Friday, 5 June 2026
ไดโนเสาร์

นักวิทย์จีน’ ยืนยัน รอยบุ๋มที่พบในร้านอาหารทางตอนใต้ของจีน อาจเป็น ‘รอยเท้า’ ของ ‘ไดโนเสาร์ซอโรพอด’ อายุนับ 100 ล้านปี

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 66 สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า ฟอสซิลรอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในร้านอาหารแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นของไดโนเสาร์คอยาวที่อาศัยอยู่บนโลกเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน

การค้นพบสุดแปลกนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วโดยลูกค้าร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นไวรัลทั่วโลกเนื่องจากเป็นการพบรอยเท้าในสถานที่ที่แปลกไปจากเดิม ปัจจุบัน ทีมนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติได้เผยแพร่การค้นพบนี้ในวารสารครีเทเชียส รีเสิร์ช (Cretaceous Research) ฉบับล่าสุด หลังจากพวกเขาใช้เครื่องสแกนสามมิติเพื่อวิเคราะห์ ‘รอยเท้า’ ที่พบในร้านอาหารเหล่านี้

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า กลุ่มรอยเท้า ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 50-60 เซนติเมตรเหล่านี้ อาจเป็นของไดโนเสาร์ซอโรพอดที่มีความยาว 8-10 เมตร จำนวนหนึ่ง ซอโรพอดมีหัวเล็ก คอยาว หางยาว และถูกกล่าวขานว่า ‘เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่บนบก’ เท่าที่มีข้อมูลจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานี้มีย่างก้าวที่สั้นมาก พวกมันเดินทางได้ไกล 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วันที่ 10 ก.ค. 2022 โอวหงเทา ลูกค้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเล่อซานของมณฑลเสฉวน สังเกตเห็นรอยยุบที่แปลกตาบนพื้นของร้าน ด้วยความที่เขาสนใจศึกษาความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา จึงสันนิษฐานว่า รอยดังกล่าวน่าจะเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ ก่อนจะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง รองศาสตราจารย์สิงลี่ต๋า จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งประเทศจีน (China University of Geosciences) ให้มาตรวจสอบ

6 วันถัดมา รองศาสตราจารย์สิงได้นำทีมนักวิจัยเข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากองค์พระใหญ่เล่อซาน พระพุทธรูปหินสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจีน ไปเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น

ไทยค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ 130 ล้านปี ที่สระแก้ว ตั้งชื่อ ‘การูแดปเทอรัส บุฟโตติ’ เทอโรซอร์ตัวแรกของไทย

(21 มิ.ย. 68) ประเทศไทยค้นพบ 'เทอโรซอร์' หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้เป็นครั้งแรกในประเทศ จากซากฟอสซิลขากรรไกรบนของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ชื่อ การูแดปเทอรัส บุฟโตติ อายุประมาณ 130 ล้านปี ในชั้นหินหมวดเสาขัว บริเวณอ่างเก็บน้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว นับเป็นสัตว์ครองฟ้าร่วมยุคไดโนเสาร์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในภูมิภาคนี้

เทอโรซอร์ชนิดนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเทอโรแดคทิลลอยด์ วงศ์นาโธซอรีน มีลักษณะเด่นคือปากกว้างคล้ายนกปากช้อน ฟันแหลมเรียวเหมาะกับการจับปลา และมีช่วงปีกกว้างประมาณ 2.5 เมตร การตั้งชื่อ การูแดปเทอรัส มาจากคำว่า 'ปีกครุฑ' ส่วน บุฟโตติ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.เอริก บุฟโต นักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้มีบทบาทในไทยมายาวนาน

ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยผู้นำทีมค้นพบเผยว่า การพบขากรรไกรบนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ รวมถึงฟันอีก 5 ซี่ เป็นข้อมูลสำคัญต่อการศึกษาสายวิวัฒนาการของเทอโรซอร์ เพราะก่อนหน้านี้ไทยเคยพบแค่ฟันหรือกระดูกชิ้นเล็ก การค้นพบครั้งนี้จึงช่วยยืนยันถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในยุคครีเทเชียสของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดค้นพบอยู่ที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์พระปรง อำเภอวัฒนานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่เคยพบไดโนเสาร์กินพืช เต่า จระเข้ และสัตว์น้ำจืดอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2545 การค้นพบเทอโรซอร์ล่าสุดช่วยตอกย้ำศักยภาพทางบรรพชีวินวิทยาของภาคตะวันออกที่สามารถเทียบชั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้

ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีประกาศให้แหล่งพระปรงเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยและอนุรักษ์ โดยจัดแถลงข่าวร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มภาพวิวัฒนาการของสัตว์โบราณ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ซึ่งถือเป็นสมบัติของแผ่นดินไทย

‘นิพนธ์’ ย้ำ!! การศึกษา ความรู้คืออาวุธสำคัญ หนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ AI/ChatGPT

(24 ส.ค. 68) ณ ห้องประชุมแสงสุริยา มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 สมัย ร่วมจัดกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และ ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ซึ่งมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.เขต 1 สงขลา กล่าวว่าเปิดการอบรมว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะตัวแทนประชาชนต้องการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชาวบ้านและนักศึกษานำมาปรับใช้ในการเรียน การประกอบอาชีพ และส่วนตัวจะได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เกิดจากความตั้งใจของตนและนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ที่ได้นั่งปรึกษาหารือกัน ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตประจำวัน หากไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้ทัน อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็น “คนตกขบวน” ได้เหมือนไดโนเสาร์ ที่ได้ปรับตัวสุดท้ายก็สูญพันธุ์ 

'ในอดีตไดโนเสาร์ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายคล้ายกัน หากไม่เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็อาจถูกสังคมและเศรษฐกิจทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่เคยเป็น “ปกติ” เช่น โทรเลขหรือธนาณัติ มาสู่สังคมไร้เงินสดและการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน หากไม่ก้าวตามโลก ก็อาจใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ' อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้จัก แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ จึงคิดว่า ควรให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้

“เมื่อคืนผมสงสัย และมีคนถามมากว่า นายกฯอุ้งอิ๊งจะรอดไหม ผมจึงเข้าไปถาม AI/ChatGPG โอ้โหคำตอบชัดเจน แต่ไม่อยากบอกตรงนี้ เขาอธิบายให้เลยผิดจริยธรรมตรงไหน พร้อมวิเคราะห์ให้เรียบร้อย”

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวถึงจังหวัดสงขลาในฐานะ “เมืองแห่งการศึกษา” ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 13 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา จึงถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี

“การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชนไม่เพียงทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงให้กับครอบครัว เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้างอนาคตของแต่ละคน

ในการอบรมมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้แก่ นายระวี ตะวันธรงค์ อดีตนายกสื่อออนไน์แห่งประเทศไทย และ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล อดีตผู้สื่อข่าวและพิธีกรโทรทัศน์ นายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำกิจกรรม Workshop ให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งการเขียนรายงาน การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ การแต่งเพลง ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีนายสมพร หลงจิ ดำเนินรายการ

เลิกด่า “ไดโนเสาร์” แล้วหันมาดูตัวเลข — ประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทำให้คนรุ่นนี้ “อยู่ดีขึ้น” แค่ไหน

คำว่า “ไดโนเสาร์” ที่บางคนใช้ด่าคนรุ่นเก่าว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” อาจฟังดูสะใจในคอมเมนต์สั้น ๆ แต่พอวางลงบนความจริงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต มันคือคำที่ ไม่ยุติธรรม และ ไม่ฉลาดพอ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง

ถ้าเราย้อนดู “ผลลัพธ์” ที่ประเทศสะสมมา—รายได้ของคนไทย อายุขัย การรอดชีวิตของเด็ก และความยากจน—เราจะเห็นภาพชัดว่า คนรุ่นก่อน ๆ ไม่ได้ “ไม่ทำอะไร” เพียงแต่อาจไม่ได้ถูกเล่าในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่อิน

คนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะโกรธหลายเรื่องได้ แต่การโกรธแบบ “เหมารวมเหยียดอายุ” ทำให้เราเถียงกันผิดเป้า—แทนที่จะถกกันบนข้อเท็จจริง
1) GDP โตไม่ใช่คำคม — มันคือหลักฐานว่า “ฐานประเทศ” ถูกยกระดับขึ้นจริง
เริ่มจากภาพใหญ่ที่สุด: GDP ไทย (มูลค่าเศรษฐกิจรวม) [1]
•    ปี 1960 GDP ไทย = 2,760,750,861 ดอลลาร์สหรัฐ
•    ปี 2024 GDP ไทย = 526,517,658,842 ดอลลาร์สหรัฐ
•    คิดเป็นการขยายตัวประมาณ 190.7 เท่า (หน่วยเงินดอลลาร์ปัจจุบัน)

นี่ไม่ใช่ “บังเอิญรวยขึ้นเอง” แต่มันคือผลรวมของการสร้างระบบเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการเชื่อมประเทศเข้ากับโลกมาหลายทศวรรษ
ถ้ากลัวว่า “GDP รวม” ไม่สะท้อนคนทั่วไป เราดู GDP ต่อหัว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อเฉลี่ยโดยคร่าว [2]
•    ปี 1960: 102.8 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1970: 197.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1980: 708.7 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1990: 1,559.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2000: 2,006.0 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2010: 4,973.9 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2024: 7,346.6 ดอลลาร์/คน/ปี

สรุปแบบตรง ๆ: รายได้เฉลี่ยเชิงเศรษฐกิจของคนไทย “โตขึ้นราว 71.5 เท่า” จากปี 1960 ถึง 2024 [2]

2) คุณภาพชีวิต: ต่างกันแบบ “คนละโลก” ไม่ใช่แค่คนละเจเนอเรชัน
2.1 อายุขัย: จากยุค “อยู่ไม่ถึงแก่” สู่ยุค “อยู่ยาวเป็นปกติ”
ปี 1960 อายุขัยเฉลี่ยคนไทย = 50.608 ปี และปี 2023 = 76.412 ปี (เพิ่มขึ้น 25.804 ปี) [3]

2.2 เด็กตายลดฮวบ: ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่เถียงไม่ออก
อัตราตายทารก (ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน) ปี 1960 = 112.8 และปี 2023 = 8.0 [4]
2.3 ความยากจนลดลงแบบเปลี่ยนโครงสร้าง
รายงานของ UNICEF ระบุว่า สัดส่วนประชากรไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนของไทย ลดจาก 34.1% (ปี 1988) เหลือ 4.4% (ปี 2021) [5]
ตัวเลขพวกนี้สะท้อนว่า “ความมั่งคั่งทางชีวิต” ของคนรุ่นนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้เรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำและกับดักรายได้อยู่ก็ตาม

3) แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ยังรู้สึก “ไม่ไหว”? — เพราะโจทย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน
การยอมรับว่า “ประเทศดีขึ้นมาก” ไม่ได้แปลว่า “ปัจจุบันดีพอ” คนรุ่นใหม่เจอความจริงชุดใหม่ เช่น
•    ค่าครองชีพพุ่งขึ้นเร็วในหลายช่วง แต่รายได้โตช้ากว่า
•    ความฝันเรื่องบ้านและความมั่นคงต้องใช้เวลานานกว่าเดิม
•    การแข่งขันสูงขึ้นจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี
•    ความคาดหวังทางการเมืองสูง แต่การเปลี่ยนผ่านติดหล่มบ่อย
ดังนั้น “ความไม่พอใจ” มีเหตุผลได้ แต่การสรุปว่า คนรุ่นก่อนคือไดโนเสาร์ที่ไม่ทำอะไรเลย คือการตัดตอนความจริง แล้วเอาอารมณ์มาแทนหลักฐาน

4) บทสรุปแบบฟาด ๆ: เหยียดคนรุ่นก่อน ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น
ถ้าอยาก “เปลี่ยนประเทศ” จริง ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงก่อน

ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาขึ้นเพราะคอมเมนต์ด่าใคร ประเทศพัฒนาขึ้นเพราะคนรุ่นก่อน ๆ สะสมโครงสร้าง—แม้จะผิดพลาดหลายอย่าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top