Friday, 5 June 2026
แม่ของแผ่นดิน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ มีพระดำรัสถวายพระพร ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

(11 ส.ค. 67) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567 ความว่า ...

ศุภมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบ อีกคำรบหนึ่ง อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมาเนิ่นนานกว่า 7 ทศวรรษ ทรงถึงพร้อมด้วยพระราชจริยวัตรอันสอดคล้องต้องด้วยธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ‘ทาน’ ซึ่งหมายถึง การให้ การแบ่งปัน การเสียสละ และการเอื้อเฟื้อ อันเป็นคุณธรรมสำคัญแห่งพุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายมานับแต่โบราณกาล แม้สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ก็ทรงสั่งสมพระทานบารมีมาแล้วนับอเนกอนันต์ชาติ อันว่าการให้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น จำแนกได้เป็นหลายสถาน กล่าวคือ ‘อามิสทาน’ การให้วัตถุสิ่งของ ‘ธรรมทาน’ การสั่งสอนอบรมคุณธรรมเพื่อนำออกจากทุกข์ การให้กำลังใจ และการให้วิชาความรู้ ‘อภัยทาน’ การให้ชีวิต การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากให้ทุเลาทุกข์ภัย การยกโทษให้ผู้คิดร้าย พูดร้าย หรือทำร้าย โดยไม่พยาบาทอาฆาตจองเวร ครั้นพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของสมเด็จบรมบพิตร ย่อมเห็นประจักษ์ได้ว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญทานทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอ สมด้วยพระราชสมัญญา ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผู้พร้อมเสียสละให้ทั้งอามิสทาน ธรรมทาน และอภัยทานแก่สรรพชีวิต ซึ่งทรงเพ่งพินิจว่าล้วนเป็น “ลูก” ของพระองค์ โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ทั้งนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ขอปวงประชานิกร จงสโมสรสมานฉันท์ พร้อมเพรียงกันบูชาพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการให้ปันแก่กันและกันอย่างจริงใจ เพื่อความผาสุกของลูกหลานไทยจักบังเกิดขึ้นได้ สมดังพระราชหฤทัยปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระราชกุศลธรรมจริยา โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงบริบูรณ์ด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นกำลังพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญแห่งราชอาณาจักรไทย ตลอดกาลนานเทอญ

พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงมีกระแสพระราชดำรัส หลัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูล “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว”

(25 ต.ค. 68) สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ได้เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ พระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งพระองค์นั้นคือผู้ที่ผลักดันให้ ‘โขน’ นั้นกลายเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’ โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 

เพื่อเป็นการสดุดีในพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ วันนี้ THE STATES TIMES จึงขอนำเสนอบทความดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยบทความนั้น มีใจความว่า ...

‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว” พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”...

จากพระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง สู่ความสำเร็จของโขนพระราชทาน มรดกโลกโดยยูเนสโก

การแสดงโขนของไทย ที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการรวมกันระหว่างศิลปะการร่ายรำ วรรณกรรม ดนตรี และศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายเข้าไว้ในศาสตร์เดียวกัน ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับการแสดงอุปรากร โอเปราของฝั่งตะวันตก

ถึงแม้ว่าในอดีตการแสดงโขนจะมีไว้เฉพาะสำหรับราชสำนัก และขุนนาง แต่การได้รับการอุปถัมภ์โดยชนชั้นสูงในสมัยนั้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด เนื่องจากการพัฒนาศิลปะนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และเงินทอง เพื่อการพัฒนาศิลปะเฉพาะทาง

โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระราชนิยมที่ทรงโปรดศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ในรัชกาลที่ 7 เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การแสดง และศิลปวัฒนธรรมทุกชนิดตกต่ำ หยุดการพัฒนา และแม้ในรัชกาลที่ 8 จะมีความพยายามที่จะฟื้นฟูให้คืนกลับมา แต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรผู้ฝึกสอน ประกอบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้ามาซ้ำเติมให้วงการศิลปะของไทยดำดิ่งลงเหวไป

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ 9 สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคง ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีพระราชดำริว่าศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพชน กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป 

จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาดั้งเดิมของไทย ให้คืนกลับมาดังเดิม ซึ่งการฟื้นฟูดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่พสกนิกรชาวบ้าน ให้มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน และหนึ่งในศาสตร์นั้นก็คือการแสดงโขน นั่นเอง

พระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้น ณ บริเวณสวนจิตรลดา และเปิดสอนสมาชิกในต่างจังหวัดในบริเวณพระราชนิเวศน์ทุกภาค ในเวลาที่พระองค์สมเด็จทรงเยี่ยมราษฎร ทรงรับเด็กยากจนที่มีการศึกษาน้อย รวมทั้งผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการช่างใดๆ เข้าเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงาน ทรงติดตามผลงานทุกชิ้น พระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกทุกคนและโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไปด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้ก่อทรงตั้งมูลนิธิขึ้น พระราชทานว่า ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์’ พระราชทานทุนเริ่มแรก และทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง

ในเวลาต่อมาทรงสังเกตเห็นว่าสุนทรียะของการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทยนั้น ลดน้อยด้อยลงไปจากเดิม ประกอบกับกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า

“เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” 

ทุกวันนี้ ประชาชนชาวไทยไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดการแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน โดยทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น มูลนิธิจึงสนองพระราชประสงค์ด้วยการฟื้นฟูพัฒนาโขน บูรณาการศิลปะไทยทุกแขนงเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับเทคนิคการแสดงแสง สี เสียงสมัยใหม่ ก่อให้เกิดเป็นการแสดงโขนร่วมสมัย จนนำไปจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 2550 ชุดพรหมมาส 

การแสดงโขนพระราชทานในครั้งนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีการเรียกร้องให้มีการแสดงโขนขึ้นอีก พระพันปีหลวงจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการพัฒนาขึ้นอีก ก่อนจะจัดแสดงอีกครั้งในปี 2551 ซึ่งมีคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ จำนวนมากมีความสนใจชมโขนและยังพากันจูงผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวไปชมโขนกันอย่างเนืองแน่น จึงทรงโปรดฯ ให้มีการจัดแสดงโขนในทุก ๆ ปี และคนไทยก็เรียกว่า “โขนพระราชทาน” นับแต่นั้นมา

จากพระวิสัยทัศน์ ทำให้โขนไทยได้รับการพัฒนาสู่รูปแบบอื่น ๆ อาทิละคร และภาพยนตร์ จนต่อมาเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘โขน’ ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Khon, masked dance drama in Thailand’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดวงประทีปแห่งความหวัง ให้แก่เด็ก และผู้ลี้ภัย โดยไม่เลือก!! เชื้อชาติ ศาสนา

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณ แด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธ์พิทักษ์เด็ก (Save The Children Federation) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลเกียรติคุณ (First Distinguished Service Award) แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ ทรงเป็นบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก อันเนื่องมาจากการที่ทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่เขาล้าน จ.ตราด และทรงมีพระเมตตาอย่างยิ่งแก่เด็ก ๆ 

สำหรับ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น สืบเนื่องจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของกัมพูชากับเขมรแดงเมื่อ พ.ศ. 2522 ส่งผลให้เกิดการอพยพของชาวกัมพูชาจำนวนมากสู่ชายแดนไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยร่วมมือกับสภากาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพโดยการจัดตั้ง ‘ศูนย์ราชการุณย์’ บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 

เมื่อพบเห็นสภาพที่ย่ำแย่อย่างยิ่งของผู้อพยพ พระองค์จึงพระราชทานความช่วยเหลือทันที ทั้งพยาบาลสนาม และอาสาสมัครไปช่วยเหลือจัดหาอาหารและยาบรรเทาความเจ็บไข้ พร้อมทั้งพระราชทานครูสอนวิชาชีพแก่ผู้อพยพเพิ่มเติมอีกด้วย โดยทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

'ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์' ซาบซึ้งในพระเมตตา เทิดไท้องค์ราชินีในดวงใจ เผยทรงเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่วัยเด็ก

(25 ต.ค. 68) ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซมอน หรือ ‘ปุ๋ย’ ได้เคยโพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เกี่ยวกับ  ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โดยมีใจความว่า …

“I sincerely want to pay our most humble respect to Her Majesty, the Queen Mother of Thailand. My family and I always have the beloved Queen Sirikit in our hearts,
especially at this time with the concerning news of her recent stroke. Our Queen has been a profound role model for me from a young age. For a Thai girl growing up in the US, seeing Her Majesty's photos was always a source of Thai Her loveliness and arace are inimitable.

“ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีของไทย ข้าพเจ้าและครอบครัว เทิดไท้องค์ราชินีในดวงใจเสมอมา โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่มีข่าวล่าสุด เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของพระองค์ องค์ราชินีของเราทรงเป็นแบบอย่างที่ลึกซึ้งสำหรับข้าพเจ้าตั้งแต่ยังเด็ก สำหรับสาวไทยที่เติบโตในอเมริกา การได้ชมพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ และได้เห็นถึงความน่ารัก อันเป็นเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติของพระองค์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ อีกทั้ง ยังถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเสมอมา นับเป็นความซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้”

‘ยูเอ็น’ ออกแถลงการณ์ ถวายความอาลัย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยกย่อง ‘พระราชกรณียกิจ’ เป็นแรงบันดาลใจของชาวโลก

(25 ต.ค. 68) ภายหลังสำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกแถลงการณ์ถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แถลงการณ์ถวายความอาลัยของยูเอ็นซึ่งลงนามโดยนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ความว่า ข้าพระพุทธเจ้า และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความห่วงใยแด่พระบรมวงศานุวงศ์และขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย

ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในด้านสวัสดิการสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย อีกทั้งทรงมีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม พระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี ชุมชนชนบท ผู้เปราะบาง และยังคงเป็นแรงบันดาลใจสืบไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สหประชาชาติขอร่วมอยู่เคียงข้างประเทศไทยในช่วงเวลาอันเศร้าโศกนี้

เส้นทางขบวนเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก รพ. จุฬา ไปยังพระบรมมหาราชวัง

(25 ต.ค. 68) ตำรวจแจ้งเส้นทาง ขบวนเคลื่อน พระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปยังพระบรมมหาราชวัง ในวันพรุ่งนี้ (26 ต.ค.2568) เวลา 16.00 น. 

โดยใช้เส้นทาง ออกจาก รพ. จุฬา เลี้ยวซ้าย ถ.อังรีดูนังต์ แล้วเลี้ยวขวาออกเส้น ถ.พระราม 4 แยกสามย่านเลี้ยวขวาเข้า ถ.พญาไท แยกพญาไทเลี้ยวซ้ายเข้า ถ.ศรีอยุธยา ผ่าน 901 Land ผ่าน วัดเบญฯ เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.ราชดำเนิน ระยะทางประมาณ 10 กม. 

พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(25 ต.ค. 68) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และเป็นสมเด็จพระราชชนนีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10)

พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

พระราชประวัติ

สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระนามเดิมว่า สิริกิติ์ กิติยากร ประสูติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ พระตำหนักสระปทุม กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นพระธิดาใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ณัฐนิภาธาร กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร

เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาในต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนจะเสด็จกลับประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษา ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองพระองค์ได้พบกันและหมั้นหมายในปี พ.ศ. 2492

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรส และได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ภายหลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงสถาปนาพระราชมารดาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เพื่อเทิดพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่

พระราชกรณียกิจสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมีหลากหลายด้าน ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและความห่วงใยต่อประชาชน

1. การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาชุมชน
พระองค์ทรงก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อสร้างงานและรายได้แก่ประชาชนในชนบท โดยส่งเสริมให้ราษฎรนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นอาชีพ เช่น การทอผ้าไหมและผ้าฝ้าย การปักผ้าและงานจักสาน การทำเครื่องเงินและเครื่องประดับพื้นเมืองโครงการศิลปาชีพไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ยังช่วยอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบไป

2. การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟู ผ้าไหมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ทรงส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นทั้งเครื่องแต่งกายและสัญลักษณ์แห่งความงามแบบไทย
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนับสนุนการจัดแสดง “โขนพระราชทาน” ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสืบสานนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและภาคภูมิใจ

3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และทะเลไทย ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น โครงการสวนป่าห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูระบบนิเวศ โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก พระราชดำริเหล่านี้กลายเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

4. การสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชน
พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลอยู่เสมอ ทรงรับฟังปัญหาและพระราชทานแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ มูลนิธิสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พระเกียรติคุณและพระราชจริยวัตร
พระราชจริยวัตรของสมเด็จพระพันปีหลวงทรงงดงาม เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงเป็นแบบอย่างแห่งกุลสตรีไทยที่มีทั้งความงาม ความเข้มแข็ง และความเสียสละ

พระองค์ทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินไทย พระราชกรณียกิจของพระองค์ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนไทยทุกคนยึดมั่นในความพอเพียง ความเสียสละ และความรักชาติอย่างแท้จริง สมดังพระราชปณิธานที่ว่า

“ข้าพเจ้าจะทำทุกสิ่งเพื่อให้ประชาชนของข้าพเจ้ามีความสุข”

...She is my smile... นั่นไง...รอยยิ้มของฉัน

(25 ต.ค. 68) เฟซบุ๊กเพจ “โบราณนานมา” โพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และข้อความว่า [ นั่นไง...รอยยิ้มของฉัน ]

เป็นบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานสัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๐๓ นักข่าวต่างประเทศกราบบังคมทูลถามว่า ความว่า

“...เหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ค่อยยิ้ม...”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ทรงผายพระหัตถ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วตรัสสั้น ๆ ว่า

“...She is my smile...”
“นั่นไง...รอยยิ้มของฉัน”

Queen’s Cup ถ้วยแห่งพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาที่ทรงมีต่อ ‘วงการฟุตบอลไทย’ จากพระราชหฤทัย สู่!! สนามลูกหนัง สร้างความปลาบปลื้มใจ ให้กับนักกีฬาทั่วแผ่นดิน

(25 ต.ค. 68) Madam Pang - มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

เรื่องราวแห่งศักดิ์ศรีของ Queen’s Cup ถ้วยลูกหนังประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณและแรงบันดาลใจสู่ชาวกีฬาไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

ในประวัติศาสตร์แห่งวงการกีฬาฟุตบอลของประเทศไทย ไม่มีสิ่งใดจะทรงคุณค่ายิ่งไปกว่า พระมหากรุณาธิคุณและพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดการแข่งขันฟุตบอล ถ้วยพระราชทาน “ควีนส์คัพ” (Queen’s Cup) อันเป็นการพระราชทานเกียรติอันสูงสุดแก่ชนชาวฟุตบอลไทยทั้งในประเทศและต่างจังหวัด ในปี พ.ศ.2513 ให้มีเวทีแห่งเกียรติยศ และแรงบันดาลใจในการพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นเลิศในกีฬา

พระองค์ทรงเล็งเห็นคุณค่าของกีฬาในฐานะเครื่องหล่อหลอมเยาวชนให้มีความสามัคคี น้ำใจนักกีฬา และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ด้วยพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน หากแต่เป็นสื่อแห่งมิตรภาพ สมานฉันท์ และพลังของความสุขที่หลอมรวมคนไทยทั้งประเทศไว้ด้วยกัน

การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทาน “ควีนส์คัพ” จึงมิได้เป็นเพียงรายการแข่งขันที่มากด้วยเกียรติประวัติ หากแต่ยังเป็นเวทีแห่งการต่อยอดฝีเท้านักฟุตบอลไทยสู่ระดับนานาชาติ เสริมสร้างศักยภาพ และประสบการณ์ให้แก่นักกีฬารุ่นใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ที่ทรงพระราชทานไว้ แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจของชาวฟุตบอลไทยทุกยุคทุกสมัย

นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงพระราชทานกำลังพระราชหฤทัยแก่เหล่านักกีฬา ผู้จัดการทีม และผู้เกี่ยวข้องในทุกภารกิจ ทรงติดตามความก้าวหน้าของวงการกีฬาไทยด้วยความห่วงใย และทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมเมื่อเยาวชนไทยประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงประดุจแสงประทีปนำทางแก่ชาวฟุตบอลไทยทุกคน เป็นพลังแห่งศรัทธา และความจงรักภักดีที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย และยังคงส่องสว่างอยู่ในหัวใจของนักกีฬาทั่วแผ่นดิน

ทูลกระหม่อมฯ ทรงโพสต์ กราบบังคมทูลลา ‘สมเด็จแม่’ ด้วยความรักและคิดถึง ‘สถิตในดวงใจนิรันดร์’

(25 ต.ค. 68) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์อินสตาแกรม ถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ความว่า …

“กราบบังคมทูลลาสมเด็จแม่เพคะ ด้วยความรักและคิดถึง #สถิตในดวงใจนิรันดร์”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top