาที่โรงแรม แกรนด์ริชมอนด์ นนทบุรีเมื่อเร็วๆนี้เพื่อระดมความคิดเห็นประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของมันสำปะหลังและข้าวโพดมีภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมได้แก่ตัวแทนเกษตรกร สมาคมการค้ามันสำปะหลังและข้าวโพด ตัวแทนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง    

ซึ่งดร.วิโรจน์ ณ ระนองหัวหน้าทีมวิจัยทีดีอาร์ไอได้นำเสนอรายงานผลการวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับการผลิตการแปรรูปและตลาดทั้งในต่างประเทศรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดนี้พร้อมกับประเด็นนโยบายสาธารณะในอดีตถึงปัจจุบันเช่นนโยบายการประกันราคานโยบายการประกันรายได้นโยบายการแทรกแซงตลาดจนนโยบายการเพิ่มผลผลิตรวมไปถึงการพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น

เทคโนโลยี AI, AR/VR, และแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเรียนรู้ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ภาคการศึกษาก็ได้รับอิทธิพลจาก เทคโนโลยีเช่นกัน 'EdTech' (Education Technology) หรือเทคโนโลยีทางการศึกษา กำลังเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ กำลังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนยุคใหม่

ปัจจุบันได้เริ่มเห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียน หรือการใช้ AR/VR สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริงมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยทำให้การศึกษาไทย ก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง

​ยกตัวอย่างบทบาทของการใช้ AI, AR/VR และแพลตฟอร์มออนไลน์ในภาคการศึกษา เช่น ระบบเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personalized Learning) ที่เทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรม การเรียนของนักเรียนและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลรวมไปถึง การใช้ AI Chatbot เป็นผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ ทั้งตอบคำถามและช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงการใช้ระบบตรวจข้อสอบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระของครูในการให้คะแนนและประเมินผลอีกด้วย

​ในขณะที่เทคโนโลยี AR/VR นั้น จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สมจริง ทำให้นักเรียนสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ในห้องเรียนปกติ ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ผ่านห้องทดลองเสมือน โดยใช้ VR จำลองห้องแล็บวิทยาศาสตร์ให้ผู้เรียนสามารถ ทดลองโดยไม่ต้องใช้สารเคมีจริง หรือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่าน VR ที่นำนักเรียน 'เดินทาง' ไปยังยุคโบราณและเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริง หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมสายอาชีพผ่าน VR  เช่น การฝึกศัลยแพทย์ หรือการฝึกขับเครื่องบินโดยไม่ต้องเสี่ยงในสถานการณ์จริง เป็นต้น

​ไม่เพียงเท่านั้นเทคโนโลยี EdTech ยังมีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาหลาย ประการของระบบการศึกษาไทยได้เช่นกัน ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เทียบเท่ากับเด็กในเมือง รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยให้การเรียนรู้มีความน่าสนใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

​ทางกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ได้ให้การสนับสนุนโครงการ EdTech มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาการศึกษา กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ดำเนินโครงการพัฒนาห้องเรียนเสมือน(Virtual Classroom) ที่รองรับการเรียนการสอนแบบไฮบริดคลาสรูม เพื่อผลิตบุคลากรด้านดิจิทัลเข้าสู่อุตสาหกรรม Digital 4.0 ซึ่งทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้จัดทำแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะ รองรับระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ สำหรับ Upskilling & Reskilling แบบครบวงจร เพื่อรองรับการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการศึกษาไทย และเทคโนโลยี AI, AR/VR และแพลตฟอร์มออนไลน์ จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งทางกองทุนดีอี คาดหวังว่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

สั่งก.พลังงาน เตรียมรับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลนรองรับภารกิจฉุกเฉิน

‘พีระพันธุ์’ สั่งการ ก.พลังงาน ตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” รับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลน เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้มากที่สุด

(24 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  และหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนด้านพลังงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่   โดยได้มีคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน”  เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงานและในการกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้านพลังงาน อันอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งส่งผลหรืออาจส่งผลต่อประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง 

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และการดูแลความมั่นคงเพียงพอด้านพลังงานทั้งในส่วนของน้ำมันและไฟฟ้า โดยได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้จุดปะทะบริเวณชายแดนงดให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงเปิดบริการตามปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางและภารกิจฉุกเฉินของภาครัฐ  อาทิ รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ ทหาร รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งต้องสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นหลักในการประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทีมซ่อมบำรุงประจำพื้นที่ เตรียมความพร้อมกรณีเกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า หรือสายส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด

ภายใต้ “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” ยังให้มีชุดปฏิบัติการจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ ระงับเหตุ และแก้ไขสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชน รวมทั้ง ยังช่วยสนับสนุนด้านกําลังพล วัสดุ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย

"กระทรวงพลังงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีแนวทางรองรับตลอดเวลา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ปะทะและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยที่สุดจากสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้" นายพีระพันธุ์กล่าว

บีโอไอ เผยยอดลงทุนครึ่งปีพุ่งกว่า 1 ล้านล้านบาท ตอกย้ำไทยเป็นฐานลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรก ปี 2568 เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ นักลงทุนไทยและต่างประเทศเดินหน้าขยายลงทุน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าแนวโน้ม การลงทุนในไทยในปี 2568 ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 138 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท (89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ

โครงการที่น่าสนใจที่ขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในด้านยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล มีตัวอย่าง เช่น โครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ โครงการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะ การผลิต Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด การผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone และ AI Data Center การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 333,654 ล้านบาท ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainable Industry ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 365 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีจำนวน 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า  110,000 ตำแหน่ง มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 3.6 แสนล้านบาท/ปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,310 โครงการ เงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท

“ถึงแม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และ หลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว โดยเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย ทำให้สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top