Tuesday, 28 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

'สุชาติ' สั่งคุมเข้ม!! เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569 หลังปี 2568 พบสถิติพุ่งสูงถึง 50 ครั้ง สถิติชี้โรงงาน-โกดัง-โรงน้ำแข็ง คือกลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

รองนายกฯ ‘สุชาติ’ แจ้งเตือนประชาชน–สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษจัดเตรียมทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานท้องถิ่นในการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยสารเคมี

นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม–ธันวาคม 2568) พบว่าเกิดเหตุรวม 50 ครั้ง แบ่งเป็นอุบัติภัยประเภทเพลิงไหม้ 36 ครั้ง โดยเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 22 ครั้ง และโกดังเก็บสินค้าและโกดังรีไซเคิล 14 ครั้ง ประเภทสารเคมีรั่วไหล 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากโรงน้ำแข็ง 6 ครั้ง และกรณีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล 2 ครั้ง ประเภทอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย 4 ครั้ง และประเภทอื่นๆ เช่น การระเบิดของพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมและบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน สถานประกอบการจำนวนมากจะหยุดดำเนินการหรือลดกำลังการผลิต ขณะเดียวกันเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟไหม้โรงงานหรือคลังจัดเก็บสารเคมี ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีและวัตถุอันตรายพลิกคว่ำ รวมถึงการลักลอบระบายน้ำเสียและทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 จึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากส่วนราชการ เครือข่ายหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และสถานประกอบการทุกแห่ง ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ระมัดระวังในการขนส่งและจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตรวจสอบระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นหรือประชาชนพบเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษและสารเคมี สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนมลพิษ โทร. 1650 ตลอด 24 ชั่วโมง

สกอร์ขาดลอย!! ฟุตซอล U-16 ลุยถล่มบรูไน ไทยประเดิมชัยชนะ 20-0 เครื่องติดตั้งแต่นาทีแรกยิงเป็นพายุ เก็บชัยชนะแบบสะใจแฟนไทยทั้งฮอลล์

(24 ธ.ค. 68) ทีมฟุตซอลรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปีของไทย เปิดฉากศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 ด้วยการถล่ม บรูไน ดารุสซาลามไปขาดลอย 20-0 ในฐานะเจ้าภาพที่สนามแข่งขันย่านนนทบุรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

"โค้ชตั้ม" ภัฎ ศรีวิจิตร ส่ง 5 คนแรกลงสนามได้แก่ ธนาธิป สำราญสุข (GK), ธนภพ สุเนตร (กัปตันทีม), นราวิชญ์ ศรีสุวรรณ, บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม และ ปุณโณ หวังศิลปคุณ ก่อนที่ทีมจะยิงถล่มตั้งแต่ต้นเกมไม่หยุดจนจบครึ่งแรกนำ 10-0

ครึ่งหลังก็ยังคงทำได้อย่างต่อเนื่องโดยยิงเพิ่มอีก 10 ประตูรวมเป็น 20-0 สะท้อนความแข็งแกร่งของทีมไทยในศึกนี้ โดยมีนักเตะแบ่งกันทำประตูหลายราย "ธาวิน ทานเจือ" ซัด 5 ประตู ขณะที่ "ปุณโณ หวังศิลปคุณ" และ "บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม" ยิงคนละ 4 ประตู

นอกจากนี้ "ธนภพ สุเนตร" กัปตันทีมยังยิงเพิ่ม 2 ประตู ช่วยนำทีมสู่ชัยชนะครั้งใหญ่ในเกมแรก "โค้ชตั้ม" กล่าวถึงความมั่นใจของทีมในโพสต์ผ่าน X ว่า "ทีมเราพร้อมเต็มที่กับทุกเกม"

ทัวร์นาเมนต์นี้มี 5 ทีมแข่งขันแบบพบกันหมดเพื่อคัดเลือก 2 ทีมเข้าชิงแชมป์ โดยวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็ประเดิมชัยเหนือเมียนมา 4-2 ทำให้กลุ่มลุ้นแชมป์เริ่มเดือดตั้งแต่นัดแรก

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1628392/

เกมค้ำประกันเดือด!! 'เซเลนสกี' เผยหลักประกันความมั่นคง สหรัฐฯ-ยุโรปหนุนยูเครนเต็มที่ รัสเซียเรียกร้องเน้นความเป็นกลาง เจรจาสันติภาพรอวันคลี่คลาย

(24 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดี 'โวโลดีมีร์ เซเลนสกี' ของยูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาจะให้ "หลักประกันด้านความมั่นคง" แก่ยูเครน แม้ว่าจะมีบางส่วนของข้อตกลงที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

'เซเลนสกี' อธิบายว่า มีข้อตกลงกรอบร่วมกับยุโรปและสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารทวิภาคีระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ ซึ่งควรได้รับการพิจารณาจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยมีรายละเอียดบางส่วนที่เป็นความลับ

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเยอรมนี 'ฟรีดริช เมิร์ซ' กล่าวว่ามีการตกลงให้หลักประกันด้านความมั่นคงในลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของนาโต ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย 'เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ' ระบุว่ารัสเซีย-สหรัฐฯ เข้าใจร่วมกันว่า ยูเครนควรยึดหลักความเป็นกลางและไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ตามรากฐานความเป็นรัฐ

ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน สหรัฐฯ ผลักดันแผนสันติภาพใหม่สำหรับยูเครน โดยเมื่อ 2 ธันวาคม ประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' พบกับทูตพิเศษสหรัฐฯ ที่เครมลิน ซึ่งรัสเซียยังเปิดกว้างร่วมเจรจาที่เมืองแองเคอเรจ เพื่อหาทางออกสันติภาพในอนาคต

ที่มา : Sputnik

โฆษกกล้าธรรม โต้เดือด ‘อภิสิทธิ์’ ปมประกาศไม่รวมงานพรรคกล้าธรรม หลังเลือกตั้งปี 2569

(24 ธ.ค. 2568) นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

พาณิชย์จัดใหญ่!! ผนึกเอกชน 250 ราย อัดโปรแรงข้ามปี ลดราคาสินค้า Mega Sale สูงสุด 80% มอบเป็นของขวัญปีใหม่ยาวถึงสิ้นเดือน ม.ค. 69 คาดช่วยลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

พาณิชย์ช่วยไทย เปิดกล่องของขวัญใบใหญ่ “New Year Mega Sale 2026” ลดสูงสุด 80% ต่อเนื่องข้ามปีถึง 2569 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ คาดลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าลดค่าครองชีพ จับมือผู้ผลิตและห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ทั้งการจำหน่ายภายในงานจัดที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายต่อเนื่องที่ห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ควบคู่การสนับสนุนผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่ออกร้านภายในงานและเตรียมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทุกแห่ง พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรร่วมกับพันธมิตรทั้งการจำหน่ายและแปรรูป อาทิ หอมแดงศรีสะเกษ และปลากะพงสามน้ำจ.สงขลา ตามคอนเซป “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ร่วมสนับสนุนเกษตรกร และผู้ประกอบการไทย

โดยกิจกรรมการเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ได้รับเกียรติจาก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับภาคเอกชนที่มาร่วมกันจัดสินค้าลดราคาในงานกว่า 250 ราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จำหน่ายสินค้า ซึ่งมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้าในช่วงวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายมาตรการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

นายวิทยากรระบุว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย พร้อมแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมกว่า 250 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชั่นรวมแล้วกว่าหมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่เปราะบาง โดยได้เชิญชวนผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมออกร้านภายในงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจากจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีรายได้ในสถานการณ์ช่วงปัจจุบันนี้

พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตโดยตรงมาจำหน่ายในงาน โดยเฉพาะปลากะพงสามน้ำ จากจังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาเปิดบูธจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า โครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ตลอด 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย

บ้านใหม่พร้อมอยู่!! “แพนด้ายักษ์” ฉงชิ่งออกสำรวจบ้านหลังใหญ่ หลังรีโนเวตเสร็จที่สวนสัตว์ฉงชิ่งตะวันตกเฉียงใต้จีน อัปเกรดระบบระบายอากาศ พื้นที่กลางแจ้งธรรมชาติ เพื่อสุขภาพแพนด้าและนักท่องเที่ยว

(24 ธ.ค. 68) ที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง เทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แพนด้ายักษ์ได้เข้าไปสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา สวนสัตว์ได้ปรับปรุง "บ้านแพนด้ายักษ์" ส่วนล่างเสร็จสิ้น เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยสำหรับแพนด้ายักษ์

การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านแพนด้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อให้แพนด้ายักษ์ที่ถือเป็น "สมบัติแห่งชาติ" มีบ้านที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ การปรับปรุงยังมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น จึงพัฒนาให้สถานที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการพักผ่อนและการเรียนรู้เกี่ยวกับแพนด้ายักษ์อย่างครบถ้วน

ที่มา : Xinhua

24 ธันวาคม 2483 ย้อนวันประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เหมือนนานาชาติ

(24 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปีใหม่ตามระบบเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2484 แต่รัฐบาลได้ตัดเหลือแค่ 31 ธันวาคม 2483 เพื่อให้ปีนับสอดคล้องกับระบบปฏิทินสากล

ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเคยมีปีใหม่หลายช่วงเวลาที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น ในระบบจันทรคติใช้ แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นช่วงสงกรานต์ คือ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และต่อมายึดวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางราชการ

ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ผลักดันการย้ายวันปีใหม่ เพื่อแสดงความทันสมัยและให้สอดคล้องกับนานาชาติ โดยในประกาศย้ำว่า "วันที่ 1 มกราคม ไม่ขัดต่อพระพุทธศาสนา" และเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ใช้ในหลายประเทศ รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาการเหลื่อมของปีงบประมาณและการติดต่อระหว่างประเทศ

ผลคือ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ฉลองปีใหม่ 2 รอบ คือ วันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล และ ช่วงสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปีใหม่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวันหยุด แต่สะท้อนถึงความพยายามของผู้นำในการปรับประเทศให้ทันสมัยและเดินไปในจังหวะเดียวกับโลกสากล พร้อมทิ้งมรดกวัฒนธรรมให้คนไทย "มีปีใหม่สองครั้งในหนึ่งปี" ซึ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย

ที่มา : https://www.senate.go.th/view/386/News/SenateMagazine/252/TH-TH

‘แก้มบุ๋ม’ สดุดีทหารไทย ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง

(23 ธ.ค. 68) แก้มบุ๋ม - ปรียาดา สิทธาไชย นักแสดงชื่อดัง โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว สดุดีทหารไทย ทึ่งในความกล้าหาญ ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นอายุ 37 ปี ตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง โดยระบุข้อความว่า 
“คุณเอาร่างกายของตัวเองต้านกระสุน
เพื่อปกป้องประเทศชาติ
จากลูกผู้ชายของใครบางคน

ความกล้าหาญแบบนี้...
ไม่ใช่ใครก็มี แต่คุณมี

และสิ่งที่คุณทำไม่สูญเปล่าเลย
เพราะมีคนอีกหลายคน
ที่รักชาติมากขึ้น จากการเสียสละของคุณ”

“37 ปีที่อยู่บนผืนดินนี้
เพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง
พอเห็นทหารยอมแลกชีวิตเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน”

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top