Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

"ครูพี่บลู" ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ฟังเสียงคนจันทบุรี - ระยอง – สระแก้ว เตรียมนำข้อมูลจัดทำนโยบายทุกมิติ พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ร่วมขับเคลื่อนพรรค

เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ "ครูพี่บลู" รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้นำทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างใกล้ชิด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และสระแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยครูพี่บลูได้พูดคุยสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเกษตร ราคาผลผลิต รวมถึงความต้องการด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดนโยบายของพรรคต่อไป

นอกจากนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ยังได้ถือโอกาสเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและแสดงความจำนงค์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพรรคไทยก้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นการทำงานด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทีมงานได้เดินทางไปยัง บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตามแนวชายแดน เพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเจาะลึก ตัวแทนประชาชนในบ้านหนองจานได้สะท้อนปัญหาที่สำคัญและแตกต่างจากพื้นที่อื่น อาทิ ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อน  พื้นที่ความมั่นคง ปัญหาด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามแนวชายแดน ครูพี่บลูได้บันทึกทุกปัญหาและให้ความมั่นใจว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาเพื่อผลักดันเป็นนโยบายในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ชี้ ทั้ง 3 คน ยังไม่ว้าว!! เปรียบ ‘เท้ง’ เป็นนมจืดที่ไร้จุดขาย แนะหยุดปั้นเป็น ‘เน็กซ์ธนาธร – นิวพิธา’

(24 พ.ย. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข ที่หลายคนรู้จักในนาม 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยว่า 

(มิตรที่ใกล้ชิดพรรค)
เปิดตัวแคนดิเดตนายกพรรคประชาชน

มองอาจารย์ต้นจริงจัง
ครบเรื่องความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ พูดดีฉะฉาน วันนี้เห็นคาริสมาด้วย 
แต่ยังไม่เห็นชาร์มมิ่ง  
ซึ่งของแบบนี้สร้างได้อยู่ ต้องใช้เวลา เป็นตัวเลือกที่ดีมาก 

ส่วนเท้งจืด เป็นนมจืดแบบแดรี่ควีน 
แบบวัวกินหญ้า วัวอารมณ์ดี ฟรีเคจวิ่งอิสระ 
รสเข้มข้นครบเครื่องคุณประโยชน์ถึงแต่จืด 
ซึ่งจืดก็ดีแบบจืด

หาจุดขาย
คิดเองว่าควรขายลุคเนิร์ด นักเทคโนโลยีไปเลย
มาเวย์นักสู้ก็ไม่แมตช์ เวย์ดาราช่องเจ้าเสน่ห์ก็ไม่ได้ 
สายปราศรัยก็ยังไม่พีก ฟังแล้วยังไม่ขนลุกปลุกฝัน
ยังไม่สั่นความหวังในหัวใจ เป็นคนที่พูดแล้วยังไม่ว้าว
ซึ่งยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจำเป็นต้องว้าวมั้ย แต่คิดว่าควร ดีสำหรับตัวเขา
ของมีเด่นชัดทางใดก็ดันไปซักทางน่าจะดี
อย่าไปปั้นเป็นเน็กซ์ธนาธร นิวพิธา 
นึกไม่ออกเหมือนกัน 
ไม่มีข้อมูล ดูจากระยะไกล
อาจจะผิด 
ไม่เคยคุยกันเลยซักคำเดียว

คุณไหมเก่งนะ ก็เหมาะสมในหลายด้านแล้วเป็นตัวเลือกที่ OK ไม่มีอะไรแปลกใจ

ส่วนแคนดิเดต ผู้ว่ากทม
สงสารน้อง ๆ ที่ลงสก. 
ส่งกำลังใจให้ละกัน

วันป้องกันและเยียวยาความรุนแรงในเด็ก จุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมกล้าพูด ถึงเวลาต้องยืนข้างเด็ก รณรงค์ร่วมหยุดความรุนแรงทั่วโลก

UN กำหนด 18 พฤศจิกายน เป็น “วันป้องกันและเยียวยาการแสวงประโยชน์ทางเพศและความรุนแรงในเด็กโลก”

องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 18 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันป้องกันและเยียวยาการแสวงประโยชน์ทางเพศ การล่วงละเมิด และความรุนแรงในเด็กโลก” เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ และสนับสนุนการเยียวยาผู้รอดชีวิต

บริซา เด อังกูโล สมาชิก SAGE แห่ง Brave Movement นักกฎหมาย นักจิตวิทยาเด็ก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ A Breeze of Hope ในโบลิเวีย กล่าวว่า วันนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศในวัยเด็ก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องเผชิญความเจ็บปวดอย่างเงียบงัน ด้วยความอับอายและคำตำหนิที่ไม่ควรเกิดขึ้น

การมีวันสากลนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมกล้าพูด กล้ายอมรับว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อ” และต้องร่วมกันลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
Brave Movement และ Together for Girls เตรียมระดมผู้รอดชีวิตและพันธมิตรจากทั่วโลกในวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ออกนโยบายป้องกันความรุนแรงทางเพศต่อเด็ก พร้อมผลักดันการรักษาและความยุติธรรมให้เหยื่อเข้าถึงได้จริง

บริซากล่าวปิดท้ายว่า
“เราเจ็บปวดมานานอย่างเงียบๆ วันนี้คือวันที่บอกเราว่า… เราไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป”

 

กมธ.วุฒิสภา ลุยชลบุรี! เปิดปมทิ้งกากพิษ– จี้รัฐฟันเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต เร่งสร้างธรรมาภิบาลโปร่งใส

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชลบุรี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นำคณะลงพื้นที่ ศึกษาปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม พร้อมตรวจสอบแนวทางป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่

โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ และมอบหมายให้ นายอำนาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมผู้บริหารจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวทางแก้ไข

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการที่ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการ นายสุทนต์ กล้าการขาย เลขานุการคณะกรรมาธิการ และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นางวาสนา ยศสอน กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมปฏิบัติภารกิจ

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้น ถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ตลอดจนวิเคราะห์ช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่บางราย เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและยับยั้งการทุจริตอย่างเป็นระบบ

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการ ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใส โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นถึงธรรมาภิบาลในภาครัฐอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังเสนอแนวทางให้จังหวัดเพิ่มการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีติดตามการขนส่งของเสียอันตรายแบบเรียลไทม์ และเสริมระบบตรวจสอบภายใน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในทุกภาคส่วน

ภายหลังการประชุม คณะกรรมาธิการได้มอบของที่ระลึกแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ

ครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ช็อกโลก กลุ่มหัวรุนแรงชาวอิหร่านยึดสถานทูตสหรัฐฯ จับนักการทูต เป็นตัวประกันนาน 444 วัน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันเลวร้ายของ 2 ชาติ

ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) นักศึกษาชาวอิหร่านราว 300 - 500 คน ได้บุกฝ่ากองกำลังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คุ้มกันอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเตหะราน เข้าไปจับกุมตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันส่งตัวพระเจ้าชาห์ โมฮัมเมด เรซา ปาห์เลวี (Mohammad Reza Pahlavi) ที่กำลังรักษาโรคมะเร็งอยู่ที่สหรัฐฯ กลับไปดำเนินคดีในอิหร่าน 

โดยเหตุการณ์ในตอนแรก กลุ่มนักศึกษาได้จับเจ้าหน้าที่อเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกัน และยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องส่งตัวพระเจ้าชาห์กลับมา แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธคำเรียกร้องโดยอ้างว่า พระเจ้าชาห์กำลังรักษาตัวอยู่ นักศึกษาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ทันทีและยกเลิกการขายน้ำมันให้

ขณะที่ทางสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้ตอบโต้ด้วยการให้อายัดทรัพย์สมบัติของอิหร่านทั้งหมดในสหรัฐฯ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) และก็ได้ส่งกองทัพเรือเข้าไปประชิดที่ทะเลอาหรับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวประกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2524 อิหร่านจึงได้ปล่อยตัวประกันที่จับไว้ กินระยะเวลารวม 444 วัน

วิกฤตดังกล่าวยังนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอ่อนแอลงจนถึงปัจจุบัน

พี่น้องไทยมุสลิมในนาม ‘ไทยมุสลิมอันดามัน’ ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ จ.พังงา คัดค้านการสร้าง ‘ฐานทัพเรือสหรัฐฯ’ ที่ทับละมุ หวั่นผลกระทบรอบด้าน

(27 ต.ค. 68) เมื่อเวลา 10.30 น. ได้มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมประมาณ 50 คน ในนามไทยมุสลิมอันดามัน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา คัดค้านการสร้างฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่ทับละมุ

ธงชัย ม่วงแก้ว ผู้ประสานงานไทยมุสลิมอันดามัน อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ทราบข่าวการเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาในการจะขอตั้งฐานทัพเรือในไทยที่อ่าวทับละมุ จังหวัดพังงา ก่อให้เกิดความกังวลของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพังงา และจังหวัดข้างเคียงต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมถึงการท่องเที่ยว

จังหวัดพังงา และจังหวัดข้างเคียงเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะแก่การท่องเที่ยว วิถีชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามความอนุรักษ์รักษาไว้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างท่าเรือทับละมุ จะส่งผลกระทบต่อชีวิต และจิตใจของชาวพังงา และจังหวัดข้างเคียงเป็นอย่างยิ่ง

 

หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ? ไขปริศนา หนี้/ GDP ลง แต่ NPL ยังไม่ลง

🏠 หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ?
ไขปริศนา “หนี้ต่อ GDP ลดลง แต่ NPL ยังไม่ลง”
.
 📊 ภาพรวมล่าสุด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ราว 87.4% — ลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุดช่วงโควิดที่ทะลุ 90% ของ GDP
.
แม้จะถือว่า “ลดลง” แต่ในทางมูลค่าหนี้รวม ครัวเรือนไทยยังมีภาระสูงถึงกว่า 16.4 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หนี้ไม่ได้หายไป เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โตเร็วขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้สัดส่วนลดลงเท่านั้น
.
💬 ทำไมอัตราส่วนหนี้/ GDP ถึงลดลง?
1. การปล่อยสินเชื่อใหม่ชะลอตัว — หลังโควิด ธนาคารและไฟแนนซ์เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบุคคล  
2. เศรษฐกิจฟื้นตัวบางส่วน — GDP ที่ขยายตัวแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงในเชิงคณิตศาสตร์  
3. มาตรการดูแลเชิงโครงสร้างของ ธปท. — เช่น โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” ที่ช่วยให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และหยุดวงจรก่อหนี้ซ้ำ  
.
กล่าวโดยสรุปคือ หนี้ไม่ได้หาย แต่เศรษฐกิจโตขึ้นเล็กน้อยและสถาบันการเงินระวังมากขึ้น จึงดูเหมือนตัวเลขดีขึ้น
.
⚠️ แล้วทำไมคนยังตึงมือ?
แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลด แต่ “คุณภาพหนี้” ยังน่าห่วง
- หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-productive debt) ยังมีสัดส่วนสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้นอกระบบ  
- หนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มผู้บริโภคยังอยู่ราว 3.8–4% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่เริ่มมีแนวโน้มชำระช้าขึ้น  
- รายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ คนจำนวนมากต้องใช้เงินเดือนส่วนใหญ่ไปกับการผ่อนหนี้ ทำให้การใช้จ่ายภายในประเทศยังไม่ฟื้น  
.
🧭 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
1. การบริโภคในประเทศชะลอ — ครัวเรือนที่มีหนี้มากต้องลดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออกมากขึ้น  
2. ความเสี่ยงต่อระบบการเงิน — หากลูกหนี้รายย่อยล้มเหลวจำนวนมาก ธนาคารต้องกันสำรองเพิ่ม ส่งผลต่อการปล่อยกู้ในอนาคต  
3. ลดความสามารถในการออมและลงทุน — เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ใช้ชำระหนี้ คนไม่เหลือเงินลงทุนในทักษะหรือธุรกิจใหม่ ๆ
.
🛠 แนวทางแก้ไขของ ธปท. และภาครัฐ
- โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” (Sustainable Debt Resolution Program)  
- ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Measures) เช่น ลดดอกเบี้ย ปรับตารางชำระหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน  
- ควบคุมสินเชื่อไม่มีหลักประกัน โดยกำหนดเพดานดอกเบี้ยและสร้างระบบข้อมูลเครดิตที่ครอบคลุม
.
🔮 เทรนด์ 12 เดือนข้างหน้า
- สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในช่วง 85–87%  
- มูลค่าหนี้รวมทรงตัวใกล้ 16–16.5 ล้านล้านบาท เพราะหนี้เก่ายังต้องชำระยาว  
- NPL ของครัวเรือนมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จนกว่าภาวะรายได้และตลาดแรงงานจะดีขึ้น  
.
💡 บทสรุป
การลดลงของ “หนี้ครัวเรือนต่อ GDP” เป็นสัญญาณบวกเชิงตัวเลข แต่ยังไม่ใช่ “สัญญาณฟื้นตัวของชีวิตจริง” ของประชาชน  
เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ **หนี้ลดพร้อมกับรายได้เพิ่ม** ไม่ใช่ลดเพราะกู้ไม่ได้

โควทคำพูด แถลงการณ์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี

(19 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ขอชี้แจงให้ทราบว่า บทความของสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ที่รายงานว่า
'นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา'นั้น ไม่เป็นความจริง
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าว

The Thansettakij article dated October 19 reported that “the Korean Prime Minister stated that seven Thai politicians are involved in a Cambodian scam case.” The Government of the Republic of Korea clarifies that this report is not factual. The Embassy of the Republic of Korea will take necessary measures against this fake news.

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top