Friday, 24 July 2026
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี

‘โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี’ นำร่องโมเดล ‘หนอนแม่โจ้’ ช่วยจัดการขยะอินทรีย์ – ลดการฝังกลบ 20 ตัน/ปี

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีสร้างปรากฏการณ์ นำนวัตกรรมการเลี้ยง 'หนอนแม่โจ้' (Black Soldier Fly - BSF) มาใช้จัดการขยะอินทรีย์จากโรงอาหาร โดยหนอนแม่โจ้สามารถย่อยสลายขยะได้ภายใน 12 ชั่วโมง ทำให้ในปี 2024 ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้มากถึง 20 ตันต่อปี โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบให้องค์กรอื่น ๆ หันมาจัดการขยะอินทรีย์อย่างยั่งยืน

ระบบครบวงจร เปลี่ยนขยะเป็นโปรตีน
โครงการเริ่มต้นในปี 2024 ด้วยการคัดแยกขยะจากโรงอาหาร นำขยะอินทรีย์มาเพาะเลี้ยงหนอนแม่โจ้ในระบบปิด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนและพื้นที่สำหรับแมลงวันตัวเต็มวัยวางไข่ ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม หนอนแม่โจ้มีประสิทธิภาพสูงกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า ย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ถึง 70% และตัวหนอนมีโปรตีนสูง สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ถึง 50% และทำให้สัตว์เติบโตได้ดีขึ้น

มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย SDGs
โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างจิตสำนึกให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ผู้บริหารโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีกล่าวว่า "โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราหวังว่าจะเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ๆ ในการจัดการขยะอินทรีย์อย่างครบวงจร"

หนอนแม่โจ้ ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม
หนอนแม่โจ้ หรือ Black Soldier Fly (BSF) เป็นแมลงที่มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ด้วยความสามารถในการกินและย่อยสลายเศษอาหารและขยะอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หนอนแม่โจ้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ หนอนแม่โจ้ยังมีโปรตีนสูง จึงสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ลดการพึ่งพาอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อนาคตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
โครงการของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้หนอนแม่โจ้ในการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ โดยการนำหนอนแม่โจ้ไปใช้เป็นอาหารสัตว์ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการขยะอย่างยั่งยืนสามารถทำได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top