Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เพชรบุรี – นักอนุรักษ์เฮ ! เต่ากระ ขึ้นวางไข่เกาะทะลุต่อเนื่อง

วันที่ 27 พ.ค. นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี ได้รับรายงานจาก นายภัทร อินทรไพโรจน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม(เตรียมการ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ขณะลาดตระเวนและเฝ้าระวังการขึ้นวางไข่ของเต่ากระในพื้นที่เกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

พบร่องรอยการขึ้นวางไข่ของแม่เต่ากระอย่างต่อเนื่องแต่ไม่พบตัวแม่เต่ากระ บริเวณอ่าวเทียน พิกัด 47 P 560368 E 1223962 N ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) เจ้าหน้าที่จึงสำรวจบริเวณโดยรอบ พบหลุมวางไข่และได้ทำการขุดหลุมรังไข่เพื่อทำการย้ายรัง นับเป็นรังที่ 3 มีจำนวนไข่ทั้งหมด 86 ฟอง วัดขนาดรอยพายได้ 78 เซนติเมตร ความกว้างของหลุม 25 เซนติเมตร ความลึกของหลุม 44 เซนติเมตร ก่อนทำการเคลื่อนย้ายไข่เต่าไปยังจุดอนุบาลฯ ต่อไป ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเฝ้าระวังและเก็บข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับ "เต่ากระ" ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Eretmochelys imbricata (Linnaeus,1766) เป็นสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ สถานภาพเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และจัดอยู่ใน Appendix 1 ของอนุสัญญาไซเตส (CITES) ด้วย


ภาพ/ข่าว  นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์ / 4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประจวบฯ – คุมเข้ม โรงงานสับปะรดกระป๋อง และตลาดพื้นที่หัวหิน ช่วยสอดส่องแม่ค้าต่างพื้นที่

วันที่ 27 พ.ค. นายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และคณะกรรมการโรคติดต่อ ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอหัวหิน ว่าข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 24 พฤษภาคม 64 จากรายงานพบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 1,596 ราย เสียชีวิต จำนวน 4 ราย พบผู้ป่วยมากที่สุดในอำเภอหัวหิน จำนวน 1,169 ราย รองลงมาคือ อ.ปราณบุรี และ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 212 ราย และ 119 ราย ตามลำดับ กำลังรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 318 ราย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 1,274 ราย การระบาดในระลอกใหม่นี้สาเหตุเริ่มต้นมาจากสถานบันเทิง มีการกระจายเข้าสู่โรงงานสับปะรดกระป๋อง บริษัท ควอลิตี้ ไพน์แอปเปิล โปรดักส์ จำกัด (QPP) ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน ทำให้ยอดผู้ป่วยของจังหวัดสูงขึ้นอีกครั้ง และต่อเนื่องจนพบผู้ป่วยในโรงงานสับปะรดกระป๋อง บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ต.หนองพลับ อ.หัวหิน

จากการสอบสวนโรคในผู้ป่วยรายที่ 1,288 และ 1,413 ทำงานที่บริษัทโดลไทยแลนด์ จำกัด มีประวัติเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยยืนยันจากโรงงานสับปะรดกระป๋อง QPP ซึ่งมีการระบาดในก่อนหน้านี้ หลังพบผู้ป่วยในโรงงานสับปะรดกระป๋องบริษัท โดลฯ สำนักงานสาธารณสุข จ.ประจวบฯ สาธารณสุขอำเภอหัวหิน และโรงพยาบาลหัวหิน ได้ร่วมกันวางแผนมาตรการควบคุมจำกัดวงจรการแพร่ระบาดโรคทันทีร่วมกับผู้บริหารบริษัท โดลฯ โดยนำผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่เป็นแรงงานต่างด้าวหลายร้อยคน มากักตัวในโรงงาน ถึงล่าสุดวันที่ 24 พ.ค.64 พบผู้ป่วยทั้งหมด 56 ราย เป็นชาวไทย 10 ราย เมียนมาร์ 46 ราย

ขณะที่ นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯได้ลงนามในคำสั่งประกาศจังหวัดที่ 5213/2564 ให้จัดตั้งสถานที่กักกันโรคผู้มีความเสี่ยงสูง14 วัน ภายในโรงงานของบริษัท โดลไทยแลนด์ จำกัด โดยโรงงานสามารถเปิดสายการผลิตสับปะรดกระป๋องได้ตามปกติ เนื่องจากการปิดโรงงานจะมีปัญหาการกระจายตัวของแรงงานไปพื้นที่อื่น ทำให้ยากกับการควบคุม สำหรับบริษัทโดลฯจะใช้แนวทางการบริหารจัดการนำผู้ป่วยติดเชื้อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จากนั้นจะกักตัวแรงงานเมียนมากว่า 1,500 คนตลอด 24 ชั่วโมงไว้ในหอพักของโรงงานฯ เพื่อให้ชุมชนรอบโรงงานปลอดภัย หากสถานที่กักกันไม่เพียงพอประกาศคำสั่งได้กำหนดสถานที่ภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตวังไกลกังวล และโรงแรมแอทเดอร่า ต.หินเหล็กไฟ โดยห้ามมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับบริษัทโดลฯมีพนักงานกว่า 3,900 คน เป็นแรงงานเมียนมากว่า 1,500 คน แรงงานชาวไทย 2,400 คน ล่าสุดมีการติดตามแรงงานเมียนมาจำนวนมากกลับไปกักตัว ส่วนสายการผลิตในโรงงานจะมีแรงงานไทย 1,900 คน ทำงานตามปกติ

นายพรหมพิริยะ กล่าวอีกว่า บริษัทโดลฯมีพื้นที่กว้างขวางกว่าบริษัทอื่น ซึ่งในส่วนนี้จะสามารถควบคุมคนที่จะเข้าสู่ quarantine ในการกักกันไปอยู่ในที่พักเฉพาะ แต่ในขณะเดียวกันในสายการผลิต บริษัทโดลฯจะต้องปรับสายการผลิตลงจากเดิม 2 รอบ เหลือ 1 รอบ คนที่ไปปฏิบัติงานน่าจะ 1,000 คนเศษ อันนี้ก็ดำเนินการตามปกติของโรงงานเขา ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลใกล้ชิดในส่วนนี้อยู่ ส่วนเรื่องตลาดต่างๆ เป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องดูแลซึ่งจะเห็นได้ว่าแรกๆจะเริ่มเกิดจากตลาดกุ้งสมุทรสาครไปตลาดบางแค ไปตลาดปทุมธานี ไปตลาดบางใหญ่และตลาดอื่น ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่พี่น้องประชาชนจะต้องระมัดระวังดูแลตนเอง ขณะเดียวกันท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯได้แจ้งให้ที่ทำการปกครองจังหวัดดำเนินการดูว่าตลาดเป็นของใคร ใครเป็นเจ้าของบ้าง ซึ่งจะต้องร่วมไม้ร่วมมือในการรักษาความสะอาด และกำหนดควบคุมการดูแลตลาด ต้องมีการทำความสะอาดทุกวันในส่วนนี้ก็ต้องฝากผู้ที่เป็นเจ้าของตลาดให้ช่วยดำเนินการ ส่วนแม่ค้าเร่ แม่ค้าจร ก็ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลว่าใครมาจากไหน มาจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ ก็ได้ฝากให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งได้มีหนังสือแจ้งไปว่าให้ช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วย" นายพรหมพิริยะ กล่าว

ด้าน นพ.สุริยะ กล่าวถึงกรณีขยะติดเชื้อจากที่เกิดขึ้นจากสถานที่กักตัว โรงพยาบาลสนาม และโรงพยาบาลหัวหินว่า เราได้ดำเนินการตามมาตรฐานอยู่ก็คือ ถ้าส่วนที่เป็นโรงพยาบาลสนามที่ราชมงคลฯหรือพื้นที่ต่างๆเรามีบริษัทกำจัดขยะติดเชื้อที่มีคอนแทคอยู่ เราได้ดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะเป็นบริษัทเดียวกันกับที่มาเก็บขยะของของโรงพยาบาลหัวหิน และโรงพยาบาลปราณบุรี จะมาเก็บที่โรงแรมที่ราชมงคลรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันที่ไปเก็บที่โรงแรมหัวหินแกรนด์  และส่วนที่บริษัทโดลเองเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ แต่ทิศทางก็เป็นทำนองเดียวกัน คือให้บริษัทนำไปกำจัดให้หมด ซึ่งมันมีกระบวนการในการจัดการอยู่แล้ว โดยนำไปกำจัดที่ จ.สมุทรสาครในการทำลายเชื้อ ในอดีตที่ผ่านมาที่เราทำคือ ได้รวมตัวกันหลายโรงพยาบาลในการที่จะเลือกบริษัท จากนั้นก็อยู่ที่บริษัทเองว่าเขามีกระบวนการที่จะจัดการขยะอย่างไร แล้วก็ตกลงสัญญากันว่าจะให้ทำแบบไหน ทาง จ.สมุทรสาครเองก็จะช่วยคุมให้ ณ ตอนนั้น ส่วนตอนนี้เองเกิดการระบาดที่จังหวัดสมุทรสาครยังบอกไม่ได้ว่าระบบมันยังดีเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว โดยตามกติกาที่กำหนดไว้ เขาจะมาเก็บสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง โดยจะมาเก็บทุกวันอาทิตย์เท่าที่ทราบ แล้วก็ครั้งหนึ่งไม่เกิน 500 กิโลกรัมด้วยรถขนของเขา แต่ถ้าสมมุติว่าขยะที่มันเกิน เขาก็จะค้างไว้อีกอาทิตย์หนึ่งแล้วค่อยเข้ามา เรื่องเก็บอยู่ที่เขา เพราะว่าเขามีคิวที่จะเก็บจังหวัดอื่นๆ ไล่เรียงตามคิวอยู่เหมือนกัน


ภาพ/ข่าว  นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์ / 4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ลำพูน - พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด - 19 เพิ่ม 4 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ ไม่กักตัว 14 วัน แจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ

จังหวัดลำพูน พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด - 19 เพิ่ม 4 ราย สถิติผู้ป่วยสะสม 298 ราย รักษาหายแล้ว 285 ราย คงเหลือผู้ป่วยรักษาตัวอยู่  7 ราย กลุ่มผู้ป่วยทั้ง 4 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ แล้วไม่เข้าสู่กระบวนการกักตัว 14 วัน ซึ่งจังหวัดลำพูนจะแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ             

วันนี้ ( 26 พ.ค. 64 ) ที่ศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนายแพทย์สุผล ตติยนันทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน , นายแพทย์สาริกข์ พรหมมารัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลลำพูน และ นายเดช ศิรินาม ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 ของจังหวัดลำพูน

พบรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเติมจำนวน 4 ราย  ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน -  26 พฤษภาคม  มีจำนวน 298 ราย เสียชีวิตสะสม 6 ราย ซึ่งประชาชนสามารถ ดูข้อมูลการเดินทางของผู้ติดเชื้อ ที่ Facebook ศูนย์ข่าวโควิด -19 ลำพูน และ Facebook สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน 

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า วันนี้ในพื้นที่ จังหวัดลำพูน มีผู้ป่วยติดเชื้อ เพิ่ม 4 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงแต่ไม่เข้าสู่กระบวนการกักตัว จนทำให้มีความเสี่ยงในการนำเชื้อไปติดต่อบุคคลอื่นในครอบครัว การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลำพูน ซึ่งเมื่อทำการรักษาหายแล้วนั้น จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลำพูน เนื่องจากสร้างผลกระทบต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดลำพูนหลังจากที่ไม่พบผู้ติดเชื้อมาติดต่อกันเป็นเวลา 12 วันแล้ว

หากแม้ว่าไม่พบผู้ติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะจบลง การปฏิบัติตัวในการเฝ้าระวังและป้องกัน ยังคงต้องดำเนินต่ออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ที่มาจากจังหวัดเสี่ยง และไม่ทำการกักตัว จะเกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อเป็นวงกว้าง ซึ่งผู้ที่เดินทางกลับมาจากจังหวัดเสี่ยงแล้วกักตัวตามกระบวนการ เมื่อเจ็บป่วยทางจังหวัด จะนำเข้าสู่กระบวนการรักษาจนหาย หากประชาชนพบเห็นผู้ฝ่าฝืนไม่กักตัว สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่มาจากจังหวัดเสี่ยงและมีใบรับรองการฉีดวัคซีนป้งกันไวรัสโควิดจนครบ 2 เข็ม บุคคลเหล่านี้ยังคงต้องดำเนินการกักตัว จนครบ 14 วัน  เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีภูมิคุ้มกันและจะไม่มีการแพร่เชื้อในพื้นที่

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน  และ นายแพทย์ชำนาญชำการพิเศษ โรงพยาบาลลำพูน ยังได้เชิญชวนประชาชน ให้ลงทะเบียนฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด – 19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงการเสียชีวิต ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

ด้านการเตรียมความพร้อม สำหรับสถานศึกษา ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ในช่วงที่มีเปิดภาคเรียน ได้กำชับให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม สามารถเปิดทำการเรียน – การสอน ได้ในวันที่ 1 มิถุนายน นี้ และดูแลเอาใจใส่ เด็กนักเรียน โดยให้เว้นระยะห่าง ทั้งในช่วงระหว่างที่มีการเรียนการสอน และช่วงพัก ให้ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันตามหลักสาธารณสุขอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือผู้ปกครองให้จัดเตรียมหน้ากากอนามัยให้แก่เด็กนักเรียนอย่างน้อย 3 ชิ้นต่อวัน สำหรับใช้ทดแทนเมื่อเด็กทำหล่นหาย


ภาพ/ข่าว  กรรณิการ์  วิจิตรสกลการ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดลำพูน

กรุงเทพฯ - นิพนธ์ เดินหน้าจัดของเติมตู้ปันสุข ของกระทรวงมหาดไทย เชิญชวน พี่น้องประชาชนผู้มีกำลังฯร่วมกิจกรรม เพื่อเติมกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

ที่ บริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกิจกรรม “คนมหาดไทย แบ่งปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน มาเติมเต็มที่ตู้ปันสุข เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยรอบกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลายความทุกข์ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

สำหรับกิจกรรม “มหาดไทยปันสุข ส่งต่อความห่วงใย สู้ภัยโควิด 19” กรมการปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม ตามปรัชญากระทรวงมหาดไทยที่ว่า "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก จัดระเบียบผู้ที่มาเลือกหยิบของจาก "ตู้ปันสุข" ให้เป็นไปตามมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) วัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ รมช.มท.ได้กล่าวเชิญชวน ว่า "ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้ที่พอมีกำลังทรัพย์ที่จะนำสิ่งของมาใส่ในตู้ปันสุขได้ ก็ขอให้มาร่วมเติมกำลังใจ ให้ได้มาร่วมกิจกรรมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้ยังคงมีอยู่ต่อไปอีกสักระยะ ซึ่งยังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด ดังนั้น การจัดกิจกรรมของเราก็จะคงจัดอยู่ไปจนกว่าสถานการณ์โดยรวมจะเข้าสู่สภาวะปกติ"


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

เชียงใหม่ -อบจ.เชียงใหม่ แถลงข่าวความร่วมมือการจัดระบบลงทะเบียนฉีดวัคซีน กับองค์กรภาคเอกชน ผ่าน Application “CM Smart”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมสภา ชั้น 2 อาคารหอประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายอนุชา มีเกียรติชัยกุล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน จังหวัดเชียงใหม่ (กกร.เชียงใหม่)  และ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่, นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, นายสุรชาติ ภีระคำ ประธานชมรมธนาคารจังหวัดเชียงใหม่ ,พลตำรวจตรี ปชา รัตนพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่, สมาชิก กกร.เชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ อบจ.เชียงใหม่ สมาชิกสภา อบจ.เชียงใหม่ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการแถลงข่าว ความร่วมมือ การจัดระบบลงทะเบียนฉีดวัคซีนระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กับองค์กรภาคเอกชน ผ่าน Application “CM Smart”

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ได้ซบเซาลง ดังนั้น ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมและจัดระบบบริการฉีดวัดเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้สามารถดำเนินการฉีดได้ทันท่วงทีภายในระยะเวลาที่กำหนด และเพื่อให้สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีกำหนดให้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว เป็นวาระแห่งชาติ (ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2564) จะต้องดำเนินการตั้งแต่การกระจายวัคซีนไปจนถึงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน หลังจากการร่วมประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานเตรียมความพร้อม

เพื่อเป็นการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ทางอบจ.เชียงใหม่ และ กกร.เชียงใหม่ ได้มีการจัดทำฐานข้อมูล “CM SMART” (ซีเอ็มสมาร์ท) เพื่อขึ้นทะเบียนเตรียมพร้อมฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากส่วนร่วมของภาคเอกชนและสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ การช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดระเบียบการฉีดวัคซีนของผู้ที่อยู่ในรายชื่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการภาคการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวในอนาคต และฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้ฟื้นคืนได้อย่างเร็วที่สุด ตามเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้

ซึ่งระบบการจัดเก็บข้อมูลรายชื่อ มีคณะทำงานของนายแพทย์ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ได้บริหารจัดการฐานข้อมูล CM SMART (ซีเอ็มสมาร์ท) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากความเข้มแข็งของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน จังหวัดเชียงใหม่ (กกร.เชียงใหม่) และกลุ่มสมาชิกภาคเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้บุคลากรที่สมัครใจในการเข้าร่วมโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

โดยตั้งเป้าประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มภาคธุรกิจท่องเที่ยวลงทะเบียนจองฉีดวัคซีน โควิด -19 ผ่านแอฟพิเคชั่น “CM Smart” 170,000 คน พร้อมรณรงค์ ให้ฉีดวัคซีน โดยดำเนินการ ภายใน 4 เดือน ให้ครอบคลุม 70% ตามมติของส่วนกลาง พร้อมกันนี้ประสานจุดฉีดวัคซีน ในเบื้องต้นโดยประสานผ่านทางเครือเซ็นทรัลพัฒนา ทั้งสองแห่ง สามารถรองรับการเข้ารับการฉีดวัคซีนได้แห่งละ 1,500 คนต่อวัน ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีความพร้อม ทางด้านบุคลากรและอุปกรณ์ในการจัดฉีดวัคซีนนอกสถานที่ ซึ่งจะได้ร่วมกับภาคเอกชนในการรณรงค์ฉีดวัคซีน เพื่อเตรียมพร้อมตามแนวทางการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หลังจากการเปิดรับฤดูกาลท่องเที่ยว ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2564


ภาพ/ข่าว  นภาพร / เชียงใหม่

ตรวจยึดจับกุมการกระทำความผิด ที่บุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน เนื้อที่ 311 ไร่ จังหวัดชุมพร

วันที่ 25 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.30 น จังหวัดชุมพร สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ เข้ารื้อถอนพืชผลอาสินออกจากพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกบุกรุก ในเขตป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี ในพื้นที่บ้านดอนพลับ หมู่ที่ 4 ตำบลปากหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร นำโดยนายไมตรี แสงอริยนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ พร้อมเครื่องมือ และรถแม็คโคร เข้าทำการรื้อถอนพืชผลอาสินออกจากพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกบุกรุก ในเขตป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี ท้องที่ บ้านดอนพลับ หมู่ที่ 4 ตำบลปากหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 311 ไร่ เพื่อจะนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาฟื้นฟูให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนปลุกจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่มีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานป้องกันรักษาป่าจากภัยคุกคามต่าง ๆ ที่มีต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์

นายไมตรี แสงอริยนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) กรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง ได้ตรวจยึดจับกุมไว้แล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 เนื้อที่ 311 ไร่ อยู่ในเขตป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ในฐานความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2554 โดยได้ดำเนินการปฏิบัติการรื้อถอนพืชผลอาสินออกจากพื้นที่ ป่าชายเลนที่ถูกบุกรุก ท้องที่ บ้านดอนพลับ หมู่ที่ 4 ตำบลปากหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 311 ไร่

โดยได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรหนักพร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์เข้าดำเนินการรื้อถอนและทำลายพืชผลอาสิน (ต้นปาล์มน้ำมัน) ให้แล้วเสร็จ เพื่อจะนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาปลูก ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่สาธารณะให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกับฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนให้คืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเกรงกลัวแก่ผู้บุกรุก มิให้กล้าเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนอีกต่อไป


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธี รายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร  

ชุมพร - มทบ.44 สร้างฝายน้ำล้นขึ้น ก็เพื่อเป็นการชะลอน้ำ กักเก็บน้ำ แก้ปัญหาน้ำหลาก

ตามโครงการของกองทัพบก สร้างฝายน้ำล้นขึ้น ก็เพื่อเป็นการชะลอน้ำ กักเก็บน้ำ แก้ปัญหาน้ำหลาก เป็นการสร้างความชุ่มชื่นให้กับระบบนิเวศน์ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ ได้มีน้ำใช้ประโยชน์ เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง หรือประสพช่วงฝนทิ้งช่วง ทำให้ได้มีน้ำใช้สำหรับการเกษตร

วันที่ 25 พฤษภาคม 2564,10.00 น. พล.ต.เสนีย์ ศรีหิรัญ ผบ.มทบ.44  เป็นประธานในพิธีส่งมอบฝายน้ำล้นให้กับผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ บ.ห้วยแห้ง ม.2 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร  โดยโครงการสร้างฝายน้ำล้น ดังกล่าว ทาง มทบ.44 ได้ดำเนินการตามโครงการของกองทัพบก คือ "โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สืบสาน พระราชปณิธาน " เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และถวายความจงรักภักดี แด่ พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ,สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ,พระบาทสมเด็จพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน และส่วนราชการต่าง ๆ มีส่วนร่วม และเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการอนุรักษ์และฟื้นฟู รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานความพอเพียงให้เกิดความยั่งยืน การดำเนินการ การสร้างฝายน้ำล้นขึ้น ก็เพื่อเป็นการชะลอน้ำ กักเก็บน้ำ แก้ปัญหาน้ำหลาก เป็นการสร้างความชุ่มชื่นให้กับระบบนิเวศน์ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ ได้มีน้ำใช้ประโยชน์ เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง หรือประสพช่วงฝนทิ้งช่วง ทำให้ได้มีน้ำใช้สำหรับการเกษตร

พล.ต.เสนีย์  ศรีหิรัญ  ผบ.มทบ.44 กล่าว มณฑลทหารบกที่ 44 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาของหน่วยร่วมกับ ภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีต ในพื้นที่บริเวณ บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพื่อแสดงออกและถวายความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิดิ์ พระบรมราชินีนาณ พระบรมราชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากการกักเก็บน้ำ


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธีรายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร  

แม่ร่ำไห้ลูกชายวัย 19 กลับจากกทม.ให้กักตัว14 วัน เครียดวิ่งโดดลงน้ำฆ่าตัวตายประชดโควิด

วันที่ 25 พ.ค. 2564  นางอุดมศรี  ขจรกลิ่น อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87/4 หมู่ 2 ต.ปากทาง อ.เมือง จ.พิจิตร นั่งร่ำไห้อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำน่านบริเวณใกล้กับสะพานแขวนข้ามแม่น้ำน่าน บริเวณหน้าวัดราชช้างขวัญ ต.ปากทาง อ.เมืองพิจิตร โดยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงสาเหตุที่มานั่งร้องไห้ ว่า เกิดจากเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ลูกชายของตน ชื่อนายอนุชิต  อิ่มใจ  อายุ 19 ปี  เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงและมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด

ดังนั้น เมื่อกลับมาถึงบ้านที่พิจิตร คนในครอบครัวพร้อมทั้ง อสม.ก็ขอร้องให้กักตัวอยู่บ้าน 14 วัน ซึ่งนายอนุชิต ก็ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน ผ่านมาได้ 2 วัน ในวันเกิดเหตุคือเมื่อวานในช่วงเย็น นายอนุชิตจะออกจากบ้านไปหาเพื่อน เนื่องจากถูกกักตัวอยู่บ้านแล้วเกิดอึดอัดใจ ร้อนรุ่ม อยากเจอเพื่อน ๆ จะออกจากบ้านให้ได้ คนในครอบครัวก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้าน เนื่องจากในพื้นที่พิจิตรเองก็มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดด้วยเช่นกัน ทำให้นายอนุชิต อายุ 19 ปี กับคนในครอบครัวเกิดมีปากเสียงและโต้เถียงกัน ทำให้ นายอนุชิต เกิดน้อยเนื้อต่ำใจและระเบิดอารมณ์ ตะโกนว่าไม่มีใครรัก จากนั้นก็วิ่งออกจากบ้านแล้วตะโกนว่าจะฆ่าตัวตาย และได้วิ่งออกจากบ้านซึ่งอยู่ริมแม่น้ำน่าน

นางอุดมศรี ผู้เป็นแม่ ก็วิ่งไล่ตามยื้อยุดฉุดกระชากลูกชายที่กำลังวิ่งลงไปที่ริมตลิ่งใกล้กับสะพานแขวน แต่ด้วยแรงของผู้เป็นแม่ ซึ่งอายุมากแล้วก็สู้แรงของลูกชายที่เป็นเด็กวัยรุ่นไม่ได้และผู้เป็นแม่ก็หกล้มที่ริมตลิ่ง ทำให้ลูกชายวิ่งไปจนถึงริมฝั่งน้ำแล้วกระโดดพุ่งหลาวลงไปในแม่น้ำน่านเพื่อฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาของ นางอุดมศรี ผู้เป็นแม่

ความคืบหน้าล่าสุด หน่วยกู้ภัยต่างๆพร้อมนักประดาน้ำต่างช่วยกันงมหาศพหนุ่มวัย 19 ปี รายนี้ ที่น้อยใจคนในครอบครัวที่บังคับให้กักตัว 14 วัน หลังจากที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ แต่ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่นก็อยากจะออกจากบ้านไปพบเจอเพื่อนฝูง แต่ถูกห้ามปราม จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจโดดน้ำฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งขณะผู้สื่อข่าวรายงานหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาร่างของผู้ตายในแม่น้ำน่าน แต่ก็ยังหาไม่พบ ซึ่งหากมีความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะได้รายงานให้ทราบต่อไป


ภาพ/ข่าว  สิทธิพจน์  พิจิตร

สุโขทัย - อบจ.สุโขทัย สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ สำหรับใช้ในโรงพยาบาลสนาม

วันนี้ (25 พค.64) นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย เป็นประธานในการส่งมอบวัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วยเครื่องวัดความดัน โลหิต สอดแขนอัตโนมัติ จำนวน 2 เครื่อง เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ จำนวน 10 เครื่อง เครื่องวัด O2 sat จำนวน 20 เครื่อง เครื่องวัดอุณหภูมิอัตโนมัติ จำนวน 30 เครื่อง เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด จำนวน 4 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 ชุด เครื่องปริ้นท์เอกสาร จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องสแกนเนอร์ จำนวนอีก 1 เครื่อง  นอกจากนี้ยังมีกล้องวงจรปิดอีก จำนวน 13 ตัว พร้อมติดตั้ง เพื่อสะดวกต่อการดูแลผู้ป่วยและผู้เข้าออกภายในโรงพยาบาลสนาม ดำเนินงานในงบประมาณ 444,000 บาท เพื่อใช้ในโรงพยาบาลสนาม และเตรียมการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

นายก อบจ.สุโขทัย กล่าวว่าขอเป็นกำลังใจและให้ความร่วมมือส่งเสริมช่วยเหลือ ในการดำเนินการของโรงพยาบาลสนามต่าง ๆ ของเรา จะเห็นภาพบุคคลากรทางการแพทย์ พยาบาล หน่วยงานสาธารณสุขต่าง ๆ ทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังเจอกับวิกฤตโควิด-19 กันอย่างหนักหน่วง บางรายถึงกับต้องนอนพักที่โรงพยาบาลไม่ได้กลับบ้าน โรงพยาบาลสนาม รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นที่ต้องร่วมช่วยกันในครั้งนี้

โดยมีนายแพทย์ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย นายแพทย์มาโนช อู่วุฒิพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุโขทัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรในสังกัด อบจ.สุโขทัย และ สสจ.สุโขทัย เข้าร่วมรับมอบ วัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ ณ โรงพยาบาลสนาม (อาคารชวนชม) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

ขอนแก่น - แม่ค้าอาหารทะเลขอนแก่นเผย 'เราชนะ'รอบใหม่ยอดขายลดลง คาดยอดเงินน้อยกว่าครั้งก่อน ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 พ.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกซื้อสินค้าอาหารทะเลสดภายในโซนอาหารทะเล ตลาดรถไฟ หน้าสถานีรถไฟ เขตเทศลบาลนครขอนแก่น ภายหลังจากที่รัฐบาลได้โอนเงิน โครงการเราชนะ,บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ ตามมาตร 33 ของผู้ประกันตนงวดแรกเสร็จสิ้นแล้วไปเมื่อวันที่ 20 และ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา รายละ 1,000 บาท โดยบรรยากาศโดยทั่วไปพบว่ามีประชาชนเข้ามาใช้จ่ายตามสิทธิ์ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง

นางชลธิชา นามมูลตรี เจ้าของร้านลูกยายหลวย ตลาดรถไฟขอนแก่น กล่าวว่า ปกติร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.30 – 19.30 น. ซึ่งหลังจากที่ชาวขอนแก่นที่ได้รับสิทธิ์ได้รับการโอนเงินมาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.พบว่ามีการมาจับจ่ายซื้ออาหารทะเลที่ร้านจำนวนมากกว่าช่วงเวลาปกติ โดยส่วนใหญ่จะมาซื้อในช่วงเย็นหลังเลิกงาน แต่ก็พบว่ามีพฤติกรรมการซื้อที่ต่างจากโครงการเราชนะครั้งที่ผ่านมาที่รับเงิน 7,000 และ 4,000 บาท

"เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ซื้อจำนวนลดน้อยลง เพราะวงเงินที่ได้เพียงครั้งละ 1,000 บาท ทำให้การบริหารจัดการต้องเป็นไปอย่างรัดกุม และคาดว่าส่วยใหญ่น่าจะเก็บไว้ใช้ซื้อสิ่งของใช้จำเป็น อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี แม้ว่ารอบแรกจะมียอดซื้อผ่านโครงการเราชนะหลายหมื่นบาทต่อวัน แต่มาครั้งนี้มียอดผ่านเราชนะหลักพันต่อวันซึ่งก็ยังคงจัดว่าเป็นโครงการที่ดี ที่ช่วยพ่อค้า-แม่ค้าและผู้บริโภคได้เป็นอย่างมาก"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top