Thursday, 4 June 2026
แจ็กแปปโฮ

หุ้นส่วนร้านโอมากาเสะ ขอโทษปมคอมเมนต์แรง ยัน!! ไม่คิดเหยียดใคร ทำไปเพราะอารมณ์

หลังเกิดกรณียูทูบเบอร์ดัง ‘แจ็ก แปปโฮ’ ขึ้นไปยืนเหยียบไปบนบาร์ร้านโอมากาเสะ จนกลายเป็นประเด็นร้อนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมดังกล่าว อีกทั้งในด้าน ดีเจกฤษ-กฤษ ชลาธรทรัพย์ อดีตดีเจชื่อดัง ซึ่งเป็นหุ้นส่วนร้านยังตอบคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ‘คนที่ติไม่มีเงินมากินครับ ได้แต่กดคีย์บอร์ดอยู่บ้าน ตอนนี้ลูกค้าจองเต็มเลย’ ด้วยนั้น

เช้าวันนี้ (4 ก.พ. 65) ที่ร้าน MANEKU OMAKASE เภสัชกร ดร. ปัณณวิชญ์ โชติเตชธรรมมณี และ ดีเจกฤษ-กฤษ ชลาธรทรัพย์ ก็ได้จัดแถลงข่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดย ดร.ปัณณวิช กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันบอร์ดบริหารก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนโต๊ะทั้งหมดแล้ว สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่โทษใคร ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

“ทางเราขอเป็นตัวแทนออกมาขอโทษ แล้วก็รับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น” เขากล่าว

ขณะเดียวกันยังบอกด้วยว่าต่อไปจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยจะอธิบายให้ลูกค้าทราบว่าเป็นกฎของร้าน

ด้าน ดีเจกฤษ ให้รายละเอียดเพิ่มว่า วันดังกล่าวเป็นการเหมาร้านจัดไพรเวตดินเนอร์ เพื่อเปิดตัวซิงเกิลใหม่ของหมอสุนิล ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ได้คุยกับหมอสุนิลแล้ว ขณะที่ ‘แจ็ก แปปโฮ’ หรือ ‘จาตุรงค์ พาโพธิ์’ ก็ฝากขอโทษมา

“ทุกคนก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้”

สำหรับกรณีคอมเมนต์ ‘คนที่ติไม่มีเงินมากินครับ ได้แต่กดคีย์บอร์ดอยู่บ้าน’ ทั้งยังว่า ‘ตอนนี้ลูกค้าจองกันเต็มเลยครับ’ ของเขาที่หลายคนมองว่าเป็นการเหยียดคนอื่น ดีเจกฤษ ได้กล่าวขอโทษพร้อมกับยกมือไหว้

“ก่อนอื่นต้องโทษจริงๆ สำหรับถ้อยคำของผมที่ไม่เหมาะสม อาจจะเป็นด้วยอารมณ์หลายๆ อย่าง ที่เราไม่คาดคิด เราโต้ตอบกับเพื่อนรุ่นที่พี่สนิทในเฟซบุ๊กของเรา แล้วใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งผมก็ขอน้อมรับความผิด ผมขอโทษจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกหรือเหยียดหยามลูกค้า หรือไม่ให้เกียรติลูกค้า แต่ว่าเอาเป็นว่าผมจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครั้งต่อไปก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ”

ในส่วนของลูกค้า ดีเจกฤษ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุยังไม่ได้เปิดรับจองลูกค้าใหม่ๆ เพราะร้านจะปิดชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนโต๊ะ

เมื่อถามถึงความรู้สึกว่ากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับร้านว่าคนจะไม่กล้ามาจองหรือไม่นั้น ทาง ดร.ปัณณวิชญ์ กล่าวว่า “ทางเราพยายามทำให้ดีที่สุด ให้ลูกค้าพอใจ สบายใจ ซึ่งในเรื่องความสะอาดเราเคลียร์หมดแล้วว่าจะทำตามที่ตกลงทั้งหมด ส่วนเรื่องของความเชื่อมั่น แต่ละคนที่อยากจะมาทานหรือไม่อยากจะมาทาน อันนี้เป็นสิทธิ์ของลูกค้า ซึ่งเรายอมรับกับการที่เขาจะมาคอมเมนต์ติชมหรืออะไรต่างๆ”

ส่วนดราม่าเรื่องคอมเมนต์ของดีเจกฤษที่เกิดขึ้น ดีเจกฤษ เสริมอีกว่า “บางทีอารมณ์น้อยใจน่ะครับ คือแบบทางร้านยังไม่ได้มาชี้แจง บางทีหลายๆ คนเข้ามา คืออารมณ์น้อยใจกับเพื่อนเรา เพื่อนรุ่นพี่สนิท ในเฟซบุ๊ก ก็อย่างที่ผมบอก ขอโทษจริงๆ”

‘อ.เจษฎา’ ตั้งคำถามกรณีดราม่า ‘แจ็กแปปโฮ’ ปีนหลังคารถ–ถอดเสื้อเต้นหน้าร้านลอว์สัน จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ 10 ล้านวิว คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยคุ้มกันมั้ย?

จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘สวัสดีครับผมแจ็กแปปโฮ’ โพสต์คลิปวิดีโอถอดเสื้อขึ้นไปเต้นบนหลังคารถ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน สาขา จ.ยามานาชิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง จนเกิดดราม่ากระแสโซเชียวทัวร์ลงอย่างหนักนั้น..

ล่าสุด รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้ มีคนดูโพสต์เต้น 10 กว่าล้านวิวแล้ว คิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาทอยู่ แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยทั้งประเทศ คุ้มกันมั้ยครับ

เมื่อ “ทัวริสต์” กลายเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ฉายภาพสะท้อนเคส “แจ็กแปปโฮ” ทำไทยเสียชื่อกระทบภาพลักษณ์

ดราม่า “แจ็กแปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถหน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ” ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้สะเทือนแค่ชื่อเสียงของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่สะเทือน “ภาพจำคนไทยทั้งชาติ” ว่าพอไปต่างประเทศ เราเคารพกติกาคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าหันกระจกกลับมาดูฝั่งเราเอง คำถามก็คือ เวลาคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย เขาเคารพกติกาเราแค่ไหน? และหลายเคสก็ “ดราม่าไม่แพ้กัน” แถมมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันคือ – เอาคอนเทนต์ เอาความมันส์ เอายอดไลก์ มาก่อน “ความเคารพพื้นที่และวัฒนธรรม”

บทความนี้ชวนดูเคสจริงของคนต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้ว #หาทำ จนเป็นข่าว และลองเทียบกับเคสแจ็กแปปโฮ ว่าโลกท่องเที่ยวยุคโซเชียลมันกำลังพาเราไปทางไหนกันแน่

หัวข้อ: เคสต่างชาติในไทย: ดราม่าแบบเดียวกับแจ็กแปปโฮ แค่สลับประเทศ

1) บิกินี่อาบแดดหน้าเขตพระราชวัง – สนามหลวง / เชียงใหม่ / วัดไทย
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใส่บิกินี่อาบแดดบนสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง กลางพื้นที่สาธารณะซึ่งผูกพันกับสถาบันหลักของประเทศและพิธีกรรมสำคัญของรัฐ
- หญิงชาวตะวันตกล้มตัวนอนอาบแดดในบริเวณวัดที่เชียงใหม่ กลายเป็นข่าวในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ เพราะเป็น “วัด” ที่คนไทยมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สระว่ายน้ำหรือชายหาดส่วนตัว

ในมุมของนักท่องเที่ยว อาจคิดว่า “ก็แค่นอนอาบแดด ไม่ได้ทำร้ายใคร”
แต่มุมของคนไทย นี่คือ “การใช้ร่างกายและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นเขตเคารพ”

2) ปีนพระ ปีนโบราณสถาน – เพื่อรูปสวยไม่กี่ช็อต
- นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติปีนขึ้นไปบนฐานพระพุทธรูปในวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา เพื่อเก็บมะม่วง มีเพื่อนยืนถือถุงรออยู่ด้านล่าง คลิปถูกแชร์ใน TikTok จนเป็นข่าวใหญ่ เพราะเข้าข่ายทำลายโบราณสถาน และละเมิดต่อสิ่งที่ชาวพุทธเคารพ
- นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนองค์เจดีย์/ปรางค์วัดโบราณ เพื่อถ่ายรูปเท่ ๆ ลงโซเชียล ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ประกาศชัดเจนว่า “ห้ามปีนป่าย”

3) “คอนเทนต์อนาจาร” ในพื้นที่สาธารณะและโบราณสถาน
- กรณี 2 หนุ่มอเมริกันถ่ายภาพ “โชว์ก้น” ที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แล้วโพสต์ลงโซเชียล จนถูกตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
- เคสในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ตำรวจดำเนินคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารกับหญิงไทยในที่สาธารณะ จนคลิปไวรัล และกระทบภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคลิปเหล่านี้ คือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ + อีโก้”
บางคนไม่สนแล้วว่าประเทศเจ้าบ้านมีกฎหมาย วัฒนธรรม หรือเส้นแดงตรงไหน ขอแค่ “แรงพอจะไวรัล” ก็พอ

หัวข้อ: จุดร่วมระหว่าง “แจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น” กับ “ทัวริสต์ห่าม ๆ ในไทย”

1. คอนเทนต์มาก่อนกติกา
ทั้งแจ็กแปปโฮ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ล้วนเอาเฟรมภาพให้สุด เอาคอนเทนต์ให้เดือด ก่อนค่อยคิดถึง “กติกาของเจ้าบ้าน”

2. ไม่อินกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของเจ้าบ้าน
สำหรับบางคน ภูเขาไฟฟูจิอาจเป็นแค่ “วิวสวย” แต่มันมีมิติทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ชาติของญี่ปุ่น
วัดไทย สนามหลวง พระปรางค์วัดอรุณ หรือโบราณสถานอยุธยา ก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือประวัติศาสตร์และศรัทธาของคนไทย

3. ตรรกะ “เค้าจะรู้เหรอว่าผมเป็นคนไทย / ชาติไหน”
เคสแจ็กแปปโฮตอบคนเตือนว่า “เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนไทย” กลายเป็นดราม่า เพราะสังคมมองว่านี่คือการปัดความรับผิดชอบต่อ “ภาพรวมคนไทย”
ในทางกลับกัน เวลาเห็นข่าวฝรั่งทำอะไรในไทย คนไทยก็มักพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหน้า”

4. แพลตฟอร์มโซเชียลคือเชื้อเพลิง
ถ้าไม่มียอดวิว ไม่มีคอมเมนต์ ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงทำอะไรสุดโต่ง ดราม่าทั้งหลายจึงเป็นผลข้างเคียงของยุคที่คนจำนวนมาก “หาเลี้ยงชีพจากความสนใจของคนดู”

หัวข้อ: ผลกระทบ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่กระทบคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ

1. ภาพลักษณ์ประเทศ = ปัจจัยในใจนักท่องเที่ยวรุ่นต่อไป
เมื่อมีข่าวคนไทยทำเรื่องฉาวในญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำอะไรแรง ๆ ในไทย สื่อทั้งในและต่างประเทศเอาไปเล่นซ้ำ ย้ำภาพลบให้ฝังในหัวคนทั่วโลก

2. คนไทย / คนท้องถิ่นที่ทำงานสุจริตโดนเหมารวม
คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นกังวลว่าเคสดราม่าจะทำให้เจ้าถิ่นมองแรงขึ้น
คนไทยที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวในอยุธยา กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ เสี่ยงโดนมองว่า “ประเทศนี้ปล่อยปละละเลย” เมื่อมีข่าวฝรั่งทำอนาจาร ปีนวัด หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมในวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บกวาด – ดราม่า = ค่าทำความสะอาดสังคม
ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าว หมายถึงเวลาและทรัพยากรของตำรวจ กรมศิลป์ ททท. และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องตามแก้ปัญหา ออกประกาศชี้แจง ปรับกฎ ทำป้ายภาษาอังกฤษเพิ่ม

หัวข้อ: ไทยควรรับมืออย่างไร? จาก “ดราม่านักท่องเที่ยว” สู่ “มาตรฐานเที่ยวอย่างเคารพ”

1. ตั้งมาตรฐาน “เที่ยวไทยอย่างเคารพ” ให้ชัด และสื่อสารแบบตรงจุด
- ทำคู่มือสั้น ๆ หลายภาษา “DO / DON’T ในวัด โบราณสถาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”
- ใช้รูปภาพง่าย ๆ ให้เข้าใจได้แม้ไม่อ่านภาษาไทย
- ดันให้สายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ เอาคู่มือชุดนี้ไปใส่ในแพ็กเกจ/อินโฟก่อนเข้าเมือง

2. แยก “ไม่รู้จริง ๆ” ออกจาก “รู้แต่ยังทำ” แล้วจัดการต่างกัน
- “ไม่รู้กติกา” -> ใช้การตักเตือน + ให้เซ็นรับทราบ + บันทึกชื่อ
- “จงใจละเมิด / ทำซ้ำ / ทำคอนเทนต์อนาจาร” -> ดำเนินคดีเต็มที่ตามกฎหมายไทย และสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

3. ทำงานกับแพลตฟอร์มและอินฟลูเอนเซอร์
- ประสานกับแพลตฟอร์มให้ช่วยลดการกระจายคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายหรือทำลายโบราณสถาน
- ชวนอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติที่รักเมืองไทย มาทำแคมเปญ #RespectThailand หรือ #TravelWithRespect
- ฝั่งไทยเองควรมี “โค้ดออฟคอนดักต์ของครีเอเตอร์” เวลาไปทำคอนเทนต์ต่างประเทศ

4. กล้าพูดกับนักท่องเที่ยวแบบตรง ๆ แต่ไม่เหยียด
สร้างวัฒนธรรมว่า การเดินเข้าไปบอกด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า “Here it’s not allowed. This place is sacred.” ไม่ใช่การเหยียด แต่คือการปกป้องบ้านของเรา

บทสรุป
เคสแจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น และเคสนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย สุดท้ายสะท้อนว่า เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นฉากหลังให้คอนเทนต์ เราจะยอมให้ “ยอดวิว” สำคัญกว่าความเคารพกันและกันหรือไม่

หากคนไทยอยากให้ชาวโลกมองเราเป็น “นักท่องเที่ยวที่เคารพกติกา” เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานเดียวกันกับคนที่มาเยือนบ้านเรา

ดราม่าท่องเที่ยวอาจจบใน 24 ชั่วโมงบนโซเชียล แต่รอยจำในสายตาชาวโลกและในใจคนท้องถิ่น – มันอยู่นานกว่านั้นเสมอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top