Friday, 5 June 2026
โดรนกามิกาเซ่

จีนเปิดตัว ‘Jiu Tan’ เครื่องบินไร้คนขับรุ่นใหม่ ปล่อยโดรนกามิกาเซ่พร้อมกันได้สูงสุด 100 ลำ

(21 พ.ค. 68) จีนเตรียมเปิดตัวเครื่องบินไร้คนขับชื่อ “Jiu Tan” ซึ่งมีความสามารถในการปล่อยโดรนกามิกาเซ่ได้พร้อมกันนับ 100 ลำ ถือเป็นหมัดเด็ดใหม่ของจีนในการเพิ่มศักยภาพทางทหารและรับมือระบบป้องกันทางอากาศแบบเดิม

ตามรายงานจากสื่อรัฐของจีน เครื่องบินลำนี้พัฒนาโดยบริษัท Shaanxi Unmanned Equipment Technology โดยต้นแบบรุ่นที่ 4 อยู่ระหว่างการทดสอบ และเตรียมบินครั้งแรกในเดือนหน้า หลังเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงการบินจูไห่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567

สำหรับ Jiu Tan มีระยะปีกกว้าง 25 เมตร บินได้นานถึง 12 ชั่วโมง และระยะทางไกลกว่า 7,000 กิโลเมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 6 ตัน ทั้งอุปกรณ์สอดแนม อาวุธ และขีปนาวุธ จุดเด่นคือการโจมตีแบบฝูง “barrage attack” ซึ่งทำให้ยากต่อการสกัดจากระบบป้องกันของศัตรู

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การพัฒนา Jiu Tan สะท้อนเป้าหมายของจีนที่ต้องการท้าทายอำนาจทางอากาศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ RQ-4 Global Hawk และ MQ-9 Reaper ของอเมริกา ซึ่งยังไม่มีความสามารถในการโจมตีฝูงขนาดใหญ่แบบเดียวกัน

โดรน FPV สู่สมรภูมิไทย-กัมพูชา! 'โดรนกามิกาเซ่' ถูกใช้โจมตีทหารไทย เลียนแบบโมเดลยูเครนใช้ต่อกรรัสเซีย กับคำถามใครถ่ายทอดให้ในเวลาอันสั้น?

ชำแหละ เทคนิคโดรนกามิกาเซ่ เขมรเรียนมาจากใคร

กลับมาสู่สงครามไทย-กัมพูชาที่เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง  ในครั้งนี้เราจะเห็นได้ว่านอกจากเครื่องยิงจรวดที่ฝั่งกัมพูชาขนมาใช้แล้วยังมีโดรนกามิกาเซ่ หรือ ในวงการเรียกกันว่า โดรนมุมมองบุคคลที่ 1 หรือ โดรน FPV ที่ย่อมาจาก First-Person View Drone นั่นเอง 

ประวัติของโดรน FPV นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้อากาศยานไร้คนขับแบบพุ่งชนที่ใช้ระบบภาพและควบคุมระยะไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์ โดยใช้อากาศยานนี้พุ่งชนเป้าหมาย หน่วยที่ใช้คือ หน่วย Special Task Air Group One (STAG-1) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจด้วย TDR-1 จากฐานบินที่ Banika Field และพื้นที่ Russell Islands ในหมู่เกาะโซโลมอน  และจากเกาะกรีน  เพื่อโจมตีเป้าหมายของญี่ปุ่นในช่วง เดือนกันยายน–ตุลาคม 1944  ซึ่งนี่เองเป็นเครื่องต้นแบบและถูกพัฒนามาเป็นโดรน FPV ในที่สุด 

ส่วนในปัจจุบันสงครามที่มีการใช้โดรน FPV คือสงครามยูเครน-รัสเซียนั่นเอง  แต่การใช้โดรนของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกัน โดยเอย่าจะอธิบายว่า ฝ่ายรัสเซียเลือกใช้โดรนโจมตีป้อมค่ายเพื่อเปิดแนวรบให้ทหารราบหรือใช้ป้องกันแนวตั้งรับเพื่อจำกัดขอบเขตการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายยูเครนมีการใช้โดรน FPV มากกว่าในการสอดแนมและโจมตีเป็นหลัก โดยจะเน้นโจมตีไปยังโจมตียานพาหนะและอุปกรณ์ฝ่ายรัสเซีย 

หันกลับมาดูสงครามไทย-กัมพูชาบ้าง  ปัจจุบันไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากองทัพไทยได้นำโดรน FPV แบบพุ่งชนไปใช้โจมตีฝ่ายกัมพูชา ในสถานการณ์ปะทะชายแดนซึ่งต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่มีหลักฐานว่ามีการใช้โดรน FPV ซึ่งใช้โจมตีแบบเดียวกับโมเดลของกองกำลังยูเครนใช้ในการปะทะกับฝ่ายรัสเซียและโดรน FPV นี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าทหารกล้าของไทย  คำถามคือใครเป็นคนถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่ กัมพูชาในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้

อีกเรื่องคืออยู่ดีๆไทยก็ไปยึดอาวุธที่มาจากจีนได้แบบเหมือนทิ้งให้เรายึดแบบง่ายๆ คำถามคือ ถ้าฐานนั้นมีอาวุธรุ่นล่าสุดขนาดนี้ทำไมกองทัพกัมพูชาไม่ใช้ตอบโต้กับไทย แต่กับทิ้งฐานพร้อมอาวุธเหล่านี้ให้ไทยยึดเอาง่ายๆ  กูรูสงครามที่เอย่าไปพบมีความเห็นน่าสนใจว่า

1. กองทัพกัมพูชาได้อาวุธนี้จากฝ่ายไหน ถ้าได้จากจีนจริง  จีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานให้ ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งแบบนี้

2. ข่าวนี้ออกมาเพื่อเบี่ยงประเด็นเรื่องคนขับโดรนที่โดนระบุว่าเป็นพวกหัวทองขับโดรนจู่โจม ซึ่งสาวไปสาวมาจะพบว่าเป็นพวกหัวทองเดียวกันกับที่สอนกองทัพกะเหรี่ยงใช้โดรนจู่โจมกองทัพเมียนมาจนแตกพ่าย

3. การป้ายสีครั้งนี้เพื่อพยายามจะดิสเครดิตจีนในสายตาของฝ่ายไทยหรือเปล่า แต่คงลืมไปว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองออกถึงการจัดฉากครั้งนี้ว่าอาวุธมันใหม่เสียจนเหมือนเอามาตั้งไว้เพื่อให้จับมากกว่าเอามาใช้งานเพราะอาวุธที่จับได้ทั้งหมดไม่มีการใช้งานแต่อย่างใด

สุดท้ายคงต้องถามกองทัพไทยว่ามองออกหรือยังว่าใครคือ "มหามิตร" หรือ "หมามิตร"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top