Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 2 ทำสินค้าให้เจ้าของกิจการรัก ลองมองและคิดแบบ “FlowAccount” เปลี่ยนเรื่องยุ่งยากเป็น “บริการที่ขาดไม่ได้” เก็บรายได้ในรูปแบบค่า Subscription

ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการไทยสักคน มีโอกาสสูงมากที่คุณจะเคยถามตัวเองว่า “ทำไมเรื่องบัญชี มันต้องยากขนาดนี้วะ?”

นี่คือคำถามตั้งต้นของสตาร์ตอัปไทยรายหนึ่ง ที่วันนี้กลายเป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ SME ไทยเรียกชื่อได้แทบทั้งประเทศ 

เขาไม่ได้ชนะเพราะระบบซับซ้อนกว่าใคร แต่ชนะเพราะจับหัวใจเจ้าของกิจการได้ขาดเลยว่า “ฉันไม่ได้อยากเก่งบัญชี ฉันแค่อยากออกบิล-เก็บเงิน-จ่ายภาษีให้มันง่าย แล้วมีเวลาทำธุรกิจต่อ”

1. เลือกแก้ “งานน่าเบื่อ” ที่ทุกคนอยากโยนทิ้ง

สตาร์ตอัปโปรแกรมบัญชีออนไลน์รายนี้ ไม่ได้ไปแข่งทำแอปคอนซูเมอร์ไวรัล ไม่ทำเกม ไม่ทำโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่เลือกโจทย์โคตรบ้าน ๆ ว่า “เจ้าของกิจการเกลียดบัญชี…งั้นเราทำให้เขาหายเกลียดได้ไหม?”

เขาเริ่มจาก:
- ทำระบบที่ออกใบเสนอราคา-ใบแจ้งหนี้-ใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก  
- จัดเก็บบนคลาวด์ ไม่ต้องหาเอกสารให้วุ่น  
- ให้เจ้าของกิจการ “ไม่ต้องเป็นสายบัญชี” ก็ใช้เองได้  

นี่คือคำตอบของคำถามว่า “ทำยังไงให้เจ้าของกิจการ ‘รัก’ สินค้าของเราแบบใช้ทุกวัน?”

บทเรียนสำหรับ SME
- ลองมองในธุรกิจของคุณว่า “งานอะไรที่ลูกค้าคุณเกลียด แต่มันเลี่ยงไม่ได้” เช่น งานเอกสาร งานเตรียมภาษี งานตามหนี้ งานตรวจเช็กคุณภาพ  
- ถ้าคุณเปลี่ยนงานเหล่านี้ให้ “ง่ายและเบา” ได้ ลูกค้าจะไม่มองคุณเป็นแค่ซัพพลายเออร์ แต่เป็น “คนช่วยชีวิต”

2. UX สำคัญพอ ๆ กับฟีเจอร์ (โดยเฉพาะถ้าลูกค้าไม่เก่งเทค)

โปรแกรมบัญชีมีมานานแล้ว แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่…
- ใช้งานยาก  
- หน้าตาเหมือนทำเพื่อคนสายบัญชีล้วน ๆ  
- เจ้าของกิจการต้องโทรหานักบัญชีทุกครั้งถ้าอยากใช้อะไรเพิ่ม

สตาร์ตอัปรายนี้เลยกลับโจทย์ใหม่ว่า “ทำยังไงให้เจ้าของกิจการเปิดเข้ามา แล้วไม่กลัว?”

เขาทำด้วยวิธีง่าย ๆ แต่คมมาก…
- หน้าออกบิล = ฟอร์มที่คล้ายกระดาษ แต่กรอกง่ายกว่า  
- ใช้คำง่าย ๆ แทนศัพท์เทคนิค  
- มีปุ่ม/เมนูเรียงตาม flow การทำงานจริงของเจ้าของกิจการ  
  (ออกบิล → เก็บเงิน → ดูรายงาน → เตรียมภาษี)

SME ไทยควรลอกให้หมด ไม่ว่าคุณขายอะไรอยู่ตอนนี้ ถ้าต้องมีระบบ / App / ฟอร์ม ให้ลูกค้าใช้

ถามตัวเอง 3 ข้อนี้
1. ลูกค้าต้อง “เดาเอง” มากแค่ไหน เวลาจะใช้?  
2. ถ้าให้คนที่ไม่เก่งเทคลองใช้ เขาจะหลงทางตรงไหนบ้าง?  
3. เราลดขั้นตอนให้เหลือ “1-2-3 กดไปตามลำดับ” ได้ไหม?

สินค้าไม่ได้ชนะเพราะทำได้เยอะกว่าเสมอไป แต่ชนะเพราะ “คนใช้ไม่ปวดหัว”

3. เก็บรายได้แบบรายเดือน ให้ธุรกิจโตแบบสม่ำเสมอ

สตาร์ตอัปโปรแกรมบัญชีรายนี้เลือกโมเดล Subscription ตั้งแต่วันแรก

- แทนที่จะขายไลเซนส์ครั้งเดียว เขาคิดค่าบริการรายเดือน/รายปี  
- ให้ลูกค้าเลือกแพ็กเกจตามขนาดกิจการ  
  - ธุรกิจเล็ก: ราคาเบา ๆ แต่ฟีเจอร์พื้นฐานครบ  
  - ธุรกิจใหญ่: เพิ่มฟังก์ชันเชื่อมระบบอื่น ฯลฯ  

ผลคือ
- บริษัทมีรายได้ประจำ  
- วางแผนการเติบโตได้  
- มีแรงจูงใจ “พัฒนาระบบให้ดีต่อเนื่อง” เพราะลูกค้าจะต่ออายุหรือไม่ ก็ขึ้นกับความพอใจจริง ๆ

SME ลอกอะไรได้เลย แม้คุณจะไม่ได้ขายซอฟต์แวร์ แต่ลองคิดว่า…
- มีบริการอะไรที่ลูกค้าต้องใช้ทุกเดือนอยู่แล้ว?  
  - ตรวจเช็กเครื่องจักร  
  - อบรมพนักงาน  
  - ทำคอนเทนต์/โซเชียลมีเดีย  
  - ทำความสะอาด / ซ่อมบำรุง  

ถ้าเปลี่ยนจาก “รับงานเป็นครั้ง ๆ” มาเป็น แพ็กเกจรายเดือน/รายปี โดยให้ลูกค้ารู้สึกว่า “จ่ายแล้วสบายใจ ไม่ต้องคิดมาก” ธุรกิจคุณจะมีเสถียรภาพใกล้เคียงสตาร์ตอัป SaaS เลย

4. สร้าง Ecosystem พาร์ตเนอร์ ให้คนอื่นช่วยขายแทนเรา

สิ่งที่โปรแกรมบัญชีรายนี้ทำเก่งมากคือ เขาไม่ได้ขายตรงให้เจ้าของกิจการอย่างเดียว แต่ไปจับมือกับสำนักงานบัญชีและพาร์ตเนอร์ทางการเงิน

- สำนักงานบัญชีได้ระบบที่ทำงานง่ายขึ้น  
- เจ้าของกิจการได้ทั้งนักบัญชี + ระบบที่ใช้ร่วมกัน  
- แพลตฟอร์มกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ให้ทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลเดียวกัน  

SME ไทยลอกง่าย ๆ
- ถ้าคุณขายของให้ธุรกิจ (B2B) ลองถามว่า “ใน ecosystem ลูกค้าเรา ใครเป็นคนมีอิทธิพล?”  
  เช่น…
  - ที่ปรึกษา  
  - นักบัญชี  
  - บริษัทไอที  
  - ผู้รับเหมาหลัก  
- แล้วออกแบบบริการ/คอมมิชชันที่ทำให้เขา “อยากแนะนำเราให้ลูกค้าเขาเอง”

คุณจะได้ “ทีมขายฟรี” เพิ่มทันที โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม

5. ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าไม่มีคุณ ชีวิตจะยุ่งยากขึ้นเยอะ”

จุดที่ทำให้โปรแกรมบัญชีนี้ฝังตัวในชีวิตเจ้าของกิจการได้จริง คือ
- พอใช้ไปสักพัก ลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าต้องกลับไปออกบิลใน Excel / เขียนมือเองอีกครั้ง…ไม่เอาแล้ว”  

นั่นคือจุดที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ารัก (Product they love) ไม่ใช่แค่ “ของที่เขายอมทนใช้”

ถามตัวเองตรง ๆ ในฐานะ SME
- ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเราแล้ว ลูกค้าจะเดือดร้อนขนาดไหน?  
- ชีวิตเขาจะกลับไปยุ่งยากแค่ไหนถ้าไม่มีบริการเรา?  

ถ้าคำตอบคือ “เฉย ๆ ก็หาเจ้าอื่นแทนได้” แปลว่า เรายังไม่ได้เข้าไปอยู่ใน “หัวใจ workflow” ของเขาจริง ๆ  

แต่ถ้าคำตอบคือ “ถ้าไม่มีเจ้านี้ เราจะแย่มากเลย”  

คุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับโปรแกรมบัญชีตัวนี้แล้ว

สรุปตอนที่ 2 สูตรลับ “ทำสินค้าให้เจ้าของกิจการรัก”

1. เลือกแก้งานน่าเบื่อที่ลูกค้าจำเป็นต้องทำ  
2. ทำให้ใช้ง่ายจน “คนไม่เก่งเทค” ใช้ได้  
3. เก็บรายได้แบบ Subscription เพื่อให้ธุรกิจมีฐานรายได้มั่นคง  
4. สร้างพาร์ตเนอร์ให้ช่วยขาย ช่วยฝังระบบของเราเข้าไปในชีวิตลูกค้า  
5. เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ “ลูกค้าใช้” แต่คือ “ลูกค้ารู้สึกว่าขาดเราไม่ได้”

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 1 SME ลดต้นทุนแบบใช้ดาต้า ลองมองและคิดแบบ “AltoTech” เริ่มจากเข้าใจปัญหา แล้วใช้ข้อมูลที่มีให้คุ้ม แปลงเป็นบริการที่ “รายงานผลลัพธ์ได้ทุกเดือน”

ในยุคที่ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าแรง วิ่งแซงยอดขายไปเรื่อย ๆ คำถามใหญ่ของเจ้าของกิจการทุกคนคือ “จะลดต้นทุนยังไง…โดยไม่ต้องลดคุณภาพ และไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกแย่?”

สตาร์ตอัปสายเทคโนโลยีด้านพลังงานของไทยรายหนึ่ง เลือกตอบคำถามนี้ด้วยวิธีที่น่าสนใจมาก เขาไม่ได้เริ่มจาก “ขายของถูก” หรือ “ต่อรองค่าไฟ” แต่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ในอาคาร โรงแรม หรือโรงงาน 1 แห่ง เราใช้พลังงานเกินความจำเป็นไปกี่เปอร์เซ็นต์…และเรารู้จริงไหมว่า ส่วนไหนใช้เปลืองที่สุด?”

จากคำถามนี้ ทำให้เขาพัฒนาระบบบริหารพลังงานที่ใช้ AI + IoT ติดเซนเซอร์ในอาคาร เก็บข้อมูลการใช้ไฟแบบละเอียด แล้วให้สมองกลปรับการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ระบบน้ำเย็น และอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบเรียลไทม์  

ผลคือ อาคารบางแห่งสามารถลดค่าไฟได้เป็นหลัก 10-30% โดยที่คนใช้อาคารยังรู้สึกเย็นสบายเหมือนเดิม

ตรงนี้แหละ ที่ SME ไทย “ควรลอกการบ้าน” ให้ไว

1. เริ่มจาก “แผลใหญ่” ที่เจอทุกเดือน ไม่ใช่แค่ไอเดียสวย ๆ

สิ่งที่สตาร์ตอัพรายนี้ทำ ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “อยากทำ AI เท่ ๆ” แต่เริ่มจาก…
- ดูงบต้นทุนของลูกค้า (โรงแรม/อาคาร/โรงงาน)  
- เจอว่า ค่าไฟคืออันดับต้น ๆ  
- แล้วถามต่อว่า “มีอะไรที่ถูกเปิดทิ้ง เปิดเกิน หรือเปิดทั้งที่ไม่ได้ใช้บ้าง?”

บทเรียนสำหรับ SME  
- ลองเปิดงบกำไรขาดทุนของตัวเอง / ลูกค้า  
- วงกลมออกมาเลยว่า “ค่าใช้จ่ายตัวไหนเจ็บสุด” เช่น ค่าไฟ? ค่าแรง? วัตถุดิบ? ของเสีย?  
- ถ้าคุณหาวิธีช่วยลูกค้าลด “ก้อนใหญ่” ได้จริง ลูกค้าจะอยากฟังคุณมากกว่าการลดราคาแข่งกับเจ้าอื่น

2. ใช้ดาต้า “ที่มีอยู่แล้ว” ให้ทำงานแทนคน

สิ่งที่สตาร์ตอัปสายพลังงานนี้ทำคือ เขาไม่ได้ไปนั่งเดา แต่ติดเซนเซอร์ ดูข้อมูลจริงแบบละเอียดว่า…
- ช่วงเวลาไหนอาคารใช้ไฟสูงสุด  
- แอร์ตัวไหนทำงานหนักเกินไป  
- ห้องไหนถูกเปิดแอร์ทั้งวันแต่ไม่มีคนใช้  

แล้วใช้ AI ช่วยคิดแทนพนักงานว่า “ช่วงนี้น่าจะลดโหลดได้ โดยที่คนข้างในยังไม่รู้สึกต่าง”

SME ไทยลอกอะไรได้บ้าง
- ร้านอาหาร/คาเฟ่ เก็บข้อมูลยอดขายตามช่วงเวลา แล้วลดจำนวนพนักงาน/ไฟ/เครื่องครัวในช่วงโลว์  
- โรงงาน เก็บดาต้าของเครื่องจักร ดูว่าเครื่องไหนกินไฟเกิน หรือ downtime เยอะ  
- โรงแรม/โคเวิร์กกิ้ง ดู occupancy จริง แล้วปรับการเปิดชั้น/แอร์ตามการใช้งาน  

หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเก็บข้อมูลได้ คุณก็ลดต้นทุนได้ แต่ถ้าคุณไม่เคยเก็บอะไรเลย คุณจะลดได้แค่จาก “ความรู้สึก”

3. เปลี่ยน “การลดต้นทุน” ให้กลายเป็นบริการที่เก็บเงินรายเดือน

สตาร์ตอัปด้านพลังงานรายนี้ไม่ได้แค่ขายระบบทีเดียวจบ แต่คิดแบบนี้…
- ติดตั้งระบบ + เซนเซอร์ให้ก่อน  
- จากนั้นเก็บ ค่าบริการรายเดือน/รายปี  
- ลูกค้าได้ทั้ง ระบบ monitor ทีมช่วยดูข้อมูล รายงานผลว่าลดค่าไฟได้เท่าไหร่  

ผลคือ บริษัทมี รายได้ประจำ (Recurring Income) ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลาเหมือนงานโปรเจกต์

SME ไทยลอกได้เลย
- ถ้าคุณทำสินค้าหรือบริการที่ “ช่วยลดต้นทุน” หรือ “ช่วยเพิ่มยอด” ให้ลูกค้า อย่าคิดแค่ขายชิ้นเดียวแล้วจบ  
- ตั้งแพ็กเกจดูแลรายเดือน เช่น ดูแลระบบ-ตรวจเช็ก-ปรับปรุงทุกเดือน ส่งรายงานต้นทุน-ประสิทธิภาพให้ลูกค้า ให้คำปรึกษารายไตรมาส  

คุณค่าที่แท้จริงไม่ใช่สินค้า แต่คือ “ความสบายใจ+ตัวเลขชัด ๆ ว่าลดต้นทุนได้จริง” ถ้าคุณให้สิ่งนี้ได้ คุณก็มีสิทธิ์เก็บเงินลูกค้าทุกเดือนเหมือนระบบ AI พลังงานได้เหมือนกัน

4. ทำให้ผลลัพธ์ “พูดแทนเรา” ผ่านเคสจริง

สิ่งที่ทำให้สตาร์ตอัปรายนี้ขายง่ายขึ้นเรื่อย ๆ คือ เขาไม่ได้บอกว่า “ระบบเราดีมาก” เฉย ๆ แต่เล่าด้วยประโยคแบบนี้…
- โรงแรม A ลดค่าไฟได้ XX% ภายใน X เดือน  
- อาคาร B ลดภาระเครื่องปรับอากาศลง X ชั่วโมงต่อวัน  
- โรงงาน C ลดค่าใช้จ่ายรวมด้านพลังงานได้เกือบ X แสนบาทต่อปี  

SME ไทยควรทำแบบเดียวกัน
- ทุกครั้งที่คุณทำงานจบ 1 เคส เก็บ “ตัวเลขก่อน-หลัง” เอาไว้  
- เขียนเป็นเคสตัวอย่างสั้น ๆ ก่อนใช้บริการ: ค่าใช้จ่าย/ยอดขายเป็นเท่าไหร่ หรือ หลังใช้บริการ X เดือน: เปลี่ยนไปยังไงบ้าง  

ในยุคนี้ ลูกค้าไม่ได้เชื่อคำโฆษณา แต่เชื่อ “หลักฐาน” ที่มาจากคนอื่นที่เคยใช้มากกว่า  

สรุปตอนที่ 1 SME ที่คิดแบบดาต้า จะลดต้นทุนได้ลึกกว่าคู่แข่ง

สิ่งที่สตาร์ตอัปสาย AI + พลังงานสอนเราแบบเนียน ๆ คือ…
1. อย่ากลัวปัญหาใหญ่ ค่าไฟ ค่าพลังงาน คือตลาดใหญ่  
2. เก็บดาต้าจริง แล้วใช้สมอง (หรือ AI) วิเคราะห์  
3. เปลี่ยนความสามารถในการ “ลดต้นทุน” ให้กลายเป็นบริการรายเดือน  
4. ใช้เคสจริงและตัวเลขจริงเป็นอาวุธการขาย

SME ไม่จำเป็นต้องเขียน AI เอง แต่ถ้าเริ่มเก็บข้อมูล และตัดสินใจบนตัวเลข คุณก็เริ่ม “คิดแบบสตาร์ตอัพ” แล้วหนึ่งก้าวใหญ่ ๆ

ปี 2569 ธุรกิจอะไรมาแรง? ชวนจับ 6 เทรนด์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการห้ามมองข้าม โอกาสใหม่จาก AI-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสูงวัย-สายกรีน ดูให้ชัดว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับเรา พร้อมแนะแนวเตรียมตัวก่อนลงเงิน-ลงแรงจริง

เวลาเข้าใกล้ปีใหม่ คำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจมักจะเป็น
“ปีหน้าอะไรจะมาแรง?”
“ตอนนี้คนเขาทำอะไรกันอยู่?”
“ถ้าจะเริ่มตอนนี้ จะช้าไปไหม?”

แต่ในปี 2569 คำถามที่สำคัญกว่านั้น อาจไม่ใช่แค่ว่า “ขายอะไรดี” แต่อยู่ที่ว่า เราจะ “เข้าไปอยู่ตรงไหน” ในเทรนด์ที่กำลังมาและ “เตรียมตัวอย่างไร” ให้ไม่ตกขบวน

บทความนี้เลยอยากชวนมาดู 6 เทรนด์/โมเดลธุรกิจที่น่าจับตาในปี 2569 โดยเล่าทีละข้อว่า ธุรกิจแบบไหน “มาแรง” ถ้าอยากคว้าโอกาส ควรคิด/ลงมือยังไง และต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ก่อนลงเงิน-ลงแรงจริง

1) AI Business Partner จาก “ลองใช้เล่น ๆ” สู่ “เพื่อนร่วมทีมที่ขาดไม่ได้”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่แค่ Startup เทคโนโลยี แต่คือทุกธุรกิจที่ “เอา AI มาอยู่ใน Workflow จริง” เช่น

-ร้านค้า-แบรนด์เล็ก ที่ใช้ AI ช่วยตอบลูกค้า ทำคอนเทนต์ วิเคราะห์ยอดขาย

-เอเจนซี/ที่ปรึกษา ที่ออกแบบแพ็กเกจ “ตั้งระบบ AI ให้ SMEs”

-ซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม เช่น AI สำหรับคลินิก โรงงาน ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ

พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจที่ไม่ได้ขาย AI เป็นหลัก แต่ “เก่งเอา AI มาใช้ให้ตัวเองเร็ว–คุ้ม–ลงตัว” จะได้เปรียบมาก

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
แทนที่จะถามว่า “จะทำธุรกิจ AI อะไรดี” ลองเปลี่ยนเป็น

-ตอนนี้งานอะไรในธุรกิจเราที่ “ซ้ำ ๆ เปลืองคน เปลืองเวลา”?

-ลูกค้าถามอะไรบ่อยที่สุด?

-เราอยากรู้ข้อมูลอะไรจากยอดขาย/ลูกค้า แต่ยังไม่มีเวลามานั่งไล่ดู?

แล้วหา AI มานั่งตำแหน่ง “ผู้ช่วย” ตรงนั้นก่อน ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการสายบริการ/ที่ปรึกษา ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะสามารถต่อยอดเป็น แพ็กเกจ “ปรับระบบ + ติดตั้ง AI” ให้ลูกค้าธุรกิจอื่นได้ด้วย

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เจ้าของ/ทีมแกนกลาง ต้อง “ลองใช้เอง” ก่อนอย่างน้อย 2-3 เครื่องมือ

-ฝึกตั้งโจทย์-เขียน Prompt ให้ AI เข้าใจงานเราให้ชัด
-เก็บตัวอย่างงานจริง (Chat, เอกสาร, รูปแบบรายงาน) ไว้เป็น Template

สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเข็มขัดเครื่องมือที่ทำให้คุณต่อยอดเป็นบริการหรือระบบของตัวเองได้ในอนาคต

2) Platform & Niche Community แพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นได้ทั้ง “ตลาด-สื่อ-ระบบหลังบ้าน”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่แค่ Marketplace ใหญ่ ๆ อีกต่อไป แต่เป็น “แพลตฟอร์มเฉพาะทาง” เช่น

-แพลตฟอร์มรวมงาน/รวมคนทำงานเฉพาะสาย (ดีไซน์เนอร์, การตลาด, โลจิสติกส์, ช่างเทคนิค ฯลฯ)

-แพลตฟอร์ม B2B ที่เชื่อมร้านค้า-โรงงาน-สายซัพพลายเข้าหากัน

-แพลตฟอร์มที่เป็นทั้ง “สื่อความรู้ + ระบบจัดการ” เช่น ระบบจองคิว + คอนเทนต์ให้ความรู้ในวงการเดียวกัน

ใครที่ “เข้าใจวงการเฉพาะกลุ่ม” ลึก ๆ มีโอกาสสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองได้มากขึ้น

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ลองถามตัวเองว่า

-เราอยู่ในอุตสาหกรรมไหนมานาน เห็นปัญหาอะไรที่วนซ้ำ ๆ?

-มีใครบ้างในห่วงโซ่ธุรกิจ (ซัพพลายเออร์-ร้านค้า-ลูกค้า) ที่ “หาเจอกันยาก”?

-มีข้อมูล/ความรู้แบบไหนที่คนในวงการต้องการ แต่ยังไม่มีที่ไหนรวบรวมจริงจัง?

จากนั้นคิดเป็น “แพ็กคู่” ว่า
-เอา “การจับคู่ดีมานด์-ซัพพลาย”
-“คอนเทนต์/ชุมชนความรู้”
-“เครื่องมือช่วยจัดการงาน” มารวมไว้ในที่เดียวกันได้หรือไม่

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เริ่มจากการสร้าง “คอมมูนิตี้เล็ก ๆ” ก่อน เช่น กลุ่ม Facebook, LINE, Discord

-สังเกตว่าคนในกลุ่มคุยเรื่องอะไร ปวดหัวเรื่องไหน ซ้ำเยอะที่สุด

-พอเห็น Pattern ค่อยยกระดับเป็นฟีเจอร์/ระบบบนแพลตฟอร์ม

-ถ้าไม่ได้เก่งเทคโนโลยี ให้หา Partner ที่ทำแพลตฟอร์มเก่ง แต่เราถือ “ความเข้าใจวงการ” เป็นแต้มต่อ

3) Subscription & Member Economy รายได้ประจำ…กลายเป็น “เข็มขัดนิรภัย” ของธุรกิจ

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?

-สินค้าที่คนใช้ซ้ำ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง กาแฟ/เครื่องดื่มสุขภาพ สกินแคร์ ของใช้ในบ้าน

-บริการที่ลูกค้าต้องการต่อเนื่อง เช่น ฟิตเนส คลินิกเสริมความงาม คลาสเรียนออนไลน์ ที่ปรึกษา

-คอนเทนต์/คอมมูนิตี้ เช่น กลุ่มเรียนธุรกิจ กลุ่มลงทุน กลุ่มอัปสกิลเฉพาะด้าน

จุดร่วมคือ “ลูกค้าคนเดิมกลับมาใช้ซ้ำ” และยอมจ่ายเป็นรายเดือน/รายปี เพื่อความสะดวกหรือคุณค่าบางอย่าง

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ถ้าคุณมีลูกค้าเก่าจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว ให้ลองถาม 2 เรื่องนี้

-ถ้าจะเปลี่ยนจากซื้อครั้งต่อครั้ง มาเป็น “เหมาจ่าย / สมาชิกรายเดือน” ลูกค้าจะได้อะไรเพิ่ม?

-คุณให้ “ความสบายใจ-ความต่อเนื่อง-ความพิเศษ” อะไรได้บ้าง ที่คนทั่วไปไม่ได้รับ?

แล้วออกแบบเป็น

-แพ็กเกจ “ส่งประจำ”
-แพ็กเกจ “สมาชิก VIP”
-หรือ “คอมมูนิตี้ปิด” สำหรับลูกค้ากลุ่มในฝันของคุณ

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ดูต้นทุนให้ชัดว่า ถ้าคิดเป็น “รายเดือน” แล้วธุรกิจยังมีกำไรต่อหัวหรือไม่

-วางระบบเก็บเงิน Recurring ให้ราบรื่น (โอน/ตัดบัตร/ต่ออายุอัตโนมัติ)

-ทีมงานต้องเข้าใจว่า “ลูกค้าสมาชิก” สำคัญกว่าลูกค้าครั้งเดียว ต้องดูแลให้รู้สึกว่า “อยู่กับเราคุ้มกว่าไปซื้อที่อื่น”

4) Green & Circular Business จาก “รักษ์โลกตามกระแส” สู่ “โมเดลที่ทำเงินได้จริง”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
-รีฟิล-รีใช้-รีเฟอร์บิช: ซ่อม ขายต่อ ปล่อยเช่าแทนขายขาด

-บรรจุภัณฑ์ทางเลือก และโซลูชันลดขยะพลาสติก

-ธุรกิจที่ช่วยบริษัทอื่น “ลดรอยเท้าคาร์บอน” เช่น ระบบวัด/รายงาน การจัดการของเสีย

-ท่องเที่ยว/บริการ/คาเฟ่ ที่เอา Sustainability เป็นจุดขายหลักจริงจัง

ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เริ่มถามหาสินค้า-บริการที่ “ดีต่อเรา + ไม่ทำร้ายโลกเกินไป” มากขึ้น

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
แทนที่จะถามว่า “จะทำธุรกิจสีเขียวอะไรดี” ลองเริ่มจากธุรกิจตัวเองก่อน

-ทุกวันนี้เรา “ทิ้งอะไร” ออกไปบ้าง? (เศษวัสดุ ของเสีย พลังงานที่สูญเปล่า)

-มีอะไรที่ “ยืดอายุการใช้งาน” ต่อได้อีก (ซ่อม-ปล่อยเช่า-แบ่งขาย)?

-ลูกค้าของเรา “รู้สึกผิด” ตรงไหนเวลาใช้สินค้าเรา (ขยะเยอะ พลาสติกเยอะ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง)?

จุดเหล่านี้คือโอกาสในการออกแบบสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่ทั้งขายได้ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เริ่มจากการเก็บข้อมูลง่าย ๆ เช่น ปริมาณขยะ วัสดุที่ใช้ พลังงานที่เปลือง

-หา Partner หรือ Supplier ที่ช่วยเติมส่วน “Green” ให้เราได้ (บรรจุภัณฑ์, ระบบจัดการของเสีย, ที่ปรึกษา)

-สื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา ว่าคุณกำลังปรับอะไรอยู่ ไม่ต้องหล่อเว่อร์ แต่ “ทำจริง” ให้เห็นทีละขั้นจะน่าเชื่อถือที่สุด

5) Silver Economy & Well-being เมื่อ “คนไม่ยอมแก่” และ “คนไม่ยอมนอน” กลายเป็นตลาดใหม่

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?

-บริการดูแลผู้สูงอายุแบบยืดหยุ่น: ดูแลที่บ้าน เดย์แคร์ คลับกิจกรรม ฟิตเนสสำหรับวัยเกษียณ

-สินค้า-บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: โภชนาการเฉพาะบุคคล ตรวจสุขภาพเฉพาะด้าน แพ็กเกจดูแลระยะยาว

-ธุรกิจด้าน Well-being และ Sleep: คลาสฟื้นฟูร่างกาย-จิตใจ โปรแกรมนอนดีขึ้น Retreat สำหรับคนทำงานหนัก

กลุ่มนี้ “อาจเหนื่อย แต่มีกำลังจ่าย” และพร้อมลงทุนกับคุณภาพชีวิตของตัวเองและคนที่รักมากขึ้นเรื่อย ๆ

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ถามตัวเองว่า

-เรามีอะไรที่ช่วยให้ “ชีวิตหลังสี่ทุ่ม” หรือ “ช่วงวัยหลัง 50” ดีขึ้นได้จริง?

-ความถนัดของเราอยู่สายไหน: สินค้า บริการ เทคโนโลยี หรือคอนเทนต์ความรู้?

-จะจับกลุ่ม “ตัวใช้เอง” (เช่น คนวัยทำงานอยากนอนดีขึ้น) หรือ “กลุ่มลูกหลานที่จ่ายแทนผู้สูงอายุ”?

แล้วออกแบบข้อเสนอให้ชัดว่า

ใช้บริการเราแล้ว “ชีวิตเขาดีขึ้นตรงไหน” สบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น หรือรู้สึกไม่โดดเดี่ยวเท่าเดิม

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ศึกษาจริง ๆ ว่า “ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ชีวิตยังไง” อย่าคิดแทนจากมุมคนวัยทำงานอย่างเดียว

-ใส่ใจเรื่องประสบการณ์ใช้งาน: ฟอนต์ใหญ่ขึ้น ปุ่มกดชัด โทรคุยง่ายกว่าพิมพ์ ฯลฯ

-ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ (หมอ นักจิตวิทยา นักกายภาพ ฯลฯ) เพื่อให้บริการมีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่เท่ในโซเชียล

6) Lean & Resilient Business ธุรกิจที่ “ผอมแต่แข็งแรง” จะอยู่รอดในเกมยาว

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่ธุรกิจประเภทหรืออุตสาหกรรมใดอันเดียว
แต่เป็น “วิธีคิด” ของเจ้าของกิจการ

-เน้นโมเดลที่ขยายด้วยพาร์ตเนอร์ แทนการลงทุนทุกอย่างเอง

-ใช้เทคโนโลยีลดงานซ้ำ ๆ แทนการเพิ่มคนอย่างเดียว

-โฟกัสว่าลูกค้าหนึ่งราย สร้างกำไรจริง (ตลอดอายุความสัมพันธ์) ได้เท่าไร

คนที่ “จัดบ้านธุรกิจตัวเอง” ให้คลีน และตัวเลขชัด จะพร้อมทั้งรับโอกาสและเงินทุนมากกว่าคนที่ทุกอย่างยังมั่ว ๆ อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว

จะคว้าโอกาสอย่างไร?

-เลือกเทรนด์ที่เหมาะกับเรา 1-2 ข้อ ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน

-ใช้แนวคิด Lean: ทดลองเล็ก ๆ ก่อน ทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเล็ก วัดผล แล้วค่อยขยาย

-มองหา Partner แทนการลงทุนเองทุกขั้น (เช่น Partner ด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด ด้านโลจิสติกส์)

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ทำบัญชี-ตัวเลขให้ชัด ว่าแต่ละโปรดักต์/บริการ กำไรจริงเท่าไร

-วาง Flow งานให้เป็นระบบ: ใครทำอะไร เมื่อไร ใช้เครื่องมืออะไร

-สร้างวัฒนธรรมในทีมให้ “กล้าลอง-กล้าปรับ” มากกว่า “ทำไปงั้น ๆ ตามคำสั่ง”

สรุป: เลือกสนามให้ถูก แล้วค่อยเร่งเครื่อง

อ่านถึงตรงนี้จะเห็นว่า เทรนด์ธุรกิจปี 2569 ไม่ได้บอกเราว่า “ต้องทำตามคนอื่นทุกอย่าง” แต่มันเหมือน “แผนที่ใหญ่” ที่บอกว่า โซนไหนกำลังคนเยอะ โซนไหนกำลังโล่ง แต่มีโอกาส และเราอยู่ตรงไหนบนแผนที่นี้

ขั้นต่อไปที่สำคัญกว่ารู้เทรนด์ คือการถามตัวเองว่า จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน? (ความรู้วงการ, ทีม, เครือข่าย,ทุน, คอนเทนต์ ฯลฯ)

กลุ่มลูกค้าที่เราเข้าใจและเข้าถึงได้ดีที่สุดคือใคร? จาก 6 เทรนด์นี้ อะไร “ต่อยอดจากของที่เรามีอยู่” ได้ไวที่สุด?

เลือกมาแค่ 1-2 เทรนด์ที่เข้ากับดีเอ็นเอธุรกิจตัวเอง
แล้วเริ่มจาก “โปรเจกต์เล็ก ๆ” ที่วัดผลได้จริง
ก่อนจะค่อย ๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้น

เพราะสุดท้าย ปี 2569 จะไม่ใช่ปีของคนที่ “รู้ทุกเทรนด์” แต่เป็นปีของคนที่ “เลือกเทรนด์หนึ่ง แล้วลงมือทำจริงจนเห็นผล” ต่างหาก

วิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ผ่านงานด้านชุมชน สุขภาพจิต การจราจร สิ่งแวดล้อม เข้าใจทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก-งานความมั่นคง พร้อมต่อยอดหนองคายสู่ฮับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวริมโขง

การปรับโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง-ย้ายรวม 40 ตำแหน่ง ได้สะท้อน “การจัดทัพใหม่” ในหลายจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และได้รับคำสั่งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การมาปักหมุดทำงานริมโขงครั้งนี้ นับเป็นการย้ายจาก “เมืองใหญ่ศูนย์กลางภาคอีสานตอนใน” อย่างโคราช มาสู่ “ประตูการค้าชายแดน-โลจิสติกส์” ที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จากเส้นทางรับราชการที่ยาวนานในสายกระทรวงมหาดไทย สะท้อนชัดว่าเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ที่เติบโตมาจากสายการปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดชุมชน ดูแลทั้งภารกิจบรรเทาทุกข์และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

ต่อมาถูกดันขึ้นมาทำงานระดับจังหวัดในบทบาทปลัดจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเชื่อมโยงงานทุกมิติของจังหวัด ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ก่อนจะไปนั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และกลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดูแลงานจังหวัดใหญ่ที่ซับซ้อนและมีบทบาทระดับภูมิภาค

เมื่อเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บทบาทของนายวิจิตรเด่นชัดในงานที่ต้อง “บูรณาการหลายหน่วยงาน” และ “แตะชีวิตผู้คนจริง ๆ” เช่น งานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ที่เขาในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนสร้างสุข ดูแลปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนเชิงรุก

ด้านชุมชนท้องถิ่น เขาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” และย้ำแนวคิดให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิด แก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองจากฐานล่าง ไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เขายังทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการชี้แจงแนวทางการเลือกตั้งท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นอีก “ลายเซ็น” ของนายวิจิตร เขาเคยเป็นประธานโครงการ “72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า” ในพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ผสานการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ากับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นประธานเปิดงาน Korat Health Product Start-up Expo 2025 เพื่อผลักดันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายใหม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์บริการแบบ One Stop Service ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่แทนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในการมอบสิ่งของพระราชทานให้ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนบทบาทการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อย้ายมานั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บทบาทของนายวิจิตรจึงถูกจับตามองในมุม “จากเมืองใหญ่ในประเทศ สู่งานชายแดน-โลจิสติกส์ริมโขง” หนองคายเป็นจังหวัดหน้าด่าน ที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมสู่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเดินทางของแรงงาน-นักลงทุนระหว่างสองประเทศ

ประสบการณ์ทำงานในจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-คมนาคมของภาคอีสานอย่างโคราช และประสบการณ์ในจังหวัดชายแดนแม่น้ำโขงอย่างนครพนม ทำให้เขามีมุมมองทั้งด้านความมั่นคง การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ สุขภาพ สังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของหนองคายในยุคที่โลจิสติกส์ริมโขงกำลังเติบโต เขาจึงมีแนวโน้มจะใช้จุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน-ชุมชนและการทำงานเชิงป้องกัน มาผูกโยงงานการค้าชายแดน การคมนาคม การท่องเที่ยวริมโขง และการดูแลคุณภาพชีวิตคนริมฝั่ง ให้การพัฒนาหนองคายเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งมิติ “เมืองด่านเศรษฐกิจ” และ “เมืองน่าอยู่ริมโขง” อย่างสมดุล

คิดแบบสตาร์ตอัป ชวนส่องสตาร์ตอัปดาวรุ่งของไทย 2568 ที่ SME ควร “เรียนรู้แล้วปรับใช้ให้เป็น” พร้อมแกะรอยความต่างที่ซ่อนความเหมือนเอาไว้ แล้วแปลงเป็นสูตรเร่งโตในสเกลธุรกิจของตัวเอง

ปี 2568 ระบบนิเวศสตาร์ตอัพไทยเริ่มชัดมากว่า 3 เสาหลักที่จะโตแรงคือ AI, GreenTech, FinTech  

NIA ถึงขั้นออกมาบอกตรง ๆ ว่าเทรนด์ปี 2025-2026 ของสตาร์ตอัพไทยจะหมุนรอบสามกลุ่มนี้ และพยายามดันให้มียูนิคอร์นสายกรีนภายใน 3 ปีข้างหน้า

แต่สำหรับเจ้าของกิจการ / SME สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “รู้ว่าใครเป็นดาวรุ่ง” แต่คือ “เราจะขโมยวิธีคิดอะไรจากเขาไปใช้กับธุรกิจเราได้บ้าง?”

TST BIZ เลยหยิบ 7 เคสสตาร์ตอัพไทยดาวเด่นในช่วงนี้
แล้วสรุปให้เลยว่า “SME เรียนรู้อะไรได้จากแต่ละราย”

1. AltoTech.AI - ใช้ AI + IoT ลดค่าไฟโรงแรม-อาคาร สูงสุดราว 30%*

AltoTech.AI คือสตาร์ตอัพไทยที่ทำระบบ Energy Management ด้วย AI+IoT  
ช่วยโรงแรม อาคาร โรงงาน จัดการเครื่องปรับอากาศ ระบบน้ำ-อากาศ ให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  
จนมีเคสที่ช่วยลูกค้าลดค่าไฟและต้นทุนการดำเนินงานได้สูงถึงราว 30% ตามที่บริษัทระบุไว้ในโปรไฟล์  

NIA และหน่วยงานต่างประเทศหยิบ AltoTech ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวแทน GreenTech ไทยบนเวทีโลกหลายครั้ง ทั้งงาน Web Summit และโปรแกรมสนับสนุนตลาดกรีนเทคระดับโลก  

SME เรียนรู้อะไรจาก AltoTech.AI

- เริ่มจาก Pain ชัด ๆ ไม่ใช่ความเท่ของเทคโนโลยี  
  เค้าชัดมากว่าปัญหาคือ “ค่าไฟ + ความไม่มีประสิทธิภาพในอาคาร” แล้วค่อยเอา AI/IoT เข้าไปแก้ ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “อยากทำ AI เท่ ๆ”

- จับ Niche ที่คนมองข้าม แต่ใหญ่พอจะโต  
  ตลาดบริหารพลังงานในโรงแรม-อาคาร อาจไม่หวือหวาเท่าแอปคอนซูเมอร์ แต่เป็นตลาดที่มีบิลค่าไฟเป็นล้านต่อเดือน และตัดสินใจจ่ายได้ถ้าช่วยลดได้จริง

- โมเดลรายได้แบบ Subscription/Recurring  
  ไม่ใช่แค่ขายระบบครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการเก็บค่าบริการรายเดือน/รายปี สร้างรายได้ประจำ (MRR) ซึ่ง SME เต็มไปด้วยโอกาสแบบนี้ เช่น ระบบบริหารสต็อก ระบบฝึกอบรม ฯลฯ

- จับมือกับ Corporate เพื่อเร่งสเกล  
  AltoTech ไม่ได้โตด้วยตัวเองล้วน ๆ แต่จับมือกลุ่มพลังงาน/นิคม/องค์กรใหญ่ ทำให้ขยายลูกค้าได้เร็วกว่า SME ที่วิ่งเดี่ยว

2. MUI Robotics - เปลี่ยน “กลิ่น” ให้กลายเป็นดาต้า

MUI Robotics คือสตาร์ตอัพไทยด้าน Artificial Sense / Electronic Nose (E-Nose) ใช้เทคโนโลยี “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” ตรวจวัดกลิ่น-รสแล้วแปลงเป็นดาต้า ใช้ได้ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เกษตร การแพทย์ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและโรงงานอุตสาหกรรม  

NIA หยิบ MUI เป็นหนึ่งในดาวเด่น GreenTech/ClimateTech ไทย และพาไปออกงานระดับโลกเพื่อโชว์ว่าไทยมี deep tech ด้านนี้จริง ๆ  

SME เรียนรู้อะไรจาก MUI Robotics

- กล้าทำของยาก-ลึก-เฉพาะทาง MUI ไม่ได้ทำแอปสำเร็จรูปทั่วไป แต่เลือกโจทย์ยากมากอย่าง “ทำให้กลิ่นกลายเป็นข้อมูล”  

SME ไทยหลายรายมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่แล้ว (เช่น ฟาร์ม, โรงงาน, อาหารเฉพาะกลุ่ม) ถ้ากล้าลึกแบบนี้ ก็สร้าง “ของที่คนอื่นเลียนแบบยาก” ได้เหมือนกัน

- จับ B2B ที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพและ Compliance ธุรกิจอาหาร เคมี การแพทย์ พร้อมจ่ายเพื่อให้สินค้าผ่านมาตรฐาน และลดความเสี่ยงเรื่องคุณภาพ  

SME บ้านเราที่เคยคิดว่าตัวเองเป็น “ซัพพลายเออร์เล็ก ๆ” อาจพลิกมาเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันเฉพาะทาง” ได้คล้าย ๆ กัน

- ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย/งานวิจัย MUI พัฒนาจากทีมวิจัยมหิดล แล้วต่อยอดสู่บริษัทจริง  

SME ที่มีไอเดียใหม่ แต่ขาดทีมเทคนิค สามารถจับมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยเพื่อสร้าง product ร่วมได้ แทนที่จะทำคนเดียว

3. AiONE-เปลี่ยน Insight ลูกค้าให้กลายเป็นธุรกิจ

จากข้อมูลหลายแหล่ง AiONE ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Best Startups in Thailand to Watch in 2025”  
เน้นการใช้ AI + Blockchain + Data Analytics ทำแพลตฟอร์มด้าน persona / customer insight เพื่อให้แบรนด์อ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกขึ้น  

SME เรียนรู้อะไรจาก AiONE

- ยุคนี้ไม่พอแค่มีลูกค้า ต้อง “เข้าใจ” ลูกค้าด้วย สตาร์ตอัพสายดาต้าพิสูจน์ให้เห็นว่า ใครจับข้อมูลลูกค้าได้ละเอียดกว่า จะออกสินค้าถูกกว่า ทำโปรโมชันแม่นกว่า  

- เริ่มจาก Data ที่ตัวเองมี ไม่ต้องรอระบบใหญ่ AiONE ทำให้เห็นว่า “ดาต้าเชิงคน” เอาไปต่อยอดได้อีกเยอะ  

SME ไทยก็เริ่มจากง่าย ๆ ได้ เช่น  
  - เก็บฐานลูกค้าอย่างเป็นระบบ  
  - แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม  
  - ทดลองโปรโมชันแบบแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม

- ให้ความสำคัญกับ Trust & Privacy การใช้ AI กับข้อมูลลูกค้าต้องมาพร้อมเรื่องความโปร่งใส การขออนุญาตการใช้ข้อมูล ใครทำเรื่องนี้ชัดตั้งแต่วันแรก จะได้เปรียบในระยะยาว

4. FlowAccount - SaaS บัญชีที่ SME ไทยรัก

FlowAccount เป็นแพลตฟอร์มบัญชีออนไลน์บนคลาวด์สำหรับ SME ที่ถูกจัดอยู่ในลิสต์ “Best Startups in Thailand to Watch in 2025” เช่นกัน  

จุดเด่นคือ ทำให้เรื่องบัญชี-ใบกำกับ-ภาษี ที่เจ้าของกิจการเกลียด กลายเป็นงานที่กดไม่กี่คลิกบนเว็บ/มือถือ แล้วจบ

SME เรียนรู้อะไรจาก FlowAccount

- แก้ปัญหาเบสิค แต่เป็น “แผลใหญ่” ของเจ้าของกิจการ ไม่จำเป็นต้องคิดนวัตกรรมแปลกใหม่เสมอไป แค่จับงานที่ทุกคนเกลียด (เช่น บัญชี เอกสาร ภาษี) แล้วทำให้ “ง่ายและสะอาด” ก็กลายเป็นธุรกิจได้

- UX สำคัญพอ ๆ กับฟีเจอร์ แทนที่จะยัดฟีเจอร์เต็มไปหมด FlowAccount เลือกออกแบบให้เจ้าของกิจการใช้เองได้จริง  

SME ที่ทำแอป/ระบบของตัวเองสำหรับลูกค้า ลองโฟกัส UX แบบนี้ จะปิดการขายง่ายขึ้นมาก

- รายได้แบบ Subscription รายเดือน/ปี โมเดลซอฟต์แวร์เก็บรายเดือน ทำให้ธุรกิจมีรายได้ประจำ  

SME ที่วันนี้ขายของทีละชิ้น ลองคิดว่ามีอะไรที่ลูกค้าต้องใช้ซ้ำทุกเดือน แล้วแปลงเป็นแพ็กเกจสมาชิกได้บ้าง

5. FreshKet - ปรับซัพพลายเชนอาหารให้ “เนียนและโปร่งใส”

FreshKet อยู่ในกลุ่ม FoodTech/B2B Marketplace ที่ถูกจัดอยู่ในรายชื่อสตาร์ตอัพน่าจับตาของไทยเช่นกัน  

โมเดลคือ แพลตฟอร์มเชื่อมเกษตร–ซัพพลายเออร์–ร้านอาหาร ให้คนครัวสั่งวัตถุดิบผ่านแอปได้ในที่เดียว แทนการกระจายสั่งหลายเจ้า  

SME เรียนรู้อะไรจาก FreshKet

- หาตำแหน่ง “ตัวกลางที่เพิ่มมูลค่า” ไม่ใช่แค่ซื้อถูก–ขายแพง FreshKet ไม่ได้เป็นแค่พ่อค้าคนกลาง แต่เพิ่มมูลค่าด้วย  
  - การรวมออร์เดอร์  
  - การจัดส่ง  
  - ข้อมูลราคาและคุณภาพ  

- เปลี่ยนตลาดที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเดียว  

SME ไทยหลายรายอยู่ในตลาดที่ซัพพลายเชนยังโทร-ไลน์-จดใส่กระดาษ  

ถ้าทำตัวเป็น “คนรวบ + คนทำระบบ” จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของตลาดได้

- ใช้ดาต้าในระบบในการต่อยอดธุรกิจ เมื่อทุกการสั่งซื้อเข้าแพลตฟอร์ม ข้อมูลราคา ปริมาณ สินค้ายอดนิยม ฯลฯ สามารถเอาไปต่อยอดเป็น  
  - คลังสินค้า  
  - การคาดการณ์ยอดขาย  
  - การต่อรองกับผู้ผลิต

6. Zaapi - ทำให้ร้านเล็ก “ขึ้นออนไลน์” แบบไม่ยาก

Zaapi เป็นสตาร์ตอัพไทยที่ช่วยร้านค้ารายเล็ก สร้างหน้าร้านออนไลน์/มินิอีคอมเมิร์ซผ่านมือถือ เน้นให้แม่ค้า-พ่อค้าเริ่มขายออนไลน์ได้เร็ว โดยไม่ต้องเข้าใจเทคนิคเยอะ  

SME เรียนรู้อะไรจาก Zaapi

- คิดจากข้อจำกัดของคนใช้จริง  
  กลุ่มเป้าหมายคือเจ้าของร้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีทีมไอที  
  ดังนั้นทุกอย่างต้อง “ง่ายกว่าทำเว็บเอง + เร็วกว่าขายแค่ในโซเชียล”  

- Mobile-first คือหัวใจของตลาดอาเซียน  
  ยุคนี้เจ้าของกิจการส่วนใหญ่บริหารธุรกิจผ่านมือถือ  
  ไม่ว่าคุณทำระบบอะไร ถ้าใช้บนมือถือไม่ได้ = โอกาสหายไปครึ่งหนึ่ง

- เครื่องมือช่วย SME = ตลาดใหญ่ที่ยังไม่ถูกจับเต็มที่  
  Zaapi แสดงให้เห็นว่าการ ทำเครื่องมือหลังบ้านให้ SME (ไม่ว่าจะเป็นบัญชี สต็อก อีคอมเมิร์ซ) ยังมีช่องว่างอีกเยอะ

7. PropertyScout - ทำตลาดอสังหาฯ ให้โปร่งใสขึ้นด้วยดาต้า

PropertyScout เป็นแพลตฟอร์มค้นหา-ขาย-เช่าอสังหาฯ ที่ใช้ดาต้าและระบบอัตโนมัติช่วยจัดการ inventory ตั้งแต่การลงประกาศ การนัดดูห้อง ไปจนถึงเอกสารสัญญา ช่วยลดความวุ่นวายของทั้งฝั่งเจ้าของและผู้เช่า/ผู้ซื้อ  

SME เรียนรู้อะไรจาก PropertyScout

- ในตลาดที่คน “ไม่ไว้ใจ” ใครสร้างความโปร่งใสได้ คนนั้นชนะ ตลาดอสังหาฯ เต็มไปด้วยข้อมูลมั่ว ราคาไม่ชัด ห้องซ้ำ PropertyScout ใช้ดาต้าช่วยเคลียร์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าระบบน่าเชื่อถือกว่าเดินหานายหน้าแบบสุ่ม

- อัตโนมัติงานหลังบ้านที่กินเวลาทีม การส่งเอกสาร นัดดูห้อง ตอบคำถามซ้ำ ๆ สามารถเปลี่ยนเป็น workflow อัตโนมัติ  

SME ไทยก็เริ่มจากการเอางานที่ทำซ้ำ ๆ เช่น ใบเสนอราคา แจ้งชำระเงิน ติดตามสถานะ มาทำเป็นระบบแทนแรงคน

- สร้างแบรนด์บนฐาน “ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่แค่ราคาถูก ในหลายอุตสาหกรรม (ก่อสร้าง การเงิน กฎหมาย ฯลฯ) ลูกค้าไม่ได้เลือกเพราะถูกที่สุด แต่เลือกเพราะ “รู้สึกว่าน่าไว้ใจที่สุด”

สรุป: สิ่งที่ SME ไทยควร “ลอก” จากสตาร์ตอัพดาวรุ่งปีนี้

ดูเผิน ๆ เหมือนสตาร์ตอัพเหล่านี้อยู่ “คนละโลก” กับ SME ทั่วไป แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็น pattern เดียวกันชัดมาก:

1. เริ่มจาก Pain ชัดเจนของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ, กลิ่นในสายการผลิต, ความยุ่งของบัญชี, วัตถุดิบในครัว หรือความวุ่นวายของการหาที่อยู่  

2. ใช้เทคโนโลยีเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่เป้าหมาย AI, IoT, Platform, Cloud ถูกใช้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อทำให้ดูไฮเทคเฉย ๆ  

3. สร้างรายได้แบบประจำ (Recurring) หลายรายเก็บค่าบริการรายเดือน/ปี สร้างเสถียรภาพให้กระแสเงินสด แทนการขายครั้งเดียวแล้วจบ  

4. คิดแบบ Ecosystem - หา Partner แล้วโตไปด้วยกัน ทั้ง AltoTech, MUI, FreshKet ฯลฯ ใช้การร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และ Corporate ใหญ่ เป็นตัวเร่ง

ถ้า SME ไทยมองสตาร์ตอัพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “เรื่องไกลตัว” แต่เอาวิธีคิดมาปรับในสเกลของตัวเองได้

เราไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิคอร์น แต่เราสามารถเป็น “SME ที่คิดแบบสตาร์ตอัพ” แล้วโตได้ไกลกว่าที่คิด 

เดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา สั่งสมงานรับมือภัยพิบัติ-สร้างชุมชนเข้มแข็ง

กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หนึ่งในนั้นคือ นายเดชาธร เชาว์เลขา ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดกรมการปกครอง และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในจังหวัดบ้านงานเดิมของตนเอง การขยับขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจังหวัดเต็มตัวครั้งนี้ น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะพระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งเมืองมรดกโลกด้านประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม และเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไปพร้อมกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะระบุเพียงว่า นายเดชาธรเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองที่เติบโตมาจากสายงาน “นักปกครองท้องที่” เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอในหลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าเขาสั่งสมประสบการณ์ทำงานภาคสนามและงานนโยบายในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด

ในระดับพื้นที่ นายเดชาธรเริ่มเป็นที่รู้จักจากบทบาทนายอำเภอท่าเรือ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนและการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยทำงานร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอและท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนยากจน ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงการมอบถุงยังชีพ-เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ต่อมาเมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพระนครศรีอยุธยา เขามีบทบาทในการบูรณาการงานบริหารอำเภอ ทั้งการประชุม ก.บ.อ. อย่างสม่ำเสมอ การเตรียมการจัดงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก-งานกาชาด” และการขับเคลื่อนโครงการ “อยุธยาเมืองสะอาด-กรุงเก่าเมืองสะอาด” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขนานไปกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ภัยแล้ง อัคคีภัย และวาตภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเดชาธรรับบทเป็นกลไกสำคัญในระดับจังหวัด ทั้งในงานความมั่นคงและสังคม เขามีบทบาทในโครงการ “หมู่บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามอบใบประกาศเกียรติคุณให้หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์กว่า 100 แห่ง โดยในฐานะปลัดจังหวัดได้อธิบายแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็งและหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน เขายังทำหน้าที่กล่าวรายงานและขับเคลื่อนพิธีสำคัญของจังหวัด เช่น พิธีมอบเหรียญที่ระลึกพระราชทานในวันข้าราชการพลเรือนและวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ซึ่งย้ำบทบาทของข้าราชการมหาดไทยในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชนในพื้นที่

ในมุมมองเชิงนโยบาย การก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของนายเดชาธรจึงน่าจะต่อยอดจากประสบการณ์ที่เห็นทั้ง “หน้าเมืองมรดกโลก” และ “ฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ของจังหวัดอย่างใกล้ชิด พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกและจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรจนะ และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่ดึงดูดการลงทุนจำนวนมากจนทำให้จังหวัดมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ในบริบทเช่นนี้ แนวทางการทำงานของเขามีแนวโน้มจะเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ให้สมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และยกระดับมรดกโลก-แหล่งท่องเที่ยว (ผ่านงานความสะอาด การจัดการขยะ และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ) กับการดูแลผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ-ภัยพิบัติ และการสร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในเมืองเก่าและพื้นที่รอบนิคมฯ เพื่อให้พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้ง “เมืองมรดกโลกที่ดูแลรักษาได้จริง” และ “เมืองอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1209257
https://www.naewna.com/politic/930454
https://siamrath.co.th/n/452649
https://www.topnews.co.th/news/839127
https://chapternews.redcross.or.th/?p=82368
https://siamrath.co.th/n/315767
https://www.facebook.com/thajaosanook/posts/5239092032852598/
https://www.facebook.com/dopa.tharuadistric/posts/436491795330241/
https://www.siampollnews.com/detail-column.php?id_news=469
https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/377660
https://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya/index.php/th/
https://www.thai-koujyo.com/ie_summary.php?ineid=0048&lg=th

ปีใหม่ต้องไม่เงียบ เปิด 7 กลยุทธ์ปลุกยอดขาย SME ไทย ในวันที่คนใช้จ่ายอย่างคิดหนัก เปลี่ยนลดแหลกเป็นของขวัญที่ “รู้สึกคุ้ม” เก็บลูกค้าเก่า-ล็อกลูกค้าใหม่ ให้อยู่กับเราตลอดทั้งปี

ในปีที่เศรษฐกิจไทยไม่คึกคักเท่าเดิม หน้าร้านเงียบ ออนไลน์ก็ไม่ได้เด้งเหมือนก่อน แต่ธุรกิจหยุดไม่ได้ เพราะ “คนยังใช้เงินอยู่” เพียงแต่เขาเลือกใช้เงินกับสิ่งที่รู้สึกคุ้มและใช่จริง ๆ เท่านั้น

คำถามคือ ปีใหม่นี้ SME ไทยจะ “เล่นเกมยังไง” ให้ยอดขายขยับได้ โดยไม่ต้องเผางบแบบบริษัทยักษ์ใหญ่?

บทความนี้ชวนคิด 7 กลยุทธ์แบบทำได้จริง ใช้สมองมากกว่าใช้เงิน และเหมาะกับสภาพตลาดไทยในช่วงปีใหม่ที่ดูเงียบ ๆ แต่ยังมีโอกาสซ่อนอยู่

1. เปลี่ยนจาก “ลดกระหน่ำ” เป็น “แพ็กเกจของขวัญที่คิดให้แล้ว”

ปีใหม่ = คนหาของขวัญให้กัน  
แต่ปีนี้หลายคน “ไม่อยากจ่ายเยอะ แต่ก็ไม่อยากให้ดูถูก”

SME อย่าแข่งลดราคาอย่างเดียว ให้เปลี่ยนมาเล่นเกม “คิดแพ็กเกจให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว” แทน

สิ่งที่ทำได้ทันที

- ทำเซ็ตของขวัญราคา 299 / 499 / 999 / 1,999 บาท ให้ชัดเจน  
- ดีไซน์เซ็ตให้คนเห็นแล้ว “หยิบง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ”  
- แยกเซ็ตเป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น  
  - เซ็ตสำหรับ “ให้เพื่อนร่วมงาน”  
  - เซ็ตสำหรับ “ให้ลูกค้า/ผู้ใหญ่”  
  - เซ็ตสำหรับ “ให้คนพิเศษ/ครอบครัว”

แทนที่จะเอาของทุกอย่างมายำรวมกัน ลองตั้งโจทย์ว่า

- เซ็ตนี้ตอบโจทย์ “ภาพลักษณ์ดีในงบประหยัด” ไหม?  
- เซ็ตนี้ทำให้ผู้ให้รู้สึก “ภูมิใจ ไม่เขิน” ตอนมอบไหม?  
- เซ็ตนี้ทำให้ผู้รับรู้สึก “ว้าว เกินราคา” ได้แค่ไหน?

ข้อดีสำหรับ SME

- คุม margin ได้ ไม่ต้องเทลดทั้งร้าน  
- ใช้สต๊อกบางตัวที่อยากระบาย มาจัดเซ็ตให้มีเรื่องราวและมูลค่าเพิ่ม  
- ขาย “ความคิด” ไม่ใช่แค่ “ของในกล่อง”

คีย์เวิร์ดของปีนี้: “ไม่ถูกสุด แต่ดูคุ้มสุด”

2. รีดเงินจากฐานลูกค้าเก่า ก่อนวิ่งหาลูกค้าใหม่

ในภาวะกำลังซื้อไม่แรง การทุ่มงบยิงโฆษณาหาลูกค้าใหม่อาจไม่คุ้มเท่าไหร่ สิ่งที่ SME มักลืม คือ “ลูกค้าเก่าที่เคยจ่ายให้เราอยู่แล้ว”

สิ่งที่ควรทำทันที

- ดึงฐานลูกค้าเก่าจาก  
  - LINE OA  
  - Facebook / IG Inbox  
  - Excel/รายชื่อลูกค้าองค์กร  
  - ลูกค้าเก่าที่เคยสั่งของขวัญ/ของพรีเมียมเมื่อปีก่อน

- ส่งข้อความ/โทรไปเสนอ “แพ็กเกจปีใหม่แบบคิดให้แล้ว” พร้อมคีย์หลักว่า “ปีนี้เราช่วยคุณเซฟงบ แต่ยังดูดี”

ตัวอย่างข้อความ “ปีนี้หลายบริษัทเซฟงบของขวัญ เราเลยทำเซ็ตที่ ‘ประหยัดงบผู้ให้ แต่ยังดูดีต่อผู้รับ’ ถ้าคุณบอกงบต่อหัว เราช่วยออกแบบเซ็ต + การ์ด + โลโก้ให้ครบ จบในครั้งเดียวได้เลยค่ะ/ครับ”

คนไทยในภาวะไม่มั่นใจ ไม่ได้อยาก “ลองร้านใหม่มั่ว ๆ” แต่จะกลับไปซื้อจากคนที่เคยโอเคแล้ว ถ้าเราเดินเข้าไปหาถูกเวลา

3. เล่นเกม “โปรช่วงเงินเดือนออก” แทน “โปรยาวข้ามเดือน”

กำลังซื้อคนไทยตอนนี้ยังมี แต่ “เป็นจังหวะ” มากกว่ากระจายทั้งเดือน  

ช่วงสำคัญคือ
- เงินเดือนออก  
- โบนัสออก  
- เงินกำลังจะหมด (แต่ยังอยากใช้ครั้งสุดท้ายก่อนตั้งสติ)

SME ควรเลิกทำโปรยาว ๆ แล้วเงียบ ให้เปลี่ยนเป็น “โปรสั้นที่ตีตรงเวลา”

ตัวอย่างแนวคิด

- โปรหลังเงินเดือนออก 3 วัน (เช่น 28-30 หรือ 30-2 แล้วแต่กลุ่มเป้าหมาย)  
- Flash Deal ปีใหม่ 24-48 ชั่วโมงสำหรับสินค้าเรือธง  
- แคปชั่นแนว  
  - “โบนัสออกแล้ว อย่าลืมให้โบนัสตัวเองด้วย”  
  - “ของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง สำคัญไม่แพ้ให้คนอื่น”

ข้อดี
- ลูกค้ารู้ตัวว่าช่วงนี้ “ใช้ได้บ้าง”  
- โปรสั้นทำให้คนตัดสินใจเร็วขึ้น  
- SME ไม่ต้องกดราคาแหลกทั้งเดือนจนหมดแรง

4. ทำ Collaboration กับ SME ด้วยกันเอง แทนสู้เดี่ยว

ปีนี้ใครสู้คนเดียว มักเหนื่อยและเปลืองทุนการตลาดเกินไป ลองถามตัวเองว่า “เราจับมือกับใครได้บ้าง?”

ตัวอย่าง Collaboration

- คาเฟ่ × ร้านเบเกอรี่ × ร้านดอกไม้  
  → ทำเซ็ต “Coffee + Cake + Flowers” เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคู่รัก/ลูกค้าคนสำคัญ

- ร้านของกิน × ร้านแพ็กเกจจิ้ง × ร้านการ์ด/สื่อสิ่งพิมพ์  
  → กล่องของขวัญพร้อมการ์ด และโลโก้บริษัทบนแพ็กเกจ

- ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ × ฟิตเนส/โยคะ/เวิร์กช็อป  
  → Gift Set + Gift Voucher คลาสทดลองปีหน้า

ได้อะไรจากการจับมือกัน
- แชร์ฐานลูกค้าหากันและกัน  
- แชร์คอนเทนต์ โปรโมตข้ามเพจ  
- ทำให้เซ็ตของขวัญของเรา “ครบ” โดยไม่ต้องลงทุนทุกอย่างเอง

ในปีที่ทุกคนเซฟงบ การจับมือให้ “เงินโฆษณาหนึ่งบาท วิ่งได้หลายธุรกิจ” คือเกมที่ฉลาดกว่าการสู้เดี่ยว

5. ใช้ “คอนเทนต์” แทน “แค่ขายของ” ในช่วงที่คนเลื่อนฟีดทั้งวัน

ช่วงปีใหม่ คนใช้โซเชียลเยอะกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนพร้อมซื้อ  
สิ่งที่เขาอยากเห็นคือ

- คอนเทนต์ feel good  
- ไอเดียของขวัญ  
- เรื่องราวดี ๆ ที่ทำให้ไม่รู้สึกผิดเวลาจะใช้เงินให้ใครสักคน

SME ควรเลิกโพสต์แต่ “ซื้อสิ ลดสิ โปรสิ” แล้วเพิ่มคอนเทนต์แบบ:

- “ไกด์ของขวัญปีใหม่สำหรับ 5 แบบคนรอบตัว - เจ้านาย / ลูกน้อง / เพื่อน / คนพิเศษ / ครอบครัว”  
- “ของขวัญราคาไม่แรง แต่เล่าเรื่องได้ว่าคุณใส่ใจ”  
- เล่าเคสจริงของลูกค้าที่ซื้อไปแล้วเกิดโมเมนต์น่ารัก ๆ

จากนั้นค่อยแทรกสินค้า/บริการของเราเป็น “ตัวช่วยในไกด์” ไม่ใช่ยัดเยียดขายตรงอย่างเดียว

ในปีที่กำลังซื้อไม่แรง คนไม่ได้อยากเห็นโฆษณาเพิ่ม แต่เขาอยากเห็น “เหตุผลดี ๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่ผิดเวลาใช้เงิน”

6. เปิด “พรีเซลปีหน้า” ให้คนจ่ายตอนนี้ แต่ใช้ทีหลัง

สำหรับธุรกิจบริการ เช่น
- ร้านทำผม / สปา / นวด  
- ฟิตเนส / คลาสเรียน / เวิร์กช็อป  
- คอร์สออนไลน์ / ที่ปรึกษา / โค้ช  

ลองเล่นเกม “จ่ายปีนี้ ใช้ปีหน้า” เพื่อดึงยอดช่วงปีใหม่

ตัวอย่างแคมเปญ

- แพ็กเกจ 10 ครั้งสำหรับปีหน้า ราคาพิเศษเฉพาะช่วงปีใหม่  
- ซื้อวันนี้ แถมฟรี 1 ครั้งสำหรับเดือนเกิดในปีหน้า  
- เปิดพรีเซลคอร์ส/เวิร์กช็อปในไตรมาสแรกปีหน้า ในราคา Early Bird เฉพาะช่วงปีใหม่

ข้อดี
- SME มีเงินสดเข้ามาหมุนในช่วงที่ตลาดเงียบ  
- ลูกค้ารู้สึกว่า “ลงทุนดูแลตัวเอง/ธุรกิจปีหน้า” ไม่ใช่ใช้เงินฟุ่มเฟือยทันที  
- เรามองเห็น demand ล่วงหน้า เอาไปวางแผนธุรกิจต่อได้

7. เปลี่ยนปีใหม่ให้เป็น “จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระยะยาว”

สิ่งที่ SME หลายเจ้าพลาด คือมองปีใหม่เป็นแค่ “ฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่แล้วจบ” แทนที่จะมองว่า “นี่คือจุดเริ่มต้น onboarding ลูกค้าเข้า ecosystem ของเรา”

สิ่งที่ควรทำ
- ทุกกล่องของขวัญ / ทุกออเดอร์ปีใหม่  
  - แปะ QR ให้แอด LINE OA / กลุ่มลูกค้า / Page  
  - ใส่คูปองส่วนลดใช้เดือน ก.พ.-มี.ค. (ที่มักเป็นช่วงเงียบ)  

- ทำบัตรสมาชิกง่าย ๆ ไม่ต้องซับซ้อน  
  - ซื้อช่วงปีใหม่ครั้งนี้ → ได้สิทธิ์ส่วนลด/สิทธิพิเศษตลอดปี  
  - เช่น ส่วนลดวันเกิด / โปรรายไตรมาส / สิทธิ์จองก่อนในสินค้าลิมิเต็ด

เป้าหมายไม่ใช่แค่ปิดยอดขาย “วันนี้” แต่คือการดึงลูกค้าให้ “อยู่กับเราไปทั้งปี”

มุมฟาดส่งท้าย: ปีใหม่อาจเงียบ แต่ยอดขายไม่จำเป็นต้องเงียบตาม

ปีใหม่ปีนี้อาจไม่มีเสียงพลุเรื่องกำลังซื้อ แต่ SME ที่รอดและโตในปีหน้า คือคนที่ยอมรับความจริงว่า

- ลูกค้าประหยัดขึ้น  
- คิดเยอะขึ้น  
- แต่ “ยังอยากให้ของขวัญ ยังอยากให้รางวัลตัวเอง ยังอยากรู้สึกว่าชีวิตเดินต่อไปได้”

สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จึงไม่ใช่แค่ “ลดราคาแข่งกันจนเลือดสาด” แต่คือ

- ทำแพ็กเกจให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย  
- ดึงกำลังซื้อจากลูกค้าเก่าที่เคยเชื่อใจเรา  
- ใช้จังหวะเวลาให้ถูก  
- ทำของร่วมกับคนอื่นเพื่อลดต้นทุนการตลาด  
- และที่สำคัญที่สุด คือ “เก็บลูกค้าไว้ใช้ต่อทั้งปี ไม่ใช่ขายทิ้งปีใหม่แล้วจบ”

ปีใหม่อาจจะเงียบ แต่ยอดขายของ SME ไม่จำเป็นต้องเงียบตาม อยู่ที่ว่าเราจะ “เปลี่ยนบรรยากาศหม่น ๆ ให้กลายเป็นโอกาส” ได้แค่ไหน

โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยน จากห่วงโซ่ผู้ผลิต-คนขาย สู่สนามแพลตฟอร์ม-อีโคซิสเท็ม SME ต้องผันตัวมาเป็น “ตัวต่อสำคัญ” ในระบบที่ใหญ่กว่า ขายระบบ-สิทธิ์-ดาต้า ควบคู่ไปกับการขายสินค้า เกมนี้เฉือนกันที่ใคร “เข้าใจปัญหาลูกค้าเฉพาะกลุ่ม” ลึกกว่ากัน

เมื่อโลกไม่ได้แบ่งแค่ผู้ผลิต-ผู้ขายอีกต่อไป: โครงสร้างธุรกิจยุคใหม่ที่ SME ไทยต้องรีบเปลี่ยน ก่อนจะสาย

ในอดีต ถ้าพูดถึง “โครงสร้างธุรกิจ” ภาพในหัวเราชัดมาก:

โรงงาน → ตัวแทนขาย → ร้านค้า → ลูกค้า
เจ้าของแบรนด์ → ดีลเลอร์ → ร้านย่อย
ผู้ผลิต → ซื้อโฆษณา → ลูกค้าเดินมาหน้าร้าน

แต่ตอนนี้ โครงสร้างมันไม่ใช่เส้นตรงแบบนั้นอีกแล้ว โลกธุรกิจกลายเป็นสนามของแพลตฟอร์ม-อีโคซิสเท็ม-ดาต้า-คอนเทนต์

ใครยังคิดแค่ว่า “ทำของดี ขายถูก เดี๋ยวคนก็มาเอง” กำลังโดนเกมใหม่กลืนแบบไม่รู้ตัว

บทความนี้ TST BIZ อยากชวนเจ้าของกิจการ-SME มองให้ลึกขึ้นว่า

“โครงสร้างธุรกิจมันเปลี่ยนไปยังไงจริง ๆ?”
และ “เราจะ ‘ขยับตัวเอง’ ในเกมใหม่นี้ยังไง ให้ไม่ใช่แค่รอด แต่ ‘โตต่อได้’?”

1. จาก “ห่วงโซ่สินค้า” สู่ “สนามแพลตฟอร์ม”

สมัยก่อน เราคิดแบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ผลิตของ → ส่งของ → วางขาย → เก็บเงิน

วันนี้ การแข่งขันกำลังย้ายไปที่คำว่าแพลตฟอร์ม (Platform) และอีโคซิสเท็ม (Ecosystem)

แพลตฟอร์มขายของ: Marketplace, Social commerce, Live
แพลตฟอร์มจ่ายเงิน: e-Wallet, แอปธนาคาร, BNPL
แพลตฟอร์มโลจิสติกส์: Fulfillment, Same-day, Last mile
แพลตฟอร์มเนื้อหา: TikTok, Facebook, YouTube, Line OA

SME รุ่นเก่า = เป็นหนึ่งใน “ร้าน” บนแพลตฟอร์มคนอื่น
SME รุ่นใหม่ = พยายามสร้าง “สนามเล็ก ๆ ของตัวเอง” ในกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง

เคสที่ 1: “บ้านบาร์เบอร์บางกอก” จากร้านตัดผมหน้าปากซอย → แพลตฟอร์มเล็กของช่างตัดผมอิสระ
เดิมที “บ้านบาร์เบอร์บางกอก” เป็นร้านตัดผมผู้ชายเล็ก ๆ มี 3 เก้าอี้ รายได้มาจากลูกค้าแถวออฟฟิศใกล้ ๆ

หลังโควิด เจ้าของร้านเริ่มทำคอนเทนต์สอนเทคนิคตัดผม-เซ็ตผม-เลือกทรงสำหรับรูปหน้าแบบต่าง ๆ ลง TikTok และ Facebook

พอคนติดตามเยอะ เขาไม่หยุดแค่ “หาลูกค้าหน้าร้าน” แต่เริ่มเปิดคอร์สออนไลน์สอนช่างตัดผมรุ่นใหม่ และกลุ่ม Line OA ปิดสำหรับช่างที่จ่ายรายเดือน รับ “ทรงใหม่-เทรนด์-เทคนิค-คู่มือการบริการลูกค้า” แบบอัปเดตตลอด

จาก “ร้านตัดผมร้านหนึ่ง” วันนี้ “บ้านบาร์เบอร์บางกอก” กลายเป็น mini-platform ของวงการช่างตัดผมชาย มีรายได้จาก ค่าตัดผมหน้าร้าน คอร์สออนไลน์ ค่าสมาชิกกลุ่มปิด แบรนด์ผลิตภัณฑ์ผมที่มาขอสปอนเซอร์/จ่ายค่ารีวิว

บทเรียน: อย่าหยุดแค่ “ร้านของเรา” ถ้าเราสามารถรวมคนในวงการเดียวกันได้ เรากำลังสร้าง “สนามของตัวเอง” ที่ต่อยอดรายได้ได้หลายทาง

2. จาก “ขายของอย่างเดียว” ไปสู่ “ขายระบบ + ขายสิทธิ์ + ขายดาต้า”

หลาย SME ยังยึดกับสูตรเดิม: รายได้ = ยอดขายสินค้า
แต่โครงสร้างธุรกิจสมัยนี้ แบรนด์ใหญ่ ๆ ทำเงินจาก 3 อย่างเพิ่ม:

ขายระบบ-SOP, คู่มือ, แฟรนไชส์, ระบบหลังบ้าน
ขายสิทธิ์-Membership, Subscription, License ใช้แบรนด์
ขายดาต้า/อินไซต์-กลุ่มลูกค้า, Behaviour, Leads

SME ไทยส่วนใหญ่ยังติดกับดัก = รายได้มีแค่ยอดขาย แต่โครงสร้างธุรกิจยุคใหม่ เปิดทางให้หารายได้ได้มากกว่านั้น

เคสที่ 2: “โกดังกาแฟบ้านทุ่ง” โรงคั่วเล็ก ๆ ที่ขายทั้งเมล็ดกาแฟและระบบร้าน

เดิมที “โกดังกาแฟบ้านทุ่ง” เป็นโรงคั่วเล็ก ๆ ขายเมล็ดให้คาเฟ่ในจังหวัดเดียว

เจ้าของธุรกิจสังเกตว่า คาเฟ่หลายร้านที่ซื้อเมล็ดไป เจ๊งไม่ถึงปี ไม่ใช่เพราะกาแฟไม่ดี แต่เพราะไม่รู้วิธีจัดการต้นทุน ไม่เข้าใจเมนูที่ทำกำไรดี และทำโปร-ตั้งราคาผิด

เขาเลยเปลี่ยนจากแค่ “ขายเมล็ด” มาเป็นแพ็คเกจ “เปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ใน 90 วัน” ให้สูตรเมนู, SOP ครัว-การบริการ, ไฟล์ Excel คุมต้นทุน, เทรนนิ่งออนไลน์

คิดค่า Subscription รายเดือน: ลูกค้าได้เมล็ดราคาพิเศษ, เมนูใหม่ทุกเดือน, ที่ปรึกษาออนไลน์เดือนละ 1 ครั้ง

เก็บดาต้าว่าร้านไหนขายดี-ขายแย่ เมนูไหนยอดสูง แล้วสรุปเป็น Insight ให้คู่ค้าเอาไปใช้

จากเดิมที่รายได้มาจาก “ขายเมล็ดกาแฟกิโลละเท่าไหร่” วันนี้ “โกดังกาแฟบ้านทุ่ง” มีรายได้จาก: เมล็ดกาแฟ, ค่าชุดเปิดร้าน, ค่าสมาชิก/Subscription, ค่าที่ปรึกษา และกลายเป็น “เจ้าของระบบร้านกาแฟ” ที่คนอยากจ่ายเงินซื้อ

บทเรียน: ลองมองธุรกิจตัวเองให้พ้นจาก “สินค้า” แล้วถามว่ามี “ระบบ-สิทธิ์-ดาต้า” อะไรที่คนอื่นพร้อมจ่ายเงินหาเรา?

3. จาก “ทำทุกอย่างเอง” ไปเป็น “ตัวต่อชิ้นหนึ่งในระบบที่ใหญ่ขึ้น”

โครงสร้างยุคเก่า: ใครทำเองได้หมด = แจ๋ว
โครงสร้างยุคนี้: ใครพยายามทำเองหมด = หมดแรง-เงิน-เวลา ก่อนโต

SME ที่รอด เริ่มคิดว่า: “อะไรที่คนอื่นทำเก่งกว่า ปล่อยให้เขาทำ เราโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรา ‘แตกต่าง’ จริง ๆ”

เคสที่ 3: “ช่างเอี้ยมเครื่องมือช่างออนไลน์” จากร้านขายส่ง → กลายเป็นโซลูชันสำหรับผู้รับเหมาเล็ก

เดิมที “ช่างเอี้ยม” คือร้านขายส่งเครื่องมือช่างในตลาดอุปกรณ์ก่อสร้าง ขายให้ร้านย่อย ปลีกที่หน้าโกดัง

พอเจอคู่แข่งออนไลน์-ทุนจีน-แอปเครื่องมือราคาถูก ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ

เจ้าของธุรกิจไม่เลือกไปแข่ง “ราคาถูกสุด” แต่เลือกเปลี่ยนบทบาทตัวเองใหม่:

หยุดพยายามทำเว็บ-แอปเองทุกอย่าง แล้วจับมือกับแพลตฟอร์ม Marketplace + Fulfillment ของเจ้าใหญ่

โฟกัส “ชุดเริ่มต้นของผู้รับเหมาใหม่”, “เซ็ตเครื่องมือสำหรับช่างแอร์”, “แพ็คงานรีโนเวทเล็ก ๆ” ขายเป็นชุดโซลูชัน พร้อมคู่มือ, คลิปสอนใช้งาน, ข้อเสนอเครดิตเทอมพิเศษร่วมกับไฟแนนซ์

ใช้ AI + ระบบหลังบ้านช่วยจัดสต็อก-คำนวณยอด-ออกใบกำกับ ไม่ต้องจ้างคนเอกสารเพิ่ม

วันนี้ “ช่างเอี้ยม” ไม่ใช่แค่ร้านขายส่งเครื่องมือ แต่เป็น “ที่ปรึกษา + ซัพพลายเออร์” สำหรับผู้รับเหมาเล็ก-ช่างอิสระ ที่อยากเริ่มมีชุดเครื่องมือของตัวเองจริงจัง

บทเรียน: SME ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มเอง แต่ต้องเลือก “เกาะระบบของใคร” และ “จะเข้าไปเติมอะไรให้ระบบนั้น” ให้ชัด

4. จาก “ทำแผนปีต่อปี” เป็น “ออกแบบโครงให้เปลี่ยนได้ทุกเดือน”

ยุคที่แพลตฟอร์มเปลี่ยนกติกาบ่อย พฤติกรรมลูกค้าสวิงตามเทรนด์-คอนเทนต์-อินฟลูเอนเซอร์ แผนธุรกิจแบบ “ล็อกทั้งปี” ไม่พอแล้ว

โครงสร้างธุรกิจใหม่ของ SME ต้องคิดแบบ:
Batch เล็ก-ทดลองเร็ว (Test & Learn)
ใช้ดาต้าตัดสินใจถี่ ๆ ไม่ใช่ปีละครั้ง
กล้ายุติโปรเจกต์/สินค้า/ช่องทางที่ไม่เวิร์กอย่างรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจรุ่นใหม่ถึงชอบคำว่า “ทดลองตลาดก่อน” ไม่ใช่เพราะเท่ แต่เพราะต้นทุนเปลี่ยนช้า = เสียโอกาสอย่างหนัก

5. จาก “สงครามราคา” สู่ “สงครามใครเข้าใจปัญหาลูกค้าลึกกว่า”

สุดท้าย โครงสร้างที่เปลี่ยนแรงที่สุดคือสนามแข่งขัน
ถ้า SME ยังเล่นแต่เกม: ลดราคา, โปรแรง, ส่งฟรี โครงสร้างธุรกิจจะถูกบีบให้กำไรบางลงเรื่อย ๆ โดยแพลตฟอร์ม-ทุนใหญ่-ทุนจีนที่ถือเงิน-สเกล-ต้นทุนถูกกว่าเรา

ทางรอดคือย้ายสนามไปเล่นเกมใหม่: “ใครเข้าใจปัญหาของลูกค้าลึกกว่า และออกแบบ ‘ชุดคำตอบ’ ได้ดีกว่า”

ไม่ว่าจะเป็น: ร้านอาหารที่เข้าใจชีวิตคนทำงานสายดึก
ร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงที่เข้าใจหมาพันธุ์เล็กในคอนโด
เอเจนซี่ออนไลน์ที่เข้าใจเจ้าของร้านต่างจังหวัดที่ไม่ถนัดดิจิทัล ร้านเครื่องมือช่างที่เข้าใจผู้รับเหมาเจ้าเล็กที่เพิ่งเริ่มรับงาน

ยิ่งเราเข้าใจปัญหามากเท่าไหร่ เรายิ่งสามารถออกแบบแพคเกจ-ระบบ-บริการ-คอมมูนิตี้ ที่คนเต็มใจจ่ายมากกว่าดูแค่ราคา

6. สรุป: โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยน = ต้องเริ่มจาก “เปลี่ยนโครงสร้างความคิด” ของเจ้าของ

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าทุก SME ต้องกลายเป็น Tech Startup แต่แปลว่าเราต้องอัปเกรดเฟรมเวิร์กในหัว:
จากเดิมที่คิดว่า…
ธุรกิจ = ผลิตของ + หาที่ขาย
สำเร็จ = ยอดขายโต
กลยุทธ์ = ลดราคา-จัดโปร-ยิงแอดแรงกว่า

ให้กลายเป็น…
ธุรกิจ = เราแก้ปัญหาอะไรให้ “กลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง”
สำเร็จ = เราครองใจ-ครองช่องทาง-ครองดาต้าของกลุ่มนั้นได้แค่ไหน
กลยุทธ์ = เราจะใช้ระบบ-คน-พาร์ตเนอร์-เทคโนโลยี-แพลตฟอร์ม ยังไง ให้ทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าคนอื่น

ถ้าโครงสร้างความคิดเปลี่ยน โครงสร้างธุรกิจจะค่อย ๆ เปลี่ยนตาม:
จากธุรกิจที่ “รอคนมาซื้อ” ไปสู่ธุรกิจที่ “เลือกได้ว่าอยากเล่นเกมไหน อยู่ในสนามไหน และจะโตแบบไหน”

และนี่คือจุดที่ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองใหญ่ก่อน ถึงจะเริ่มขยับไปเล่นในเกมเดียวกับทุนใหญ่ได้จริง ๆ

ยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น พร้อมขับเคลื่อนขอนแก่นสู่สมาร์ตซิตี้ศูนย์กลางอีสาน

ในคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทย หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามองคือ “นายยุทธนา โพธิวิหค” ปลัดจังหวัดสระบุรี กรมการปกครอง ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การย้ายจากจังหวัดในภาคกลางอย่างสระบุรี มาสู่จังหวัดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างขอนแก่น จึงถูกมองว่าเป็นการส่ง “นักบริหารจังหวัดสายปกครอง” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองที่กำลังเร่งตัวเองสู่สมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

นายยุทธนาเติบโตมาจาก “สายปกครองท้องที่” ของกระทรวงมหาดไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนริมคลองและพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ก่อนจะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของจังหวัดนครปฐม และต่อมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายระดับจังหวัดในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นบันไดสำคัญก่อนก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในวันนี้

หากมองผลงานที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ จะเห็น “ลายเซ็นการทำงาน” ของนายยุทธนาค่อนข้างชัดเจน ในช่วงดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม เขาเป็นผู้ลงนามคำสั่งพักหน้าที่ “กำนันนก” หรือกำนันตำบลตาก้องในคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นข่าวสะเทือนขวัญ โดยให้เหตุผลว่า หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอาจกระทบต่อพยานหลักฐานและความเชื่อมั่นของสังคม แสดงให้เห็นถึงการใช้กลไกทางปกครองอย่างเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

ขณะเดียวกันในมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต เขาเคยทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เมืองนครปฐม ที่เน้นบูรณาการหน่วยงานด้านสาธารณสุข ท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการทำงานเชิงพื้นที่ยุคใหม่

เมื่อย้ายมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี นายยุทธนามีบทบาททั้งในมิติ “พลเมือง” และ “เศรษฐกิจฐานราก” เขาเคยเป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้ “นักเรียนพลเมืองจังหวัดสระบุรี” และเยาวชน-ประชาชนในโครงการอบรมต้นแบบความเป็นพลเมือง ซึ่งมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนเองในสังคมประชาธิปไตย

ภาคีพัฒนาชุมชนสระบุรียังสะท้อนภาพของเขาในฐานะปลัดจังหวัดที่ทำงานเคียงข้างหน่วยงานพัฒนาชุมชน สนับสนุนแนวคิด “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านการขับเคลื่อนงาน OTOP กองทุนสตรี และโครงการยกระดับรายได้ประชาชนในพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง เขายังเคยกล่าวถึงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าในเวทีสัมมนาสื่อมวลชนสระบุรี ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคกลาง สะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต” เข้าด้วยกัน

เมื่อก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เมืองที่มีวิสัยทัศน์ “มหานครน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองนวัตกรรม ศูนย์กลางเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” และถูกวางตัวเป็น “ขอนแก่นสมาร์ตซิตี้” ตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะและแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566-2570 บทบาทของนายยุทธนาจึงไม่ใช่เพียงดูแลงานปกครองทั่วไป แต่คือการเป็น “ผู้จัดการเมือง” ที่ต้องประสานยุทธศาสตร์ใหญ่ ทั้งการพัฒนา LRT ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ การพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรม การเป็นศูนย์กลาง MICE และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

ด้วยประสบการณ์จากพื้นที่แม่กลอง นครปฐม และสระบุรี ที่ผสมทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองเกษตร และเมืองอุตสาหกรรม เขาจึงมีต้นทุนสำคัญในฐานะข้าราชการสายบริหารจังหวัด ที่เข้าใจทั้งการจัดระเบียบ ความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันขอนแก่นให้เดินหน้าเป็นสมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างสมดุลระหว่าง “ความเติบโต” และ “คุณภาพชีวิต” ของคนทั้งเมือง

10 ทุนไทยบุกโลก ถอดบทเรียน FDI ที่ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด จากธุรกิจไทยสายพลังงาน-โรงงาน-ห้าง-นิคมอุตฯ สู่สูตร “บุกต่างประเทศด้วยจุดแข็งของตัวเอง” คู่มือที่ SME ไทยเอาไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

เวลาเราได้ยินคำว่า “FDI ของไทยในต่างประเทศ” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตัวเลขระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ดูไกลตัว เหมือนเป็นเรื่องของ “บิ๊กคอร์ป” เท่านั้น แต่ถ้ามองดี ๆ โมเดลของทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ วันนี้คือคู่มือขยายธุรกิจที่ SME ไทยเอามาปรับใช้ได้จริง

TST BIZ ชวนดู 10 กลุ่มทุนไทยที่ถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ แล้วสกัดออกมาเป็นแนวคิด-สูตรเล่นเกมต่างประเทศสำหรับคนทำธุรกิจทุกขนาด

1. ภาพรวม: 10 กลุ่มทุนไทยที่บุกต่างประเทศหนักสุด

รายชื่อด้านล่างไม่ได้เรียงตามตัวเลขเป๊ะ ๆ แบบ ranking ราชการ แต่คือกลุ่มที่มี footprint ต่างประเทศขนาดใหญ่ ได้รับการพูดถึงซ้ำ ๆ ทั้งจากนักวิชาการ สื่อเศรษฐกิจ และรายงานต่างประเทศว่าเป็นตัวเต็ง FDI ไทย

•PTT Group
•Indorama Ventures (IVL)
•Banpu / Banpu Power
•SCG (Siam Cement Group)
•CP Group / CPF / CP All
•ThaiBev
•Central Group / Central Retail (CRC)
•Minor International (MINT)
•Amata Corporation
•Gulf Energy, B.Grimm Power
•Thai Union Group (TU)

ลองจัดกลุ่มแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” จะได้ประมาณนี้:
•สายทรัพยากร-พลังงาน-โรงไฟฟ้า: PTT, Banpu, Gulf, B.Grimm
•สายโรงงาน-อุตสาหกรรมโลก: IVL, SCG, TU
•สายกิน-อยู่-ช้อป-ไลฟ์สไตล์: CP, ThaiBev, Central, MINT
•สายที่ดิน-นิคม-เมืองอุตสาหกรรม: Amata

จากตรงนี้ เราไม่ได้จะไปท่องว่าใครลงทุนกี่พันล้าน แต่จะถามว่า “เขาเล่นเกมยังไง” แล้ว SME/ผู้ประกอบการไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง

2. โมเดล PTT - Banpu - Gulf - B.Grimm: ไปกับ “ของที่เราเก่งเป็นทุนเดิม”

ธุรกิจพลังงาน-ทรัพยากรของไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ในประเทศเรามีประสบการณ์เรื่อง
•การสำรวจ-ผลิต-ค้าส่งพลังงาน
•การบริหารโรงไฟฟ้า
•การบริหารโครงการขนาดใหญ่ (Mega project)

เวลาออกนอกบ้าน เขาไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปทำอย่างอื่น แต่ใช้ “ของที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว” ไปต่อยอดในประเทศอื่น

บทเรียนสำหรับ SME / เจ้าของธุรกิจ
•เวลาอยากไปต่างประเทศ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ไปประเทศไหนดี” แต่ให้เริ่มด้วยคำถามว่า “เราเก่งเรื่องอะไร ที่คนประเทศอื่นอาจยังทำได้ไม่ดีเท่าเรา?”

•ถ้าคุณเก่งด้านไหนอยู่แล้ว เช่น ระบบแฟรนไชส์ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ให้ใช้จุดแข็งนั้นเป็น “ตั๋วเข้า” ไปต่างประเทศ มากกว่าพยายามฝืนไปทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ core competency ของตัวเอง

3. โมเดล IVL - SCG - TU: จาก “ผู้เล่นในประเทศ” → “โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”

Indorama Ventures (IVL) คือกรณีศึกษาเบสิกของคนชอบอ่านเรื่อง Globalization:
•เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตเส้นใย-เม็ดพลาสติก
•แล้วค่อย ๆ ซื้อกิจการ-ตั้งโรงงานในยุโรป อเมริกา เอเชีย
•จนวันนี้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด PET/เส้นใย

SCG ก็คล้ายกันในอาเซียน: ซีเมนต์-ปิโตรเคมี-บรรจุภัณฑ์ Thai Union (TU) ก็ใช้โมเดลคล้าย ๆ กันในตลาดอาหารทะเลและแบรนด์อาหารพร้อมทาน

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ “ไปเปิดโรงงานนอกประเทศ” แต่คือการสร้าง “ตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global value chain)”

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ
•ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B / โรงงาน / ซัพพลาย ให้ถามตัวเองว่า ในห่วงโซ่ของลูกค้าระดับภูมิภาค/โลก เราไปนั่งตรงจุดไหนได้บ้าง?

•การไปต่างประเทศสำหรับโรงงานขนาดกลาง ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานเองเสมอไป เข้าเป็นซัพพลายเออร์ให้โรงงาน/แบรนด์ต่างชาติในไทย → ต่อสายไปโรงงานต่างประเทศของเขา หรือร่วมทุน/ถือหุ้นเล็ก ๆ ในโรงงานต่างประเทศ เพื่อได้ทั้งตลาดและเทคโนโลยี

พูดง่าย ๆ คือ “อย่าคิดว่า FDI = ต้องไปสร้างโรงงานเอง 100% เสมอ” บางครั้งการถือหุ้นบางส่วนในห่วงโซ่ที่ใช้คุณค่าของเรา ก็เป็น FDI ในเชิงกลยุทธ์เหมือนกัน

4. โมเดล CP - ThaiBev - Central - MINT: ซื้อ “แพลตฟอร์ม” แทนเริ่มใหม่ทั้งหมด

กลุ่มนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ SME ไทยมองแล้วแอบอินได้ง่ายที่สุด
•CP: ใช้ทั้งการตั้งกิจการเอง และซื้อกิจการ/ร่วมทุนด้านอาหาร-ค้าปลีกในจีน เวียดนาม ฯลฯ

•ThaiBev: ดีลซื้อ Sabeco ในเวียดนาม กลายเป็นทางลัดเข้าตลาดเบียร์-เครื่องดื่มเวียดนาม
•Central/CRC: ซื้อห้าง-ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ในยุโรป และขยายค้าปลีกในเวียดนาม
•MINT: ซื้อเชนโรงแรม NH ในยุโรป + ขยายแบรนด์ Anantara, Avani ไปหลายประเทศ

จุดร่วมชัด ๆ คือ เขาไม่ได้เริ่มจาก “ศูนย์” ในประเทศปลายทาง แต่ซื้อ “แพลตฟอร์มที่มีคน ลูกค้า ระบบ ทีมงานอยู่แล้ว” แล้วค่อยเอาจุดแข็งของไทยไปเติมเข้าไป

บทเรียนสำหรับ SME / นักธุรกิจ
•เวลาอยากบุกประเทศใหม่ ลองถามว่า มีธุรกิจท้องถิ่นไหนที่เราพอจะร่วมทุน/ซื้อสัดส่วนเล็ก ๆ ได้ไหม?
•มีแฟรนไชส์-เชนท้องถิ่น ที่มองหา “พาร์ตเนอร์ทุน-ระบบ” จากไทยไหม?

บ่อยครั้งการซื้อ 30-40% ในกิจการที่เขา “อยู่เป็น” อยู่แล้ว อาจได้ผลดีกว่าการลากทีมตัวเองทั้งกองไปเริ่มใหม่แบบไม่รู้ตลาด

สำหรับคนที่เงินยังไม่ถึง M&A ใหญ่ ๆ โมเดลที่ทำได้คือ
•เริ่มจาก JV (ร่วมทุน)
•หรือขยายสาขาต่างประเทศผ่าน Master Franchise Partner
•หรือจับมือคนท้องถิ่นที่แข็งแรงเรื่อง “ตลาด-คน” แล้วเรานำ “ระบบ-สินค้า-แบรนด์” เข้าไป

5. โมเดล Amata: ขาย “โครงสร้างพื้นฐานให้คนอื่นไปโตต่อ”

Amata ไม่ได้ไปเปิดโรงงานทำสินค้าเอง แต่ไปทำ “นิคมอุตสาหกรรม-เมืองอุตสาหกรรม” ในเวียดนาม ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้ไปแข่งกับทุกคน แต่ไปสร้าง “สนาม” ให้คนอื่นมาแข่งอีกที

คนทำธุรกิจไทยที่มีที่ดิน-โลจิสติกส์-อินฟราฯ เป็นฐาน สามารถคิดแนวนี้ได้เหมือนกัน

บทเรียนสำหรับธุรกิจอสังหาฯ-โลจิสติกส์-โครงสร้างพื้นฐาน
•ถ้าเราไม่ได้เก่งทำสินค้า แต่เก่ง “จัดพื้นที่-จัดระบบ-ดูแลโครงการ” ลองมองตลาดต่างประเทศว่า เราทำ Hub, Depot, ศูนย์กระจายสินค้า, Co-warehouse, Mini-Industrial Estate ให้ผู้เล่นอื่นไหม

•ในยุค E-commerce ข้ามประเทศ พื้นที่โกดัง-ศูนย์กระจายการส่ง-บริการ fulfillment ข้ามแดน คืออีกหนึ่ง FDI ที่ไปได้ไกลกว่าการขายที่ดินเฉย ๆ

6. 5 บทเรียน FDI จากทุนใหญ่ ที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้เลย

6.1เริ่มจาก “จุดแข็ง” ไม่ใช่ “จุดไกล” ถามตัวเองให้จบก่อนว่า เราชนะคนอื่นเรื่องอะไร แล้วค่อยถามว่า “ไปประเทศไหนจะใช้จุดแข็งนี้ได้มากที่สุด” ไม่ใช่กลับกัน

6.2 ไปแบบ “เป็นระบบ” ไม่ใช่ไปเดี่ยว ๆ เกือบทุกทุนใหญ่จะมี 3 องค์ประกอบเสมอเวลาไปนอกบ้าน:
•สินค้า/บริการที่พิสูจน์แล้ว
•ระบบการบริหาร-คน-เทคโนโลยี
•พันธมิตรในประเทศปลายทาง (JV / Local Partner / ทีมท้องถิ่นที่แข็งแรง)

SME ที่จะไปต่างประเทศ ลองเช็คตัวเองว่ามีครบ 3 อย่างนี้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้หา Partner ก่อน ขยายคนทีหลัง

6.3 ใช้ “การร่วมทุน-ซื้อหุ้นบางส่วน” แทนเปิดเองทุกอย่าง ทุนใหญ่สอนเราว่า การไปต่างประเทศมีหลายทางเลือก:
•Greenfield: ตั้งบริษัท-โรงงานเอง
•M&A: ซื้อกิจการทั้งก้อน
•Partial stake: ซื้อหุ้นบางส่วน, JV, ถือ 25-40% แล้วร่วมบริหาร

SME ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปเปิดบริษัทเองทันที บางครั้งแค่ถือ 20-30% ในธุรกิจท้องถิ่นที่เข้ากับเรา ก็ถือว่าเป็น FDI ที่ฉลาดแล้ว

6.4 เริ่มที่ภูมิภาค-เพื่อนบ้านก่อน แล้วค่อยไปตลาดไกล 10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยแทบทั้งหมดเริ่มจาก CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) และอาเซียนรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยุโรป-อเมริกา-ญี่ปุ่น

เหตุผลเรียบง่าย:
•เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคง่ายกว่า
•โครงสร้างต้นทุน-รายได้ใกล้เคียงกัน
•ช่องว่างฝีมือ-ระบบของไทยยังมีโอกาส “ชนะ” ได้ชัด
•ภาษา/วัฒนธรรม/เครือญาติ-การค้า เชื่อมกันมานาน

6.5 มอง FDI เป็น “แผนธุรกิจระยะยาว” ไม่ใช่ดีลสวย ๆ ชั่วคราว ทุกเคสที่ยกมา มี common theme อย่างหนึ่ง: เขาไม่ได้ทำดีลใหญ่เพื่อออกข่าวปีเดียว แล้วจบ แต่คือการวางเส้นทางรายได้-กำไร-การเติบโต 10-20 ปีข้างหน้า

สำหรับ SME แปลว่าเวลาเราจะไปต่างประเทศสักประเทศหนึ่ง ลองถามตัวเองว่า
•ภายใน 3-5 ปี ถ้าแผนนี้สำเร็จ รายได้จากนอกประเทศจะคิดเป็นกี่ % ของธุรกิจเรา
•และเราพร้อมจะ “เรียนรู้-ล้มเหลวเล็ก ๆ-ปรับตัว” ในประเทศนั้นกี่ปี

ถ้าเรารับไม่ไหวกับเกมยาว 3-5 ปี อาจต้องกลับไปเริ่มที่โมเดลเบากว่า เช่น ขายของผ่านตัวแทน / ออนไลน์ / cross-border ก่อนจะไปถึงระดับ FDI เต็มรูปแบบ

7. สรุป: FDI ไม่ใช่เรื่องของ “ยักษ์ใหญ่เท่านั้น”

สิ่งที่ 10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยกำลังทำวันนี้ ไม่ใช่แค่เอาเงินไทยไปต่างประเทศ แต่คือการวางตัวเองในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก

สำหรับคนทำธุรกิจไทยทุกระดับ นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวของคนอื่น”

•ถ้าคุณคือซัพพลายเออร์ → คุณอาจไปโตกับเขาในห่วงโซ่ต่างประเทศ
•ถ้าคุณคือแบรนด์-ร้าน-ระบบบริหาร → คุณอาจหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศแบบที่เขาทำ
•ถ้าคุณคือนักพัฒนาอสังหาฯ-อินฟราฯ-โลจิสติกส์ → คุณอาจขาย “สนาม” ให้ธุรกิจอื่นไปเติบโตต่อ

FDI ของทุนใหญ่จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็น “เข็มทิศ” ว่าทุนไทยทั้งประเทศกำลังหันไปทางไหน และ SME/ผู้ประกอบการไทยจะ “เกาะขบวน-วิ่งนำ-หรือยืนดูอยู่ข้างทาง” ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเราเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top