Thursday, 23 July 2026
เลิกทาส

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริให้ ‘เลิกทาส’

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 หรือวันนี้ เมื่อ 149 ปีก่อน คือจุดเริ่มต้นที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะ "เลิกทาส" 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริของพระองค์ว่าจะ ‘เลิกทาส’ กลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ อันเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระองค์เอง ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417

จนถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 หรือ 31 ปีต่อมา พระองค์จึงจะทรงสามารถออก ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ อันเป็นการสิ้นสุดระบบทาสโดยถาวรไปจากสยามประเทศ

40 วัน หลังจากทรงประกาศพระราชดำรินี้ คือวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงออก ‘พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย’ คือการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของค่าตัวทาส ซึ่งมักจะมีการโก่งและขึ้นราคา เนื่องจากนายทาสมักจะนิยมสะสมทาสเพื่อแสดงศักดิ์ และบารมีของตนเอง โดยพระราชบัญญัตินี้บังคับให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ แต่จะมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมาเท่านั้น และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

1 เมษายน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ และ ‘พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124’ ถือเป็นการเลิกระบบทาสและระบบไพร่ในสยามประเทศ โดยในส่วนของทาสนั้น ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก ทำให้วันที่ 1 เมษายนเป็นที่รู้จักกันใน ‘วันเลิกทาส’

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 ‘ในหลวง ร.5’ ทรงมีพระราชดำริจะ ‘เลิกทาส’ ระหว่างประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริของพระองค์ว่าจะ ‘เลิกทาส’ กลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ อันเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระองค์เอง ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417

จนถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 หรือ 31 ปีต่อมา พระองค์จึงจะทรงสามารถออก ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ อันเป็นการสิ้นสุดระบบทาสโดยถาวรไปจากสยามประเทศ

40 วัน หลังจากทรงประกาศพระราชดำรินี้ คือวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงออก ‘พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย’ คือการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของค่าตัวทาส ซึ่งมักจะมีการโก่งและขึ้นราคา เนื่องจากนายทาสมักจะนิยมสะสมทาสเพื่อแสดงศักดิ์ และบารมีของตนเอง โดยพระราชบัญญัตินี้บังคับให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ แต่จะมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมาเท่านั้น และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

1 เมษายน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ และ ‘พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124’ ถือเป็นการเลิกระบบทาสและระบบไพร่ในสยามประเทศ โดยในส่วนของทาสนั้น ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก ทำให้วันที่ 1 เมษายนเป็นที่รู้จักกันใน ‘วันเลิกทาส’

12 กรกฎาคม 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” จุดเริ่มต้นการปฏิรูปสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ราษฎร หมุดหมายสำคัญการปฏิรูปสังคมไทย

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูปสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” โดยทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ในสมัยก่อน ระบบทาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ผู้คนจำนวนมากตกเป็นทาสจากหนี้สิน การขายตัว หรือการเกิดเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย เมื่อพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็มักต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่ยากจะหลุดพ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ระบบทาสเป็นปัญหาสำคัญของสังคม เพราะทำให้ผู้คนขาดเสรีภาพ ขาดโอกาส และไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกระบบดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นไทมากขึ้น และเพื่อปรับประเทศให้ก้าวหน้าเท่าทันอารยประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเลิกทาสในเวลานั้นไม่สามารถทำอย่างฉับพลันได้ เพราะทาสมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ครอบครัว กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง หากยกเลิกทันที อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งฝ่ายนายเงินและฝ่ายทาส รวมถึงอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเลือกแนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” แทนการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พระองค์ทรงเริ่มจากการลดค่าตัวลูกทาส เพื่อเปิดทางให้ลูกทาสสามารถไถ่ตัวและพ้นจากความเป็นทาสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นทาส ไม่ควรต้องแบกรับชะตากรรมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสถานะของบิดามารดา

พระราชดำริดังกล่าวนำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท” ในปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ลูกทาสมีค่าตัวลดลงตามอายุ และเมื่อถึงอายุที่กำหนดก็สามารถพ้นจากความเป็นทาสได้ กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเลิกทาสในสยาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงเป้าหมายสุดท้ายคือการเลิกทาสเท่านั้น แต่ยังทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนทุกฝ่าย จึงทรงวางมาตรการที่ทำให้สังคมค่อย ๆ ปรับตัวได้

การเลิกทาสของไทยจึงแตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองหรือความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะสยามสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทาสไปสู่สังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพมากขึ้น โดยอาศัยพระราชดำริ กฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายเลิกทาสอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายและประกาศเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนทาส ป้องกันการเกิดทาสใหม่ และคุ้มครองผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมอีก

กระบวนการดังกล่าวมาถึงจุดสำคัญในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการตรา “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การเลิกทาสในสยามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปสังคมไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

การเลิกทาสไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผู้คน แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของสังคมไทย จากสังคมที่ผู้คนบางส่วนถูกมองเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานผูกพัน ไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของราษฎรมากขึ้น
พระราชกรณียกิจด้านการเลิกทาสจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปบ้านเมืองด้วยพระเมตตาและพระปรีชาญาณ โดยมุ่งให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมั่นคง
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา การศาล การคลัง การคมนาคม และการปกครองส่วนภูมิภาค ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อทำให้สยามเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถรักษาเอกราชท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

วันที่ 12กรกฎาคม พ.ศ. 2417 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของพระราชดำริเลิกทาส จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในสังคมไทย และจุดเริ่มต้นของการคืนเสรีภาพให้แก่ผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

แม้การเลิกทาสจะใช้เวลานานหลายสิบปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การเริ่มต้นในวันนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรุนแรงเสมอไป หากเกิดจากวิสัยทัศน์ ความรอบคอบ และความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

พระราชดำริให้เลิกทาสของรัชกาลที่ 5 จึงเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นหลักฐานของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อราษฎร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปตลอดกาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top