Sunday, 6 September 2026
แพทย์แผนไทย

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ อบจ. เร่งพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระดับปฐมภูมิ เน้นใช้สมุนไพร กัญชา กัญชง ทางการแพทย์แบบบูรณาการ ปี 66 เดินหน้า รพ.สต.กว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จับมือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด พัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระดับปฐมภูมิ เพื่อให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล หรือ รพ.สต. ทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง ใช้สมุนไพร กัญชา และกัญชง เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย และ ประชาชน ในชุมชนให้มีสุขภาพดี ตามนโยบายการแพทย์แบบบูรณาการ ปี 2566

วันนี้ 14 ธันวาคม 2565 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพองค์การบริหารส่วนจังหวัด ด้านการแพทย์แผนไทยการแพทย์ทางเลือกและการใช้สมุนไพรทางการแพทย์แบบบูรณาการ โดยมี นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี และ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้บริหาร บุคลากรกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริหาร บุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีความรู้ ความเข้าใจ ในด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และสามารถใช้กัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหาร บุคลากร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 49 จังหวัด ที่ได้รับการถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และบุคลากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 76 จังหวัด จำนวน 500 คน โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบาย มุ่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ได้ออกประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯและ รพ.สต. สามารถตอบสนอง ความต้องการทางด้านสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ซึ่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551จนถึงปัจจุบัน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ และ รพ.สต. รวมแล้ว 3,263 แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 9,787 แห่งทั่วประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการให้บริการภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างหลักประกันความต่อเนื่องของบริการ รวมถึงพัฒนาคุณภาพของการบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 นี้ 3 ประเด็นหลัก คือ ประชาชนเชื่อมั่น เน้นให้ประชาชนดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 บริการเป็นเลิศ ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก เมื่อเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5 และ ภูมิปัญญาสร้างคุณค่า คือ มูลค่าการบริโภคสมุนไพรในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านบาท

มธ.ลุยบำบัดยาเสพติด!! ใช้สมุนไพรรักษาแอมเฟตามีนได้ผล โปรแกรม 9 วัน ล้างพิษยา 100% อย่างปลอดภัย ลดภาระระบบบำบัดที่ต้นทุนสูงและพึ่งพายานำเข้า เตรียมขยายผลทั่วประเทศ พร้อมตั้งสถาบันเฉพาะทาง

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า!
ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า)

ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง

“ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น”

ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน

แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่


ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ

สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ 2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ

“ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว

ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก

กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว

“สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ

นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้

“โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม

ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย

รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top