Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

CardX ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เปิดแคมเปญคุ้มครองลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายเดินทาง พลังงาน ยานยนต์ เครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15% ต่อหมวด เสริมสภาพคล่องท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

CardX เดินหน้ามาตรการช่วยลูกค้ารับวิกฤตพลังงาน ออกแคมเปญลดภาระค่าครองชีพ ครอบคลุมการเดินทาง–พลังงาน–ยานยนต์

กรุงเทพฯ, 9 เมษายน 2569 - บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (CardX) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่านการออกแคมเปญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นหมวดที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ การเดินทาง พลังงาน และยานยนต์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของคนไทยในปัจจุบัน

CardX ระบุว่าจากข้อมูล Insight พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจผันผวน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าเชิงรุกจึงได้ออกแคมเปญนี้ขึ้นภายใต้แนวคิด “คุ้มทุกเส้นทาง ลดภาระค่าครองชีพ” มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับความคุ้มค่ากลับคืนในทุกการใช้จ่าย และเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น ผ่านสิทธิประโยชน์ครอบคลุม 4 หมวดสำคัญ ได้แก่

• คุ้ม 2 ต่อ หมวดการเดินทาง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาท (5%)* เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมในหมวด MRT, BTS และทางพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรับสิทธิ์แลกคะแนน POINTX ผ่านฟีเจอร์ Point2Pay เพื่อรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 10%** รวมสูงสุด 2,000 บาทต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน

• เติมน้ำมันคุ้มทั่วไทย

รับเครดิตเงินคืน 10%* เมื่อใช้คะแนน POINTX เท่ายอดใช้จ่าย สำหรับการเติมน้ำมันทุกสถานีทั่วประเทศช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้บริโภค

• ชาร์จรถ EV คุ้มทุกครั้ง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 7%* เมื่อใช้จ่ายผ่านแอปชาร์จรถไฟฟ้า เช่น EA Anywhere, Elexa, EV Station PluZ, RÊVERSHARGER และ Shell Recharge สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนการใช้งาน

• ดูแลรถครบวงจร คุ้มทั้งซื้อและซ่อม

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* สำหรับการจองรถยนต์ระดับพรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการที่ร่วมรายการ ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านยานยนต์ได้อย่างครบวงจร

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น CardX มุ่งเน้นการออกแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหมวดการเดินทางและพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เราต้องการให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการได้รับความคุ้มค่าที่ชัดเจนในทุกการใช้จ่าย และยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจแม้ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน”

นอกจากนี้ CardX ระบุเพิ่มเติมว่า แคมเปญดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ 

ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

*/**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

‘MT.POLA’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จหลังฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรล เข้าบางจาก เสริมความมั่นคงพลังงา

เรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จ ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลเข้าโรงกลั่นบางจาก

วันที่ 8 เมษายน 2569 มีรายงานความสำเร็จด้านโลจิสติกส์พลังงานของประเทศไทย เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ของบริษัทบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ได้อย่างปลอดภัย และเข้าถึงประเทศไทยเป็นลำแรก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 600,000 บาร์เรล เพื่อนำเข้าสู่ระบบกลั่นของโรงกลั่นบางจาก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่เส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 23–24 มีนาคม 2569 ทำให้เรือสินค้าไทยสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเรือ “MT.POLA” เป็นเรือสัญชาติไลบีเรีย มีความยาว 274.5 เมตร กินน้ำลึก 13.90 เมตร และมีระวางขับน้ำกว่า 182,538 ตัน

เมื่อถึงน่านน้ำไทย เรือได้เข้าจอดที่ทุ่นผูกเรือน้ำมันกลางทะเลของบางจาก (BMBMI) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านพลังงานของไทย ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโลก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบนำเข้าและสำรองพลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064534396330/posts/1358961292931671/?rdid=zbg6xOeXQyRN4vCP#

หอการค้าชี้ธุรกิจเพชรบุรี ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ เน้นนวัตกรรมเงินทุนและความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจใหม่

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมบรรยายพิเศษโดย “จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ชี้ทิศทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ The Grand Century Hall The PBRU Heritage อาคารปฏิบัติการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของหอการค้า พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของ คุณธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณศรวณีย์ พรมเสน พิธีกรด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการวางแผนการเงิน เป็นผู้ดำเนินรายการ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The New Business Game : นวัตกรรม เงินทุน โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน” โดย จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและนักกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการเงินการลงทุน

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ

พร้อมกันนี้ยังได้สะท้อนแนวคิดว่า “ธุรกิจในยุคใหม่ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจทั้งความเสี่ยง โอกาส และโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อวางกลยุทธ์ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

การบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และสมาชิกหอการค้าจำนวนมาก เนื่องจากเนื้อหามุ่งเน้น การมองอนาคตของธุรกิจไทยในเวทีโลก พร้อมการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค

การประชุมใหญ่ครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วย เชื่อมโยงภาคธุรกิจในจังหวัดเพชรบุรีกับองค์ความรู้และแนวคิดทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

“สวนนงนุช” จัดสงกรานต์ เปิดงาน "มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน" วันที่ 11-15 เม.ย. 69 มีขบวนแห่สวยงาม นักท่องเที่ยวร่วมทำบุญสรงน้ำพระ ชมโชว์ช้างแสนรู้ตลอดงานทุกวัน

สวนนงนุชพัทยาพร้อมจัดใหญ่ “มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน” เชิญชวนนักท่องเที่ยวทำบุญสรงน้ำพระ กราบไหว้ขอพร เสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ไทย ท่ามกลางสวนระดับโลก

วันนี้ (8 เมษายน 2569) สวนนงนุชพัทยา นำโดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ประกาศความพร้อมในการจัดงาน “เทศกาลมหาสงกรานต์ดอกไม้บานที่สวนนงนุชพัทยา” ต้อนรับปีใหม่ไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย พร้อมทำบุญกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ภายในงานได้จัดกิจกรรม สรงน้ำพระเก้าวัด พร้อมกราบไหว้พระต่างๆภายในสวนฯ อาทิ พระสังกัจจายน์, พระพิฆเนศ, เจ้าแม่กวนอิม, พระพรหม  และพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ สร้างแล้วเสร็จแล้ว 6 องค์ (จากทั้งหมด 11 องค์) และพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล อาทิ พิธีเปิดเทศกาลมหาสงกรานต์(ในวันที่13 เมษายน 2569)  ชมขบวนแห่รถบุปผชาติอันสวยงาม เล่นน้ำกับน้องช้างอย่างใกล้ชิด ชมการแสดงดนตรี และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงของสวนนงนุชพัทยา พร้อมโชว์ช้างแสนรู้ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่และตระการตาทุกวันตลอดช่วงจัดงาน

สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนมาร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ให้จิตใจเบิกบาน ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยที่ติด 1 ใน10 สวนสวยที่สุดในโลก เพื่อเติมพลังใจโดยสามารถเที่ยวชมได้แบบ ยกครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและรอยยิ้ม   สวนนงนุชฯเปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

ไทยยังรับมือได้!! พลังงานเกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง สงครามกดดันน้ำมันโลก ราคาน้ำมันตึงตัว ไทยยังประคองได้ ชี้ไทยมีสำรองเพียงพอ 105 วัน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบ Hormuz พร้อมขู่ใช้มาตรการทางทหาร ซึ่งทางอิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงและเตือนถึงการตอบโต้ที่รุนแรง ส่งผลให้เกิดการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือในเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อการขยายตัวของสงครามในระดับภูมิภาค แต่ยังกดดันอุปทานพลังงานโลกและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 105 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่าการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 29 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.20 ล้านลิตร และจำหน่าย 74.23 ล้านลิตร
3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 50.54 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 45.54 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว สิงคโปร์ อยู่ที่ 51.83 - 87.85 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 50.38 - 118.82 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ติดลบ 56,229 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,473 ล้านบาท
 

บีโอไอหนุนอีซูซุ อีซูซุลงทุนเพิ่ม 1.5 หมื่นล้าน บีโอไอหนุนไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สีเขียว ยกระดับโรงงานไทยสู่ Euro 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

บีโอไอไฟเขียวอีซูซุ ลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้าน

ยกระดับฐานการผลิต ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

บีโอไออนุมัติ อีซูซุ (Isuzu) ขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในประเทศไทย ติดตั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐานยูโร 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขอตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานหลักของอีซูซุที่ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน

การลงทุนในครั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การเชื่อมประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์เต็มคัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โดยเฉพาะการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาตรฐานดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย

บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยได้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกครั้งแรกในปี 2506 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่นมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่ปี 2545 และต่อมาได้ย้ายงานวิจัยและพัฒนารถปิกอัพมาอยู่ที่ไทยในปี 2553 จนทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและฐาน R&D รถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่รวมกันสูงถึง 385,000 คันต่อปี จ้างงานกว่า 6,000 คน อีกทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% สะท้อนความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างลึกซึ้ง

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย เมื่อรวมทั้งห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะมีมูลค่ากว่าร้อยละ 10 ของ GDP อีกทั้งยังเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ โดยมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท มีการจ้างงานมากกว่า 8 แสนคน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุนและดีลเลอร์ ในปี 2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้กว่า 1.45 ล้านคัน ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปกว่า 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

“บีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในเทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

‘วราวุธ’ ลุยงานกระทรวง เข้ากระทรวงวันแรก มุ่ง ONE MIND พบปะข้าราชการ ร่วมฝ่าวิกฤติพลังงาน สนับสนุน SME ใช้พลังงานสะอาด เตรียมแถลงนโยบายใน 20 เม.ย.

‘วราวุธ’ เข้า ก.อุตฯ วันแรก ชู ONE MIND พบปะข้าราชการ ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤติพลังงาน

 วันที่ 7 เมษายน 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้ถือโอกาสเข้ามาทักทายข้าราชการกระทรวงฯ และพูดคุยนโยบายเบื้องต้นก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่ท่านบรรหารเคยดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นโอกาสได้มาสานงานต่อ โดยในเบื้องต้นได้ให้นโยบายไปว่าการทำงานในช่วงวิกฤตินี้ต้องทำให้เร็ว

ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กระทรวงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤติ ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมไปถึงเวทีในต่างประเทศ ตลอดจนการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปราะบางด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยพร้อมนำความรู้ทั้งหมดตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาประยุกต์ใช้ที่นี่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว

 นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า แผนงานที่เตรียมไว้จะขอแถลงในวันที่ 20 เมษายนนี้  เบื้องต้นเราจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต รวมทั้งมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเครื่องมือ ทั้งสินเชื่อจากกองทุน

เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อดีพร้อมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ

 “อุตสาหกรรมยุคนี้จะเดินด้วย ONE MIND คืออุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียว และได้บอกข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบ วิ่งลุยงานไปด้วยกัน และพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง” นายวราวุธ กล่าว

ปลัดพลังงานชี้วิกฤตน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 3 เท่า กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 5 หมื่นล้าน เร่งดึง Windfall โรงกลั่นช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤตพลังงาน

“ปลัดพลังงาน” ชี้วิกฤตน้ำมันรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เร่งดึง Windfall โรงกลั่น ช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤต

วันนี้ (3 เมษายน 2569) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชากเพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศในวันก่อนที่จะมีการขึ้นราคาป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน

สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน(เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน

"วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้" นายประเสริฐ กล่าว

บ้านปูขับเคลื่อนพลังงาน หมุนเวียนครบวงจรผลิตใช้ขาย รองรับความต้องการพลังงานสะอาด BESS-แพลตฟอร์มซื้อขายช่วยเสถียรภาพ ผสาน AI ยกระดับระบบพลังงานชาญฉลาด

“พลังงานหมุนเวียนครบวงจร: ผลิต กักเก็บ และซื้อขาย”
ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานทั่วโลกสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน และผลการประชุม COP301 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปี 20302 เพื่อจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความต้องการพลังงานที่มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากปัจจัยเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน

แม้การผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะเติบโตต่อเนื่อง3 แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเห็นถึงบทบาทของ BESS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าและรักษาความสม่ำเสมอ ของพลังงานหมุนเวียน4 อีกทั้งการนำแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้5 ช่วยเปิดโอกาสการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการทำงานของระบบพลังงาน ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สำหรับ BESS ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับระบบพลังงานที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความผันผวนในอนาคต ทิศทางเหล่านี้ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การกักเก็บ และการซื้อขายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์ของพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่สะท้อนคุณค่าในหลากหลายมิติ
• ภาคธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ลดต้นทุน
และความผันผวนทางพลังงาน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมือกับคู่ค้า
ที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) 
• นักลงทุนและคู่ค้า ได้รับประโยชน์จากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และพลังงานสะอาด
• ชุมชน สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อาศัยและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 
• ประเทศต่างๆ สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนระดับชาติและความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP พร้อมรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกและความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ โดยจะเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าไฟฟ้าครบวงจร ทั้งพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อม BESS จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน โครงการ BESS เมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ โครงการ BESS อิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) และอีกหลายโครงการในญี่ปุ่น ซึ่งโครงการ BESS ทั้งสองประเทศนี้จะเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ การยกระดับ Power+ 
ยังสอดรับกลยุทธ์ Energy Symphonics ของกลุ่มบ้านปูที่เร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับการขยายตัวของ AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ในระดับ Utility-scale ไปพร้อมกับการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน ของกลุ่มบ้านปู

กกพ. เคาะค่าเอฟที งวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์ ดึง Claw back ตรึงค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท

กกพ. เคาะค่าเอฟทีรอบ พ.ค. - ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย 

     ใช้กลไก Claw back ลดค่าไฟเหลือเฉลี่ย 3.95 บาท/หน่วย บรรเทาผลกระทบประชาชน ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

     “กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

     สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

    ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

     “การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว 

     นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

     สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

     สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

“เซ็นทารา” จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel ตั้งเป้าเปิด 6 แห่งทั่วไทยในเฟสแรก ใช้ทำเล PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้การลงทุน 700 ล้านบาท

"เซ็นทารา จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel 
เปิดเกมใหม่ธุรกิจโรงแรมไทย ขยายพอร์ตสู่ทุกเซกเมนต์
ร่วมลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลศักยภาพทั่วไทยในเฟสแรก "

กรุงเทพฯ – 1 เมษายน 2569 – โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ผนึกกำลัง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนสำหรับการลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เพื่อขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ภายใต้การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เซ็นทารา และ OR จะร่วมกันพัฒนาเครือข่ายโรงแรมราคาประหยัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพของสถานีบริการ PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อมอบทางเลือกด้านที่พักที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจโรงแรมของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายสถานีบริการและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ของ OR ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

โดยในเฟสแรกของโครงการฯ เซ็นทารา และ OR ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลสำคัญทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, อยุธยา, ภูเก็ต, ชลบุรี และสงขลา โดยคาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการระหว่างปี พ.ศ. 2570–2571 เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางบนเส้นทางหลักและเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค

โรงแรมแต่ละแห่งจะมีจำนวนห้องพักประมาณ 69-80 ห้อง โดยมีอัตราค่าห้องพักเริ่มต้นที่ประมาณ 800-900 บาทต่อคืน ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ จะมีห้องพักประมาณ 120 ห้อง และมีอัตราค่าห้องพักอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 บาทต่อคืน ด้วยคอนเซปต์ห้องพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดย รองรับกลุ่มลูกค้าหลักอย่างนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้เดินทางด้วยรถยนต์ และนักธุรกิจที่ต้องการที่พักระหว่างการเดินทาง

การร่วมลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดยเซ็นทาราถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ OR ถือหุ้น 49% ซึ่งโครงการนี้จะผนวกความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการของเซ็นทาราเข้ากับจุดแข็งของ OR Ecosystem ที่มีเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มอบบริการด้านพลังงาน, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, ร้านอาหาร, ร้านค้าปลีก และพื้นที่พักผ่อน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและครบวงจรให้แก่แขกผู้เข้าพัก

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวฯ ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากระบบสมาชิกของทั้งสององค์กร ได้แก่ CentaraThe1, The 1 และ blueplus+ ของ OR ซึ่งมีฐานสมาชิกรวมกันกว่า 40 ล้านคน เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคต


ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา 
และ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR

“การร่วมลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการเปิดเกมสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการเติบโตธุรกิจและขยายพอร์ตโฟลิโอของเราให้ครอบคลุมทุกตลาดเซกเมนต์ โดยเป็นการผสานความชำนาญด้านการบริการของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายทำเลศักยภาพของ OR ที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวก ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ พร้อมประสบการณ์เข้าพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและ           รีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว

การเดินหน้าธุรกิจสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัดในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ของเซ็นทาราในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ โดยแบรนด์ใหม่สำหรับตลาดโรงแรมราคาประหยัดนี้ จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิมของเซ็นทาราให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่รีสอร์ทหรูระดับลักชัวรี โรงแรมเหนือระดับ ไปจนถึงโรงแรมไลฟ์สไตล์และรีสอร์ทสำหรับครอบครัว

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของ OR และเซ็นทารา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจร่วมกันพัฒนาโครงการโรงแรมในรูปแบบ Budget Hotel เพื่อรองรับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน” หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าว “OR มองว่าการเดินทางในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์ระหว่างทางที่มีความหมายมากขึ้น ซึ่งธุรกิจ Budget Hotel จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ OR และเสริมความแข็งแกร่งของ Physical Platform ให้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร”

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OR ได้ที่ https://www.pttor.com/

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th

GPSC จับมือ COD เดินเกมขยายพอร์ตไฟฟ้า เสริมกำลังผลิตรองรับภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าโรงไฟฟ้านวนครรับเศรษฐกิจโต หนุนดีมานด์พลังงานภาคผลิตและ Data Center

GPSC ผนึกพันธมิตร เดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้านวนคร

ส่วนขยาย ดันกำลังผลิตไฟฟ้า 207.75 เมกะวัตต์

รองรับดีมานด์อุตสาหกรรมและ Data Center

GPSC ร่วมกับพันธมิตร เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้า นวนคร หรือ NNEG ส่วนขยาย กำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิรวม 207.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำรวม 48 ตันต่อชั่วโมง รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) สอดคล้องกับกลยุทธ์ขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้ร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าร่วมทุน บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดย GPSC ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 และ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ทั้งนี้ โครงการส่วนขยายของ NNEG มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 เมษายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงาน พร้อมเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบพลังงานในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ในอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพันธมิตรทั้ง 3 ราย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน ทั้งนี้โครงการ NNEG มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2559 ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้า 125 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 30 ตันต่อชั่วโมง จำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 90 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญา 25 ปี ในรูปแบบ Firm SPP และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 54 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมงในปี 2563 ล่าสุดในปี 2569 ได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง

การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ ตอกย้ำกลยุทธ์การเติบโตของ GPSC ในการขยายพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

EVAT แนะรัฐดัน EV รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง ชู EV ทางเลือกพลังงานใหม่ ดันไทยสู่พลังงานแห่งอนาคต 5 ข้อเสนอเร่งดันนโยบายจริงจัง

EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน ชู EV เป็นทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ชูยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกพลังงานใหม่ หนุนเป้าหมายประเทศ 30at30

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30at30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

.

ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น

2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว

5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า “ วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น

ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ”

เกี่ยวกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand)

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นสมาคมที่ไม่เเสวงหาผลกำไร โดยแนวทางของสมาคมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเเลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อบังคับมาตรฐาน และการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันสมาคมมี คุณสุโรจน์ เเสงสนิท ทำหน้าที่นายกสมาคม และมีสมาชิกที่มาจากภาคเอกชน สถาบันศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้นกว่า 390 ราย โดยทางสมาคมมีการกำหนดการจัดการประชุม ในทุกๆเดือน และมีการเเบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ที่ www.evat.or.th


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top