Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

'ตัดหนี้​ -​ ต่ออนาคต'​ 'ตารางชีวิต'​ เรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มคิดในยุคโควิด

รู้สึกอับจนหนทางในช่วงวิกฤติโควิด-19 ไหม?

ถ้าใครไม่เคย​ อาจเฉย​ๆ!!

แต่คนที่กำลังประสบอยู่​ นี่มันอาจเป็นอีกช่วงเลวร้ายของชีวิต

คนไม่น้อยต้องตกงาน หางานใหม่ก็ยาก แถมยังมีภาระข้างหลังตามมาอีกเพียบ ไหนจะหนี้บ้าน หนี้รถ และอีกสารพัดหนี้​ เรียกว่างานไม่มี เงินไม่มา​ รอเวลาพาหมดตัว​ เครียดวุ้ย!!

…แล้ววิธีแก้ความอับจนต่อปัญหาแบบไหนที่เหมาะสุดในตอนนี้?

ถ้าคุณเป็นคนที่เข้าใจเรื่องการเงิน หรือโชคดีได้เรียนรู้เรื่องการเงินในระดับหนึ่งจะรับรู้ได้เลยว่าวิกฤติโควิด-19 มันรุนแรงกว่าวิกฤติปี 40 อย่างมาก เพราะมันเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ หรือวิกฤติสุขภาพที่ไปทับซ้อนกับวิกฤติของการเงิน

ความยากของมันเป็นเรื่องของ ‘ความไม่ชัดเจน’ อย่างปี 40 เรารู้ว่าธุรกิจใหญ่ๆ ล้ม เศรษฐีลำบาก แต่คนทั่วไปยังออกไปทำมาหากินได้

กลับกันตอนนี้ โควิด-19 มันทำให้คนกลาง-ล่างขยับตัวยาก​ หลายคนต้องหยุดทุกเรื่อง เศรษฐกิจของฐานนี้ชะงัก​ โดยที่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงเมื่อไรด้วย!!

เมื่อมันไม่มีความชัดเจนอะไรเลย 'ทางรอด'​ ของคนทั่วไปแบบหาเช้ากินค่ำ​ มันเลยแคบลง​ แคบลง​ และแคบลง

แต่เอาจริงๆ​ ทุกปัญหาล้วนมีไว้ให้แก้​ อยู่ที่มองออกว่าควรแก้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใดแค่นั้น??

ผมเคยคุยกับพี่หนุ่ม ‘จักรพงษ์ เมษพันธุ์’ แห่ง The Money Coach ซึ่งพี่เขาเป็นโค้ชการเงินสายอินดี้ที่เอาหลักชีวิตมาแชร์​ และในช่วงโควิด-19 ระบาดแรงๆ​ พี่เขาก็แนะนำทางรอดในช่วงวิกฤติไว้ได้น่าสนใจมาก

เขาบอกให้คนที่กำลังลำบาก​ เงินหดหาย​ หนี้กระจาย​ ลอง​ 'กางตารางชีวิต'​ ออกมาก่อน และเริ่มต้นที่วางแผนจัดการเงินของตัวเองใหม่​ สัก 6​ เดือนต่อจากนี้​ (จะมากกว่านี้ก็ยิ่งดี)​

เฮ้ย!! ฟังดูแปลก​ๆ​ ทำไมไม่สอนวิธีให้หาเงินเพิ่มหว่า??

ที่เป็นแบบนั้น​ เพราะคนที่เจอวิกฤติ​ มักจะคิดไม่ออกว่า​ จะหาเงินเพิ่มยังไง​ มันจะมืดแปดด้าน​ แล้วยิ่งสถานการณ์แบบนี้ด้วยยิ่งโคตรยากเข้าไปใหญ่

ฉะนั้นต้องดึงสติให้กลับมามอง​ 'ความจริง'​ แทนว่า​ ในวันที่เงินเริ่มร่อยหรอ​ เราต้องใช้ชีวิตต่อแบบไหนในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้…เราต้องมีค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละวันยังไงบ้างจากเงินที่เหลืออยู่​ อันนี้แหละโคตรสำคัญ!!

ยกตัวอย่าง หากเรามีค่ากินอยู่ที่วันละ 200 บาท เดือนนึงก็ต้องเก็บไว้เฉพาะค่ากิน 6,000 บาท ทำแบบนี้ไปยาวๆ​ ใน​ 6​ เดือนข้างหน้า

โดยส่วนตัวแล้ว​ พี่หนุ่มอยากให้เน้นที่ค่ากินอยู่ไว้ก่อน เพราะประสบการณ์ปี 40 บอกเขาว่า ถ้าท้องมันว่าง มันจะทำอะไรต่อไม่ได้ (เรื่องนี้จริง)​

ทีนี้ก็อาจจะมีบางคนมองว่า 'ค่ากินอยู่'​ มันพอจัดการไหว​ แต่ถ้ามีหนี้ติดตัว จะทำยังไง?

สั้นๆ​ เลยครับ​ 'ตัด'​ มันไปเลย!!

สถานการณ์แบบนี้​ สิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต ต้องตัดออกให้หมด​ เช่น ถ้ามีรถต้องผ่อน​ ขายได้ขาย​ เพราะมันคือภาระ!! กลับมาใช้วิธีเดินทางสาธารณะบ้าง​ อย่าได้อาย!!

ถ้าบ้านของคุณพอจะมีมูลค่า​มหาศาลระดับหนึ่ง การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเก็บไว้ในมือตอนนี้​ ทำมันซะ!! แล้วหาที่อยู่ใหม่ที่อาจจะไม่ดูดีเหมือนเก่า​ แต่เราอยู่กันได้​ ก็ลองซะหน่อย!!

ส่วนบางคนอยู่บ้านเช่า​ นาทีนี้ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ก็ไปยกมือไหว้เจ้าของบ้าน แล้วบอกไปตรงๆ เลยว่าเดือนนี้ไม่มีจริงๆ

ถ้าติดหนี้บ้าน หนี้รถ ก็เดินตรงเข้าไปสาขาธนาคารแล้วบอกว่า​ ขอให้ช่วยผ่อนผันหน่อย จะหยุดส่งต้น ส่งดอก กี่เดือนก็ว่าไป หรือจะลดวงเงินผ่อน ลดดอกเบี้ยก็เจรจาเลย

นาทีนี้ทำได้ เชื่อสิ!! แต่ถ้าไม่พูด ก็ต้องทำตามระเบียบ และถ้าทำไม่ได้ แบบนี้แหละจะเสียเครดิต

ถ้าเป็นการออมเงินฝากที่ส่งอยู่ประจำ หรือ ซื้อหุ้นไว้เดือนละเท่าไร ตอนนี้ตัดได้ตัดก่อน เพราะเชื่อเถอะว่าโอกาสเดือดร้อนในอนาคตข้างหน้ามีสูง​ เอาเงินมาใช้เพื่อวันนี้ก่อน

หรืออย่างประกันเนี่ยะ คลาสสิคเลย เพราะบางคนกลัวขาดประกัน แต่จริงๆ แล้วตอนนี้หลายๆ บริษัทเขาให้เราไปเจรจาเพื่อผ่อนปรนได้หมด เช่น ถ้าใครถึงงวดที่จะต้องจ่ายแล้วไม่มีเงินจ่าย ก็ไปบอกเขา เขาให้เลื่อนไป 120 วันหรือ 90 วัน โดยความคุ้มครองยังเหมือนเดิม

ทั้งหมดทั้งมวล มันคือการ​ 'ตัด​เพื่อต่ออนาคต'​ ที่โฟกัสกลับมาสู่ปัจจัยพื้นฐานของการมีชีวิต อันนี้สำคัญจริงๆ​ นะ

แต่ก็อย่างที่บอก​ การที่เราจะรู้ว่าควรทำอะไรกับชีวิตต่อจากนี้​ได้นั้น​ มันต้องกางตารางชีวิตออกมาก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าอนาคตต่อจากนี้​ ต้องใช้เงินหรือหาเงินไว้เท่าไร ซึ่งมันอาจจะดึงมาจากเงินเดือน เงินเก็บ เงินจากการขายสินทรัพย์​ หรือคนที่ตกงาน ก็ดึงจากเงินค่าชดเชยตกงานของบริษัท เงินชดเชยจากประกันสังคม หรือเงินเยียวยาจากภาครัฐก็ได้ทั้งนั้น

นาทีนี้ ใครที่กำลัง ‘อับจนหนทาง’ ต้องหายใจลึกๆ มีสติเข้าไว้ แล้วไปหาสมุดหรือกระดาษมากาง จากนั้นมาลองไล่จดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าติดฝาบ้านไว้เลย อย่าใช้สมองจำ เพราะสมองคนเราในยามเจอวิกฤติชีวิต มันจะจำไม่ได้ทุกเรื่อง

ใครจะเชื่อหรือไม่ อันนี้ก็ตามแต่วิจารณญาณ แต่ส่วนตัวผมอยากให้ลองทำ เพราะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าภาวะโรคระบาดเนี่ยถ้าเทียบความรุนแรง ก็เป็นรองเพียงแค่สงครามเท่านั้นเองนะขอรับ…

และนั่นก็จะทำให้เราไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติแบบเก่าก่อนอีกนานพอดู...

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา ปี​ 2564 ให้ยึดหลักขันติธรรม

เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่คติธรรม สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวันมาฆบูชา 26 กุมภาพันธ์ 2564 ความว่า... 



เนื่องในวันมาฆบูชา 26 กุมภาพันธ์ 2564 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า 

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าน้อมระลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันมีหลักการสำคัญเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ 1. การไม่ทำบาปทั้งปวง 2. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ 3. การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 เมื่อกว่า 2,600 ปีล่วงมาแล้ว อย่างไรก็ดี หากปีใดเป็นปีอธิกมาส วันมาฆบูชาจะตรงกับดิถีเพ็ญเดือน 4 ดังเช่นที่เกิดขึ้นปีนี้

สารัตถะประการหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์นั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนหลักการแห่ง ‘ขันติธรรม’ เพื่อเป็นหลักเผยแผ่พระศาสนา และการดำรงตนของพุทธบริษัท ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา แปลว่า ‘ขันติ เป็นเครื่องเผาผลาญบาปธรรมอย่างยิ่ง’
‘ขันติ’ หมายถึง ‘ความอดทนอดกลั้น’ มีลักษณะ คือความข่ม มีรส คือความอดทนต่อสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ มีสภาพที่ปรากฏ คือความอดกลั้นหรือความไม่โกรธ มีพื้นฐานคือความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกต่างมีสัญชาตญาณรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น และก็เป็นธรรมดาที่ทุกชีวิตจำต้องเผชิญความทุกข์โทมนัส สลับกับความสุขโสมนัส หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ จะหาบุคคลผู้มิต้องประสบกับ ‘โลกธรรม 8’ กล่าวคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ ในโลกนี้ เป็นอันมิมีเลย ผู้ตระหนักรู้ในความจริงเช่นนี้ จึงพึงสั่งสมบ่มเพาะกำลังแห่งขันติไว้สำหรับใช้ระงับยับยั้ง และต้านทานโลกธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ ซึ่งรุมเร้าเข้าสู่บ้านเมืองและโลกของเราทุกวันนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้รักษาร่างกายและจิตใจให้ยังคงความผาสุก สามารถอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกาย ถ้อยคำจาบจ้วงล่วงเกิน คำติฉินนินทาว่าร้าย และความเสื่อมลาภเสื่อมยศ ซึ่งหลงยึดถือไว้ว่าเป็นตัวเราของเราเสียได้ อย่างน้อยแม้จะเจ็บใจเพียงใด แต่ก็ไม่เผลอแสดงอาการหุนหันพลันแล่นออกมาทางกายหรือทางวาจาจนเสียกิริยาอาการอันดี

บุคคลผู้สามารถดำรงขันติธรรม คือความอดทนอดกลั้นไว้ได้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสงี่ยมงดงาม ถือธรรมะเป็นใหญ่ กิเลสตัณหาไม่อาจทำอันตราย เมื่อเป็นได้ดังนี้แล้ว ย่อมประสบความสงบร่มเย็น ระงับความดิ้นรนทะยานอยาก การที่สามารถดับเพลิงทุกข์เป็นคราวๆ ได้ เสมือนว่าได้ถึงพระนิพพานเป็นคราวๆ เป็นบทพิสูจน์ให้พุทธบริษัทรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า พระนิพพานมิใช่ธรรมะอันสุดเอื้อม

แม้ว่าพระนิพพานจริงๆ คือความดับเพลิงทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงอาจยังอยู่ไกล แต่พระนิพพานในปัจจุบันคือความดับกิเลสตัณหา ซึ่งบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจในขณะนี้ จึงอาจใช้ ‘ขันติธรรม’ คือความอดทนอดกลั้นนี้เอง เป็นเครื่องช่วยระงับดับได้ แม้เพียงคราวหนึ่ง ๆ ก็ยังดี ไม่เกินความสามารถที่ทุกคนจะปฏิบัติและเข้าถึงได้ เพื่อความสงบร่มเย็นซึ่งพึงบังเกิดมีขึ้นแก่ตนและแก่สังคมส่วนรวม สมความปรารถนาอันดีงามของคนไทย ที่ต่างหวังใจมุ่งหมายจะได้ประสบสันติสุขด้วยกันทุกคน

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ


ที่มา: https://www.facebook.com/1739953572982206/posts/2751286205182266/
 

วัคซีน Sinovac มาแล้ว ไปดูกันว่า ใคร? ที่ไหน? จะได้ฉีดวัคซีน 200,000 โด๊สแรกกันบ้าง?

เป็นภาพข่าวที่ชิงพื้นที่สื่อทุกสำนักไปเมื่อวาน สำหรับการรับมอบ ‘วัคซีน Sinovac’ จากประเทศจีน ที่ขนส่งมาถึงประเทศไทยเมื่อสายวานนี้ สเต็ปต่อไป คงไม่ต้องถามกันอีกแล้วว่า ‘เมื่อไรจะมีวัคซีน’ แต่จุดนี้ สิ่งที่ควรรู้ต่อไปคือ จะแจกจ่ายทำการฉีดเมื่อไร กระจายไปที่ไหน ใครได้ฉีดกันบ้าง เราสรุปมาให้อ่านกันดังนี้

1. วัคซีนป้องกันโควิด -19 ของบริษัท Sinovac ล็อตแรกนี้ จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนเสียก่อน คาดว่าไม่เกินวันที่ 27 ก.พ. จะเสร็จสิ้นในกระบวนการ

2. วัคซีนจำนวน 2 แสนโด๊สนี้ จะกระจายไปตามพื้นที่ 13 จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด 1 จังหวัด พื้นที่ควบคุม 8 จังหวัด และพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอีก 4 จังหวัด

3. พื้นที่ควบคุมสูงสุด ได้แก่ จ.สมุทรสาคร ได้รับวัคซีน 70,000 โด๊ส โดยมี 4 กลุ่มที่จะได้รับการฉีด คือ

    - กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า 8,000 โด๊ส

    - กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย 6,000 โด๊ส

   - ประชาชนผู้ที่มีโรคประจำตัว 46,000 โด๊ส

   - ประชาชนทั่วไปและแรงงาน 10,000 โด๊ส

4. พื้นที่ควบคุม 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ฝั่งตะวันตก) ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ตาก (อ. แม่สอด) นครปฐม สมุทรสงคราม และราชบุรี ทั้งหมดจะได้รับวัคซีน 99,000 โด๊ส จัดแบ่งการฉีดออกเป็น

   - กรุงเทพมหานคร (ฝั่งตะวันตก) 66,000 โด๊ส

     12,400 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

     1,600 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

     47,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนผู้ที่มีโรคประจำตัว

     5,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนทั่วไปและแรงงาน

  - ปทุมธานี 8,000 โด๊ส

    3,000 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

    2,000 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

    2,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนผู้ที่มีโรคประจำตัว

    1,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนทั่วไปและแรงงาน

  - นนทบุรี 6,000 โด๊ส

    2,000 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

   1,000 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

   2,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนผู้ที่มีโรคประจำตัว

   1,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนทั่วไปและแรงงาน

 - สมุทรปราการ 6,000 โด๊ส

   2,000 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

   1,000 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

   2,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนผู้ที่มีโรคประจำตัว

  1,000 โด๊ส ฉีดให้ประชาชนทั่วไปและแรงงาน

 - ตาก (อ. แม่สอด) 5,000 โด๊ส

   3,000 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

   2,000 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

- นครปฐม 3,500 โด๊ส

  2,500 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

  1,000 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

 - สมุทรสงคราม 2,000 โด๊ส

   1,500 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

   500 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

 - ราชบุรี 2,500 โด๊ส

    2,000 โด๊ส ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า

   500 โด๊ส ฉีดให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย

5. พื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม มีทั้งสิ้น 4 จังหวัด คือ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (อ.เกาะสมุย) และเชียงใหม่ จะได้รับวัคซีนทั้งหมด 14,700 โด๊ส โดยแบ่งฉีดให้ตามกลุ่มประชาชนต่าง ๆ โดยทางคณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัดแต่ละจังหวัด จะพิจารณาจัดสรรจำนวนวัคซีนให้แต่ละกลุ่มเป้าหมาย ตามสถานการณ์และบริบทของแต่ละพื้นที่เอง ทั้งนี้แต่ละจังหวัดจะได้รับจำนวนวัคซีนที่แตกต่างกัน เช่น

  - ชลบุรี 4,700 โด๊ส

  - ภูเก็ต 4,000 โด๊ส

  - สุราษฎร์ธานี (อ.เกาะสมุย) 2,500 โด๊ส

  - เชียงใหม่ 3,500 โด๊ส

สรุปวัคซีน Sinovac ที่ถูกแจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 183,700 โด๊ส ส่วนที่เหลือจำนวนอีกกว่า 16,300 โด๊ส จะถูกเก็บสำรองเอาไว้ เพื่อกรณีการควบคุมการระบาด และฉีดให้บุคลากรในโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วย COVID-19 ต่อไป

ส่วนการฉีดวัคซีน จะถูกใช้ 2 โด๊ส ต่อประชาชน 1 คน ที่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ถูกฉีด จะได้รับวัคซีนเข็มแรกกับเข็มที่สอง ห่างกันเป็นเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม ต้นเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป...

(Hilight) มองให้เห็นโอกาสจากความบังเอิญ กุญแจลัดสู่ความสำเร็จ | Click on Clear The Word EP.2

Clear The Word สรุปประเด็นคม ๆ จาก Click on Clear the word EP.2 ความบังเอิญ นำไปสู่ความเร็จ โดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Head of content editor THE STATES TIMES

.

.

Link คลิปเต็ม : ความบังเอิญ อาจนำไปสู่ความสำเร็จ | Click on Clear The Word EP.2  

สุข เศร้า เหงา เจ็บ...รวมประโยคเด็ด ‘นายกฯ ลุงตู่’ ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุด

ผ่านไปแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อสัปดาห์ก่อน ผลการลงมติ นิยามสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ‘รอดทุกคน’ ส่วนใครจะได้คะแนนความไว้วางใจมากน้อยอย่างไร นายกฯ ลุงตู่บอกชัด ๆ แล้วว่า ‘สอบผ่านแล้วก็ไม่ติดใจอะไร (นะจ๊ะ)’ ว่าแล้วก็เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติกันต่อไป

รู้ไหมว่า ศึกซักฟอกระลอกนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ของเรา ท่านก็มีประโยคเด็ด ๆ ในการอภิปรายอยู่เพียบ THE STATES TIMES เลยขอไปรวบรวมประโยคของนายกฯ ที่มีหลายมู้ด หลายอารมณ์ เพื่อส่งท้ายการอภิปรายหนล่าสุดนี้ มาให้ได้ชมกัน ไปดู!

.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำพิพากษาให้จำเลย บริษัท ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ (ประเทศไทย) จํากัด ล้มละลาย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำพิพากษาให้จำเลยล้มลาย และกำหนดนัดไต่สวนผู้ชำระบัญชีของบริษัทฯ จำเลย โดยเปิดเผย ณ ศาลล้มละลายกลาง ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.1923/2560 ศาลล้มละลายกลาง กองบังคับคดีล้มละลาย 6 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ด้วยคดีเรื่องนี้ ศาลล้มละลายกลางได้พิพากษา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2563 ให้ บริษัท ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ล้มละลาย ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483

ผู้ล้มละลาย ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่… ประเภทของธุรกิจไม่ปรากฏ มีสำนักงานอยู่เลขที่ 77 หมู่ที่ 11 ถนนบางนาตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางได้กําหนดนัดไต่สวน นายวรวิทย์ วีรบวรพงศ์ และ น.ส.กัลยกร ศิริรัตน์อัสดร ในฐานะผู้ชําระบัญชีของบริษัทฯ จําเลย โดยเปิดเผย ณ ศาลล้มละลายกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A ชั้น2 - 4 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 เวลา 09.00 น.

เจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้แล้ว มีสิทธิไปฟังการไต่สวนและซักถามผู้ชําระบัญชีของบริษัทฯจําเลยที่ศาลได้ หรือจะมอบฉันทะเป็นหนังสือให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปแทนก็ได้

สร้างปอดให้คนกรุง ! กทม.เดินหน้าโครงการ GreenBangkok 2030 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว 10 ตร.ม.ต่อคนภายในปี 2573

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินโครงการ Green Bangkok 2030 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรให้ได้ 10 ตร.ม./คน ภายในปี 2573 สำหรับผลการดำเนินโครงการในปี 2563 สร้างสวนสาธารณะแล้วเสร็จ 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. สวนปิยะภิรมย์ เขตบางกะปิ พื้นที่ 10 ไร่ 2. สวนสันติพร เขตพระนคร พื้นที่ 2.5 ไร่ และ 3. สวนวนาภิรมย์ร่มเกล้า เขตลาดกระบัง พื้นที่ 30 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวที่จะแล้วเสร็จในปี 2564-2565 อีก 9 แห่ง ได้แก่ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน พื้นที่ 37 ไร่ 2. สวนจากภูผาสู่มหานทีภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พื้นที่ 26 ไร่ 3. สวนสาธารณะบริเวณซอยหน้าวัดหัวลำโพง เขตบางรัก พื้นที่ 0.5 ไร่ 4. สวนสาธารณะบริเวณโครงการต่อเชื่อมถนนกาญจนาภิเษก - ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา พื้นที่ 35 ไร่ 6. สวนสาธารณะบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา ระยะที่ 1 พื้นที่ 25 ไร่ 7. สวนป่านิเวศอ่อนนุช ระยะที่ 1 พื้นที่ 18 ไร่ 8. สวนป่านิเวศหนองแขม พื้นที่ 14 ไร่ และ 9. สวนชุมชนซอยวิภาวดี 18 แยก 3 เขตจตุจักร พื้นที่ 2 ไร่

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันรวบรวมข้อมูลพื้นที่ว่างเปล่าในเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ พร้อมเสนอแนวทางและรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มอบพื้นที่ว่างเปล่าเข้าร่วมโครงการ GREEN BANGKOK 2030 มาอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบันมีประชาชนมอบที่ดินเข้าร่วมโครงการในพื้นที่เขตบางรัก คลองสาน บางกอกน้อย พระโขนง สวนหลวง และทวีวัฒนา เป็นต้น อีกทั้ง ยังได้จัดการประชุม เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชุมชนในการสร้างสวนสาธารณะ ตลอดจนจัดประกวดออกแบบสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมทั้งให้ความร่วมมือในการนำพื้นที่ว่างมาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะเพิ่มมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top