Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

BCPG ลุยคลังน้ำมัน!! ลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี เน้นรับโอนสินทรัพย์ธุรกิจเท่านั้น รายได้ 900 ล้านต่อปีประเมินค่าตามกระแสเงินสด สร้างรายได้รองรับพลังงานแสงอาทิตย์

การลงทุนในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรีของ BCPG

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี บริษัทฯ ขอให้ข้อมูลเพื่อประกอบความเข้าใจดังนี้

บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ โดยกำหนดให้ผู้ขายจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (“ALT”) และโอนเฉพาะสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ ALT เท่านั้น

โครงสร้างการทำธุรกรรมในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเข้าซื้อกิจการเป็นการรับโอนเฉพาะทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง และแยกภาระหนี้สินหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดำเนินงานในอดีตของผู้ขายออกจากกิจการที่เข้าซื้อ เพื่อให้การประเมินมูลค่าและการดำเนินธุรกิจภายหลังการเข้าลงทุนสะท้อนศักยภาพของกิจการจริงโดยไม่ปะปนกับภาระในอดีต

ภายหลังการโอนแล้วเสร็จ บริษัท บีซีพีจี เอ็นเนอร์ยี โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ ALT ซึ่งมีเพียงสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว 

การประเมินมูลค่าการลงทุนเป็นไปตามหลักการลงทุนทางธุรกิจทั่วไป โดยพิจารณาจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งเกิดจากสินทรัพย์ที่สามารถให้บริการได้ และสัญญาเช่าคลังระยะยาวที่ก่อให้เกิดรายได้ระยะยาวในอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นการพิจารณาบนฐานของกระแสเงินสดและรายได้ที่กิจการสามารถสร้างได้ ไม่ใช่มูลค่าทางกายภาพของสินทรัพย์ โดยปัจจุบัน ALT มีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง 

ตามหลักการทางบัญชี บริษัทฯ ต้องดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2567 ทั้งนี้ การประเมินมูลค่ายุติธรรมมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดมูลค่าการลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว โดยธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ช่วยรองรับรายได้ในช่วงที่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยทยอยสิ้นสุดสิทธิ Adder

การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นธุรกรรมทางธุรกิจตามปกติ โดยผู้ซื้อและผู้ขายดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

กพช. ไฟเขียวพลังงานใหม่!! ปรับค่าไฟก้าวหน้า ช่วยลดภาระครัวเรือน ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน รับซื้อไฟฟ้า 10 ปี ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยจ่ายไม่เกิน 3 บาท หนุนติดตั้งโซลาร์หลังคา กระตุ้นพลังงานสะอาด

กพช. ไฟเขียว! 2 มาตรการสำคัญ
ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) และส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (29 เมษายน 2569) ได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ได้แก่ (1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยนายเอกนัฏฯ เปิดเผยรายละเอียดดังนี้

1 การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช. จึงได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

●เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
● มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และให้ กกพ. กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรมโดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย
● มอบหมาย กกพ. นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม. วันที่ 28 เมษายน 2569
● มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทาง
 การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว

2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)ภาคประชาชน
กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

● รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์
 ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
● มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
●มอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

นายเอกนัฎฯ เปิดเผยด้วยว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

'ก.อุตฯ' ดันสินเชื่อใหม่!! ช่วย SME ไทยฝ่าวิกฤตพลังงาน อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนประชารัฐ เปิดโครงการ 'เสือติดปีก-คงกระพัน' รอบ 2 เน้นเพิ่มนวัตกรรมและสภาพคล่องธุรกิจ

“ก.อุตฯ” อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ สานต่อสินเชื่อ 
"เสือติดปีก - คงกระพัน" รอบ 2 ปั้นเกราะคุ้มกัน SME ไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง!

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการไทยสู้ศึกต้นทุนพลังงานโลก เปิดฉากลุยต่อกับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องผ่าน "กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ" เปิดรับสมัครโครงการสินเชื่อ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการสินเชื่อ “คงกระพัน” รอบ 2 อัดฉีดเม็ดเงินรวม 1,500 ล้านบาท มุ่งประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค 

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนา
เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการผลิต การค้า และการส่งออกของไทย 
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามนโยบาย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ให้ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ภายใต้สภาวะวิกฤต โดยเน้นการสร้างความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการดำเนินงานผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการ “คงกระพัน” รอบ 2

“ในการกลับมาเปิดฉากลุยต่อใน รอบที่ 2 นี้ เรามุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยโครงการ ‘เสือติดปีก’ รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน ขณะที่โครงการ ‘คงกระพัน’ รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก” นายณัฐพล กล่าว

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ มีวงเงินรวมกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) รอบ 2 กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเพื่อลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% - 5% ต่อปี และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ที่เน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นเกราะป้องกันธุรกิจด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% - 7% ต่อปี 

โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ “คงกระพัน” รอบ 2 จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอรับสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://i-next.industry.go.th หรือ www.thaismefund.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ทั่วประเทศ

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! ไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำทัพ ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมอนาคต สิงคโปร์-อังกฤษ-ญี่ปุ่น นำลงทุน บูมดิจิทัล AI พลังงานสะอาด

ยอดขอบีโอไอ ไตรมาสแรกกว่า 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำโด่ง บูมไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บีโอไอ เผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2569 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเติบโตของ AI ตามด้วยพลังงานสะอาด เกษตรและอาหาร โลจิสติกส์ และยานยนต์ โดยสิงคโปร์ อังกฤษ และญี่ปุ่นลงทุนสูงสุด ตอกย้ำบทบาทไทยจุดหมายการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและกระแสโยกย้ายฐานการผลิต ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรก มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท (48 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย เช่น บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม, สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, โกลบอล สวิตช์ และอีโวลูชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นต้น ช่วยเสริมบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท (80 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ใน Data Center เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านแสง (Optical Transceiver) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI Data Center โดยบริษัทชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เช่น บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์, ซิเลซติกา, อินเวนเทค, แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์, เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์, ฟาบริเนท และแคนนอน ไฮ-เทค ซึ่งหลายบริษัทมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว และขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยี AI และความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

3. อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท (108 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัทโวลต์ซิงค์ โซลูชั่น, วังขอนขว้าง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, เอ็นพี วัตต์, กาญจนบุรี โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, หนองแขม โซล่าร์ เอนเนอร์ยี และบ้านโป่ง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่พลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

4. อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท (61 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ แป้งโมดิฟายด์สตาร์ช รวมถึงกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์โดยบริษัทไทย เช่น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี, สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และฟาร์มลักษณ์ สะท้อนศักยภาพของไทยในการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดโลก

5. กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท (68 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บริษัทการบินไทย, ไทย ไลอ้อน เมนทารี และการบินกรุงเทพ กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอก เกทเวย์ เทอร์มินอล และกิจการขนส่งทางเรืออีกหลายโครงการ

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ การผลิตยางรถยนต์และยางอากาศยาน และชิ้นส่วนยานยนต์อื่น ๆ รวม 13,328 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ 11,739 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 10,717 ล้านบาท (65 โครงการ) อุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 8,081 ล้านบาท (38 โครงการ)

ทั้งนี้ การลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของเงินลงทุนในไตรมาสนี้ สาเหตุเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 

อย่างไรก็ตาม บีโอไอตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเพื่อป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องเสนอแผนงานสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การพัฒนาบุคลากรและ SMEs ไทย หรือการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน ก่อนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 427 โครงการ เงินลงทุนรวม 965,869 ล้านบาท โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 837,941 ล้านบาท อังกฤษ 47,150 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22,593 ล้านบาท จีน 17,327 ล้านบาท ฮ่องกง 16,097 ล้านบาท ไต้หวัน 14,679 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 1,282 ล้านบาท เนเธอร์แลนด์ 915 ล้านบาท มาเลเซีย 625 ล้านบาท และสวีเดน 352 ล้านบาท

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 831,531 ล้านบาท จาก 237 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 149,994 ล้านบาท ภาคใต้ 7,395 ล้านบาท ภาคตะวันตก 5,978 ล้านบาท ภาคเหนือ 5,279 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,078 ล้านบาท

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart และ Sustainable Industry) ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยังมีผู้ให้ความสนใจต่อเนื่อง ในไตรมาสแรก ปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 61 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,071 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกิจการ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวน 649 โครงการ เงินลงทุนรวม 330,132 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 42,000 ตำแหน่ง และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5.2 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 738 โครงการ เงินลงทุนรวม 382,954 ล้านบาท

“มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นสัญญาณชัดว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเกมจากฐานผลิตดั้งเดิม สู่ฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัลและ AI Supply Chain  ที่กลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ท้าทาย ประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วว่าเรามีความพร้อมที่จะรองรับการลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรคุณภาพ ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์  บีโอไอจะทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นฐานการเติบโตและสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับคนไทยในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

ปตท. ผนึก ทอท. ร่วมมือยกระดับองค์กร ตั้งเป้าพลังงานสะอาดใหม่ ใช้ดาต้าและ AI จัดการพลังงาน ฝึกอบรมเพิ่มความปลอดภัยเข้ม

ปตท. ผนึกกำลัง ทอท. ยกระดับการบริหารจัดการองค์กรสู่ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ซ้าย) และ นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) (ขวา) ร่วมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ณ สำนักงานใหญ่ ทอท. หลังบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Core Business Enablers ที่ระดับคะแนน 2.5000 ได้ก่อนกำหนดในปี 2569

ทั้งสององค์กรเตรียมเร่งเดินหน้าแผนปฏิบัติการหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การผลักดันพลังงานสะอาดผ่านการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ตอบสนองมาตรฐาน ICAO และ ISCC การดึงเทคโนโลยี Data Science และ AI มาใช้ในระบบ Energy Platform ยกระดับการจัดการพลังงานในท่าอากาศยาน การร่วมมือด้านความปลอดภัยครบวงจรผ่านหลักสูตรฝึกอบรมดับเพลิงและการใช้แพลตฟอร์มบริหารผู้รับเหมา รวมทั้งสร้างช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ทอท. ผ่านแพลตฟอร์มชุมชนยิ้มได้ ตอกย้ำความร่วมมือในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต

BWG ปลดล็อกโรงงาน!! อสจ.สระบุรี คืนใบอนุญาต โชว์แผนความปลอดภัยเข้มข้น ปิดคลุมบ่อไฟไหม้ตามมาตรฐาน เดินหน้าธุรกิจพร้อมชุมชนยั่งยืน

BWG พร้อมลุย! อสจ.สระบุรีปลดล็อกไฟเขียวเปิดโรงงาน หลังโชว์แผนจบครบทุกมิติ


สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี (อสจ.) ประกาศคืนใบเบิกทางให้ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG กลับมาเดินเครื่องประกอบกิจการได้ตามปกติอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากบริษัทฯ โชว์ศักยภาพการแก้ไขปรับปรุงโรงงานจนเสร็จสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ เผยมาตรการความปลอดภัยชุดใหม่เข้มข้นกว่าเดิม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนรอบพื้นที่

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 คณะผู้ตรวจการณ์ชุดใหญ่ นำโดย นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมแท็กทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายอำเภอแก่งคอย, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ อบต.ห้วยแห้ง ลงพื้นที่ "X-Ray" ทุกจุดเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยในสถานที่จริง

ผลการตรวจสอบพบว่า BWG สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกข้อ โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญคือการปิดคลุมบ่อฝังกลบในส่วนที่เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดการให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานวิศวกรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ยกเครื่อง "แผนปฏิบัติการฉุกเฉิน" และมาตรการป้องกันอัคคีภัยใหม่ทั้งหมด ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว

การปลดล็อก ในครั้งนี้ของ BWG ที่มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกับความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไทยขยับพึ่งจีนรัสเซีย!! สหรัฐฯ ไม่ตอบรับช่วย ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ไทยเผชิญแรงกดดันพลังงานหนัก หันไปหาแหล่งน้ำมันและปุ๋ยจากรัสเซีย จีนช่วยแก้ปัญหาขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ

ทางเพจ Asian Speech ได้โพสต์ว่า

ไทยหันไปพึ่งจีนและรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

กรุงเทพฯ 28 เมษายน 2569 — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เพื่อช่วยประเทศรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานก็ตาม

นายสีหัศักดิ์ พวงเกตแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง ซึ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ

ตามที่รัฐมนตรีกล่าว การตอบสนองหลักของวอชิงตันคือการเสนอขายน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มากกว่ามาตรการสนับสนุนในวงกว้าง

คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ขณะที่ไทยกำลังมองหาพันธมิตรทางเลือกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงระดับโลก

เจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่า ประเทศได้หันไปพึ่งรัสเซียสำหรับอุปทานน้ำมันดิบและปุ๋ย ขณะเดียวกันก็ขอความช่วยเหลือจากจีนเกี่ยวกับปัญหาการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลก

 มีรายงานว่าสีหาสักยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของนโยบายสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการมีส่วนร่วมที่มั่นคงกว่าของจีนในภูมิภาคนี้

ประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต้ของสหรัฐฯ แต่เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วเอเชียกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง

อ้างอิง : Asian Speech

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=937901655682569&id=100083882304435&rdid=vc6IbDx9CqdrhCjK#

เติมทุนสู้วิกฤต!! SME D Bank ขยายกู้ Green Productivity รัฐเร่งอัดฉีดสินเชื่อสีเขียว ดอกเบี้ยแค่ 3% วงเงินสูงสุด 30 ล้านถึงสิ้นปี 69 หนุนเปลี่ยนรถ EV ติดโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนพลังงาน

"วราวุธ" เผยข่าวดี SME D Bank ขยายสินเชื่อ SME Green Productivity อัดฉีดหมื่นล้านบาท  หนุนเอสเอ็มอีเปลี่ยนรถ EV-พลังงานสะอาด ติดโซลาร์เซลล์สู้ศึกน้ำมันแพง ดอกเบี้ยแค่ 3% เปิดรับคำขอถึง 30 ธ.ค.นี้

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการช่วยบรรเทาผล

กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME)  ที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้า 

ว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ได้ขยายสินเชื่อครอบคลุมกลุ่ม SME ในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษภายใต้โครงการ"SME Green Productivity" ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท โดยมีวงเงิน 10,000 ล้านบาท

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเรื่องเงินทุน แต่เป็นการยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" เพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกตามกฎกติกาการค้าใหม่ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารรถนำเงินสินเชื่อไปใช้ในการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือการใช้ระบบไฟฟ้า (EV) รวมทั้งนำไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานสะอาด โดยสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม) ผ่านช่องทาง สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ  ,LINE Official: @SMEDevelopmentBank เว็บไซต์: www.smebank.co.th/loan/greenproductivity/  และ Call Center 1357

ซิกท์–เคทีซี ดันตลาดรถเช่า EV พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่ารถแทนซื้อโตตามกระแส EV Rental เติบโตสูง 20% ซิกท์นำรถพรีเมียมหลากรุ่น

เคทีซี–ซิกท์ ชี้เทรนด์ “เช่ารถแทนซื้อ” มาแรง

ดัน EV Rental โต รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยกำลังปรับพฤติกรรมการเดินทาง จากการ “เป็นเจ้าของ” สู่การเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นทั้งทางเลือกด้านกาปรเดินทางและ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวัน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดรถเช่าในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัว 20% สูงกว่าการเติบโตของรถเช่าโดยรวมที่ 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมอง “การเช่า” เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการลงทุนระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สภาพคล่องทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการเช่ารถ EV ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ “ทดลองใช้งานจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อในอนาคต

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองรถ EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน การเช่าจึงช่วยทั้งควบคุมต้นทุน และเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ EV ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและภาคองค์กร

ด้านนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจรถเช่ายังคงเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้งานจริง และภาคองค์กรที่ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG มากขึ้น โดย SIXT Thailand เป็นผู้นำด้านการเช่ารถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น รวมถึงแบรนด์พรีเมียมเช่น BMW, XPeng และ Zeekr

ตลาดรถเช่ากำลังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจากการเน้น “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “การเข้าถึงการใช้งาน” ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากกว่า

ทั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) และซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เดินหน้าพัฒนาทางเลือกด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทาง การใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านแคมเปญ “EAT THE EAST: The Grand Road Trip” ที่ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางด้วยรถยนต์ สัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค้นหาทุกเรื่องที่คุณสนใจได้เลย | KTC  KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ: บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

สำรองพลังงานพอใช้ 101 วัน!! “พลังงานไทย” ชี้สถานการณ์ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง ดีเซลผลิตเกินจำหน่ายพอสมควร กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 6 หมื่นล้าน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ       ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดในแดนบวก โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปัจจุบัน (28 เมษายน 2569) ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 108.30 - 109.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 108.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 96.61 - 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 96.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 105.99 - 106.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 40.20 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 33.20 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่     42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 – 118.56 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท

“เอ็นเอ็กซ์” ลุยซื้อเมโทร!! บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นเมโทร ค่ากิจการกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ขยายตลาดอเมริกาเหนือเต็มสูบ เสริมแกร่งโลจิสติกส์ครบวงจร

เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป เตรียมเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป จากแคนาดา พร้อมเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อย

นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ (NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.) ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า "เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป" (NX Group) ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป อิงค์ (Metro Supply Chain Group Inc.) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

ธุรกรรมครั้งนี้ประเมินมูลค่าของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป ไว้ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 207,000 ล้านเยน) โดยพิจารณาจากมูลค่ากิจการ นับเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป นอกจากนี้ อาจมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมตามผลการดำเนินงาน (earn-out) สูงสุดถึง 400 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 46,000 ล้านเยน) ให้แก่ผู้ขายกิจการ ขึ้นอยู่กับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น

เมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป มีเครือข่ายการดำเนินงานที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (3PL) แก่หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ การผลิต และการดูแลสุขภาพ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป สามารถขยายการดำเนินงานในตลาดอเมริกาเหนือได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร อีกทั้งธุรกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ตามแผนการจัดการ "NX Group Management Plan 2028 Dynamic Growth 2.0" เพื่อมุ่งสู่การเป็น "บริษัทโลจิสติกส์ที่มีบทบาทโดดเด่นในตลาดโลก"

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1SvzqxdP0zEEDCtmm2yhpGjBuDkM3iJea/view?usp=drive_link

เกี่ยวกับเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.nipponexpress.com/

บัญชีลิงด์อินอย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

ที่มา: นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์

“มาห์เล” ลุยลดคาร์บอน!! รายงานยั่งยืนปี 68 เด่นชัด ลดคาร์บอน Scope 1 และ 2 ได้เกือบครึ่ง วัสดุรีไซเคิลใช้เพิ่ม ปลอดภัยขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าขยายทั่วเยอรมนี

มาห์เล ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง มุ่งบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

-มาห์เลเผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของบริษัท

-มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

-มาห์เลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

-มาห์เลเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุหมุนเวียน โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น

-อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบถือเป็นหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์องค์กรของมาห์เล (MAHLE) และแนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำความสำคัญในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของกลุ่มบริษัทเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวระบุว่า มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง (Scope 1 และ 2) ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วนับจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม นอกจากนี้ ในปีที่มีการรายงานนั้น มาห์เลได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 และอัตราการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

“การที่มาห์เลผนวกรายงานความยั่งยืนไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในอนาคตของบริษัท” เกออร์ก ดีทซ์ (Georg Dietz) กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าว “มาห์เลกำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในปี 2568”

ในปีที่ผ่านมา มาห์เลสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้ถึง 19% โดยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานเพียง 1.7 ครั้ง ต่อชั่วโมงทำงาน 1 ล้านชั่วโมง ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวยังสะท้อนผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่องค์กรภายนอกมอบให้แก่สถานประกอบการของมาห์เล เพื่อยกย่องผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานกลยุทธ์ที่หลากหลายในการลดคาร์บอน “เราได้เสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบทั่วทั้งบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ” คัทริน อาเพิล (Kathrin Apel) ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน สุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมของมาห์เล กล่าว “แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การใช้พลังงานและวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการผนวกรวมปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจในด้านการพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิต”

ในปี 2568 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 จากกระบวนการผลิตของบริษัทและการใช้พลังงาน ลดลงกว่า 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ทำให้เหลืออีกไม่ถึงสองจุดเปอร์เซ็นต์ก็จะบรรลุเป้าหมายปี 2573 ซึ่งตั้งไว้ที่ 49% ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 3 จากห่วงโซ่อุปทานและการใช้ผลิตภัณฑ์ ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีฐานเดียวกัน

มาห์เลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่หลากหลาย บริษัทใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่โรงงานของมาห์เลในเยอรมนีบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวและการชดเชยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้านโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโมกีกัวซู ได้กลายเป็นโรงงานแห่งที่สี่ในบราซิลที่ทำข้อตกลงจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวในปี 2568 นอกจากนี้ โรงงานของมาห์เลหลายแห่งทั่วยุโรป อเมริกาใต้ อินเดีย จีน (กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง) รวมถึงในจังหวัดสมุทรปราการของไทย ล้วนใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัย 

ปัจจุบัน มาห์เลได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PVT) ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ณ โรงงานของบริษัทในเมืองไวฮิงเงิน/เอนซ์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 21,500 ตารางฟุต เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน มาห์เลยังดำเนินการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งจุดชาร์จ MAHLE chargeBIG มากกว่า 300 จุดในลานจอดรถของพนักงานตามโรงงานหลายแห่งทั่วประเทศเยอรมนี

สำหรับการขนส่งภายในบริษัทระหว่างคลังสินค้ากลางของมาห์เลใกล้เมืองชตุทท์การ์ทกับโรงงานที่เมืองมูห์ลักเกอร์และไวฮิงเงิน มีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ HVO100 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 90%

นอกจากนี้ มาห์เลได้พัฒนาวัสดุหลากหลายประเภทที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งนำมาใช้ในการผลิตไส้กรองอากาศสำหรับห้องโดยสารรถยนต์

ห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบในระดับโลก

มาห์เลเข้าร่วมโครงการ Responsible Supply Chain Initiative (RSCI) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใส โดยบริษัทดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพิจารณาสภาพการทำงานและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกระดับความโปร่งใสของซัพพลายเออร์เช่นนี้ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ของมาห์เล

สามารถอ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ได้ที่เว็บไซต์ของมาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/publications/

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ: สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์และภาพประกอบได้ที่ห้องข่าวของ

มาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/

'SKR' ประกาศปันผล หุ้นละ 0.25 บาท รายได้รวมกว่า 509 ลบ. อนุมัติซื้อหุ้นคืน เทคนิคเสริมการเงิน จ่ายเงินปันผล 15 พ.ค. 2569 ยืนยันเดินหน้าสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง

ผู้ถือหุ้น SKR โหวตหนุนปันผล 68 ควัก 509 ล้านบาท จ่าย 0.25 บาท/หุ้น

ผู้ถือหุ้น SKR โหวตหนุนจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 เป็นเงินสด 0.25 บาท/หุ้น วงเงินรวมกว่า 508 ล้านบาท ประกาศขึ้น XD 29 เมษายน 2569 Record Date 30 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผล 15

พฤษภาคม 2569 พร้อมไฟเขียวซื้อหุ้นคืน 1 พันล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวบริหารการเงินภายใน

ผู้บริหารย้ำเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง

นายสุริยันต์ โคจรโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ

บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SKR เปิดเผยว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ณ ห้อง Sikarin Grand Room ชั้น 8 อาคาร 3 โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลปี 2568 อัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงิน 508.71 ล้านบาท

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ไม่เกินกว่า 70% ของกำไรสุทธิ

โดยประกาศวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 29 เมษายน 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุริยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยืนยันเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนธุรกิจที่วางไว้ควบคู่ไปกับการเดินหน้าอัพประสิทธิภาพบริการ สู่ Smart Service หรือบริการอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และข้อมูล

(Data) เข้ามายกระดับการทำงานเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สงครามดันคนไทยรัดเข็มขัด!! ตลาดคอนโดฯ ปี 69 หนักรอบด้าน สงครามนอกประเทศ แต่แรงสะเทือนถึงกระเป๋าคนไทย อสังหาฯ เร่งปรับแผนรับมือ งัดราคาเข้าถึงง่าย หวังต่างชาติช่วยพยุงตลาด

โลกเดือดสะเทือนถึงไทย! พิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ บีบคนไทย ‘รัดเข็มขัด’ ขั้นสุด
อสังหาฯงัดกลยุทธ์สู้ เสิร์ฟคอนโดฯ ราคาจับต้องได้ ปลุกชีพ Longstay Visa ดึงกำลังซื้อต่างชาติ

ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้านจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบเพิ่มเติมจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า และบริการ สร้างความกังวลด้านพลังงาน ทำให้คนไทยเลือกที่จะใช้เงินลดลง ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าในช่วงไตรมาสแรกยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ทำให้การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยถูกชะลอออกไป แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นตลาดผ่านมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV แล้วก็ตาม

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เผยข้อมูลในช่วงไตรมาส 1 ของ ปี 2569 ที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวมประมาณ 7,170 ยูนิต ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอุปทานที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวของกำลังซื้อที่แท้จริง เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผู้ประกอบการจะพยายามใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเข้มข้นแต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 พอเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี โครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บางโครงการมีคนไปรอล่วงหน้าหลายวัน เพื่อทำการจองซื้อ แม้ว่าจะไม่ถึงกับปิดการขาย (Sold Out) แต่ก็สามารถสร้างยอดขายได้ดีตามเป้าที่ผู้ประกอบการวางไว้ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อค่าครองชีพและทิศทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกปรับกลยุทธ์ ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป คาดการณ์ว่าตลอดปี 2569 จะมีปริมาณคอนโดมิเนียมเปิดใหม่เพียง 15,000 – 18,000 ยูนิต ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ ต้องจับตาเรื่องของปัจจัยทางเศรษฐกิจและภาวะสงครามในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในไตรมาส 1/2569 ผู้ประกอบการพยายามปรับตัวหรือให้ความสำคัญกับโครงการในระดับราคาไม่แพงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ประมาณ 84,500 บาทต่อตารางเมตร ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้านี้ประมาณ 55% เนื่องจากโครงการที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกเมืองชั้นใน และมีหลายโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร  คาดว่าตลอดปี 2569 การปรับขึ้นราคาจะเป็นไปอย่างจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะโฟกัสตลาดที่มั่นใจ เลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทำเลและคอนเซปต์ที่ชัดเจนเท่านั้น พร้อมทั้งชะลอการลงทุนในพื้นที่ Oversupply อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว หรือโยกย้ายเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นจากนโยบาย "Longstay Visa" สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด โดยเน้นโครงการในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือกลุ่มผู้เกษียณอายุ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad ที่ต้องการพำนักชั่วคราวเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในภูมิภาค ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการดังกล่าวจะดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติได้มากน้อยเพียงใดในช่วงที่เหลือของปี

แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวล เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% - 30% ของมูลค่าโครงการ หากต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้น 10% - 20% จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวม หรือ อัตรากำไรเพียง 2.5% - 6% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากวัสดุก่อสร้างยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ย่อมส่งผลต่อการปรับราคาขายในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับปีนี้ คาดว่า ราคาขายคอนโดมิเนียมจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงเร่งระบายสต็อก โดยเฉพาะโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to Move) ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลกว่าการเปิดโครงการใหม่ แต่ความท้าทายที่แท้จริงกลับอยู่ที่ “การอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย” เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดสูงสุด โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 50% - 60% พร้อมเงื่อนไขการพิจารณาที่ซับซ้อนและละเอียดมากขึ้น

“Maxim” ช่วยคนขับ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง เร่งแพ็กเกจช่วยรายได้คนขับ ดันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มออเดอร์ รักษาสมดุลผู้โดยสารและรายได้

Maxim ประเทศไทย เร่งช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กรุงเทพฯ — ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% และดีเซลเพิ่มขึ้น 50% ภายในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนขับและไรเดอร์ที่มีรายได้แปรผันตามระยะทาง

Maxim ประเทศไทย เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งแพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชัน แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย โบนัสรายวันสำหรับคนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 การสนับสนุนทางการเงินช่วงสงกรานต์ แคชแบ็กสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และแคมเปญฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
แพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับการเดินทางระยะสั้น ได้ช่วยเหลือคนขับแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่โบนัสรายวันช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มยังมอบเงินสนับสนุนเฉพาะกิจให้แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกลยุทธ์ คือ การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการฟรีค่าคอมมิชชันใน 7 จังหวัด ส่งผลให้คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร โดยในสัปดาห์แรก จำนวนออเดอร์ของคนขับ EV เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ตเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสนับสนุนผู้โดยสาร โดยแพลตฟอร์มมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสมของผู้โดยสาร และรายได้ของคนขับ ภายใต้ขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารยังคงเข้าถึงบริการในราคาเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความท้าทายมากขึ้น แพลตฟอร์มพร้อมพิจารณามาตรการทางเลือก เพื่อให้ผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และคนขับยังคงมีโอกาสในการสร้างรายได้ แม้อาจมีการปรับราคาในบางกรณี ทั้งนี้ Maxim ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการเดินทางในเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของคนขับ เราจึงออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่แคชแบ็กสำหรับคนขับรถสันดาป ไปจนถึงกะวิ่งงานแบบไม่หักค่าคอมมิชชันสำหรับคนขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งปริมาณออเดอร์และเสถียรภาพรายได้ของคนขับขยายตัวต่อเนื่อง”

Maxim ประเทศไทย จะยังคงติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาสมดุลระหว่างค่าโดยสารที่เหมาะสมและรายได้ของพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top