Saturday, 17 October 2026
ไทยพีบีเอส

'อ.นิด้า' ทวงถามจริยธรรมสื่อดัง บิดเบือนกรณีปลากุเลา ชี้!! ทุกครั้งก็รับปากว่าจะแก้ไข แต่ก็ทำซ้ำเหมือนเดิม

เมื่อ (14 พ.ย. 65) ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ได้ออกมาประณามช่อง ThaiPBS ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายเชฟชุมพล และประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ APEC 2022 ด้วยการกุเรื่องว่า ‘ปลากุเลาเค็ม’ ที่ขึ้นโต๊ะอาหารผู้นำเอเปคไม่ได้มาจากตากใบ

โดยเป็นการนำเสนอหัวข้อข่าวชื่อ ‘จับโป๊ะ Soft Power 'ปลากุเลาเค็ม' ขึ้นโต๊ะผู้นำเอเปค ไม่ได้มาจากตากใบ’ ซึ่งเป็นการไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านขายอาหารทะเลกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ได้บทว่า “ไม่มีใครมาซื้อปลากุเลาไปใช้ในงาน APEC” 

แต่ความจริงซึ่งถูกเปิดเผยโดยเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟมิชเชอร์ลินสตาร์ ที่เป็นหนึ่งในทีมทำอาหารเลี้ยงผู้นำเอเปค ก็คือ ทางทีมเชฟได้ซื้อปลามาจากร้าน ‘ปลากุเลาเค็มป้าอ้วนตากใบ’ ซึ่งอยู่ที่ 40/1 หมู่ที่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตกใบ จ.นราธิวาส เบอร์โทรร้าน 086-9636422

ซึ่งทางร้านก็ได้ออกมาประกาศผ่าน Facebook ทางร้านว่า ร้านเป็นผู้จัดจำหน่ายปลากุเลาเค็ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 5 ดาวของชุมชน โดยก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่มาซื้อปลากุเลาเค็มไป 1 ตัวเพื่อนำไปชิม และภายหลังมีการสั่งออนไลน์วันละหลายหมื่นบาทในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

หลังข้อมูลปรากฏชัดเจน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ได้ตั้งคำถามว่าไทยพีบีเอสทำแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าทีมข่าวเรียนจบวารสารศาสตร์และมีกอง บก.หรือไม่ ทำไมจึงพยายามสร้างเนื้อหาที่ไม่สมเหตุผล ด้วยการไปสัมภาษณ์ร้านที่ไม่ได้รับการติดต่อซื้อ แล้วไปสรุปว่า 'ไม่มีการซื้อจริง'

พร้อมระบุว่า ไทยพีบีเอส จะรับผิดชอบอย่างไรต่อชื่อเสียงของเชฟชุมพล และชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ APEC และไทยพีบีเอสยังเคยทำเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง และทุกครั้งก็รับปากว่าจะแก้ไข แต่ก็ทำซ้ำเหมือนเดิมเรื่อย ๆ จนมาถึงครั้งนี้

สุดท้ายประชาชนเสียเงินภาษีปีละ 2,000 ล้านบาทเลี้ยงช่องไทยพีบีเอส ก็ควรได้ช่องข่าวที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ไม่ใช่ได้ช่องทีวีที่ผลิต Fake News 

ข้อความของ ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต

“จับโป๊ะ” ใครกันแน่? 

กรณีการลงข่าวนี้ ข่าวไทยพีบีเอสจะ 'จับโป๊ะ' รัฐบาล หรือว่าข่าวไทยพีบีเอส จะถูก 'จับโป๊ะ' เสียเอง? 

เนื้อหาข่าวไทยพีบีเอส เป็นการให้สัมภาษณ์ของผู้ประกอบการในพื้นที่ตากใบ 'บางคน' ที่ให้ข้อมูลว่าไม่เห็นรู้เรื่องว่ามีการซื้อปลากุเลาเค็มจากร้านใดร้านหนึ่งใน 9 ร้านที่ได้ขึ้นทะเบียน GI ของจังหวัดไปเลย จึงสรุปได้ว่า ที่รัฐบาลโปรโมตว่าจะนำเอาปลากุเลาเค็มไปทำอาหารในการประชุมเอเปคนั้น 'ไม่จริง'

ซึ่งต่อมาเชฟชุมพล และรองโฆษกรัฐบาล ก็ออกมาให้ข้อเท็จจริงว่า เชฟชุมพลซื้อปลากุเลาเค็มมาจากตากใบจริง จากร้านป้าอ้วน เพราะเป็นร้านเดียวที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งต่อมาเฟซบุ๊กของร้านป้าอ้วนก็ออกมายืนยันว่ามีการสั่งซื้อไปจริง แต่ด้วยการที่ร้านขายจำนวนมาก ก็ไม่รู้ว่าใครซื้อไปบ้าง (แล้วก็คงบอกกันไปในกลุ่มว่า ไม่รู้เรื่องที่ขายปลาเค็มไปทำอาหารเอเปค เพราะไม่เห็นมีใครมาติดต่อแจ้งอย่างนั้น)

ผมไม่แน่ใจว่านักข่าวที่ทำข่าวนี้ เรียนจบวารสารศาสตร์มาหรือไม่ หรือบก. ที่ตรวจข่าวนี้ (มีไหม) ใช้หลักการอะไรในการปล่อยให้ข่าวนี้ออกมาได้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ ผมก็มีคำถามที่คนทั่วไปก็น่าจะสงสัยเหมือนกัน คือ ทำไมนักข่าวที่ทำข่าวนี้ถึง ... 

1.) เชื่อมั่นว่าไม่มีการซื้อจริง ด้วยคำบอกเล่าของร้าน (บางคน) ทำไมไม่คิดว่า คนที่ไปสัมภาษณ์นั้น เขารู้จริงหรือไม่ เข้าใจผิดหรือไม่ รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีคนซื้อไปทำอาหารเอเปค การหาข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานนี่คือหลักการวารสารศาสตร์เบื้องต้นเลย

2.) ถ้าไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะรู้ข้อมูลหรือไม่ ทำไมไม่ทำสิ่งที่ง่ายที่สุด ก็คือถามไปที่ต้นตน นั่นคือเชฟชุมพล หรือทางสำนักนายกก็ได้ ว่าซื้อจริงไหม ซื้อยังไง ใครซื้อ การหาข้อมูลจากอีกฝั่ง ก็เป็นหลักวารสารศาสตร์เบื้องต้นสุด ๆ เช่นกัน (ถ้าติดต่อไม่ได้ ก็ระบุไปว่ายังไม่ได้รับคำตอบ) 

แต่ไม่ครับ นักข่าวที่ทำข่าวนี้ ไม่ได้ทำทั้งสองข้อ แล้วก็ลงข่าวพร้อมพาดหัวเลยว่า 'จับโป๊ะ' ที่แปลว่า 'จับโกหก'

เพจดัง ชี้!! Thai PBS สื่อจากภาษีคนไทย ที่นำเสนอความจริง 'ยังทำไม่ได้'

(17 พ.ย. 65) เพจ 'ฤๅ - Lue History' จากกรณีที่ Thai PBS เสนอข่าวเพื่อจับโป๊ะรัฐบาลเรื่อง 'ปลากุเลาตากใบ' ที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในเมนูอาหารสำหรับงานเลี้ยงกาลาดินเนอร์แก่ผู้นำต่างชาติในงานประชุม APEC 2022 ว่าไม่ได้เป็นปลาที่มาจากตากใบ ซึ่งเป็นการไปเอาข้อมูลสัมภาษณ์มาจากคนในพื้นที่ (บางคน) โดยไม่ได้สืบสาวต้นตอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สุดท้าย Thai PBS โป๊ะแตกเอง เมื่อเชฟใหญ่ที่รับผิดชอบเมนูอาหารครั้งนี้ยืนยันด้วยตัวเองว่า ได้ซื้อวัตถุดิบปลากุเลาจากร้านค้าในพื้นที่ตากใบจริง พร้อมแสดงใบเสร็จสั่งซื้อชัดเจน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แค่เมนูอาหาร แต่มันสร้างผลกระทบถึงเศรษฐกิจภาพรวมของตากใบ รวมไปถึงภาพลักษณ์การประชุมระดับโลกที่ถูกด้อยค่า ที่จะต้องมาตามแก้ไขความเท็จที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากการทำงานของสื่อไร้จรรยาบรรณ

จริง ๆ แล้วการสืบค้นหาข้อมูลจากต้นตอของแหล่งข่าว ถือเป็นพื้นฐานของการทำงานสื่อมวลชนด้วยซ้ำ ซึ่งในเคสนี้แค่ไปสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงาน หรือผู้รับผิดชอบโดยตรงก็จบแล้ว

แต่มาตราฐานแบบนี้กลับไม่มีเลยในการทำงานของ Thai PBS

ซ้ำร้ายยังมีข้อมูลมาด้วยว่า สื่อนี้มีการสนับสนุนช่องทางของขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยอีกด้วย ซึ่งเราจะนำประเด็นนี้มาพูดคุยในครั้งต่อไป

เปิดรายได้ 6 ปี 'สุทธิชัย หยุ่น' โกย 318 ล้าน กำไรกว่า 151 ล้าน พบ 20 สัญญากว่า 20 ล้าน มาจาก 'ไทยพีบีเอส' จ้าง 'บ.กาแฟดำ'

(14 มิ.ย. 67) จากกรณีที่นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข อดีตผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี กล่าวผ่านรายการประชาทอล์ค ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของสำนักข่าวประชาไท ชี้แจงกรณีที่อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ซึ่งปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เช่น นายธีรัตถ์ รัตนเสวี นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือคำ ผกา ไปผลิตรายการข่าวเช้าให้กับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) กรมประชาสัมพันธ์ ในนามบริษัท คำดี จำกัด กล่าวว่า รายการดังกล่าวมีพิธีกร 3 คนดำเนินรายการ จ่ายค่าดำเนินรายการ 3 คน แล้วผู้ดำเนินรายการจ่ายค่าช่างแต่งหน้า และค่าโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยทำข้อมูลให้ ต่างจากนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ จัดรายการให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสยังไง

"การเข้าข้างกัน เชียร์กัน มีสื่อเชียร์รัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด และการมีกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องผิด เขาก็อยากจะอธิบายแทนรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามีคนถล่มรัฐบาล กระทั่งรับปัญหามา ก็รู้สึกมีปมเรื่องนี้ว่าทำไมไม่พยายามอธิบายในสิ่งที่รัฐบาลทำบ้าง เมื่อสื่อส่วนใหญ่เข้าข้างฝ่ายค้าน ทำไมสื่อส่วนหนึ่งจะอธิบายสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกันไม่ได้" นายชูวัสกล่าว

ต่อมานายสุทธิชัยโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X บัญชี @suthichai ว่า "ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ รัฐบาลสั่ง NBT ได้ แต่สั่ง ThaiPBS ไม่ได้ครับ (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลลุงตู่หรือรัฐบาลนี้)"

ล่าสุดเฟซบุ๊ก ‘ซึ่งต้องพิสูจน์’ โพสต์อินโฟกราฟิก หัวข้อ ‘เว็บฯ ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ (ภาษีไปไหน)’ ระบุ ตั้งแต่ปี 62 ถึงปี 67 TPBS จ้าง ‘บริษัท กาแฟดำ’ (ที่มี ‘สุทธิชัย หยุ่น’ เป็น 1 ในกรรมการ) 20 โครงการ มูลค่า 20.86 ล้านบาท’ โดยเรียงลำดับตามมูลค่าโครงการดังนี้

1. วันที่ลงนามในสัญญา 14 ส.ค. 62 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตและจัดหารายการ ฟังเสียงประเทศไทย คำตอบอยู่ในหมู่บ้าน ไตรมาส 3-4/2562 จำนวน 26 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 3.25 ล้านบาท

2. วันที่ลงนามในสัญญา 6 พ.ย. 62 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตรายการ ตั้งวงคุย กับสุทธิชัย หยุ่น โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 2.57 ล้านบาท

3. วันที่ลงนามในสัญญา 30 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการฟังเสียงประเทศไทย จำนวน 19 วัน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.52 ล้านบาท

4. วันที่ลงนามในสัญญา 9 ก.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (จำนวน 17 วัน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.36 ล้านบาท

5. วันที่ลงนามในสัญญา 10 มี.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (ไตรมาสที่ 1-2/2563) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.12 ล้านบาท

6. วันที่ลงนามในสัญญา 30 มิ.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) ไตรมาสที่ 3-4/2565 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

7. วันที่ลงนามในสัญญา 28 ม.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ไตรมาสที่ 1-2/2563 (จำนวน 26 ตอน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

8. วันที่ลงนามในสัญญา 16 ก.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (ไตรมาสที่ 3-4/2563) จำนวน 26 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

9. วันที่ลงนามในสัญญา 30 มิ.ย. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินการรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) ไตรมาสที่ 3-4/2566 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

10. วันที่ลงนามในสัญญา 27 ธ.ค. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) จำนวน 25 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.07 ล้านบาท

11. วันที่ลงนามในสัญญา 31 ม.ค. 67 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการคุยนอกกรอบ กับ สุทธิชัย หยุ่น (เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน 2567) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 941,600.00 บาท

12. วันที่ลงนามในสัญญา 30 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (จำนวน 21 ตอน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 898,800.00 บาท

13. วันที่ลงนามในสัญญา 16 ก.ย. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการคุยให้คิด โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น จำนวน 15 ตอนความยาวตอนละ 50 นาที โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 600,000.00 บาท

14. วันที่ลงนามในสัญญา 26 ก.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างค่าผู้ดำเนินรายการ รายการ คุยให้คิด ไตรมาส 4/2565 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

15. วันที่ลงนามในสัญญา 2 มิ.ย. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างค่าผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด ไตรมาส 2-3/2564 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

16. วันที่ลงนามในสัญญา 2 ก.ค. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด (ไตรมาส 3/2566) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

17. วันที่ลงนามในสัญญา 2 ต.ค. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด ไตรมาส 4/2566 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

18. วันที่ลงนามในสัญญา 6 มิ.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 480,000.00 บาท

19. วันที่ลงนามในสัญญา 31 มี.ค. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตหนังสือ ฟังเสียงประเทศไทย จำนวน 1,000 เล่ม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 270,000.00 บาท

20. วันที่ลงนามในสัญญา 3 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (จำนวน 3 วัน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 240,750.00 บาท

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท กาแฟดำ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ มีกรรมการบริษัท ประกอบด้วย นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น นายปราบดา หยุ่น นางนันทวัน แซ่หยุ่น และนายธวัช ยวงตระกูล เมื่อตรวจสอบงบการเงิน พบว่าผลประกอบการตลอด 6 ปีที่ผ่านมามีดังนี้

-ปี 2561 มีรายได้รวม 36,915,808.69 บาท กำไรสุทธิ 15,323,028.29 บาท
-ปี 2562 มีรายได้รวม 60,815,894.44 บาท กำไรสุทธิ 31,155,133.00 บาท
-ปี 2563 มีรายได้รวม 54,988,606.30 บาท กำไรสุทธิ 26,936,460.39 บาท
-ปี 2564 มีรายได้รวม 59,608,001.44 บาท กำไรสุทธิ 31,570,541.86 บาท
-ปี 2565 มีรายได้รวม 55,033,712.89 บาท กำไรสุทธิ 23,615,549.80 บาท
-ปี 2566 มีรายได้รวม 51,281,671.04 บาท กำไรสุทธิ 22,773,065.39 บาท

รวม 6 ปีมีรายได้รวม 318,643,694.80 บาท กำไรสุทธิรวม 151,373,778.83 บาท

สำหรับนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น ปัจจุบันอายุ 77 ปี เคยเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการอำนวยการสื่อเครือเนชั่น เจ้าของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก และสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ก่อนยุติบทบาทเมื่อเดือน มี.ค. 2561 หันมาเปิดบริษัทชื่อว่ากาแฟดำ จัดรายการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยใช้นามปากกา ‘กาแฟดำ’ ภายหลังจึงได้มาจัดรายการโทรทัศน์ผ่านสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี สถานีโทรทัศน์เอ็มคอต เอชดี เป็นต้น

‘ไทยพีบีเอส’ น้อมรับคำติเตียน – พร้อมทบทวนข้อผิดพลาดปมเสนอบทความ “เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง”

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวไทยพีบีเอส ชี้แจง บทความ “เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง” ถอดทิ้งทุกแพลตฟอร์มข่าวแล้ว

จากกรณี สำนักข่าวไทยพีบีเอส ได้นำเสนอบทความเรื่อง เผด็จการสร้างชาติ ประชาชน “อาวรณ์” ผู้นำเข้มแข็ง-เศรษฐกิจรุ่ง ซึ่งได้สร้างความไม่สบายใจให้หลายฝ่ายและมีการท้วงติงถึงการนำเสนอดังกล่าว อาทิ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้โพสต์ข้อความท้วงติง ระบุว่า บทความนี้ตั้งแต่พาดหัวและเนื้อหา ทำให้คนเข้าใจว่าไปได้ว่า ไทยพีบีเอสสนับสนุนระบอบเผด็จการ ไม่ได้พูดด้านร้ายของระบอบเผด็จการ ในฐานะกัลยาณมิตรจำต้องท้วงติง เพราะไม่เห็นด้วยกับการสร้างบรรยากาศโหยหาเผด็จการ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการปูทางและสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการท้วงติงจากหลายฝ่าย ในเวลาต่อมา ทางข่าวออนไลน์ สำนักข่าวไทยพีบีเอส ทนกระแสไม่ไหว จึงได้ทำหนังสือชี้แจง พร้อมถอดบทความชิ้นดังกล่าวออกจากทุกแพลตฟอร์ม โดยข้อความในหนังสือชี้แจงระบุว่า

คำชี้แจงกรณีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง"

ข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ ขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน จาก กรณีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง" พร้อมกับน้อมรับคำติเตียนเพื่อนำไปทบทวนถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อไป 

ตามที่มีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง" เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา (ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด วันที่ 4 มีนาคม 2568) ทางเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/news และ สื่อสังคม Thai PBS News ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ไม่รอบด้านเพียงพอ อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน นำไปสู่การโต้เถียงและเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยที่ไทยพีบีเอสไม่ได้มีเจตนา 

จึงขอนำบทความดังกล่าวออกจากทุกแพลตฟอร์มข่าวไทยพีบีเอส โดยจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและแจ้งให้ทราบต่อไป

‘บุญเลิศ’ ชี้ไทยพีบีเอสต้องยกเครื่องครั้งใหญ่!! ปมบุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,800 ล้าน ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหารหลักแสนต่อเดือน สตง.ตรวจสอบการใช้รถและจัดซื้อจัดจ้าง หนุนยกเครื่องครั้งใหญ่เพื่อความโปร่งใส

“บุญเลิศ คชายุทธเดช” กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เปิดปัญหาภายในองค์กร ชี้บุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงแตะปีละ 2,600–2,800 ล้านบาท ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหาร–ผู้เชี่ยวชาญหลักแสน ขณะที่ สตง.เข้าตรวจทั้งการใช้รถส่วนกลาง จัดซื้อจัดจ้าง และจ้างผลิตรายการภายนอก ย้ำถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ หากไม่กล้ายอมรับปัญหาอาจ “สายเกินแก้”

วันนี้ (5 ก.ย.) นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “Boonlert Kachayudhadej” สะท้อนสถานการณ์ภายในองค์กรสื่อสาธารณะแห่งแรกของไทยภายใต้หัวข้อ “ต้องปฏิรูปใหญ่.. ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้” โดยระบุว่า นับเป็นครั้งที่คนในไทยพีบีเอสตื่นตัวและระทึกใจมากที่สุดในรอบ 18–19 ปี

ชี้ปัญหาคนล้นองค์กร งบประมาณทะลุ 2,800 ล้านบาท

นายบุญเลิศระบุว่า แม้ไทยพีบีเอสจะผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัย แต่ปัจจุบันกลับประสบปัญหาภายใน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากร โดยปัจจุบันมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน ซึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงใช้คนจำนวนมากเมื่อเทียบกับสื่อดิจิทัลอื่นที่ปรับลดขนาดลง และมีการจ้างอดีตผู้บริหารที่เกษียณกลับมาเป็นโค้ชด้วยค่าจ้างสูงถึง 100,000 บาท/เดือน (สัญญา 6 เดือน รวม 600,000 บาท) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษค่าจ้างเกือบ 300,000 บาท/เดือน 

ซึ่งแม้ตามกฎหมายจะได้รับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่าย (ปีละราว 400 ล้านบาท) และดอกเบี้ย รวมแล้วมีงบประมาณใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,600 – 2,800 ล้านบาท

นอกจากประเด็นที่เครือข่ายพันธมิตรคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปมาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งกังวลว่าอาจสูญเสียความเป็นอิสระ) นายบุญเลิศชี้ว่า สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินภายในองค์กรแล้ว

โดยระบุว่ามีการตรวจสอบในหลายประเด็น เช่น

1. การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ผู้บริหารบางรายได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน แต่ยังใช้รถส่วนกลาง ซึ่งอาจถูก สตง. เสนอแนะให้เรียกเงินคืน

2. การจัดซื้อจัดจ้าง ปัญหาการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงที่อาจขัดต่อกฎหมาย

3. การจ้างภายนอก ค่าผลิตรายการและการจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาสูง

พร้อมหนุนข้อเสนอ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ เร่งยกเครื่องผ่าตัดใหญ่ โดยนายบุญเลิศอ้างถึงแถลงการณ์ของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน (เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม) ที่เสนอให้มีการทบทวนกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร และเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสปฏิรูปการทำงานเพื่อแสดงคุณค่าและความโปร่งใสต่อประชาชน "หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ หากเบี่ยงเบนไปกลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเอง ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์" นายบุญเลิศ ระบุทิ้งท้าย 

ปมจัดจ้างรายการ “กรุณา” ร้อน!! อดีตผู้บริหาร TPBS ชี้งบ 25 ล้าน ต้องตอบเรื่องความคุ้มค่า งบจัดซื้อปีแรก 4.7 ล้าน ค่าเฉลี่ยตอนละ 2.4 แสน เตือนอย่าใช้เงินภาษีสร้างอุปถัมภ์

เป็นเรื่อง! อดีตผู้บริหาร TPBS ชำแหละรายการ “กรุณา” 2 ปี 25 ล้าน เตือนอย่าใช้ภาษีสร้างระบบอุปถัมภ์

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์ และอดีตผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดจ้างผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก ซึ่งดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี หลังมีการเปิดเผยเอกสารจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุวงเงินไตรมาสแรกปี 2569 จำนวน 4,675,900 บาท สำหรับ 19 ตอน เฉลี่ยตอนละ 246,100 บาท

นายธีรัตถ์ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี บริษัทของกรุณาได้รับค่าตอบแทนจากการผลิตรายการดังกล่าวรวมประมาณ 25 ล้านบาท ทั้งที่เนื้อหารายการส่วนใหญ่เป็นการนำภาพข่าวต่างประเทศมาตัดต่อ เรียบเรียงบท และลงเสียงใหม่ โดยแทบไม่ปรากฏการลงพื้นที่ผลิตผลงานต้นฉบับ หรือ Original Production

อดีตผู้บริหารไทยพีบีเอสชี้ว่า การจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในช่วง 3–6 เดือนแรกอาจมีเหตุผลรองรับ แต่เมื่อผลิตต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี สถานีควรทบทวนความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสมีการจัดซื้อภาพข่าวจากต่างประเทศอยู่แล้ว

นายธีรัตถ์เปรียบเทียบว่า งบประมาณราว 250,000 บาท สามารถจ้างทีมข่าวต่างประเทศทำงานเต็มเวลาได้ทั้งเดือน แทนที่จะจ่ายเพื่อผลิตรายการความยาวเพียง 25 นาที พร้อมเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการจ้างกรุณาเขียนบท ลงเสียง และควบคุมการผลิต โดยใช้ทรัพยากรของสถานีในอัตราไม่เกินตอนละ 60,000 บาท

ส่วนการเดินทางไปถ่ายทำต่างประเทศ สามารถพิจารณาอนุมัติเป็นรายโครงการ หรือเปิดประมูลแข่งขันเพื่อความโปร่งใสและบริหารต้นทุนให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
นายธีรัตถ์ทิ้งท้ายว่า แม้แต่การใช้เงินของบริษัทเอกชนยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ยิ่งเป็นเงินภาษีประชาชนยิ่งต้องรอบคอบ พร้อมเตือนว่า “อย่าให้การที่มีเงินในมือเป็นการเอาไปสร้างระบอบอุปถัมภ์”

การออกมาแสดงความคิดเห็นครั้งนี้จึงเป็นการตั้งคำถามจากอดีตผู้บริหารภายในองค์กรเอง ถึงความคุ้มค่าและรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ใช้เงินสาธารณะ โดยเฉพาะการว่าจ้างแบบเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1639061788251779/?rdid=4UXo4Jlh7SCem5FG#

ไทยพีบีเอส ทุนหนาสุด ใช้เงินปีละ กว่า 2,000 ล้าน แต่ยังขาดทุน!! เปิดตัวเลขรายจ่ายทีวีดิจิทัลปี 2568 ทะลุสูงสุด 2,625.5 ล้าน ทิ้งห่างช่อง 7HD กว่า 600 ล้าน เนชั่นฯ ลดค่าใช้จ่าย ทำกำไรบ้างแล้ว

เปิดตัวเลขทีวีดิจิทัล ใครควักจ่ายหนักสุด
ไทยพีบีเอส รายจ่ายปี 2568 ทะลุ 2,600 กว่าล้านบาท จ่ายหนักสุด 7 เท่าของช่องเนชั่นทีวี

เปิดตัวเลขรายจ่ายรวมปี 2568 ของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลไทย พบว่า ไทยพีบีเอสมีรายจ่ายรวมสูงสุด 2,625.5 ล้านบาท ทิ้งห่างสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ช่อง 7HD ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายจ่าย 2,005.6 ล้านบาท

ข้อมูลจากกราฟิกที่เผยแพร่โดย Nation Online แสดงให้เห็นตัวเลขรายจ่ายของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลหลายแห่ง โดยเรียงจากรายจ่ายสูงไปต่ำ ดังนี้

-ไทยพีบีเอส 2,625.5 ล้านบาท
-ช่อง 7HD 2,005.6 ล้านบาท
-ช่อง 3 1,506 ล้านบาท
-อสมท 1,395.8 ล้านบาท
-ไทยรัฐทีวี 1,333 ล้านบาท
-ช่อง 8= 1,037.4 ล้านบาท
-อมรินทร์ทีวี 1,003.3 ล้านบาท
-PPTV 804.5 ล้านบาท
-TNN 585.6 ล้านบาท
/เนชั่นทีวี 389.6 ล้านบาท
-ช่องวัน 31 =272.1 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยพีบีเอสเป็นสถานีที่มีรายจ่ายรวมสูงที่สุดในกลุ่มที่นำเสนอ โดยสูงกว่าช่อง 7HD ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ประมาณ 619.9 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายรวมเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารหรือความคุ้มค่าในการดำเนินงานได้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดงบประมาณ แหล่งรายได้ ภารกิจของแต่ละสถานี และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายประกอบด้วย

กล่าวสำหรับเนชั่นทีวี เดิมน่าจะมีรายจ่ายปีละ 500 กว่าล้าน หรือตกเดือนละ 47-48 ล้าน แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น รายจ่ายจึงลดลงเหลือ 387 ล้านบาท จึงมีฐานะมีกำไรบ้างแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top