Thursday, 4 June 2026
เหตุการณ์ต้องจำ2025

เหตุการณ์ต้องจำปี 2568 ปีแห่งข่าวร้ายที่ถล่มไทยตลอดทั้งปี

ปี 2568 คือปีแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและบทเรียนอันล้ำค่าครับ เราเริ่มต้นปีด้วยความหวังจาก "สมรสเท่าเทียม" ที่มอบสิทธิและความรักอย่างเสมอภาค แต่ก็ต้องเผชิญความโศกเศร้าจากเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาที่ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งกำลังก่อสร้างถล่มจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่

บันทึกหน้าประวัติศาสตร์: สมรสเท่าเทียมไทย จากความฝันสู่อธิปไตยแห่งความรัก

วันที่ 22 มกราคม 2568 จะถูกจารึกไว้ในฐานะวันแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อกฎหมาย “สมรสเท่าเทียม” หรือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นลำดับที่ 3 ในเอเชีย (ถัดจากไต้หวันและเนปาล) ที่รับรองสิทธิการสร้างครอบครัวของบุคคลทุกเพศอย่างเสมอภาค

หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการรื้อถอนกำแพงทางเพศที่เคยจำกัดอยู่ในตัวบทกฎหมายเดิม โดยมีการเปลี่ยนถ้อยคำสำคัญในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพและอัตลักษณ์ทางเพศ:

มาตรา 1448: เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ระหว่าง “ชายและหญิง” เป็นการสมรสระหว่าง “บุคคลสองคน”
สถานะทางกฎหมาย: เปลี่ยนจากคำว่า “สามี-ภริยา” เป็นคำว่า “คู่สมรส” (Spouse)
เกณฑ์อายุ: กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไปสามารถหมั้นและสมรสกันได้ (หรือต่ำกว่านั้นหากศาลอนุญาต)

รำลึกโศกนาฏกรรม 28 มีนาคม: เมื่อแผ่นดินไหวเมียนมาเปลี่ยนบทเรียนความปลอดภัยไทยไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.20 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะเป็นวันทำงานปกติของใครหลายคน แต่สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและกรุงเทพมหานคร วันนั้นได้กลายเป็นบันทึกหน้าเศร้าของประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ประเทศเมียนมา มีขนาดความรุนแรง 8.2  แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ลึกลงไปในใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้มีค่าความรุนแรงตามมาตราเมร์กัลลีอยู่ที่ระดับ X (หายนะ) นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประเทศเมียนมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2455

แรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนสำคัญในภูมิภาค แผ่กระจายไปยังประเทศไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ก็ยังรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

 เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

เวลาประมาณ 13.25 น. อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) ซึ่งมีความสูง 33 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมา เหตุการณ์นี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน ทำให้สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า ส่งผลให้อาคารสูงเกิดอาการสั่นโยกอย่างรุนแรง แผ่นดินไหวครั้งนี้มีลักษณะคลื่นคาบเวลายาว ซึ่งเมื่อตรงกับคาบเวลาธรรมชาติของอาคารสูง ทำให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) หรืออาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ

สานสัมพันธ์สองอาณาจักรแห่งขุนเขา: บันทึกประวัติศาสตร์การเยือนภูฏานของในหลวงและพระราชินี

ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาหิมาลัยและความสงบนิ่งของวัดวาอาราม การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและงดงามระหว่างสองราชวงศ์ที่ผูกพันกันด้วยหลักพุทธศาสนาและวิถีแห่งความพอเพียง อีกทั้งยังเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยอีกด้วย
.
เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 โดยพระองค์ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่ง (Boeing 737-800) ด้วยพระองค์เอง (ทรงเป็นนักบินที่ 1 และสมเด็จพระราชินีทรงเป็นนักบินผู้ช่วย) ภาพความอบอุ่นเริ่มต้นขึ้นจากการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรไม่ใช่เพียงเรื่องของการทูตระดับรัฐต่อรัฐ แต่คือความผูกพันดุจพี่น้องและมิตรสหายที่มีมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สมรภูมิไทย-กัมพูชา 2568: สดุดี 42 วีรชนผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตยจากรอยร้าวสู่เปลวเพลิง

ปี พ.ศ. 2568 กลายเป็นปีที่ประวัติศาสตร์ความมั่นคงไทยต้องจารึกด้วยความเศร้าสลดและความภาคภูมิใจ เมื่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบอันมีจุดเริ่มต้นจากการละเมิดสัจจะและกฎหมายสากลอย่างร้ายแรง

ชนวนเหตุแห่งความสูญเสีย: กรกฎาคมที่เลือดอาบแผ่นดิน
วิกฤตการณ์เริ่มต้นขึ้นอย่างอำมหิตในเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาลักลอบรุกล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ที่ทหารไทยใช้ลาดตระเวนปกติ เหตุการณ์ลอบกัดในครั้งนั้นส่งผลให้ทหารไทยหลายนายต้องประสบชะตากรรมอันน่าสลด สูญเสียขาและกลายเป็นผู้พิการจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาแผ่นดินเกิด ไม่เพียงเท่านั้น กัมพูชายังเป็นฝ่ายเปิดฉากระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่ฐานปฏิบัติการและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อนอย่างไร้เหตุผล บังคับให้กองทัพไทยต้องยกระดับการตอบโต้เพื่อคุ้มครองอธิปไตย

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ เซ่นคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ ชี้ขาดจริยธรรมร้ายแรง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 วงการการเมืองไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ สั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน กับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและบิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นการเจรจาลับที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าว เกิดจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คนยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้องสิ้นสุดหรือไม่ เพราะขาดคุณสมบัติไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ ปี2560 โดยเหตุสืบเนื่องมาจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ผงาดนายกฯ คนที่ 32! สภาโหวตท่วมท้นรับภารกิจกู้วิกฤตชาติ

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกจารึกใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนาที่เป็นประเด็นด้านจริยธรรมและความมั่นคง

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์: น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” แม่แห่งแผ่นดิน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นับเป็นความวิปโยคอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแสงแห่งพระบารมีที่แผ่ไพศาลคุ้มเกล้าชาวไทยมาอย่างยาวนานได้เสด็จคืนสู่สวรรคาลัย การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์ แต่คือการสูญเสีย “แม่” ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ

 พระแม่ผู้เคียงข้างพระภูมินทร์

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพที่คุ้นตาชาวไทยคือพระราชกรณียกิจที่ทรงตรากตรำพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ทรงเป็น “คู่พระบารมี” ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร

 ศิลปาชีพ: สายใยแห่งการชุบชีวิตภูมิปัญญา

พระมหากรุณาธิคุณที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือการก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือชาวบ้าน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ที่เกือบจะสูญหายไปตามกาลเวลา ทรงนำความงดงามของผ้าพื้นเมืองไทยสู่เวทีโลก จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทรงทำให้ “ผ้าไหม” ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือชีวิตและความภูมิใจของคนไทย

มิตรภาพอันยั่งยืน: บันทึกประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี

ในปีพุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งการฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน เหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งคือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
.
การต้อนรับอันอบอุ่น ณ มหาศาลาประชาชน
การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนถึงคำกล่าวที่ว่า "ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" การพบปะระหว่างประมุขของทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่เป็นการตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วิกฤตจมบาดาล: มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568 บททดสอบความแกร่งของหาดใหญ่และหัวใจคนใต้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถูกจารึกไว้ในฐานะวันเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของภาคใต้ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้แผ่ปกคลุมอ่าวไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องแบบไม่ลืมหูลืมตาติดต่อกันหลายวัน จนกลายเป็น "มหาอุทกภัย" ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาลในหลายจังหวัด

จุดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะรับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเขาคอหงส์ ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมย่านธุรกิจสำคัญอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกๆ ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารบ้านเรือน ย่านการค้าชื่อดังอย่างตลาดกิมหยงและถนนเสน่หานุสรณ์ต้องจมอยู่ใต้บาดาล การสัญจรทุกชนิดถูกตัดขาด และประชาชนนับหมื่นคนต้องติดอยู่ในอาคารโดยขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 ความสูญเสียและผลกระทบที่ประเมินค่าไม่ได้รายงานสรุปความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนจำนวนมาก ขณะที่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจพุ่งทะยานหลายหมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจการค้าหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสิ้นปี นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนเลียบชายแดนและสะพานหลายจุดถูกกระแสน้ำพัดพังทลาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top